ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความทรงจำกลิ่นดอกแมกโนเลีย

ชื่อตอน : ความทรงจำกลิ่นดอกแมกโนเลีย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ส.ค. 2561 16:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความทรงจำกลิ่นดอกแมกโนเลีย
แบบอักษร

ความทรงจำกลิ่นดอกแมกโนเลีย

หากลืมสิ้นซึ่งทุกอย่างได้

แม้กระทั่งความผิดบาปที่ไม่อาจลบล้าง

รวมถึงความรู้สึกที่มีต่อคุณ

หากลืมได้...

คุณช่วยกอดผมอีกสักครั้งได้ไหม?

                “คนไข้ฟื้นแล้วค่ะคุณหมอ!”

                อึก...เจ็บ

                ความรู้สึกเจ็บปลาบบริเวณหลังมือคือสิ่งแรกที่ผมรู้สึก ก่อนที่ความเจ็บปวดมากมายหลายสายจะกระจายแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมา อย่างแรกที่ปะทะสู่สายตาของผมคือแสงสว่างสีขาวจากไฟฉายที่ชายสวมชุดกาวน์คนหนึ่งส่องเข้ามาดูม่านตา

                “โทรเรียกญาติผู้ป่วย!”

                “ติดต่อแล้วค่ะ ญาติกำลังเดินทางมา”

                ผมสับสนมึนงงเกินกว่าจะเอ่ยพูดอะไรออกมาได้ จึงทำได้เพียงกลอกกลิ้งลูกตามองรอบๆ ไปมา สายท่อออซิเจนที่สอดเข้าเข้ามาผ่านทางริมฝีปากทำให้แค่ผมจะอ้าปากส่งเสียงสักแอะยังยากเย็น

                นี่มันอะไร...ที่นี่ที่ไหน โรงพยาบาลงั้นเหรอ...ผม...มาอยู่นี่ได้ไง

                เกิดคำถามมากมายลอยว่อนอยู่เต็มหัว ผมยังคงนอนนิ่งหมดแรง คิดทบทวนอะไรหลายๆ อย่าง แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งพยายามขุดคุ้ยถึงเหตุผลที่ทำให้ผมมานอนเป็นผักอยู่ที่นี่ กลับคว้าได้แต่ความว่างเปล่า...ผมจำอะไรไม่ได้เลย

                จำไม่ได้แม้กระทั่งตัวเองเป็นใครด้วยซ้ำ!!

                “ญาติคนไข้มาแล้วค่ะคุณหมอ”

                “ให้เขาเข้ามาเลย”

                นี่มันอะไรกัน...ความทรงจำทั้งหมดของผมมันหายไปหมดแล้ว ผมคือใคร ชื่ออะไร มาจากไหน...ไม่รู้ ไม่มี ไม่มีคำตอบเลย นี่มันเรื่องตลกร้ายอะไรกัน

                ผมตื่นตระหนกอย่างมาก ไม่ได้สนใจรอบตัวเลยว่ามีใครคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้...จนบางทีผมคิดว่า ถ้าในวันนั้นผมเลือกจะหลับตาแล้วหมดสติไป ไม่ต้องเห็น ‘เขา’ คนนั้น อะไรๆ มันก็คงดีกว่านี้

                ม่านกั้นเตียงผู้ป่วยถูกดึงเปิดออก สิ่งแรกที่เรียกความสนใจของผมให้เหลือบตามองไป คือกลิ่นหอมของดอกแมกโนเลียที่ลอยแทรกผ่านกลิ่นยาและกลิ่นเฉพาะตัวของโรงพยาบาลเข้ามา

                เสียงส้นรองเท้าดังเป็นจังหวะหยุดลงตรงข้างเตียงในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป ชายหนุ่มคนหนึ่งประคองช่อดอกไม้ไว้ในมือ ผมค่อยๆ กวาดตามองขึ้นไปด้านบนเชื่องช้า...และในจังหวะนั้นเอง ผมก็ได้สบตากับเขา

                ชายหนุ่มวัยประมาณ 20-25 ปี ใบหน้าหล่อเหลาแต่ให้ความรู้สึกว่าเป็นคนดุ สันจมูกโด่งเชิด คิ้วหนาเฉียงขึ้น มุมปากหยักตกคล้ายคนหน้าบึ้งอยู่ตลอดเวลา ทรงผมรองทรงตัดสั้นสะอาดสะอ้าน สวมเสื้อยืดสีเขียวเยี่ยวม้าเหมือนทหาร กำลังทอดสายตามองผมอยู่

                ผมตะลึงงัน ได้ยินเสียงเหมือนหัวใจในอกกำลังเต้นดังตุบๆ โดยไม่รู้ตัว ผมไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้ เขาเองก็เช่นกัน แม้มุมปากหยักตกจนเหมือนคนอารมณ์ไม่ดี แต่ประกายแววตาลึกล้ำบางอย่างที่มองตรงมาที่ผมให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย และโล่งใจที่เห็นผมฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง

                ชายหนุ่มหน้านิ่งมองผมอีกครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยเรียกเสียงแผ่วๆ ว่า “พ่อ...”

                ผมหลับตาลงเชื่องช้า ทั้งๆ ที่จำอะไรไม่ได้เลย กลับน้ำตาไหลปริ่มออกมาจากหางตา...

                แล้วในวันที่ผมฟื้นขึ้นมาทั้งที่ไร้ความทรงจำ ผมก็ได้ตกหลุมรักอีกครั้ง

                กับลูกชายของตัวเอง

                ...


                “พ่อไม่ควรลุกไปไหนมาไหนนะครับ เพิ่งได้ออกจากโรงพยาบาลเองแท้ๆ”

                “ไม่เอาน่า อย่าเข้มงวดนักเลย”

                หลังผ่านไปได้ 2 อาทิตย์ ผมที่นอนเป็นผักแห้งเหี่ยวอยู่บนเตียงของโรงพยาบาลก็ได้เก็บข้าวของออกมาสักที

                ชินหิ้วข้าวของของผมพะรุงพะรังเดินตามเข้ามาเอ็ด ในขณะที่ผมถือแต่ช่อดอกแมกโนเลียวิ่งปรู๊ดเข้ามาในบ้านเดี่ยวชั้นเดียวที่ชินบอกว่านี่เป็นบ้านของผม

                ใช่ครับ ชินเป็นลูกชายคนเดียวของผม เขาเพิ่งจะกลับมาจากปลดประจำการทหารเกณฑ์ ยังติดท่าทางเหมือนตอนเข้าผลัดอยู่เลย ผมหันไปมองเขา ก่อนจะฉีกยิ้มทะเล้น วิ่งหนีไปสำรวจหลังบ้าน

                ได้ยินเสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังมาจากด้านหลัง ชินวางข้าวของมากมายกองลงกับพื้นก่อนจะเอ่ยตะโกนเรียกแล้ววิ่งตามมา “พ่อครับ!”

                แต่เมื่อชินวิ่งเปิดประตูหลังบ้านออกมาก็ไม่พบเห็นเงาของผมแล้ว เขาชะเง้อคอมองรอบๆ เอ่ยเสียงติดจะหงุดหงิด “พ่อครับ อยู่ไหนน่ะ!”

                ในสวนหลังบ้านปลูกสวนปลูกต้นไม้ไว้เยอะพอดู ท่าทางผมคนก่อนจะรักการทำสวนเลยเล่นปลูกไว้เยอะ มองเผินๆ อย่างกับป่า ยิ่งหลังจากที่ผมเข้าโรงพยาบาล สวนนี่ก็ไม่ได้ถูกดูแล พวกต้นหญ้าเลยรกครึ้มยิ่งขึ้น ชินเดินหาพลางตะโกนเรียกผมอยู่หลายทีก็ไม่มีอะไรตอบกลับมา สีหน้านิ่งๆ ของเขาเริ่มแปรเปลี่ยน แววตื่นตระหนกฉายชัดเต็มหน้า

                “พ่อครับ!”

                ผมกลั้นขำอยู่ในที่ซ่อน รอจังหวะเหมาะๆ ที่ชินเดินเข้ามาใกล้พุ่งกระโจนออกไปปิดตาเขาจากด้านหลัง “แฮ่!”

                “พ่อ...” ชินเรียกผมด้วยเสียงติดจะโกรธ ดึงมือที่ปิดตาตัวเองอยู่ออกอย่างแรงแล้วหมุนร่างมาประจันกับผม “อย่าเล่นแบบนี้!”

                “อะไรกัน อย่าทำหน้าเครียดขนาดนั้นสิ นี่มันในบ้านนะ จะหายไปไหนได้เล่า”

                ผมย่นคิ้วเถียง คิดไม่ถึงว่าชินจะใช้มือหยาบกร้านของตัวเองกุมไหล่ผมไว้แน่น เพราะเขาสูงกว่าผมเกือบ 10 เซนติเมตร ทำให้ตอนนี้ชินต้องย่อเข่าลงมา ใบหน้าของเราห่างกันไม่เท่าไหร่ ผมพลันใจหล่นวูบกับท่าทางและใบหน้าที่ใกล้กันเกินงามของพวกเรา ชินจ้องลึกเข้ามาในตาผม ก่อนเอ่ยพูดเสียงทุ้ม

                “...ตอนนี้พ่อจำอะไรไม่ได้ มาบ้านนี่ก็เหมือนเพิ่งมาครั้งแรก แถมพ่อเพิ่งจะออกมาจากโรงพยาบาล จะไม่ให้ผมห่วงได้เหรอครับ”

                “...เอ่อ...คือ”

                “ผมรู้ว่าตอนนี้พ่อคงเห็นผมเป็นคนแปลกหน้า” พลันแรงมือที่กุมไหล่ผมอยู่ก็เพิ่มระดับขึ้น แม้ไม่ทำให้รู้สึกเจ็บ แต่ก็อดจะยู่หน้าไม่ได้ “แต่ได้โปรด...อย่าหายไปจากสายตาผมเลยนะครับ”

                พูดจบชินก็เดินหน้านิ่งกลับเข้าไปในบ้าน ทิ้งให้ผมต้องต่อสู้กับเสียงหัวใจไม่รักดีของตัวเอง...

                ทำไมกัน...ผมได้แต่ถามตัวเองอยู่อย่างนี้ซ้ำๆ ว่าทำไมต้องเป็นผม แล้วทำไมต้องเป็นเขา

                ย้อนไปเมื่อตอนผมยังอยู่โรงพยาบาล หลังจากที่ฟื้นตัวและกายภาพบำบัดจนดีขึ้น หมอก็นัดตรวจผมหลายอย่าง และรวมไปถึงเอ็กซเรย์สมอง เมื่อผมบอกกับพวกเขาว่าผมจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร ชื่ออะไร และอยู่ที่ไหน จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอายุเท่าไหร่ หรือมีชินเป็น ‘ลูกชาย’

                เหมือนว่าหมอเขาจะเรียกอาการของผมว่าเป็นสภาวะช็อกจากเหตุการณ์สะเทือนใจบางอย่าง จนทำให้จิตใต้สำนึกเลือกจะปิดกั้นตัวเองออกจากความเจ็บปวดแล้วลืมเรื่องราวทั้งหมดไป ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองไปนอนเป็นผักอยู่โรงพยาบาลได้ยังไง แต่จากประวัติ เหมือนว่าผมจะเมาแล้วขับจนรถเกิดอุบัติเหตุ

                ในใบประวัติคนไข้ ผมมีชื่อว่าจารุวัฒ ส่วนชื่อเล่นนั้นผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เลยเรียกเดาๆ เอาเองว่าวัฒ อายุปีนี้ก็ 44 ปี อาชีพก็ธุรกิจส่วนตัว หย่าขาดภรรยาไปแล้วเมื่อครึ่งปีก่อน อาศัยอยู่กับลูกชาย 2 คน

ชินหมั่นมาเยี่ยมผมทุกวัน และทุกวันที่มาก็จะหอบช่อดอกแมกโนเลียมาด้วย ผมสุ่มเดาเอาว่าตัวผมเมื่อก่อนคงจะชอบดอกไม้นี่ จนกระทั่งผมได้ฤกษ์ออกมาจากโรงพยาบาล ชินก็ยังหอบเอาช่อดอกแมกโนเลียมาหาอยู่เลย

ผมเหมือนมานั่งฟังประวัติกับเรื่องของคนอื่นที่ไม่รู้จัก ไหนจะต้องต่อสู้กับความรู้สึกแปลกประหลาดที่นับวันยิ่งก่อตัวมากขึ้นนั่นด้วย...

ยิ่งมองชิน ความปรารถนายิ่งมากตาม ผมคิดว่า...ผมคงจะเป็นเกย์ แต่ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมผมถึงแต่งงานแล้วมีลูกได้เล่า นี่มันแปลกเกินไปแล้ว

อายุก็ไม่ได้น้อยแล้ว อีกฝ่ายยังเป็นลูกอีก ถึงจะจำไม่ได้ก็เถอะว่าไปผลิตอีกฝ่ายตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่คิดยังไงมันก็ผิดนี่นา

ผมมานั่งคุ้ยหาอัลบั้มรวมรูปเก่าๆ ดูในห้องนั่งเล่น หวังจะฟื้นฟูความทรงจำอะไรเกี่ยวกับชินขึ้นมาบ้าง จะได้เลิกมองว่าเด็กคนนั้นเป็นคนอื่นสักที

“ดูอะไรอยู่ครับ”

“อัลบั้มรวมรูปน่ะ นี่ คนนี้คือ...เหวอ!” ผมถึงขั้นสะดุ้งโหยง เมื่อหันไปเห็นว่าชินเดินเปลือยอกออกมาในสภาพที่ทั้งร่างมีแค่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวผูกเอว ไอน้ำลอยฟุ้ง เส้นผม ใบหน้า กับร่างกำยำมีเห็นเส้นแนวกล้ามเนื้อชัดเจนมีหยดน้ำเกาะทั่ว ผมรีบหันหน้าหนี ทั้งที่ท่องในใจเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าอีกฝ่ายเป็นใคร หัวใจบ้านี่ดันเอาแต่เต้นโครมครามไม่หยุด

“คนนี้ถ้าจำไม่ผิดน่าจะลุงมิ่งครับ เป็นพี่ชายแม่” ชินเดินมาทิ้งตัวนั่งแหมะลงข้างๆ นั่งใกล้ซะจนต้นขาผมกับเขาชิดกัน เขาชะเง้อใบหน้าเข้ามามองดูอัลบั้มด้วย กลิ่นหอมจางๆ จากสบู่ลอยฟุ้งออกมา พานให้หน้าผมร้อนผ่าว สายตาไม่กล้ามองลงไปที่อัลบั้มรูปอีกเลย เพราะถ้ามองลงไปคงได้เห็นกลุ่มผมสีดำกับแผ่นอกพวกนั้นแทนแน่...

อ้าก พระเจ้า! นี่มันเกมลงโทษอะไรกันเนี่ย!

“หน้าแดงเชียว ไม่สบายเหรอครับ”

“ไม่ๆ! สบายดี เอ้อ ไม่สิ ไม่สบายนิดหน่อย อากาศมันหนาวๆ ร้อนๆ ชอบกล ลูกก็รีบไปใส่เสื้อผ้าเถอะ เดินโทงๆ แบบนี้เดี๋ยวเป็นหวัดเอานะ” ผมรีบละล่ำละลักกล่าว รู้สึกว่าตัวเองพูดจาไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย มือชินที่กำลังจะยื่นมาจับแก้มผมหยุดชะงัก ก่อนจะดึงกลับไปวางไว้บนตัก....

ตักผม

โอเค ช่วยได้มากลูก

“นั่นสินะครับ ขอบคุณที่เป็นห่วง แต่พ่อก็ต้องรักษาสุขภาพด้วยนะครับ”

“รู้แล้วล่ะ” ผมขานรับทึ่มทื่อ ชินยกมุมปากยิ้มหน่อยๆ พลางคลึงฝ่ามือที่วางอยู่บนหน้าตักผมเบาๆ

ผมขนลุกวาบ เพียงแวบเดียวชินก็กลับไปทำหน้านิ่งแล้วดึงมือกลับไปข้างตัวเหมือนเดิม ผมรีบปลีกตัวไปอาบน้ำบ้าง สาดน้ำเย็นๆ ใส่หัวให้สมองโล่ง (ถึงมันจะไม่มีอะไรอยู่ในนั้นก็เถอะ) ผมสาดน้ำใส่หน้าตัวเองอีกหลายหน ก่อนจะเงยหน้ามองเงาสะท้อนจากกระจกอ่างล้างมือ

ในนั้นมีภาพเงาสะท้อนของชายคนหนึ่งที่อายุเลยเลข 40 มา 4 ปี แต่อาจจะเป็นเพราะผมเป็นคนรูปร่างเล็ก ผิวขาวและผมยังไม่ล้านหรือหงอกมาก ถึงยังไม่ได้ดูแก่ขนาดนั้น...แต่ถึงยังไงก็หนีความจริงที่ว่าตัวเองเป็นพ่อคนไปไม่ได้หรอก! แม้จะจำไม่ได้ แต่ความจริงก็เป็นความจริงวันยังค่ำ

ผมลูบหน้าด้วยน้ำเย็นอีกครั้ง ก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วก้าวเท้าออกจากห้องน้ำไป

ห้องนอนผมกับชินแยกกัน หลังจากกินมื้อค่ำกันเสร็จก็แยกย้ายกันนอน ห้องนอนของเราอยู่ติดกัน ชินใส่เสื้อกล้ามกับกางเกงบอกเซอร์สบายๆ หันมามองผมที่ใส่ชุดนอนลายทางขายาวแล้วยิ้มให้นิดๆ

“ราตรีสวัสดิ์ครับ”

“อื้อ ฝันดีนะ”

ในห้องนอน ผมกวาดตามองทุกอย่างอย่างไม่คุ้นเคย แต่แล้วสายตากลับสะดุดกับดอกแมกโนเลียในแจกันสีครามที่วางอยู่บนโต๊ะหนังสือ คิดว่าชินคงเอามาใส่ไว้ให้

ผมเดินไปหยิบมันมาสูดกลิ่น ความหอมของมันทำให้อารมณ์ตึงเครียดทั้งหลายในวันนี้ผ่อนเบาหายไป แล้วคืนนั้นผมก็หลับไปพร้อมของกลิ่นหอมจากดอกแมกโนเลียอันอ่อนโยน

เช้าวันถัดมา ผมงัวเงียตื่นเพราะเสียงเรียกของชินที่ตะโกนเข้ามาว่าข้าวเช้าพร้อมแล้ว

บนโต๊ะอาหารเช้ามีข้าวผัดไข่ ชิ้นปลาทอดเลาะก้าง กับซุปต้มกระดูกไก่อุ่นๆ แม้ไม่ใช่อาหารหรูอะไร แต่ก็ทำให้อิ่มท้อง

“ว้าว...ลูกทำอาหารได้ด้วย เก่งจริงๆ”

ชินยิ้มน้อยๆ “พ่อเป็นคนสอนครับ”

“หา? ฉันเนี่ยเหรอ”

“ครับ”

ผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองทำอาหารได้ด้วย แต่หากถามว่าตอนนี้จำได้ไหมว่าตัวเองทำอะไรเป็น ก็ต้องตอบว่าไม่ได้

และเพื่อความปลอดภัย ชินเลยไม่ยอมให้ผมเข้าครัวเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว หากอยากกินอะไรเขาจะเป็นคนทำให้กินเอง ผมมีผลตรวจว่าน้ำตาลในเลือดสูงนิดหน่อย ชินเลยควบคุมการกินอาหารของผมอย่างเข้มงวด

“พ่อต้องกินเยอะๆ นะเข้าใจมั้ย”

“เอ๋ แต่ฉันยัดไม่ไหวแล้วนี่นา...”

“ไม่ได้ครับ แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะแข็งแรง”

“พูดอะไรเนี่ย ฉันออกจากโรงพยาบาลมาแล้ว ไม่ได้ป่วยอะไรด้วย”

“ถึงอย่างนั้นก็ต้องบำรุงครับ” ชินค้านเสียงแข็ง

ผมแอบกลอกตาเบื่อ “ฉันก็ตัวแค่นี้ จะให้ยัดเข้าไปมากๆ ได้ยังไง”

ยิ่งอยู่ด้วยกันนานเข้า ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าเราไม่เหมือนพ่อลูกกันเลย...ออกจะเหมือนเพื่อนกันมากกว่า ผมเคยลองพยายามถามชินหลายครั้งว่าเมื่อก่อนผมเป็นคนยังไง เป็น ‘พ่อ’ แบบไหน แต่ก็ไม่เคยได้คำตอบชัดเจนกลับมาเลยสักครั้ง

สุดท้ายพวกเราจึงลงเอยอยู่ด้วยกันเหมือนเพื่อน

ชินยิ้มขำกับคำพูดเมื่อครู่ของผม ก่อนจะใช้ช้อนมาตักข้าวส่วนหนึ่งในจานผมออกไป “ผมช่วยพ่อกินคำหนึ่ง ตกลงไหมครับ”

ปริมาณในจานร่อยหรอลงไปมาก ผมมองอย่างพอใจก่อนพยักหน้าหงึกหงัก “ดีมาก แบบนี้สิถึงค่อยสมเป็นลูกหน่อย”

“อะไรกันล่ะนั่น ฮะๆ”

หลังจากผ่านไปอีกร่วมอาทิตย์ สิ่งที่ผมได้เห็นเพิ่มขึ้นคือรอยยิ้มของชิน

ในประวัติคนไข้ ผมประกอบธุรกิจส่วนตัว ซึ่งธุรกิจนั้นก็คือร้านขายดอกไม้ส่งออก โดยมีชินเป็นผู้จัดการ แต่หลังจากผมความจำเสื่อม ชินก็ไม่ค่อยออกจากบ้านไปดูร้าน เขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับผม มีบ้างทีถูกโทรเรียกตามไปดูงาน หรือสะสางปัญหาบางอย่าง แต่ออกไปแป๊บเดียวก็กลับเข้าบ้านมาใหม่ ต่างจากผมที่ชินยังขอร้องไม่ให้ออกไปไหน เพราะผมยังจำที่ทางไม่ได้ กลัวว่าถ้าผมออกไปแล้วจะหลงทางจนกลับไม่ถูก หรือหากเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น ผมที่ไม่มีความทรงจำอะไรเลยจะลำบากเอา

ถ้าผมอยากออกไป ต้องมีเขาออกไปด้วย ผมอยากไปที่ไหนเขาก็จะพาไปให้เอง เราจะใช้จักรยานสีแดงคันเก่าขับไปด้วยกัน ชินปั่นผมซ้อน มองดูวิวทิวทัศน์ที่ผ่านนัยน์ตาไปเรื่อยๆ ปล่อยให้ลมกระทบแก้ม สนทนาพลางหัวเราะ แวะซื้อน้ำกินที่ร้านข้างทางแล้วปั่นต่อไปจนกว่าจะเหนื่อย

การถูกดูแลประคบประหงมขนาดนี้ทำเอาอึดอัดอยู่บ้างแต่ก็ไม่แย่เสียทีเดียว การที่พ่อป่วยแล้ว ‘ลูกชาย’ เสียสละเวลามาดูแลไม่ใช่เรื่องผิดอะไร...เพียงแต่ความไม่บริสุทธิ์ใจที่ก่อตัวขึ้นมาของผมมันทำให้ผมรู้สึกแย่เหลือเกิน

ชินออกไปจัดการธุระงานข้างนอก ผมก็ใช้เวลาว่างไปกับการนั่งไล่ดูอัลบั้มรูปเก่าๆ ฟื้นฟูความทรงจำที่ขาดหายไปให้กลับคืนมา แน่นอนว่าพวกเอกสารราชการสำคัญๆ ก็ถูกผมคุ้ยออกมาเหมือนกัน ผมค้นเจอเอกสารใบหย่าและชื่อของภรรยาเก่าที่หย่ากันไปเมื่อครึ่งปีก่อน ครึ่งปีก็แค่ 6 เดือน ไม่ได้นับว่านานอะไรเลย

“...ศุภัตสรา ธันญาโชติ” ผมพึมพำชื่อของภรรยาเก่า พลางมองรูปจากอัลบั้มไปด้วย

ก็เป็นผู้หญิงที่สวยออกนี่นา...ชินหน้าเหมือนแม่เองเหรอเนี่ย ถอดแบบมาเด๊ะเลย

ดูไปดูมาก็เหมือนดูหน้าคนแปลกหน้า ผมนึกเรื่องราวระหว่างผมกับเธอไม่ออก ทั้งที่เคยเป็นคนรักกันแท้ๆ แต่ทำไมตอนเห็นหน้าเธอ ผมกลับไม่รู้สึกเหมือนตอนเห็นชินเดินมาเลย...

เราเป็นผู้ชายปกติมาก่อนนี่ ใช่มั้ย อย่าบอกนะว่าเพิ่งจะมาเป็นเกย์เอาหลังจากที่ความจำเสื่อมน่ะ?

“พ่อครับ ทำอะไรอยู่เหรอ”

“อ้าว กลับมาแล้วเหรอ เร็วเหมือนเดิมเลยนะ”

ชินเดินมาหยุดอยู่ข้างหลังเก้าอี้โซฟา มองกองเอกสารใบหย่าและรูปของแม่เขาที่วางขนาบอยู่ข้างๆ กัน

“...คิดถึงแม่เหรอครับ”

“เอ๋ อ๋อ เปล่าหรอก แค่พยายามนึกอะไรหลายๆ อย่างน่ะ การที่จำอะไรไม่ได้เลยแบบนี้มันคงทำให้ลูกลำบากมาก จะทำงานทำการก็เอาแต่พะวงเรื่องพ่อ ถ้าหายดีเมื่อไหร่ ภาระลูกก็คงเบาลง”

ชินสีหน้ามืดครึ้มลงจนผมเองก็ยังแปลกใจ แต่ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยถาม ชินก็พุ่งตัวมาใช้สองมือกว้างรวบร่างผมไปกอดแน่นจากด้านหลังแล้ว

“!?” ผมตกใจเบิกตาโพลง กลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้คลุ้งอยู่รอบตัวเขาคือกลิ่นของดอกแมกโนเลีย...ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่กลิ่นดอกไม้นิดนี้กลายเป็นกลิ่นตัวของเขา มันลอยฟุ้งอยู่รอบๆ ตัวผม อยู่ในห้องนอน อยู่ในเสื้อผ้าที่ผมใส่ และตอนนี้เจ้าของกลิ่นนี้ก็กำลังกอดผมอยู่ ผมไม่รู้ว่าเขากอดผมทำไม แต่หัวใจผมกำลังเต้นตุบๆ อย่างบ้าคลั่ง จนกลัวว่ามันจะหลุดออกมาจากอกอยู่รอมร่อ

“ไม่....”

“ชิน?”

“ไม่ต้องกลับไปจำอะไรทั้งนั้นได้ไหมครับ”

“ว่าไงนะ...”

ชินไม่ตอบคำถาม แต่เยี่ยมหน้าเข้ามาใกล้แล้วปิดปากผมด้วยการจูบอย่างเร่าร้อนรุนแรง สติผมขาวโพลนในวินาทีนั้น กว่าจะรู้สึกตัวว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ชินก็ปีนข้ามจากหลังโซฟามานั่งอยู่ข้างผมแล้วบดขยี้ริมฝีปากจนผมต้องนอนราบลงไปแล้ว

“หยุดนะ!” ผมดิ้นหนี แต่ก็สู้แรงที่กดทับอยู่ด้านบนไม่ได้ ชินไม่ฟังอะไรผมอีกต่อไปแล้วราวกับเป็นเขาเองที่สติแตกจนเสียการควบคุม เขาซุกหน้าลงที่ซอกคอผมก่อนจะเริ่มขบกัด ดูด ไล้เลียไปตามลูกกระเดือก จูบแล้วทิ้งรอยแดงไว้เป็นปื้ดราวกับรอยพิษจากงู

มือเย็นๆ ข้างหนึ่งสอดเข้ามาข้างในเสื้อ ลูบไล้ไปทั่วจนผมเริ่มรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วท้องน้อย “ทำแบบนี้ทำไม ไม่ได้นะชิน!”

ชินตาแดงก่ำ ก้มลงจูบปิดปากผมอีกครั้งพร้อมกับสอดลิ้นเข้ามาสำรวจด้วย ผมสำลักน้ำลายพร้อมกับหายใจไม่ทันกับกรกระทำอุกอาจนั้นของเขา ชินยังไม่หยุดรุกราน เขาจูบเหมือนอยากจะช่วงชิงทุกลมหายใจของผมไปให้กลายเป็นของเขา

มือเอื้อมต่ำไปดึงกางเกงผมลง เจ้าส่วนกลางกายไม่รักดีมีปฏิกิริยาตอบสนองกับจูบของลูก ช่างน่าอับอายขายขี้หน้าอย่างที่สุด

ผมน้ำตาคลอเบ้า พยายามพูดอู้อี้ขอร้องให้เขาหยุด

“พ่อก็รู้สึกนี่! รู้สึกใช่มั้ยครับ พ่อยังจำสัมผัสนี้ได้ไม่ใช่เหรอ!” ชินขึ้นเสียงใส่หน้าผม ก่อนจะก้มลงระดมพรมจูบใหม่ เสื้อของผมถูกเขาฉีกทึ้งอย่างรุนแรง ราวกับสัตว์ป่ากำลังถลกหนังเหยื่อ ผมได้แต่สะอื้นเพราะความสับสนกับภาพตรงหน้า แม้จะไม่มีความจำในตอนที่เป็น ‘พ่อ’ ให้เขา แต่ก็รับรู้อยู่ในหัวใจว่าเขาเป็นใคร...

ผมรู้ดีว่านี่มันไม่สมควร ไม่เลย! แต่ร่างกายผมมันไม่ฟัง ถึงผมจะจำไม่ได้แต่ร่างกายผมจดจำเขาได้ มันเคยเกิดเรื่องแบบนี้มาก่อน และคงเลยเถิดไปจนถึงขั้นร่วมรักสอดใส่...ช่วงล่างของผมเต้นตุบๆ เหมือนเฝ้ารอคอยความรักของเขาอย่างน่าละอาย หลังจากอยู่ร่วมกันมาอย่างสงบสุข ความทรงจำของผมถูกปิดกั้น แต่วันนี้มันถูกจูบมัวเมาของลูกกระตุ้นกลับมาเพียงนิดหน่อย ก็คล้ายกับว่าความทรงจำบางอย่างกำลังจะผุดขึ้นมา

“ผม...อดทนมาตลอด ที่จะไม่แตะต้องพ่ออีก ตามที่เคยสัญญาไว้ แต่ว่า...” ชินพูดเสียงแหบต่ำ เขาหอบอยู่เหนือร่างผม ก้มลงดูดรังแกเจ้าเม็ดถั่วสีแดงที่กำลังโผล่ออกมาเพราะถูกสะกิดไม่กี่ที

ผมครางปนสะอื้นฮักๆ ไม่รู้ว่าเพราะรู้สึกผิดหรือเพราะความเสียวซ่านที่แล่นริ้วขึ้นมาจนอุณหภูมิในร่างร้อนเดือด ชินยังคงดูดยอดอกของผมเหมือนเด็กทารก แต่สายตาเขากลับเหลือบไปมองเอกสารหย่าและรูปของแม่เขา ก่อนจะใช้มือกวาดปัดให้หล่นลงพื้นภายในครั้งเดียว คล้ายไม่อยากเห็นมันอยู่ในสายตา

ผมได้แต่กัดปากกลั้นเสียงเอาไว้ ใช้มืออ่อนแรงจับศีรษะชินไว้ เกลียดที่ผมไม่อาจขัดขืนเขาได้อย่างถึงที่สุด เพราะลึกๆ ในใจผมรู้ดีว่าตัวเองต้องการแบบนี้...

ต้องการจะให้เขากอด

“ชิน ฮึก...ฮึก อือ...”

“ได้โปรดลืมทุกอย่างไปเถอะครับ ลืมว่าตัวเองเป็นใคร ผมเป็นใคร...ลืมว่า ‘เรา’ เป็นใคร” น้ำเสียงชินอ่อนโยนลงมาก เขาจูบซับสาบตาตาของผม พลางค่อยๆ ดึงกางเกงในที่เปียกแฉะของผมให้หลุดออกไป

“ลืม...ลืมอย่างนั้นเหรอ” ผมถามเขาซ้ำ มองหน้าคนที่ยังวนเวียนขบติ่งหูตัวเองอยู่ ชินผงกหัวมองผมแล้วจูบริมฝีปากซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

“ผมไม่ใช่ลูก...เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่หลงรักคุณ แบบนี้ไม่ได้เหรอครับ”

เหมือนผมกำลังจมน้ำอยู่เลย ทุกลมหายใจอึดอัดไปหมด พอมองเห็นหน้าของผู้ชายที่ทอดสายตามองลงมาอย่างปวดร้าว คำพูดที่อยากจะขอร้องให้เขาหยุดไว้แค่นี้ก็พลันมลายหายไป ผมหลับตาลงปล่อยให้น้ำตาหยดหนึ่งกลิ้งลงจากหางตา

“บางทีการที่ฉันลืมไปว่าตัวเองเป็นใคร...อาจจะเพราะเหตุผลนี้ก็ได้”

เพราะความสัมพันธ์ของผมกับเขามันผิด...ไม่ใช่แค่ชู้รัก แต่เป็นพ่อกับลูก ผมลืมสิ้นซึ่งทุกอย่าง ลืมทุกเรื่องราวก่อนหน้านี้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างผมกับเขา อะไรที่ทำให้ผมกับชินมาลงเอยกันแบบนี้ ผมจำไม่ได้เลยสักอย่าง...แต่ทั้งๆ ที่จำไม่ได้ พอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ได้เห็นหน้าชิน ความรู้สึกที่ผม ‘รัก’ เขากลับไม่จางหายไปเลย

“พ่อครับ” ชินเอ่ยเรียกผม

ผมรักเขาจนหมดหัวใจ ทั้งที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องของเราเลย “อย่าเรียกฉันแบบนั้น ตอนนี้ฉันไม่ใช่พ่อของเธอสักหน่อย”

“...คุณวัฒ”

“อืม...”

“คุณวัฒ!”

“นี่ แค่เรียกชื่อเอง เธอจะร้องไห้ทำไม” ผมแค่นยิ้ม ใช้มือจับหน้าเขาเอาไว้ แยกไม่ออกแล้วว่าน้ำตาที่ร่วงลงมาจากนี่เป็นของผมหรือของเขา

ชินจูบผมอีกครั้งในฐานะของผู้ชายคนหนึ่ง ผมตอบรับไปตามความรู้สึกดิบที่ตกค้างอยู่ในใจ แล้วหลังจากนั้นพวกเราก็เริ่มจะบรรเลงบทรักด้วยกันบนโซฟา

ชินกอดผมด้วยความรักและความอ่อนโยนทั้งหมดที่มี หลงลืมตัวตน ทิ้งทุกความผิดและความถูกต้องเอาไว้ข้างหลัง ทุ่มเทให้กับทุกสัมผัส ทุกรอยจูบ และเสียงของหัวใจที่เต้นดังอยู่ในอก เมื่อกอดกันอย่างแนบแน่น หัวใจด้านซ้ายของผมจะตรงกับอกด้ายขวาของเขา เสียงหัวใจของเราเต้นประสานดังเป็นจังหวะเดียวกัน

ชินคร่อมอยู่ด้านบน หยดเหงื่อไหลซึมลงมาตามแขน ร่างผมโคลงเคลงไปตามแรงขยับ ส่วนสำคัญของเราเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน แม้ข้างในตัวผมจะอัดแน่นด้วยตัวตนของเขาจนปริ่มออกมาแล้ว ชินก็ยังไม่หยุดตัวเอง เขายังคงกระแทกกระทั้นเข้ามาอยู่เรื่อยๆ

“คุณวัฒ...ผมรักคุณ ผมรักคุณมากเหลือเกิน”

“ฉัน...อา ฉันเองก็รักเธอเหมือนกัน ชิน...”

“ผมขอโทษ ทุกอย่าง...ผมขอโทษ”

“ฉันให้อภัยเธอเสมอ อึ๊ก!”

“อา!”

คราบรักล้นทะลักออกมาจากช่องทางแคบ ผมหอบหายใจเหนื่อย ช่วงเอวปวดหนึบไปหมด แต่กลับไม่อยากจะให้เขาถอนตัวออกไปเลย

ส่วนนั้นของชินกระตุกตุบๆ ก่อนจะเริ่มแข็งขืนขึ้นมาใหม่ ผมได้แต่ยกยิ้มแหย เย้าแหย่กับความคึกคักของเขา “นี่ ยังไหวอีกเหรอ ห้ารอบแล้วนะ...”

“คุณไม่ไหวแล้วเหรอครับ”

“ไหว...ไหวสิ”

โกหก ผมแทบจะไม่ไหวแล้ว อายุผมก็ไม่ใช่น้อย เทียบกับชินที่เป็นคนหนุ่มยังไงก็สู้เขาไม่ได้

แต่เพราะผมเหมือนมีลางสังหรณ์ว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย...ครั้งสุดท้ายที่เราจะได้ใกล้ชิดกัน ก่อนที่ผมจะตื่นขึ้นมาแล้วจำจดทุกๆ อย่างได้ ผมอยากจะตักตวงความสุขนี้ให้ได้มากที่สุด ก่อนที่ไฟนรกจะแผดเผาอกผมจนมอดไหม้ ก่อนที่กฎและความถูกต้องจะพรากผมกับเขาแยกจากกัน

ชินอุ้มผมให้ขึ้นมานั่งคร่อมบนตัก ท่านี้ทำให้ความเป็นชายของเขาสอดลึกเขามาอีก ส่วนนั้นบดบี้ถูกจุดสวาทในกายผมจนผมร้องเสียงแหลม “อ๊า!”

ชินพรูลมหายใจสั่น จับเอวผมไว้ให้มั่นแล้วกระดกเอวสวนแทงขึ้นไป ร่างผมสั่นคลอนจนเกือบล้ม ต้องอาศัยกอดคอเขาเอาไว้เป็นที่พึ่ง “เร็ว...เร็วกว่านี้ชิน ขอทั้งหมดของเธอให้ฉันมากกว่านี้...”

ผมขอร้องเขาอย่างหน้าไม่อาย ชินกัดหัวไหล่ผมหนึ่งคำแล้วเริ่มเร่งความเร็วขึ้น

ความชาที่มากับความเสียวซ่านทำให้สมองผมพร่างพราย หลังจากเห็นแสงประกายสีขาวเหมือนดวงดาว สติผมก็เริ่มจะลอยห่างออกไป

“คุณวัฒ...ผมรักคุณ รักคุณมากที่สุดในโลก รักคุณ....”

ชินกระซิบถ้อยคำบอกรักซ้ำๆ โอบกอดร่างผมที่หมดเรี่ยวแรงกับวงแขนแกร่ง ไม่รู้ว่าเขาร้องไห้หรือเปล่า...เพราะเสียงเขาฟังดูเหมือนสะอื้นเลย

“ได้โปรดเถอะครับ...ให้ผมได้รักคุณ แม้จะเป็นเพียงแค่ตอนนี้...ได้โปรดยกโทษให้ผมด้วย”

ผมไม่มีแรงตอบเขา ได้แต่ซุกหน้าลงกับอกกว้าง บนกลิ่นตัวที่ปะปนอยู่กับกลิ่นเหงื่อของเขาคือกลิ่นของดอกแมกโนเลีย

สติผมล่องลายหายไปพร้อมกับกลิ่นนั้น...ความทรงจำสีจาง ที่งดงามราวกับความฝัน

..............

...



จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ต้องห้ามเริ่มมาจากความมึนเมาและความผิดหวัง

ชินจำมันได้ดีว่าเขาเคยเกลียด ‘พ่อ’ มากขนาดไหน

วัฒถูกครอบครัวบังคับให้แต่งงาน ทั้งที่เขาไม่เต็มใจ แน่นอน เพราะว่าเขาชอบผู้ชาย เขาเป็นเกย์มาตั้งแต่เกิด ภัต ภรรยาของวัฒรู้ดีถึงรสนิยมของสามี แต่หล่อนก็รักวัฒจากใจมาตั้งแต่แรก เลยยอมตกลงแต่งงานอย่างเต็มใจ แม้ว่าจะต้องผสมเทียมทำเด็ก หล่อนก็ยอม

ทั้งคู่อยู่กินกันมาโดยที่วัฒไม่อาจทำหน้าที่สามีได้ แต่ภัตไม่เคยคิดจะหย่ากับเขา แม้ว่าเขาจะไม่อาจเป็นสามีให้เธอได้เลยก็ตาม หลังจากแต่งงานกันมาก็ได้ชินมาเป็นลูกชายเพียงคนเดียว

ชินเป็นเด็กเงียบขรึมตามอุปนิสัย แล้วเขาก็เกลียดพ่อของเขามาก เพราะพ่อไม่เคยยิ้มให้เขาเลย ไม่เคยชม ไม่เคยมีบทบาทอะไรในชีวิตของเขา เรียกได้ว่าพ่อนั้นในความหมายของชินช่างจืดชืด สิ่งที่เขารู้จากพ่อเพียงอย่างเดียวคือพ่อชอบดอกแมกโนเลีย

“วันพ่อแล้ว เอาพวงมาลัยไปไหว้พ่อเขาซะสิ” ภัตกล่าวกับลูกชายวัยต่อต้านในวันหนึ่ง

ชินถอนหายใจอย่างเสียมิได้ แต่พอชินเอาพวงมาลัยไปไหว้จริงๆ กลับเห็นว่ามุมปากของพ่อยกขึ้นส่งยิ้มให้เป็นครั้งแรก

“ขอบคุณนะ เด็กดี”

เพียงไม่กี่ประโยค ชินกลับจำได้ขึ้นใจ ความสัมพันธ์ของเขากับพ่อเหมือนจะดีขึ้นมาไม่น้อย

พ่อของเขาเป็นคนพูดน้อย เงียบขรึม ไม่ค่อยยิ้มไม่ค่อยพูด แต่จริงๆ แล้วซื่อเซ่อซ่าเป็นอย่างมาก เพราะแต่ก่อนชินเอาแต่ต่อต้านเขา เลยไม่เคยสังเกตดูดีๆ เลยว่าพ่อคนนี้ป้ำเป๋าและน่ารักขนาดไหน

“พ่อครับ วันศุกร์นี้ไปเที่ยวกันไหม แม่เพิ่งได้ตั๋วลดราคาปิ้งย่างมา”

“อา...ขอโทษนะ” วัฒยิ้มเจื่อน “พ่อไม่ว่างน่ะ”

“...ไม่เป็นไรครับ”

ชินคอตกนิดหน่อย แม่เห็นเขาเศร้าก็ปลอบใจ แต่ทว่าไม่รู้ทำไมสายตาของแม่ถึงดูเจ็บปวดมากเหลือเกิน

กว่าเขาจะรู้ความจริงว่าทำไม ก็ตอนที่เขาเผลอไปเห็นว่าพ่อกำลังจูบกับผู้ชายแปลกหน้าในลานจอดรถ!!

แม่รู้เรื่องนี้ดีมาตลอด และยินดีที่จะให้พ่อมีคนรักเป็นผู้ชายอีกคน เรื่องนี้ทั้งคู่คุยตกลงกันมาตั้งแต่ก่อนแต่งงานเสียอีก มีเพียงชินเท่านั้นที่ไม่รู้ ไม่รู้ว่าพ่อตัวเองเป็นเกย์!

เขาแอบมอง เห็นพ่อจูบกับผู้ชายคนนั้น เห็นว่าพ่อยิ้มอย่างอ่อนหวานสักแค่ไหนตอนที่มองชายคนนั้น ความรู้สึกมากมายพลันปะทุอยู่ในอก...มันโง่ มันบ้า ที่ไปหลงดีใจกับอีแค่คำขอบคุณ พ่อคนนี้ไม่เคยเห็นเขาเป็นลูกด้วยซ้ำ! มีแต่เขาที่หลงดีใจ ทั้งที่ความรักของพ่อไปตกอยู่กับผู้ชาย ส่วนเขาเล่าตัวอะไร หัวหลักหัวตออย่างนั้นหรือ?

วินาทีนั้นความโกรธมันบังตาชินจนไม่สนผิดถูก ศักดิ์ศรีของเขาถูกบดขยี้ เสียใจ เศร้าใจ ผิดหวัง ทุกอย่างประดังประเดเข้ามาในคราวเดียว

“ถ้าพ่อรักผู้ชายนักงั้นผมเป็นให้พ่อเองก็ได้! จะได้ไม่ต้องไปวิ่งเร่าสอดส่องหาใครเขาอีก!”

“ชิน!”

ชินข่มขืนพ่อของเขา โดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะ

ยิ่งสัมผัสยิ่งติดใจ ยิ่งลักลอบก็ยิ่งเร้าใจ จนในที่สุดทั้งคู่ก็ขาดกันไม่ได้ รู้ดีเต็มอกว่ามันผิด ก็ไม่อาจหักห้ามใจ จนสุดท้ายความสัมพันธ์บิดเบี้ยวนานปีก็พัฒนากลายเป็นรักที่ยิ่งกว่าต้องห้าม

และความลับไม่มีในโลก ในคืนที่พวกเขาดื่มด่ำกับความหฤหรรษ์ แม่ของเขาก็รู้ความจริงของคนทั้งคู่...

“เดรัจฉาน! มีแต่สัตว์เท่านั้นที่มั่วไม่เลือก!!”

ทั้งสองไม่อาจเถียงภัตได้เลยแม้แต่คำเดียว เรื่องที่ทั้งคู่มีอะไรกัน ปิดบังและหลอกลวงเธอมาตลอด ภัตกล้ำกลืนความอัปยศผิดหวัง หย่าขาดกับวัฒในที่สุด

“ฉันหย่าให้แล้ว หลังจากนั้นเชิญพวกเธอสองคนมั่วกันให้พอใจเถอะ!”

ตราบาปครั้งนี้จะใช้อะไรลบก็ไม่หาย ชินจับได้ใบแดงต้องไปเข้าเป็นทหาร ทิ้งช่วงให้สองพ่อลูกอยู่ในระยะทำใจไตร่ตรอง

เวลาที่ห่างกัน 2 ปี วัฒไม่เคยไปเยี่ยมชินเลยสักครั้ง ชินก็ไม่เคยส่งข่าวติดต่อพ่อเช่นกัน ทั้งคู่พยายามจะห่างกันให้มากที่สุด แต่แล้ววัฒก็ทำไม่ได้ เขาทนไม่ได้...ในวันสุดท้ายที่ชินจะออกจากการเป็นทหารเกณฑ์ วัฒก็ตัดสินใจจะจบชีวิตตัวเองลง วัฒดื่มให้ตัวเองเมามาย ก่อนจะขับรถด้วยความเร็วสูงสุด ปล่อยทิ้งให้มันไหลลงข้างทางไปชนกับต้นไม้...

หวังเพียงลืมเลือนทุกสิ่ง

...



กลิ่นของดอกแมกโนเลียยังคงหอมหวน คิดถึงเมื่อใดก็ยังคงละมุนอ่อนโยน

ผมยื่นมือไปจับกลีบดอกของดอกไม้เบาๆ แล้วก้มตัวลงสูดดมกลิ่น คิดถูกแล้วล่ะที่เลือกใช้ดอกแมกโนเลียในงานแต่งครั้งนี้

“พ่อครับ”

“ไง เจ้าบ่าว หล่อเชียวนะ”

ชินยิ้มเขินๆ เดินมาหาผม ผมมองสำรวจความเรียบร้อยของเขาครั้งหนึ่งก่อนจะจัดเสื้อให้

“ลีออนอยู่ไหนล่ะ”

“อ๋อ อยู่ข้างนอกครับ โดนเพื่อนผมรั้งตัวไว้อยู่”

ลีออนคือชื่อของเด็กหนุ่มน่ารักคนหนึ่งที่เป็นลูกค้าในร้านดอกไม้ของผม ร้านของผมส่งออกไปทั่วประเทศและต่างประเทศ ลีออนคนนี้เป็นชาวต่างชาติ เป็นหนึ่งในลูกค้าประจำ แล้วก็เป็นแฟนของชินด้วย พวกเขาคบกันมาได้หกปีกว่า ตอนนี้ชินก็อายุ 30 แล้ว ถึงจะเป็นการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน แต่ก็มีคนมารวมงานเยอะไม่น้อยเลย

“ชิน...อ๊ะ ซาหวัดดีคับ” ลีออนโผล่หน้าเปิดประตูออกมา พอเห็นผมก็รีบยกมือไหว้เก้ๆ กังๆ พร้อมพูดภาษาไทยแบบตะกุกตะกักดูน่ารักไม่น้อย ผมรับไหว้เขาขำๆ ทั้งวันนี้เขายกมือไหว้ผมไป 3 รอบแล้ว

“ลีออน มีอะไรเหรอ”

“คือ....เอ่อ เพื่อน...เพื่อนชินบอกว่า ให้โผมมาบอกชินว่า เหงี่ยน...”

“นี่ ใครบอกให้มาพูดน่ะ โดนพวกมันแกล้งอีกแล้วสิ!”

ลีออกหน้าตาเหลอหลา ไม่รู้ว่าที่พูดหมายความว่าอะไรทำหน้าเลิ่กลั่ก ผมเห็นสีหน้าลีออนแล้วก็ขำปนเอ็นดู ตบไหล่ลูกชายสามทีก่อนพเยิดหน้าใส่ว่าที่ลูกสะใภ้ “ไป ไปดูแลลีออนเถอะ”

ชินยกยิ้มจางๆ ก่อนจะพยักหน้ารับ “ครับ”

ผมยืนเอามือไพล่หลังยิ้ม มองส่งชินที่เดินไปหาลีออน จวบจนกระทั่งประตูไม้สักสีขาวปิดลง ทั้งห้องนั้นเหลือผมยืนอยู่คนเดียว

กลิ่นหอมของดอกแมกโนเลียยังคงลอยอวลอยู่รอบกาย ผมลูบกลีบดอกไม้นั้นเบาๆ ส่งท้าย ก่อนจะเดินตามออกจากห้องไป

ผมถูกเชิญขึ้นไปพูดเปิดงานเป็นเจ้าภาพ ในฐานะพ่อของเจ้าบ่าว ผมคงพูดอะไรไม่ได้มากนอกจาก

“ยินดีด้วยนะที่ได้แต่งงาน”

ให้ความทรงจำกลิ่นของแมกโนเลียล่องลอยอยู่ในความฝัน

ให้เรื่องราวทุกอย่างเลือนหายไปตามกาลเวลา

ให้เราสองคนในวันวานเป็นเพียงความหลังอันงดงาม

SAD END

---------------

สุดท้ายก็ทนมิได้ ต้องมาต่ออีกจนได้!! คราวนี้ยังคงเป็นเรื่องสั้นตอนเดียวจบ (ไม่เกี่ยวกะโลงศพตอนที่แล้วนะ5555555555555) เป็นไงบ้างเอ่ย หนุกกันมั้ย

แนวนี้มันก้าวร้าวใจมากเกินไปจนต้องมาต่ออีกเรื่อง และก็คงจะมีมาเรื่อยๆ ตามความบ้าบออ่ะนะ5555

เดี๋ยวจะมีมาต่ออีก แต่ถ้าเรื่องไหนยาวเกิดก็จะแบ่งเป็น [1] [2] อะไรทำนองนี้นะครับ แต่จะไม่ยาวเกิดสามตอนหรือห้าตอนเด็ดขาด...ทำไมน่ะเหรอ เพราะยาวเกินไปละมันไม่ไหวงั๊ยยยย ;-; ม.จะเปิดเทิอมแล้ววววว แต่ผมทนไม่ด๊าย ไม่แต่งไม่บาปมันอยู่ไม่ด๊ายยยยยย (เรื่องรางรถไฟก็ได้แต่แต่งคาไว้ ยังไม่เสร็จซ้ากที5555)

​FB:: Lawliet30101979




ความคิดเห็น