facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ไม่ว่าอำนาจ ครอบครัว หรือความรัก นางต้องการมันทั้งหมด!

บทที่ 14 ฤดูใบไม้ผลิ

ชื่อตอน : บทที่ 14 ฤดูใบไม้ผลิ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.9k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ส.ค. 2561 09:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 14 ฤดูใบไม้ผลิ
แบบอักษร

ถาวจวินหลันรับผิดชอบออกความคิดแล้ว เรื่องอื่นนั้นนางก็ไม่จำเป็นต้องทำอีก หากมากกว่านี้มันคงดูไม่เหมาะสมเท่าไร

หลี่ว์หลิ่ววิ่งเต้นหาเส้นสายด้วยตัวเองโดยไม่ได้มารบกวนนางอีก

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวเวลาก็ล่วงเลยไปถึงสามเดือน หลี่ว์หลิ่วได้รับคำสั่งอย่างเป็นทางการแล้วว่า ต้องย้ายออกจากหน่วยงานซักล้างไปศึกษากฎระเบียบ หลังจากเรียนกฎระเบียบจบแล้ว ก็จะได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้

นั่นก็นับว่าเป็นด่านสุดท้ายนั่นเอง หากฮ่องเต้ทรงพอพระทัย ก็จะได้รับเลือกและประทานตำแหน่งให้ นับแต่นี้ไปก็เท่ากับว่าได้บินขึ้นไปสู่ท้องฟ้าแล้ว แม้ไม่ถึงขั้นได้เป็นพญาหงส์ แต่อย่างน้อยก็สูงส่งกว่านกกระจอกทั่วไปหลายเท่านัก อย่างไรก็นับว่าเป็นเจ้านายแล้ว

หลังจากหลี่ว์หลิ่วได้ยินข่าวนี้แล้ว ก็ดีใจเป็นอย่างมาก คิ้วที่ขมวดอยู่นั้นจึงได้คลายออกมา ดูสดชื่นราวกับดอกไม้ที่พลิ้วไหวไปตามสายลมในฤดูใบไม้ผลิ ช่างดูสดใสและสวยงามอย่างบอกไม่ถูก ทำให้คนที่มองนางนั้นรู้สึกเพลิดเพลินตาไปด้วย

หลี่ว์หลิ่วจับแขนของถาวจวินหลันไว้ แล้วยิ้มจนแก้มปริ “อีกไม่นานข้าจะไปบอกกับซุนกูกู ให้เจ้าไปอยู่กับข้า คอยอยู่ข้างกายข้า ข้าจะไม่ติดหนี้บุญคุณเจ้าอย่างแน่นอน”

เมื่อได้ยินคำว่า ‘หนี้บุญคุณ’ ถาวจวินหลันก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว ดวงตาทั้งสองข้างนั้นหลุบต่ำลงเพื่อกดอารมณ์ของตัวเองไว้ นางไม่ค่อยชอบคำๆ นี้ รู้สึกว่า...เหมือนคนสูงศักดิ์ปฏิบัติต่อคนต่ำต้อยอย่างนั้น เมื่อคิดได้เช่นนี้ก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย ต่อไปฐานะของพวกนางก็จะต่างกันราวฟ้ากับเหวแล้วหรือ? ต่อไปหลี่ว์หลิ่วก็จะได้เป็นเจ้านาย ซึ่งฐานะต่างชั้นกันโดยสิ้นเชิง

ความรู้สึกกังวลปรากฏออกมา บีบหัวใจของถาวจวินหลันเอาไว้แน่น

ทว่าคิดถึงมิตรภาพและน้ำใจที่หลี่ว์หลิ่วมอบให้นางมาตลอดนั้น ถาวจวินหลันก็ได้แค่กดความรู้สึกมืดหม่นในใจนั้นกลับไป จากนั้นจึงมองหลี่ว์หลิ่วแล้วค่อยๆ ยิ้มออกมา “เจ้าต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะ ส่วนข้าน่ะไม่เป็นไรหรอก ข้าเพียงแค่หวังให้เจ้าช่วยซินหลันบ้าง นางยังเด็กนัก ต้องมาลำบากอย่างนี้คงไม่ดีแน่นอน”

หลี่ว์หลิ่วยิ้มแล้วพยักหน้า จากนั้นดวงตาก็เผยความอ่อนโยนออกมา “มีพี่สาวอย่างเจ้า ทำให้ข้ารู้สึกอิจฉามากเสียเหลือเกิน”

ถาวจวินหลันยิ้มเขินอาย แต่ก็ยังรักษาท่าทางสงบนิ่งไว้ “ข้าเป็นพี่สาวนาง หากข้าไม่ปกป้องนาง แล้วใครจะปกป้องนางกันเล่า?”

หากเป็นไปได้ นางนั้นก็ยินดีที่จะปกป้องถาวซินหลันด้วยชีวิตตลอดไป

วันที่หลี่ว์หลิ่วย้ายออกจากหน่วยงานซักล้างนั้น นอกจากกระเป๋าผ้าใบเล็กใบเดียวแล้ว ของเกินความจำเป็นอย่างอื่นนางก็ไม่ได้เอาไปด้วย โดยเฉพาะเสื้อผ้าของนางกำนัลนั้นนางทิ้งไว้ที่นี่หมด อย่างแรกคือไม่ต้องใช้ อีกอย่างคือมีความหมายว่าอยากจะทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง

ถาวจวินหลันที่มองตามหลังหลี่ว์หลิ่วซึ่งเดินตามขันทีออกไปโดยไม่ลังเล ก็รู้สึกว่า เมื่อฐานะเริ่มไม่เหมือนเดิม หลี่ว์หลิ่วเองก็ดูเปลี่ยนไปในพริบตา ท่าทางนอบน้อมเจียมตัวของนางกำนัลนั้นดูไม่ค่อยเหลือแล้ว กลับมีท่าทางของคนชั้นสูงขึ้นมาเล็กน้อย

ทว่าคิดแล้วก็อาจจะเป็นความพยายามของตัวหลี่ว์หลิ่วเองก็ได้กระมัง? นางเป็นคนเฉลียวฉลาด เมื่อฐานะเปลี่ยนไปแล้วก็รู้ว่าจะต้องเปลี่ยนท่าทางของตัวเอง ไม่ควรที่จะทำท่าทางเหมือนนางกำนัลอีกต่อไปแล้ว

เพียงแต่ไม่รู้ว่า ที่หลี่ว์หลิ่วให้สัญญากับนางไว้นั้น สุดท้ายแล้วจะสามารถ...เป็นจริงได้หรือไม่

แน่นอนว่า ในฐานะเพื่อนนั้น นางก็หวังว่าหลี่ว์หลิ่วจะสามารถสำเร็จได้ดั่งใจหวัง ถึงอย่างไรหลี่ว์หลิ่วก็เลือกเดินหนทางนี้แล้วมิใช่หรอกหรือ?

แม้ว่าในครั้งนี้ฉ่ายยวนจะไม่ได้ไปถึงด่านสุดท้ายเหมือนกับหลี่ว์หลิ่ว ทว่าไม่รู้ว่าทำไมถึงได้โอกาสอื่นแทน นางได้ย้ายไปประจำตำแหน่งที่หน่วยงานอื่นอย่างเกินความคาดหมาย

หลังจากส่งหลี่ว์หลิ่วแล้ว ต่อมาไม่นานก็เป็นฉ่ายยวน บรรยากาศตอนส่งฉ่ายยวนกับหลี่ว์หลิ่วนั้นต่างกัน เพราะพวกถาวจวินหลันที่เหลือกันอยู่เพียงสามเป็นคนส่งนางออกจากหน่วยงานซักล้างกันเอง

ฉ่ายยวนนั้นอารมณ์ดีอย่างมาก นางยิ้มและโบกมือ “พอเถอะ ไม่ต้องไปส่งแล้ว ข้าไม่ได้ไปที่อื่นสักหน่อย อย่างไรก็ยังอยู่ในวังหลวงนี้ ต่อไปจะไม่ได้เจอกันอีกเชียวหรือ? พวกเจ้าเก็บท่าทางโศกเศร้าเสียใจของพวกเจ้าไปเสีย ข้าจะได้ไปอยู่ที่ดีๆ แล้ว พวกเจ้าไม่ดีใจหรอกหรือ?”

ถูกนางว่าเช่นนี้แล้ว บรรยากาศเศร้าโศกเสียใจก่อนหน้านี้ก็หายไปไม่น้อย ถาวจวินหลันหัวเราะออกมา “เอาเถอะ พวกข้าจะไม่ดีใจแทนเจ้าได้อย่างไร? พวกเราดีใจจนไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว หวังแต่เพียงว่าวันหนึ่งเจ้าจะได้เป็นใหญ่เป็นโต แล้วพาพวกข้าไปอยู่ด้วย”

ฉ่ายยวนเชิดคางขึ้น “แน่นอนอยู่แล้ว พวกเจ้ารอข้าก่อนก็แล้วกัน”

เมื่อเห็นหลังของฉ่ายยวนเดินลับไป ถึงได้ยินเหวินซิ่งถอนใจออกมา “ผ่านไปพริบตาเดียวก็เหลือแค่พวกเราสามคนเสียแล้ว”

ถาวจวินหลันเองก็ถอนใจเช่นกัน แล้วก็ยิ้มออกมา “แต่ว่าก็ต้องดีใจแทนพวกนาง นี่เป็นเรื่องน่ายินดี หวังแค่ว่าพวกเราทั้งห้าคนจะมีสิ่งดีๆ รออยู่ข้างหน้าก็พอแล้ว”

เหวินซิ่งมองถาวจวินหลัน แล้วลดเสียงต่ำลง “หรือว่าเจ้ายังคิดจะไปอยู่กับหลี่ว์หลิ่วจริงๆ หรือ?”

ถาวจวินหลันสะดุ้ง ค่อยๆ หันไปมองเหวินซิ่ง ดวงตาเรียวยาวของเหวินซิ่ง ในแววตานั้นสดใสเหมือนน้ำใสสะอาด ไม่แฝงซึ่งสิ่งสกปรกเลยแม้แต่น้อย และคิ้วเข้มคู่นั้นขมวดอยู่เล็กน้อย “แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี แต่ข้าแค่คิดว่า ฐานะของนางนั้นไม่เหมือนเดิมแล้ว หากเจ้าไปคอยรับใช้ข้างกายนางจริงๆ ต่อไปกลัวว่าความเป็นเพื่อนของพวกเจ้าจะเปลี่ยนไป”

ต้องยอมรับว่า คำพูดของเหวินซิ่งนั้น มีเหตุมีผลอย่างมาก

อีกทั้งคำพูดของเหวินซิ่งนั้น ทำไมจะไม่ใช่สิ่งที่ถาวจวินหลันกังวลใจอยู่?

เพียงแค่... ‘ถึงตอนนั้นข้ากลัวว่าจะปฏิเสธไม่ได้แล้ว' ถาวจวินหลันถอนใจ

เหวินซิ่งขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยิ้มออกมาอย่างเสียไม่ได้ “ใช่สิ ต่อไปนางก็จะเป็นเจ้านาย หมายความว่า เจ้าก็ขัดความต้องการของนางไม่ได้” ครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้น “แต่ข้ากลับไม่อยากไป ต่อให้นางจะพูดอย่างไร ข้าก็ไม่รับปากหรอก”

ถาวจวินหลันค่อยๆ ยิ้มและพูดตัดบท “เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ เรื่องของอนาคตใครจะรู้กันเล่า?”

กว่าหลี่ว์หลิ่วจะเรียนกฎระเบียบจบนั้น อย่างน้อยก็ต้องสักสองเดือน หลังจากสองเดือนนี้ไป อะไรจะเปลี่ยนไปขนาดไหนก็ไม่มีใครรู้ได้ทั้งนั้น

หารู้ไม่ คำพูดที่นางเคยพูดไว้นี้ จะเป็นอย่างที่สังหรณ์ไว้จริงๆ

ต้นเดือนสี่ อากาศค่อยๆ ร้อนขึ้นมา คนในวังต่างเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิ นางกำนัลในหน่วยงานซักล้างนั้นต่างก็เป็นนางกำนัลชั้นล่าง ดังนั้นจึงต้องใส่ชุดเครื่องแบบสีแดง คุณภาพก็ไม่ได้ดีนัก ทว่านี่ก็ไม่ได้ทำให้ความอยากแต่งตัวของนางกำนัลในวังหลวงนั้นลดลง ชุดเครื่องแบบนั้นต่างคนต่างแก้ด้วยตัวเอง เมื่อใส่เข้าไปแล้ว ก็ดูมีทรวดทรงองค์เอว เห็นรูปร่างบางเหมือนกับต้นหลิ่วในฤดูใบไม้ผลิ พวกนางเติมแต่งกันจนดูงดงามขึ้นมา

ตรงมุมของหน่วยงานซักล้างนั้นมีต้นท้อซึ่งไม่รู้ว่าปลูกมาเป็นเวลากี่ปีแล้วอยู่ต้นหนึ่ง ในเวลานี้ได้ออกดอกผลิบาน นางกำนัลจำนวนไม่น้อยต่างไปเด็ดมาเสียบไว้ที่ผม แอบทำไม่กล้าให้ใครเห็นเพราะ กฎในวังหลวงห้ามมิให้นางกำนัลประดับผมด้วยดอกไม้

“ถาวจวินหลันมองดูดอกไม้หลากหลายสีสันนั้น อยู่ๆ กลับคิดถึงต้นท้อในสวนของบ้านนางอย่างไม่มีสาเหตุ นั่นเป็นต้นท้อที่ท่านพ่อของนางปลูกเองกับมือในปีที่นางเกิด สื่อความหมายว่า ในฤดูใบไม้ผลินั้นดอกท้อบานสะพรั่ง เป็นเวลาที่หญิงสาวถึงวัยออกเรือน ดอกท้อบานสะพรั่ง เหมือนดั่งที่ผู้คนต่างหวังและอวยพรให้ชีวิตคู่มีความสุข

ครั้นมองดูสีสันพวกนั้นก็รู้สึกเจ็บปวดในใจ แม้แต่ดวงตาก็เริ่มรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว จึงรีบเดินหนีออกจากสีสันสวยงามพวกนั้น แล้วไม่กล้าหันกลับไปมองอีก

ถาวซินหลันไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น ตกดึกจึงยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด “ท่านพี่ ไม่รู้ว่าต้นท้อในสวนของท่านพี่ ปีนี้จะออกดอกเป็นอย่างไรบ้าง”

ถาวจวินหลันรู้สึกเจ็บปวดใจอย่างมาก แต่ก็ฝืนยิ้มออกมา “คิดว่าก็น่าจะมีดอกไม้น้อยเหมือนกัน”

“อื้อ ลูกท้อก็น่าจะสุกแล้ว พวกเราแอบเอามากินบ้างคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง?” คำพูดของถาวจวินหลันนั้นเต็มไปด้วยความปรารถนาและความหวัง

ถาวจวินหลันอดยิ้มไม่ได้ ‘เจ้าเด็กน้อยผู้หิวโหย’ ทว่าเมื่อก่อนนั้นถาวซินหลันก็ซุกซนไม่น้อย ต้นท้อในสวนของนางออกผลทุกปี ยังไม่ทันจะแดงก็เกิดหายนะขึ้นกับต้นท้อเสียแล้ว

แต่นางอยากให้นางสาวของนางนั้นมีความบริสุทธิ์ซุกซนอยู่อย่างนี้ตลอดไป

ครั้นตื่นมาในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น ถึงพบว่าเมื่อคืนมีฝนตกลงมาปรอยๆ อากาศร้อนอบอ้าวก่อนหน้านี้จึงเย็นขึ้นมาบ้าง เช่นนี้ถาวจวินหลันคิดได้จึงได้หยิบเสื้อคลุมบางๆ ออกมาใส่ไว้ข้างในอีกชั้น ถาวซินหลันเองก็เช่นกัน

อากาศเช่นนี้ จะทำให้ไม่สบายได้ง่าย อากาศเดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อน

ทว่าหลายๆ คนไม่ได้รอบคอบแบบถาวจวินหลัน ยังคงใส่เพียงแค่ชุดฤดูใบไม้ผลิเหมือนเดิม แม้ว่าอากาศจะหนาวลงเล็กน้อย ทว่าพอเริ่มทำงานไปพักหนึ่งก็จะเริ่มรู้สึกอุ่นขึ้นมาเอง

ผลปรากฏว่า หลายคนเป็นหวัดขึ้นมา ทั้งปวดหัว ตัวร้อน ไอจามไม่หยุด

นางกำนัลอาวุโสซุนปฏิบัติตามกฎ ไม่กล้ารั้งตัวไว้ รีบให้นางกำนัลที่ไม่สบายพักผ่อนอยูในห้อง พวกที่อาการหนักเพียงไม่กี่คนนั้น ก็ได้ส่งไปรักษาที่หน่วยพักผู้ป่วย

ถาวจวินหลันได้ยินเรื่องนี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น หน่วยพักผู้ป่วยไม่ใช่สถานที่ที่ดีนัก คนในวังที่เจ็บป่วยนั้น ไม่สามารถหาหมอกินยาได้ ต่างก็ถูกส่งตัวไปพักที่หน่วยพักผู้ป่วย หากดีขึ้นแล้วก็จะได้กลับมา หากตายแล้ว...ก็จะถูกแบกออกจากวังไปฝังแบบลวกๆ ครั้งเพิ่งเข้าวังมานั้น นางก็เคยได้ยินมาแล้ว หน่วยพักผู้ป่วยเป็นสถานที่ที่เย็นยะเยือกที่สุดและน่ากลัวที่สุดในวังหลวง ยอมตายเสียยังดีกว่าให้เข้าไปในที่แบบนั้น

เนื่องจากเรื่องไปหน่วยพักผู้ป่วยแพร่ออกไป คนที่โชคดีรอดมาได้ก็ไม่กล้ารักสวยรักงามอีก แต่ละคนต่างก็หยิบเสื้อผ้าหนาๆ มาใส่กัน

แล้วก็พอดีกับเวลานี้มีคนมาคัดเลือกนางกำนัล บอกว่าคนไม่พอ ต้องเลือกคนไปช่วยงานสักคนสองคน

เดิมทีเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไร มีเจ้านายบางวังขาดคนทำงาน ก็จะมาเลือกเอาจากหน่วยงานซักล้างเช่นนี้ไปสักคนสองคน เป็นเรื่องธรรมดามาก ปกติเรื่องดีๆ เช่นนี้มักจะตกไปอยู่กับนางกำนัลที่สนิทกับนางกำนัลอาวุโส

ถาวจวินหลันจึงไม่ได้ใส่ใจอะไร ดูจากความสัมพันธ์ของนางกับนางกำนัลอาวุโสซุนแล้ว นางไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะตกมาถึงนาง

แต่คาดไม่ถึงว่า คนที่มาคัดเลือกนางกำนัลนั้นจะเป็นคนรู้จัก

พอดีเป็นคนที่มาจากวังขององค์ชายรอง ซึ่งก็คือนางกำนัลที่มอบหมายงานให้นางที่ชื่อจิ้งหลิงคนนั้น

ถาวจวินหลันตกใจ ที่แท้วังที่ขาดคนนั้นเป็นวังขององค์ชายรองเองหรอกหรือ?

นึกถึงองค์ชายรอง นางก็คิดถึงเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ ที่ทิ้งไม่ลง ต้องเย็บซ่อมแล้วเอามาใส่อีกพวกนั้นขึ้นมา

ไม่รู้ว่าที่จริงแล้วองค์ชายรองเป็นคนอย่างไรกันแน่? เรื่องแปลกเช่นนี้ทำให้รู้สึกสงสัยอยู่เหมือนกัน

มองเพียงแค่แวบเดียว ถาวจวินหลันก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ ถึงอย่างไรเรื่องดีๆ เช่นนี้ ก็คงตกมาไม่ถึงนางอย่างแน่นอน แม้แต่เรื่องที่องค์ชายรองเป็นคนอย่างไร ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนางเลยแม้แต่นิดเดียว

กลับเป็นนางกำนัลที่นั่งข้างๆ นางพูดออกมาด้วยความอิจฉา “ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่พวกเราจะได้มีโอกาสดีๆ เช่นนั้นบ้าง”

จิ้งหลิงเป็นถึงนางกำนัลขั้นหนึ่ง แน่นอนว่าคงจะดีกว่าพวกนางซึ่งไม่มีแม้แต่ลำดับขั้นไม่รู้ตั้งกี่เท่า

ได้ยินเช่นนี้แล้ว ดวงตาของถาวจวินหลันก็มีประกายสุกใส แสดงความอิจฉาออกมาเล็กน้อย หากนางได้เป็นนางกำนัลขั้นหนึ่ง การจะดูแลถาวซินหลันก็เป็นเรื่องง่ายขึ้นเยอะเลยมิใช่หรือ? ทั้งยังเก็บเงินได้มากขึ้น เหลือไว้เป็นหลักประกันให้ตัวเองหลังออกจากวัง...

ในขณะที่กำลังอยู่ในห้วงความคิด ทันใดนั้นก็โดนคนข้างๆ สะกิดเล็กน้อย...

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว