ขอบคุณทุกกำลังใจ กำลังเริ่มติดเหรียญแล้วนะคะ ใครยังไม่อ่านรีบอ่านก่อนติดเหรียญนะคะ

ตอนที่ 24 แก้ต่างคำครหาและคำนินทา

ชื่อตอน : ตอนที่ 24 แก้ต่างคำครหาและคำนินทา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ก.ค. 2561 20:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 24 แก้ต่างคำครหาและคำนินทา
แบบอักษร

ข้ากินอาหารเย็นและนั่งเล่นกับท่านแม่สามีจนดึกดื่น นางเป็นคนที่คุยเก่งหาเรื่องชวนหัวมาเล่าให้ข้าฟังมากมาย ข้าอยู่กับนางแล้วสบายใจยิ่งนัก แม้ว่าใบหน้านี้จะมีส่วนคล้ายตวนมู่เฉินมากแต่ความอ่อนหวานและอ่อนโยนไม่มีความเสแสร้งเลยสักนิด ข้ากำลังหัวเราะเสียงดังก็เห็นมู่เฉินทำสีหน้าแปลกประหลาดเดินเข้ามา ยามนี้ข้ากำลังนั่งเล่นอยู่หน้าเรือนของท่านพ่อและท่านแม่

“ท่านแม่ ชิงชิงอยู่ที่นี่เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดบอกกับข้า” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ข้าได้แต่ก้มหน้านิ่งเงียบนี่คงเป็นนิสัยที่แท้จริงของเขาสินะ เอ่ยกับมารดาของตนเองด้วยน้้ำเสียงเช่นนี้เขาเป็นคนร้ายกาจอย่างที่ข้าคิดเอาไว้จริงๆด้วย

“แม่เห็นว่าเจ้ายังคงปรับอารมณ์ของตนเองมิได้จึงมิให้ผู้ใดบอกแก่เจ้าว่านางอยู่ที่นี่” ท่านแม่สามีเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ส่วนข้าอดนิ่วหน้ามิได้

“ท่านก็เลยปล่อยให้ข้าออกตามหานางไปจนทั่วเช่นนี้หรือ” เขาเอ่ยพลางปัดฝุ่นผงออกจากตัวข้าจึงอดเพ่งมองเขาอย่างเต็มสายตามิได้ ยามนี้ตวนมู่เฉินไม่เหลือภาพคุณชายผู้หล่อเหลาและสง่างามอีกต่อไปแล้ว สภาพของเขาในยามนี้ผมเผ้ายุ่งเหยิงมีฝุ่นผงเต็มตัว ใบหน้าก็มีรอยฟกช้ำไปทั่ว ข้าอดอุทานออกมามิได้

“ท่านไปตามหาข้าที่ไหน” พอข้าเอ่ยถามเช่นนี้เขาก็หันมามองข้าด้วยสีหน้าน่าสงสารทันที

“จะที่ใดได้ ข้าก็ไปรับเจ้าที่จวนตระกูลตู้นะสิ คนของท่านแม่บอกข้าว่าเจ้ากลับไปจวนตระกูลตู้ เจ้าจะให้ข้าไปตามหาเจ้าที่ใดเล่า ท่านแม่นะท่านแม่เหตุใดจึงทำกับข้าเช่นนี้” เขาหันไปตัดพ้อต่อท่านแม่ด้วยสีหน้าน่าสงสาร

“เจ้ารักหน้าตาของเจ้ามากมิใช่หรือ ยามนี้ชิงชิงต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเจ้าผู้เป็นสามีก็ต้องเป็นผู้นำชื่อเสียงกลับคืนมาให้นางมิใช่หรือ” นางเอ่ยพลางหลุดหัวเราะออกมาจนข้าอดสงสัยมิได้ ส่วนตวนมู่เฉินถลึงตาใส่นาง ยกมือขึ้นกุมบาดแผลที่ไหล่แล้วเดินจากไปในทันที ข้ากำลังจะเอ่ยถามท่านแม่กุ้ยฮัวสาวใช้คนสนิทของท่านแม่ก็เดินอมยิ้มเข้ามารายงานทันที

“คารวะนายท่าน ฮูหยินและฮูหยินน้อย ข้าได้จัดการตามที่ฮูหยินสั่งเรียบร้อย เป็นไปตามที่ท่านคาดการณ์ไว้เจ้าค่ะ พอท่านราชครูกลับเข้าเรือนไปเห็นฮูหยินน้อยไม่ติดตามเข้าไปสักทีเขาจึงออกมาตามหา ข้าจึงให้คนไปเรียนท่านราชครูว่าฮูหยินน้อยกลับจวนตระกูลตู้เจ้าค่ะ” กุ้ยฮัวเอ่ยด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม ส่วนข้าอดตื่นตกใจมิได้

“เจ้าลูกชายคนดีของข้าคงรีบไปยังจวนตระกูลตู้ทันทีเลยสินะ” ท่านแม่เอ่ยพลางปิดปากหัวเราะขบขัน

“เจ้าค่ะ เมื่อไปถึงเขาก็ไปตะโกนขอเข้าไปในจวน ท่านแม่ทัพและท่านแม่ทัพน้อยจึงออกมาต้อนรับเจ้าค่ะ ข้ากลัวว่าเรื่องราวจะลุกลามใหญ่โตข้าจึงส่งคนไปบอกกับท่านแม่ทัพว่าฮูหยินน้อยอยู่กับท่านที่นี่เจ้าค่ะ” ข้าอดหันไปมองท่านแม่สามีด้วยสายตาหวาดหวั่นมิได้ นางตั้งใจกลั่นแกล้งตวนมู่เฉินหรือ

“ท่านพ่อของข้าคงบอกว่าข้าอยูที่นี่กระมัง” ข้าเอ่ยถามเช่นนี้กุ้ยฮัวก็ส่ายหน้าปฏิเสธทันที

“ท่านแม่ทัพเพียงแต่บอกว่าฮูหยินน้อยไม่อยู่เจ้าค่ะ ท่านราชครูจึงใช้กำลังจะบุกเข้าไป พวกเขาต่อสู้กันจนท่านตู้กั๋วกงออกมาเจ้าค่ะ เมื่อท่านครูเจรจากับท่านกั๋วกงแล้วท่านราชครูจึงยินยอมคุกเข่า และประกาศเสียงดังว่าในใจเขามีแต่ท่านมิเคยมีหญิงใด ชั่วชีวิตนี้ของเขาจะมีแต่ฮูหยินน้อยเพียงผู้เดียวจะไม่รับหญิงอื่นเข้าจวนอีก ผู้คนมากมายที่อยู่หน้าจวนตู้กั๋วกงต่างได้ยินกันไปทั่วเจ้าค่ะ” นางเอ่ยมาถึงตรงนี้ก็หันมามองหน้าข้าด้วยสีหน้าหยอกเย้า

“ยามนี้ผู้คนภายนอกต่างร่ำลือกันไปจนทั่วว่าที่ผ่านมาเป็นท่านราชครูต่างหากที่ถูกเลื่อนงานแต่ง อีกทั้งยามนี้ท่านราชครูกำลังจะถูกภรรยาทิ้งอีกต่างหาก ฮูหยินน้อยข่าวลือต่างๆที่เคยทำร้ายท่านยามนี้ไม่น่าจะมีหลงเหลืออีกต่อไปแล้วนะเจ้าคะ” นางเอ่ยมาถึงตรงนี้แม้ข้าจะโง่งมเพียงใดก็อดหันไปมองท่านแม่สามีและอดคารวะนางด้วยความขอบคุณมิได้

“ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก เรื่องนี้เป็นเพราะลูกชายของข้าที่ทำให้เจ้าเดือดร้อน เขารักหน้าตาของตนเองมากจนเกินไปจึงไม่เคยช่วยแก้ต่างให้เจ้าเลย ทำให้เจ้าต้องทนรับฟังแต่ข่าวลือที่ไม่เข้าหู ยามนี้เขาทำเช่นนี้ก็ถือว่าได้แก้ต่างคำกล่าวหาต่างๆให้กับเจ้าแล้ว เจ้าคงสบายใจได้บ้างแล้วกระมัง” นางเอ่ยเช่นนี้ข้าก็อดเช็ดน้ำตาให้ตนเองมิได้ จวนตระกูลตู้ต่างไม่มีผู้ใดสนใจข่าวลือพวกนั้นเพราะพวกเขาเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ข้าทนฟังอยู่ทุกวันจึงไม่อาจมองข้ามไปได้ วันนี้ได้รู้ว่ามีคนสนใจแก้ต่างให้ข้าทำให้ข้าอดซาบซึ้งใจมิได้

“ท่านแม่ท่านช่างดีต่อข้ายิ่งนัก” ข้าเอ่ยพลางคำนับขอบคุณนางอีกครั้งนางรีบโบกมือห้าม

“พอเถิดเจ้ารู้สึกดีขึ้นข้าก็ยินดี แต่ยามนี้ลูกเฉินคงบอบช้ำมิใช่น้อยเจ้าก็ไปดูเขาเสียหน่อยเถิด เจ้ามิต้องกังวลและหวาดกลัวเขาหรอกเขาเคยรับปากเจ้าว่าจะดูแลและตามใจเจ้ามิใช่หรือ ลูกชายข้าเขามิใช่คนผิดคำพูดนะ เจ้ากลับเรือนของเจ้าเถิด” นางเอ่ยเช่นนี้ข้าจึงต้องบอกลานางและเดินกลับเรือน

ข้าเดินไปจนถึงหน้าเรือนจึงไล่จูเหลียนให้นางไปพักผ่อน นางไม่อยากไปแต่ทนสายตาดุร้ายของข้ามิได้จึงยอมจากไปแต่โดยดี ข้าเดินเข้าเรือนไปเห็นตวนมู่เฉินนั่งรอข้าอยู่ในห้องนอน ข้าจึงเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าเขา เห็นรอยแผลฟกช้ำมากมายบนใบหน้าของเขา ข้าอดสงสารเขามิได้

“ท่านเจ็บมากหรือไม่ ให้ข้าช่วยประคบให้ไหมข้ามียาดีช่วยลดรอยฟกช้ำพวกนี้ได้นะ” ข้าเอ่ยเช่นนี้เขาจึงเงยหน้าขึ้นมามองข้า สบตากันเพียงครู่เขาก็ดึงข้านั่งลงเคียงข้างเขา พลางยื่นแขนมาดึงตัวข้าไปโอบกอด

“ชิงชิง ข้าคิดว่าเจ้าจะหนีข้าไปเสียอีก ข้าไม่ได้โกรธเจ้าเรื่องหวังอี้เทียน ข้าแค่กลัวว่าเจ้าจะไปกับเขาต่างหาก” เขาเอ่ยเช่นนี้ข้าจึงได้แต่ขมวดคิ้ว

“ข้าไม่เคยคิดไปกับท่านพี่อี้เทียน ถึงอย่างไรข้าก็เป็นฮูหยินของท่านแล้ว ข้าไม่คิดไปเป็นฮูหยินของผู้อื่นอีกหรอก” ข้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ข้าเห็นว่าเจ้าชมชอบหวังอี้เทียนยิ่งนัก ข้าอดหวาดกลัวว่าเจ้าจะทิ้งข้าไปมิได้” เขาเอ่ยพลางซบใบหน้าลงที่ไหล่ของข้า จ้าอดตบแผ่นหลังเขาเพื่อปลอบใจมิได้

“ท่านวางใจเถิด หากวันหน้าหากท่านไม่มีผู้อื่นข้าก็ไม่คิดมีผู้อื่นเช่นกัน” พอข้าเอ่ยเช่นนี้เขาก็เงยหน้าขึ้นมองข้าทันที

“ข้าไม่เคยคิดมีผู้อื่น” เขาเอ่ยกับข้าด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่หนักแน่น ข้าจึงพยักหน้า

“ข้าก็ไม่เคยคิดมีผู้อื่นเช่นกัน” ข้าเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เขาก้มมองใบหน้าข้าแล้วจึงยิ้มออกมา

“ข้าขอโทษเจ้าที่ข้าออกไปพบองค์หญิงใหญ่ ข้าเพียงแต่ไม่อยากให้นางคิดกับข้าให้เกินเลยอีกต่อไป และอย่าไปล่วงเกินฟางหยวนอี้และฮูหยินของเขาอีก ถึงอย่างไรข้าก็เคยเป็นอาจารย์ของนางข้าไม่อยากให้นางมีจุดจบที่ไม่ดี” พอเขาเอ่ยเช่นนี้ข้าก็สบตาเขาเพื่อหาความจริงใจเขาเองก็สบตาข้าเพื่อแสดงความจริงใจเช่นกัน

“ข้าเองแท้จริงแล้วก็พอรู้ในจิตใจของท่านพี่อี้เทียนอยู่บ้าง แต่มิเคยปฏิเสธเขาไปตามตรงสักครั้ง เป็นเพราะข้ากลัวว่าเขาจะเลิกคบกับข้าเมื่อข้าปฏิเสธเขาไป ข้าอยากเป็นเพื่อนของเขาเช่นนี้ตลอดไป เป็นเพราะความขี้ขลาดของข้าทำให้วันนี้ที่หน้าจวนต้องเกิดเรื่อง ข้าขอยืนยันข้ามิได้คิดเกินเลยกับท่านพี่อี้เทียนฉันชู้สาวแน่นอน” เมื่อข้าเอ่ยเช่นนี้เขาก็ก้มลงมองข้า

“แท้จริงเจ้ามิได้โง่งมอย่างเช่นที่ชอบแสดงออก แท้จริงแล้วข้าคิดเช่นไรเจ้าน่าจะรู้ใช่หรือไม่” เขาเอ่ยถามออกเช่นนี้ข้าก็อดหน้าแดงมิได้

“ข้าก็เคยคิดเข้าข้างตนเองอยู่หลายครั้ง ยามที่ข้าคิดว่าท่านชอบข้าทีไร ครั้งต่อมาที่ได้พบท่าน ท่านมักทำให้ข้าผิดหวังอยู่เสมอ” พอข้าเอ่ยเช่นนี้เขาก็ทอดถอนใจ

“ข้าเองก็เคยคิดว่าเจ้าเองก็ชอบข้า แต่ไม่รู้เพราะเหตุอันใด ครั้งต่อมาที่ได้พบเจ้าจะต้องมีเรื่องที่ทำให้เจ้าโกรธเคืองข้าอยู่ร่ำไป” เมื่อเขาเอ่ยเช่นนี้ข้าก็อดหัวเราะออกมามิได้ แท้จริงแล้วข้าก็ไม่ได้ฉลาดดังเช่นที่เขาเอ่ยชมหรอก แต่ข้าพอจะมองออกถึงจิตใจคน สิ่งที่แสดงออกมาบางครั้งก็ไม่ได้เป็นดั่งที่เห็น ข้าจึงมิค่อยไว้วางใจกับพวกที่ขอบเสแสร้งเท่าใดนัก ตวนมู่เฉินเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่หลายๆการกระทำของเขาก็ไม่เคยเป็นพิษเป็นภัยต่อข้า ข้าจึงเฝ้าหลงใหลและติดตามเขาอยู่เรื่อยมา ข้ากำลังคิดล่องลอยไปไกลพอรู้ตัวอีกทีตวนมู่เฉินก็อุ้มข้ามาวางลงบนที่นอนเรียบร้อยแล้ว เขากำลังเอนตัวลงมาทาบทับบนตัวข้า ข้าจึงเอามือยันแผ่นอกของเขาไว้

“ข้าคิดว่าท่านบาดเจ็บและฟกช้ำมากท่านน่าจะพักผ่อนนะ” ข้าเอ่ยเช่นนี้เขาก็หัวเราะเสียงแผ่วทันที

“ฝีมือฝีเท้าของท่านพ่อตาและท่านพี่ชิงเหยียนไม่สามารถทำร้ายข้าได้หรอก หากข้าไม่ออมมือให้พวกเขาได้ลงมือลงเท้ามาบ้างมีหรือจะยินยอมคลายความโกรธแล้วบอกว่าเจ้าอยู่ที่ใด” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงขบขันข้าจึงอดทุบที่ต้นแขนเขาไม่ได้ เขาสูดเสียงด้วยความเจ็บปวดทันที ข้าจึงคิดได้ว่าเขาถูกฟันที่ต้นแขนมา

“แล้วบาดแผลที่ต้นแขนนี้เล่า” ข้าเอ่ยถามเช่นนี้เขาก็กัดฟันเอ่ยตอบข้าทันที

“เมื่อเช้าท่านตาเจ้าเอาดาบพระราชทานฟันใส่ข้า โทษฐานที่ข้าทิ้งเจ้าไปพบองค์หญิงใหญ่ แม้ว่าฟางหยวนอี้จะไปช่วยพูดให้ข้าด้วยก็ตามเถอะ ข้ารู้สึกว่าฟางหยวนอี้ตั้งใจไปยั่วโทสะท่านตาเจ้ามากกว่า คิดแล้วก็แค้นใจนัก ทางที่ดีเจ้าอย่าไปจวนอัครเสนาบดีบ่อยนัก ฟางหยวนอี้มิใช่คนที่จะปล่อยให้เจ้าเข้าไปก่อกวนได้” เขาเอ่ยเช่นนี้ข้าจึงได้ขมวดคิ้ว ข้าไปก่อกวนจวนของท่านอัครเสนาบดีตอนไหนกัน ข้าแค่ไปหาญาติผู้น้องของข้าเท่านั้นมิได้ไปก่อกวนจวนของเขาเสียหน่อย ข้าได้แต่คิดเพียงเท่านี้เพราะตวนมู่เฉินกำลังก่อกวนจนข้าคิดสิ่งใดไม่ออกต่ออีกไป ตวนมู่เฉินเจ้าหมกมุ่นเรื่องพวกนี้มากเกินไปหรือไม่

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว