ขอบคุณทุกกำลังใจ กำลังเริ่มติดเหรียญแล้วนะคะ ใครยังไม่อ่านรีบอ่านก่อนติดเหรียญนะคะ

ตอนที่ 22 เข้าหอ (NC เล็กๆพอหอมปากหอมคอ)

ชื่อตอน : ตอนที่ 22 เข้าหอ (NC เล็กๆพอหอมปากหอมคอ)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.5k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ค. 2561 20:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 22 เข้าหอ (NC เล็กๆพอหอมปากหอมคอ)
แบบอักษร

ข้ารู้สึกตัวตื่นอีกทีก็เกือบยามเช้าแล้ว หันไปมองด้านข้างเห็นตวนมู่เฉินเอนตัวพิงพนักเตียงนั่งหลับอยู่ ข้าจึงค่อยๆขยับตัวลุกขึ้น แต่ด้วยความที่ตวนมู่เฉินนั่งทับชายผ้าห่มอยู่เขาจึงรู้สึกตัวแล้วหันมามองทางข้าทันที

“เจ้าตื่นแล้วหรือ เป็นอย่างไรบ้างปวดศีรษะหรือไม่” เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ข้าจึงส่ายหัวให้เขาโดยอัตโนมัติ

“ข้าหิวน้ำ” พอข้าเอ่ยเช่นนี้เขาก็รีบลุกไปที่โต๊ะรินน้ำใส่ถ้วยนำมาให้ข้าดื่มทันที ข้ารับน้ำมาดื่มจนหมดถ้วยแล้วจึงคืนให้เขา

“เอาน้ำอีกหรือไม่” ข้าส่ายหัวเขาจึงนำถ้วยน้ำไปเก็บที่โต๊ะ เขานำผ้าสะอาดที่วางไว้บนโต๊ะจุ่มลงไปในอ่างน้ำบิดแล้วนำผ้ามายื่นให้ข้า

“เช็ดหน้าเสียหน่อยสิ เจ้าจะได้รู้สึกดีขึ้น” เขาเอ่ยเช่นนี้ข้าจึงรับผ้ามาเช็ดใบหน้าเสียจนสะอาดแล้วจึงยื่นคืนให้เขา เขานำไปพาดที่ขอบอ่างน้ำแล้วจึงมานั่งเคียงข้างข้าบนเตียง เขาก้มมองข้าอย่างเพ่งพินิจแล้วจึงส่งยิ้มให้ข้า

“รู้สึกดีขึ้นแล้วกระมัง อารมณ์ดีขึ้นบ้างหรือไม่” เขาเอ่ยเช่นนี้ข้าอดนิ่วหน้ามิไม่ได้อารมณ์ขุ่นมัวเมื่อคืนลดลงบ้างแล้วแต่ก็ยังคงอยู่

“เมื่อคืนเหตุใดท่านจึงออกจากจวน” ข้าตัดสินใจเอ่ยถามตามตรง ด้วยไม่อยากจะคาดเดาอันใดอีกแล้ว หากเขามีเรื่องอันใดก็ขอให้เอ่ยบอกข้ามาตามตรงเถิด เขานิ่งอึ้งไปพักหนึ่งแล้วจึงสบตาข้า

“เมื่อคืนองค์หญิงใหญ่หลิวเหวินจูหลบหนีออกจากวังเพื่อมาพบข้า” พอเขาเอ่ยเช่นนี้ข้าก็ผุดลุกด้วยความฉุนเฉียวทันที

“เจ้าจะไปไหน” เขาฉุดรั้งข้าไว้ ดึงจนข้าเซถลาไปนั่งตักเขาที่อยู่บนเตียง เขาโอบกอดเอวของข้าแน่นจนข้าดิ้นไม่หลุด

“ข้าจะไปบอกฟางฮูหยินว่าเมื่อคืนพวกท่านลักลอบพบกัน ให้นางเข้าวังไปทูลฝ่าบาท” ข้าเอ่ยด้วยความโมโห หากมิใช่เพราะพวกเขานัดพบกันคราวก่อน ยามนี้ญาติผู้น้องของข้าก็จะยังคงเป็นองค์หญิงสี่ของราชวงศ์มิใช่เพียงฮูหยินของจวนอัครเสนาบดีเช่นนี้

“เจ้าคิดว่านางมิรู้หรือ เมื่อคืนเป็นนางและฟางหยวนอี้ที่เชิญข้ามาพบองค์หญิงใหญ่ที่นี่ นี่เป็นสาเหตุที่ข้าต้องออกจากจวนในคืนเข้าหอของเรา” เขาเอ่ยพลางซบหน้ามาที่บ่าของข้า ข้าจะหลบก็หลบไม่ได้

“เช่นนั้นเป็นข้าเข้าใจท่านผิดสินะ ท่านมิได้เป็นต้วนซิ่วที่แอบลักลอบนัดพบกับท่านอัครเสนาบดี แต่ท่านเป็นชายเจ้าชู้ที่นัดพบคนรักเก่าที่จวนของท่านอัครเสนาบดีแทน” ข้าเอ่ยพลางพยายามใช้ข้อศอดกระทุ้งใส่คนที่โอบกอดอยู่ทางด้านหลัง

“เข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว องค์หญิงเหวินจูนางมิใช่คนรักเก่าของข้า ไม่ใช่และมิเคยใช่ อุ๊บ เจ้าอย่าขยับมากได้หรือไม่ หากเจ้ายังขืนขยับมากเช่นนี้ข้าจะไม่เกรงใจเจ้าแล้วนะ” เขาเอ่ยเมื่อถูกข้อศอกของข้ากระทุ้งใส่ส่วนท้อง ข้ายิ่งกระทุ้งซ้ำ เขาจึงพลิกตัววางข้าลงบนที่นอนแล้วใช้ลำตัวอันหนาหนักของเขาโถมทับตัวของข้าไว้ ใช้สองมือของเขา ยึดข้อมือสองข้างของข้าทำให้ข้าขยับตัวได้ลำบาก

“ไม่ใช่แล้วเหตุใดนางจึงชอบติดตามท่านนัก หากท่านมิเคยให้ความหวังนางเหตุใดนางจึงยอมเสี่ยงนัดพบกับท่านหลายต่อหลายครั้ง” ข้าเอ่ยพลางพยายามบิดลำตัวเพื่อหลบให้พ้นจากคนตัวใหญ่ด้านบน

“ข้าปฏิเสธนางไปก็หลายครั้ง เจ้ากับฟางฮูหยินเองก็เคยแอบดูอยู่ทุกครั้งมิใช่หรือ หืม เจ้าอย่าขยับตัวเช่นนั้นได้หรือไม่ ข้าจะทนไม่ไหวแล้วนะ” ประโยคสุดท้ายเขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแตกพร่า ข้าจึงอดขมวดคิ้วมิได้พอข้าลองขยับอีกทีก็ต้องหน้าแดง มีบางส่วนของเขาที่แข็งแกร่งกำลังเสียดสีอยู่ที่ต้นขาของข้า แม้เรื่องบางอย่างข้าจะยังไม่เข้าใจมากนักแต่ที่กำลังถูไถอยู่ที่ต้นขาของข้านี้ ข้าก็พอรู้อยู่บ้างหรอกว่ามันคือสิ่งใด

“ท่าน…ไหนเมื่อคืนท่านบอกว่า จะไม่คิดฝืนใจข้าอย่างไรเล่าอีกทั้งไม่ชอบคนมีกลิ่นเหล้าคละคลุ้งเช่นข้ามิใช่หรือ” ข้าเอ่ยถามเขาด้วยสีหน้าแดงกล่ำ

“ข้าก็ไม่ได้กำลังฝืนใจเจ้านี่ อีกอย่างยามนี้กลิ่นเหล้าก็จางหายไปแล้ว อืม..หายไปแล้วจริงๆด้วย” ประโยคหลังน้ำเสียงของเขาแผ่วเบาแทบจะไม่ได้ยิน เนื่องด้วยใบหน้าเขาซุกไซร้อยู่ตามซอกคอข้าไปแล้ว ข้าพยายามขยับหลบก็เหมือนยิ่งกระตุ้นให้ส่วนล่างของเขายิ่งบดเบียดเข้ามายิ่งขึ้น ข้าจึงได้แต่พยายามหยุดนิ่งปล่อยให้เขาทำตามใจตัวเอง

“ตวนมู่…เฉินนนน” ข้าอดเรียกเขาด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปมิได้ เขากำลังซุกซบอยู่แถวหน้าอกของข้า ยามนี้เสื้อผ้าช่วงบนของข้าหลุดลุ่ยไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

“หืม.. เจ้ายังจะเรียกข้าเต็มยศเช่นนี้อีกหรือ ยามนี้เจ้าก็นับว่าเป็นคนของตระกูลตวนมู่แล้วเจ้าควรเปลี่ยนคำเรียกได้แล้วนะ” เขาเอ่ยกับข้าด้วยน้ำเสียงกระซิบแหบพร่า ข้าอดเขินอายมิได้จึงเม้มปากแน่น เขาจึงลงโทษข้าด้วยจุมพิตอันหนักหน่วงจนข้าต้องยอมเปิดปาก ยามนี้จิตใจของข้าไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ร่างกายของข้าก็ร้อนรุ่มไปทั้งตัว ข้าไม่สามารถต่อต้านเขาได้อีก มารู้สึกตัวอีกทีก็ยามที่ถูกรุกรานตรงช่วงล่างซึ่งทำให้ข้าเจ็บปวดจนต้องดิ้นหนี แต่เขากลับกระซิบให้ข้าหยุดนิ่งมิเช่นนั้นจะยิ่งเจ็บ ข้าจึงยอมเชื่อเขาและยอมทำตามที่เขาบอกจนผ่านพ้นความเจ็บปวดไปได้ ครู่ต่อมาข้าก็ได้เรียนรู้ว่าเรื่องเข้าหอต้องใช้ความอดทนอย่างใหญ่หลวงจริงๆจึงจะผ่านพ้นไปได้ อีกทั้งหากมิได้เข้าหอกับคนที่พึงใจคงเป็นเรื่องที่ต้องฝืนใจเป็นอย่างมาก เป็นโชคดีสำหรับข้าที่ชอบพอตวนมู่เฉินมิใช่น้อยข้าจึงผ่านครั้งแรกของการเข้าหอไปได้อย่างงดงาม

ตวนมู่เฉินทอดถอนใจอย่างเป็นสุขเมื่อผ่านพ้นความพึงพอใจของเขาไปแล้ว เขากอดข้าแนบแน่นจนข้าต้องดิ้นขลุกขลักด้วยหายใจไม่ออก

“หืม อย่าดิ้นเช่นนี้สิ ประเดี๋ยวเจ้าก็ต้องเจ็บตัวอีกหรอก ครั้งแรกๆยังมิคุ้นชินเว้นระยะสักหน่อยก็ได้ มิเช่นนั้นส่วนนั้นเจ็บระบมเอาได้นะ” เขาเอ่ยเช่นนี้ข้าก็ต้องหยุดชะงักด้วยความเขินอาย เจ้าคนผู้นี้ข้าอยากจะซัดเขาสักหมัดยิ่งนัก มาเอ่ยถึงส่วนนั้นของข้าเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าได้แต่เข่นเขี้ยวในใจมิกล้าเอ่ยปากใดๆทั้งสิ้น

“แต่คิดอีกทีเจ้าแข็งแรงมิใช่น้อย เมื่อคืนยังวิ่งวุ่นไปจนทั่วข้าขอตามใจตนเองอีกหน่อยก็แล้วกันนะ” เขาเอ่ยเช่นนี้แล้วก็พลิกตัวขึ้นมาบนตัวข้าอีกที ข้ารีบเอามือยันหน้าออกอันเปล่าเปลือยของเขาไว้

“อย่านะ ข้า…” ข้าไม่รู้จะเอ่ยอย่างไรดี จะบอกว่ายังเจ็บอยู่ก็ไม่กล้าเอ่ย จะห้ามปรามเขาก็คงไม่ยอม

“ฮูหยินเจ้าวางใจครานี้เจ้าไม่เจ็บเท่าใดหรอกเชื่อข้าสิ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพล่าแผ่วเบาพลางซุกซบลงมาด้วยสีหน้าและแววตาหลงใหล ข้าเองก็สุดที่จะหักใจห้ามเขาได้อีก ได้แต่ยอมปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจ อีกทั้งตัวข้าเองนั้นก็รู้สึกดีเป็นอย่างยิ่งจึงไม่คิดจะเอ่ยห้ามอีก กว่าเขาจะยอมปล่อยตัวข้าอีกครั้งก็เป็นยามสายแล้ว

ข้ากำลังเช็ดเนื้อเช็ดตัวอาบน้ำอยู่หลังฉากกั้นโดยมีคนที่เซียงเหมยส่งมาคอยรับใช้ช่วยเหลือ ตวนมู่เฉินจึงค่อยลุกออกจากเตียงข้าอดหน้าแดงมิได้ด้วยไม่เคยอาบน้ำในขณะที่มีบุรุษอยู่ในห้อง เมื่อข้าแต่งเนื้อแต่งตัวเรียบร้อยจึงค่อยกล้าเผชิญหน้ากับเขาซึ่งยามนี้ก็อาบน้ำแต่งตัวใหม่แล้วเช่นกัน

“ข้าคงต้องพาเจ้ากลับจวนของข้าก่อน ยามนี้ท่านพ่อและท่านแม่คงกำลังเป็นห่วงแม้ว่าข้าจะส่งคนไปบอกกล่าวแล้วก็ตาม” เขาเอ่ยเช่นนี้ข้าก็อดนิ่วหน้ามิได้ ทำให้เหล่าผู้อาวุโสต้องเป็นห่วงอีกแล้ว นี่ยังไม่นับท่านผู้อาวุโสในจวนตระกูลตู้อีกยามนี้พวกเขาคงกำลังวุ่นวายใจและเป็นห่วงข้าแน่

“เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเหล่าผู้อาวุโสในจวนตระกูลตู้หรอกข้าส่งข่าวไปบอกพวกเขาตั้งแต่เมื่อคืน เมื่อส่งเจ้ากลับจวนแล้วข้าจะไปจวนตระกูลตู้ด้วยตนเองเจ้ามิต้องเป็นกังวล” เมื่อเขาเอ่ยเช่นนี้ข้าค่อยสบายใจ

“ชิงชิง ต่อไปหากเจ้ามีเรื่องอันใดมิเข้าใจสอบถามข้ามาตามตรงได้หรือไม่ เจ้าอย่าคาดเดาไปเองดั่งเช่นเมื่อก่อนอีก ส่วนข้าเองต่อไปหากมีเรื่องใดข้าก็จะบอกแก่เจ้าก่อนดีหรือไม่” เขาเอ่ยเช่นนี้ข้าก็ได้แต่พยักหน้า ไม่ว่าเมื่อก่อนข้าจะมีเรื่องใดติดค้างในใจข้าก็ได้แต่ปล่อยวาง ท่านย่าเคยบอกกับข้าว่าให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์จิตใจคน ยามนี้ข้าเป็นคนของตวนมู่เฉินแล้วจะกระบึงกระบอนเอาแต่ใจดั่งแต่ก่อนคงมิได้ เขาคงไม่ตามอกตามใจข้าเฉกเช่นคนในจวนตระกูลตู้ ข้าคงต้องปรับตัวเปลี่ยนเป็นคนใหม่ ยามนี้ข้าคือฮูหยินจวนราชครู มิใช่ตู้ชิงชิงคุณหนูใหญ่ตระกูลตู้ผู้เอาแต่ใจอีกต่อไปแล้ว

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว