facebook-icon

สวัสดีผู้เยี่ยมชมทุกท่านค่ะและขอบคุณทุกกำลังใจและการติดตามนะคะ

ตอนที่ 11 ลอบกัด

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 ลอบกัด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 52.7k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ก.ค. 2561 22:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 ลอบกัด
แบบอักษร

​ตอนที่ 11 ลอบกัด

      วีรกิจนั่งรอฟังข่าวบนโซฟาสุดหรู ข่าวว่าพยัคฆ์จะออกจากโรงแรมตอนเที่ยงแต่จนแล้วจนรอดก็ไร้วี่แววข่าวดี

“ไหนมึงบอกมันเช็คเอาท์เที่ยง”

“แต่ผมได้ข่าวมาอย่างนี้จริงๆนะนาย” คนสนิทเอ่ยพลางถอยหลังไปอีกก้าวด้วยกลัวว่าเท้าจะแผ่รัศมีมาถึงหน้าเขาได้

“ไม่ได้เรื่อง ไม่เคยมีใครรอดมือกูไปได้”

“ผมว่าไอ้สิงหราชคนนี้มันไม่ใช่ง่ายๆเลยนะนาย ท่าทางมันไม่กลัวนายด้วย”

“กูต้องการรู้ว่ามันเป็นใคร มึงไปหาข้อมูลมันมา” หนุ่มวัยกลางคนสั่งก่อนจะหันไปสนใจทางประตูเมื่อได้ยินเสียงรถดังเข้ามา

“ครับนาย”

“มีอะไรเหรอคะคุณ ทำไมหน้าเครียดๆ” รัชนี นายหญิงผู้เป็นภรรยาเอ่ยถามเสียงอ่อนก่อนจะนั่งลงข้างเขา

“ไม่มีอะไรหรอกคุณ ผมแค่เครียดเรื่องงาน”

“คุณก็อย่าโหมงานหนักนักสิคะ ฉันกลัวคุณจะป่วยจริงๆ”

ร่างสูงยิ้มให้ภรรยาอย่างเหนื่อยๆ ไม่นานนักร่างสูงผู้เป็นลูกชายหนึ่งเดียวก็เดินเข้ามาอย่างเงียบๆก่อนจะเดินเข้ามานั่งข้างๆพ่อและแม่ของตน

“พ่อกลับมาแล้วเหรอครับ” พงศกรถามขึ้น

“อืม ชวดของประมูลทั้งหมดเลย” ชายวัยกลางคนกุมขมับอย่างเคร่งเครียด เขาต้องการแร่เพนไนท์มากๆเพื่อเอามาให้เมียที่รักแต่ไอ้เด็กที่ไหนก็ไม่รู้ฉกชิงไปอย่างหน้าตาเฉย

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณ ตาพงษ์เห็นว่ามาเหนื่อยๆไปพักก่อนสิจ๊ะ”

“ผมไม่มีวันจะแพ้ใครเด็ดขาดโดยเฉพาะไอ้คนหน้าใหม่ที่มาจากไหนก็ไม่รู้” มือหนากำหมัดแน่น แวบหนึ่งเขาก็รู้สึกคุ้นเหลือเกิน เหมือนว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อนแต่จำไม่ได้



กว่าจะได้กลับเชียงรายพยัคฆ์ก็เลื่อนไปซะเย็นย่ำ ทำให้คนหน้าหวานแอบกังวลเล็กๆเพราะพรุ่งนี้เธอมีสอน พยัคฆ์ไม่ยอมปล่อยหญิงสาวเลยมือหนาคอยกุมมือเธอไว้ตลอด บางทีนาราก็แอบคิดเข้าข้างตัวเองไม่น้อยที่เขาดูแลเอาใจใส่ขนาดนี้

“ยิ้มอะไร”

“ปะ…ปะ…เปล่าค่ะ ฉันแค่มองไปเรื่อยเปื่อย”

ใบหน้าหล่อเหลายิ้มบางๆพลางก้มลงไปจูบหน้าผากมนอย่างเอ็นดู ทำเอานาราลอบยิ้มอย่างขวยเขิน เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังหย่อนขาลงไปในกับดักของชายหนุ่มคนนี้เรื่อยแต่มันไม่สามารถหยุดได้

“กลับกันเถอะ”

“อืม”

รถคันหรูออกตัวไปสนามบินอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว ไม่นานนักแสงก็สังเกตเห็นรถสีดำที่กำลังขับมาขนาบข้างทั้งสองคัน

“นายครับ” แสงเอ่ยเรียกซึ่งพยัคฆ์เองก็พยักหน้าเบาๆและหยิบปืนออกมาเตรียมไว้รออยู่แล้ว คราวนี้ชายหนุ่มคนสนิทก็เร่งความเร็วยิ่งขึ้นซึ่งทั้งสองคันก็เร่งตามมาขนาบอยู่ดี

“เกิดอะไรขึ้นคะ” นาราเห็นร่างสูงหยิบปืนออกมาก็ตกใจ

“ไม่มีอะไร มานี่มานารา” แขนแกร่งโอบกอดเธอเข้ามาซบอกเอาไว้อย่างรวดเร็วโดยที่อีกมือหนึ่งถือปืนเตรียมพร้อมไว้ นาราไม่ใช่คนโง่เธอคิดว่ากำลังถูกตามล่าจากใครสักคนแทนที่จะอันตรายแต่เธอกลับรู้สึกว่าปลอดภัยเมื่ออยู่เขา  เธอแอบเงยหน้าขึ้นมามองใบหน้าคมนั้นก็พบแต่เพียงแววตาที่แทบจะไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์เหมือนกับว่าเป็นนักล่าที่กำลังรอตะครุบเหยื่อให้อยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา

“ซ้าย 5 ขวา 4ครับนาย”

ไม่นานนักรถทั้งสองคันก็เร่งมาเบรกตัดหน้าเอาไว้ ทำให้แสงต้องหยุดรถกะทันหัน นาราเบิกตากว้างมองชายข้างหน้าก็เห็นชายในชุดสูทเกือบสิบคนลงมาพร้อมกับอาวุธปืนครบมือ

“นี่มันอะไรกัน”

“ก้มลง” เขาสั่งคำเดียวเธอก็ทำตามทันทีโดยไม่มีอิดออด ด้วยเธอก็เป็นแค่คุณครูทำอะไรไม่เป็นจึงไม่อยากเป็นภาระให้ทั้งสองอีก

ชายชุดดำคนหนึ่งเดินเข้ามาเคาะกระจกสามครั้งแต่แสงยังคงนิ่งอยู่จนกระทั้งมีปืนมาจ่ออยู่ที่กระจก พยัคฆ์จึงพยักหน้าน้อยๆให้สัญญาณ แสงเก็บปืนพลางลดกระจกลง

“มีอะไร”

“ลงมา!!” พวกมันสั่งให้ชายหนุ่มลงมาซึ่งแสงก็ลงไปแต่โดยดีแต่ทว่าทันทีที่ลงมาก็ถูกพวกมันจ่อปืนไว้ที่คอ ซึ่งหลังจากนั้นพยัคฆ์ก็เดินตามลงมาอีกคน

“พวกมึงมีอะไร”

“นายกูสั่งให้มาเก็บพวกมึง เลือกเอานั่งยางหรือแขวนคอ” หัวหน้าชายชุดดำที่หน้าตาดูเหมือนจะไม่แก่มากจ้องพวกเขาเขม็ง

“กูก็เป็นแค่นักธุรกิจธรรมดาๆ กูยังไม่รู้เลยว่ากูไปมีศัตรูที่ไหน” พยัคฆ์พูดหน้าตาย

“มึงลองคิดดีๆว่ามึงไปทำอะไรใครไว้”

“กูก็นึกไม่ออกซะด้วยสิ กูทำอะไรไปวะแสง” ร่างสูงหันมาถามคนสนิทที่ยืนท่าสบายไม่แพ้กัน “เอางี้ พวกมึงอยากได้เงินเท่าไหร่ บอกกู”

ทั้งหมดมองหน้ากันเลิ่กลั่กแต่การเลือกเงินจากนักธุรกิจธรรมดาๆแทนนายวีรกิจที่มีอิทธิพล พวกเขาจำเป็นต้องเลือกอย่างหลังดีกว่า

“ไม่เว้ย รีบเลือกมาก่อนที่กูจะเป่าทิ้งทั้งคู่”

“มันไม่เอาเงินครับนาย”

เพียงแค่มองกันปราดเดียวทั้งคู่ก็หยิบปืนออกมาด้วยความเร็วแสง

“กูให้มึงเลือกแล้วนะ”

ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!!

พยัคฆ์และแสงกราดยิงอย่างแม่นยำจนทั้งหมดตายคาที่ พวกมือปืนพวกนี้ช่างกระจอกสิ้นดีในสายตาของพยัคฆ์เพราะนอกจากตาจะไม่ไวแล้วมือยังช้าอีก

“กลับได้แล้ว”

“ครับ”

“เห็นอะไรบ้างมั๊ย”

“มะ…ไม่ แต่ฉันได้ยินเสียง” นารานั่งตัวสั่นพลางลอบมองใบหน้าหล่อคมนั้นหลังจากขึ้นมาบนรถอย่างกลัวๆ พยัคฆ์เห็นดังนั้นก็เอื้อมมือไปลูบหัวเบาๆและดึงตัวเธอเข้ามากอดปลอบแน่น

“ไม่ต้องกลัวฉันหรอกนะ นารา ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก” เขากดจูบลงบนขมับแรงอีกครั้งหนึ่งเพื่อตอกย้ำ

“พวกคุณต้องใช้วิธีโหดร้ายขนาดนี้เลยเหรอ”

“คนแบบพวกฉันถ้าไม่ใช้วิธีนี้ เราก็จะตายซะเอง” พยัคฆ์พูดเสียงเรียบแต่มันยิ่งทำให้นารากลัวยิ่งขึ้นไปอีก เธอจะใช้วิธีไหนที่จะออกไปจากตรงนี้ได้ในเมื่อสิ่งที่พยัคฆ์ผูกมัดเธอมันไม่ใช่เชือกเขาไม่ได้มัดตัวเธอไว้ แต่แม้จะยังไม่ได้มัดใจเธอไว้แต่เธอก็ยินยอมยื่นขาเข้ามาในเชือกแห่งความเสน่หาที่เขาผูกเอาไว้ข้างหนึ่งแล้ว

“เรารีบกลับกันเถอะ”

“อืม”



จังหวัดเชียงราย

“นายครับเรามีปัญหานิดหน่อย”  หลังจากกลับมาเข้มก็รีบวิ่งเข้ามาหาผู้เป็นนายทันที พยัคฆ์ที่ได้ยินก็ชักสีหน้าไม่พอใจทันที กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็ดึกดื่นแล้วยังจะมีเรื่องมากวนใจเขาอีก

“เพิ่งเดินเข้าบ้านก็มีเรื่องเลยกู”

นาราลืมตัวจึงยืนตาแป๋วอยู่ข้างๆจ้องมองชายหนุ่มเงียบๆจนร่างสูงต้องส่งสายตาไล่ เธอจึงรู้ตัวว่าไม่ควรยุ่งเรื่องของคนใจโหดแล้วก็รีบติดสปีดพาตัวเองขึ้นห้องทันที

“ไอ้เล้งมันคิดจะเจรจากับหัวหน้าโจรเหมือนกัน งานนี้ไอ้หัวหน้าโจรที่เขาวงจันทร์คงเหลิงคิดว่าตัวเองเลือกได้แน่ๆ” เข้มอธิบายน้ำเสียงแฝงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“ไอ้พวกนี้ถ้าเลือกได้มันคงไม่อยากเป็นโจรหรอก แต่มันก็ออกมาที่สว่างไม่ได้เพราะศัตรูมันก็เยอะไหนจะลูกเมียพวกมันอีก” พยัคฆ์เว้นไปครู่หนึ่ง “พวกมึงคิดว่าจริงๆแล้วพวกมันต้องการอะไรล่ะ”

“ความมั่นคง ปลอดภัยและเงิน”

“มึงไปจัดการมา”

“ครับนาย”


ตั้งแต่กลับมาร่างสูงก็ดูเหมือนจะต้องการเห็นนาราอยู่ใกล้ชิดสายตาตลอดเวลา เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่า

“อาบน้ำชื่นใจจังเล๊ย” เสียงใสดังออกมาจากประตูห้องน้ำจนทำให้พยัคฆ์ที่นั่งรอบนเตียงยิ้มมุมปากรอ

“จริงเหรอ”

“จริงสิ ว๊าย!!” นาราแทบจะใช้ผ้าคลุมตัวแทบไม่ทันเมื่อพบว่ามียักษ์ปักหลั่นนั่งรอบนเตียงยักคิ้วให้อย่างกวนบาทา  “คุณเองเหรอเนี่ย”

“ฉันไงหรือเธอนึกว่าเป็นใคร” เขาว่าพลางเงียบไปครู่หนึ่ง “หอมจริงๆเลย”

“กะ..ก็ฉันอาบน้ำไงก็ต้องหอมเป็นธรรมดาแหละ” หญิงสาวกล่าวตะกุกตะกักหน้าขึ้นสีพลางมองแค่พื้นไม่ยอมมองสูงไปกว่านั้นเลย

“เหมือนกลิ่นมะลิเลย”

“โรคจิตหรือไง มาเที่ยวดมตัวคนอื่นอยู่ได้” มือไม้เล็กเริ่มอยู่ไม่สุขหาที่วางไม่ได้ เล่นเอาคนนั่งบนเตียงแอบขำในใจ

“ไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย ก็ฉันได้กลิ่นเองนี่”

“บ้า ฉันไปแต่งตัวดีกว่า”

“ไม่ต้อง!! เข้ามานี่สิ”

ว่าแล้วเชียว*!!*

เขาว่าและตบตักแปะๆรอเธอทำเอาคนร่างบางยืนนิ่งระแวง เขาเห็นเธอเป็นอีหนูของเขาอีกแล้ว หญิงสาวถอนหายใจเบาก่อนจะเดินเข้าไปนั่งบนตักเขาแต่โดยดี โดยได้แขนแกร่งรวบเอวบางไว้แน่นจนเธอต้องหันไปค้อนให้

“พอใจยัง” ใบหน้าหวานย่นจมูกอย่างไม่พอใจเล็กๆ

“ไม่จัดกับฉันซักยกหรือไง”

“ไม่” ตอบแบบไม่ต้องคิด เพราะเมื่อคืนเขาได้ทำเธอสลบเหมือดบนเตียงนอนอย่างหมดสภาพ ยกเดียวอย่างนั้นเหรอ โกหกชัดๆ “ปล่อยฉันเถอะน่า ฉันจะได้ไปแต่งตัว”

“ไม่ต้องใส่อะไรได้มั๊ย” เสียงนุ่มว่าพลางลูบไล้สะโพกงามทำให้นาราสะดุ้งโหยง

“ไม่เอา ฉันก็มียางอายนะ”

“อายอะไร นมใหญ่เท่าลูกแตงโมฉันก็เห็นมาแล้ว”

เพี๊ยะ!

และแล้วอกแกร่งก็ถูกตีจนได้เมื่อหญิงสาวได้ยินคำนั้น ร่างสูงจึงบีบหน้าอกสวยเป็นการแก้แค้นแทน

“คุณเสือ!! หยาบคาย” ใบหน้าหวานแหวใส่ก่อนจะพันหน้าอกให้แน่นขึ้น

“อะไรนะ อยากให้หยาบคายกว่านี้เหรอ จัดให้”

“ว้าย!! คุณเสือ”

ไม่ทันได้รู้ตัวร่างบางก็ถูกกระชากผ้าที่พันตัวออกไปจนหมดเหลือเพียงเรือนร่างที่เปล่าเปลือย เขาเองก็เลือกจะถอดเสื้อจนท่อนบนเปลือยเปล่าเช่นกันก่อนจะผลักเธอลงบนเตียงพลางมองสำรวจอย่างละเอียดด้วยแววตาที่ปรารถนาอย่างแรงกล้า บนตัวของนารายังคงมีรอยสีกุหลาบที่เขาฝากไว้อยู่ทั่วตัว

“หืม ฉันทำขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”

“พอได้แล้ว อื้อ” หญิงสาวว่าเสียงแผ่ว เมื่อเขาตวัดลิ้นที่ยอดปทุมถันสีชมพูอ่อนก่อนจะดูดดุนอย่างหิวกระหายและเลื่อนขึ้นมาขบลิ้มรสหวานๆจากริมฝีปากสวยแทน มือหนาค่อยๆลูบไล้เรียวขาสวยอย่างช้าๆความกร้านของมือชายหนุ่มปะทะกับผิวนุ่มๆของเธอ ทำให้นาราเหมือนได้สัมผัสกับกระดาษทรายที่ทำให้เธอเสียวซ่านและจั๊กจี้เล็กๆจนแทบจะขาดใจ

“ไหนบอกว่าพอไง มือไม้อ่อนไปหมดแล้วนะ” เขาเอ่ยเสียงพร่า

“เพราะคุณนั่นแหละ” ใบหน้าหล่อคมเข้มยิ้มให้อย่างชอบใจก่อนจะก้มลงไปขบติ่งหูเล็กและซุกไซ้ดอมดมความหอมละมุนจากลำคอขาวผ่องจนเธอเคลิ้มตาม

“อื้อ คุณเสือพอเถอะ”

“ไม่เอาน่า”

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“นายครับ”

ทันทีที่ได้ยินเสียงข้างนอกเขาก็หยุดการกระทำอย่างหัวเสีย ใบหน้าคมขบกรามแน่นไม่พอใจกับการขัดจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็มของเขา  เขาละจากกายหอมๆทันทีก่อนจะใช้ผ้าห่มคลุมตัวหญิงสาวไว้อย่างมิดชิดจนแทบจะเหลือแค่คอก่อนจะเดินออกมากระชากประตูเปิดออก

ปึง!

“อะไร!!” พยัคฆ์ถามเสียงห้วน

“เกิดเรื่องแล้วนาย”

“เรื่อง?”

“โกดังสองไฟไหม้ครับนาย” เข้มว่าท่าทีลุกลน

“แม่งเอ๊ย!! พวกมึงครึ่งนึงไปดับไฟอีกครึ่งไปกับกู ที่สำคัญอย่าให้ไม่กฤษณากูเป็นอะไรไปเด็ดขาด” เข้าตะโกนเสียงเข้มก่อนจะหันกลับมาใส่เสื้ออย่างลวกๆโดยไม่กลัดกระดุมสักเม็ดและหยิบปืนลูกซองคู่ใจออกมากระบอกหนึ่งท่ามกลางสายตางุนงงของหญิงสาว

“คุณเสือ”

“เธอรออยู่ในนี้ ล็อคประตูหน้าต่างให้ดี”

“เอ่อ ค่ะ”

ตอบกลับแค่นั้นเขาก็รีบวิ่งออกไปทันที นารามองตามอย่างเป็นห่วงกลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไป ไม่นานนักมาลัยก็รีบพรวดพราดเข้ามาในห้องเธอเพื่ออยู่เป็นเพื่อน


ชายป่าหลังไร่

พยัคฆ์และเข้มพาลูกน้องไม่มากเดินเข้ามาในป่ารกชัฏ ชายหนุ่มเดินตามรอยเท้าไปอย่างมั่นใจเพราะช่วงนี้เป็นฤดูฝนเพิ่งหมด ดินกำลังร่วน คนจะไปจะมาต้องทิ้งรอยเท้าไว้ทำให้แกะรอยง่าย

สวบ สวบ สวบ

ทันไดนั้นร่างสูงยกมือเป็นสัญญาณให้ทั้งหมดหยุดก่อนจะเดินเข้าไปในกอพุ่มไม้เลื้อยอย่างช้าๆ จู่ๆชายหนุ่มผู้หนึ่งก็โผล่ออกมาจากหลังพุ่มไม้พร้อมหันปากกระบอกปืนตรงมายังนายใหญ่แห่งพยัคฆ์คำราม

“เห้ย!!”

ปัง!!

กระสุนเฉียดแขนพยัคฆ์ไปเล็กน้อยเพราะหลบทันและชายหนุ่มปริศนาก็รีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วในความมืด แต่อย่างไรก็ไม่สามารถพ้นสายตาพยัคฆ์ของชายหนุ่มไปได้ ลำแขนแกร่งยกยกลูกซองจ่อไปที่เหยื่ออย่างใจเย็นราวกับว่าเขาอยากเล่นกับมัน

ปัง!!

กระสุนลูกซองเข้าเนื้อขาขวาเต็มๆทำให้มันหยุดวิ่งและล้มลงทันที

“ไปเอาตัวมันมา!!”

“ครับนาย” ว่าแล้วเหล่าลูกน้องก็รีบไปคุมตัวชายผู้โชคร้ายมาหาผู้เป็นนายใหญ่ทันที

“เอามันไปที่โกดัง กูจะเค้นคอมันเอง”


..................................TBC.....................................

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว