ฝากติดตามเค้าด้วยน้าาา💕

บทที่ 13 : แสงจันทร์

ชื่อตอน : บทที่ 13 : แสงจันทร์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.1k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 04 เม.ย. 2564 20:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13 : แสงจันทร์
แบบอักษร

เสวี่ยม่านนอนนิ่งเป็นศิลาอยู่ราวเจ็ดวันจึงถูกถอนเข็มเงินออกแต่ถูกผูกผ้าปิดตาสีดำไว้รอให้ครบสิบวันค่อยเปิดออกเพราะหากกลับมามองเห็นแล้วรับแสงกระทันหันอาจจะเป็นอันตรายได้


มือเล็กนวดคลึงอย่างเบามือทายาสมานแผลที่ถูกกรีดหลังคอและรอยเข็มเงิน เหลียนฮวาปรนนิบัติเสวี่ยม่านตามหน้าที่อย่างดีมิขาดตกบกพร่องอันใดตามที่หมอจางสั่ง


“อืม.. พอได้แล้วล่ะ”


“นี่เสื้อคลุมที่ทำจากขนหมาป่าเจ้าค่ะคุณชาย ส่วนนี่เป็นขนแกะและนี่ก็ขนเป็ด ยังมีชุดผ้าไหมลวดลายปักดอกเหมยกุยสวยงามมากเลยนะเจ้าคะ ฝ่าบาททรงให้หลี่กงกงนำมาส่งพร้อมกับสมุดบันทึกวิธีทำขนมแป้งข้าวที่ทำขึ้นใหม่เพื่อคุณชายโดยเฉพาะ”


ของกำนัลมากมายจากเหวินซานส่งมาจนเสวี่ยม่านแย้มยิ้ม มือเรียวงามเอื้อมไปลูบตามเสื้อคลุมขนสัตว์แล้วเลือกใส่ขนหมาป่า.. เนื่องด้วยยามนี้เมืองหลวงย่างกรายเข้าสู่เหมันต์ฤดูแล้ว


................................................


ยามนี้ลุกเดินได้ดังใจนึกหากแต่อีกสองวันจึงจะได้ถอดผ้าปิดตาออกเพื่อดูว่าจะสามารถกลับมามองเห็นหรือไม่


เหวินซานเอาแต่ส่งของกำนัลมาแต่ยังไม่ทันจะย่างกรายเข้ามาหาตนเลย เนื่องด้วยงานว่าราชการและกองฎีกามากมาย ปกติแล้ว คนฝนหมึกไม่ใช่ผู้ใดที่ไหน คือตนเอง แต่ยามนี้โดนหักห้ามทำอะไรมากนัก


เสื้อคลุมขนหมาป่านิ่มมือ เสวี่ยม่านสวมทับอาภรณ์ของตนหมายจะออกมาเดินข้างนอกแต่ถูกเหลียนฮวาห้ามไว้เสียก่อน


ใบหน้างดงามหม่นลงแล้วกลับมานอนรอดังเดิม เวลาผ่านไปหลายชั่วยามจนพลบค่ำ.. คืนนี้เหวินซานแอบแวะมาหาตนพลันนึกดีอกดีใจ

ดีใจงั้นหรือที่เหวินซานมาหา.. ราวกับเหล่าพระสนมที่รอคอยฮ่องเต้มิผิดเพี้ยน 


“ยามนี้เหตุใดเสวี่ยม่านจึงมิยอมเข้านอน คอยเหวินซานอยู่หรือ”


มือหนาเกลี่ยไล้แก้มใส อยากจะกระชากร่างบอบบางนี้เข้ามานอนกอดนัก หลายราตรีที่เสวี่ยม่านนอนนิ่งหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยาและการรักษา ทำให้ต้องอดทนอดกลั้น


“หากข้าคอยท่านแล้วท่านจะมาพบข้าหรือไม่”


“เจ้ากล่าวเช่นนี้จะให้เราใจร้ายปล่อยเจ้าคอยงั้นหรือ”


“อย่างไรเสียฝ่าบาทก็คือหวงตี้ของแผ่นดิน มีอีกหลายสิบชีวิตที่รอคอยให้ฝ่าบาทไปพบและอีกนับหมื่นนับแสนชีวิตภายใต้การปกครองดูแล และหน้าที่พระสวามีเองก็ต้องมิขาดตกบกพร่อง”


“ตำหนิเหวินซานที่ไม่ได้มาหาเพราะเสวี่ยม่านถังน้ำส้มหล่นงั้นหรือ.. เหวินซานมีความจำเป็นนักที่ต้องแวะเวียนไปหาเหยียนเสียนเฟย นางเป็นพระชายาและ เพราะเหวินซานต้องมีรัชทายาทสืบบังลังค์”


คนพูดยิ่งทำให้เสวี่ยม่านดูด้อยค่าไปอีก.. อย่างไรเล่าก็เป็นเพียงชายคณิกาไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าผู้ใดเป็นบิดามารดา และต่อให้นอนกับเหวินซานเป็นร้อยเป็นพันครั้งก็มิสามารถตั้งครรภ์ได้เช่นอิสตรี


ใบหน้างามหันหนีรู้สึกขอบตาร้อนผ่าว แต่เหวินซานจับหันกลับมาสวมกอดเอาไว้แต่คนดื้อรั้นเย่อหยิ่งกลับผลักร่างแข็งแกร่งดั่งกำแพงหินออกไป


เสวี่ยม่านรู้สึกตกในวังวนนี้อย่างไม่จบไม่สิ้น 


มันไม่มีที่สิ้นสุดและจะทุกข์ทรมานยิ่งกว่าหากถลำลึกลงไปมากกว่านี้ เสวี่ยม่านไม่ได้ต้องการเกิดมาเพื่อถูกกักขังให้ผู้คนเชยชม ที่เคยอยากท่องในลำเนาไพรก็ยังคงมิลืมเลือน


“ข้าอยากอยู่คนเดียว”


โดนกอดรัดจนเริ่มแน่นขึ้นก็รู้สึกเจ็บ.. แต่เจ็บกายไม่เทียบเท่ากับเจ็บใจที่เหวินซานกล่าวสักนิด


“อย่างไรเสียเหวินซานก็จะขังเจ้าไว้ในตำหนักนี้และรอเคียงข้างเหวินซานในยามที่ทุกอย่างสำเร็จลุล่วงภายภาคหน้า”


“ข้าหลีกเลี่ยงการเป็นสิ่งของผู้ใดมิได้เลยหรือ ข้ามีค่าเพียงแค่ห้าหมื่นตำลึงทองที่เหลียงอ๋องไถ่ข้าออกมางั้นหรือเหวินซาน”

“หยุดประชดประชันเหวินซานเสีย เจ้าไม่เคยรับรู้ ตั้งแต่ยามแรกที่เหวินซานกอดเจ้าและกอดเจ้าอีกครั้งแล้วครั้งเล่า เหวินซานยากจะถอนตัวจากเจ้า แต่ทุกสิ่งที่เหวินซานทำหรือรับสั่งออกไปล้วนมีเหตุผลที่มากกว่าความรู้สึกที่มีต่อเจ้าไม่อาจมาลบล้างได้”


...เสวี่ยม่านนิ่งงันเลิกต่อต้านเหวินซาน อย่างไรเสียก็มิอาจอ้อนวอนอันใดได้ รู้ตัวแล้วยามนี้ว่าตนมิได้มีค่าพอไปมากกว่าอำนาจหรือเหตุผลอื่น!! แม้จะหลอกลวงตัวเองมาสักพัก


ชีวิตอาภัพที่มิสามารถหลีกเลี่ยงกรงทองได้เลย


“ข้าจะรอดูจวบจนวันที่ท่านบรรลุทุกอย่างและยามใดที่ข้าสบโอกาสข้าจะหนีจากวังวนต้องสาปนี้ ต่อให้ท่านพลิกแผ่นดินแคว้นต้าหลงหรือตามลงนาวาท่านก็จะไม่พบแม้เงา”


“งั้นหรือเสวี่ยม่าน.. แม้เจ้าจะเหลือเพียงเถ้าธุลีเหวินซานก็จะนำเจ้ากลับมา เพราะเจ้าเป็นของเหวินซานทั้งกายเจ้าและใจเจ้านั้นจะมิได้ตกเป็นของผู้ใดอีก!!”


เหวินซานยามนี้มีอารมณ์โกรธมากนัก.. มากกว่าครั้งแรกที่ตนหนีออกไปพร้อมเทียนหลงเสียอีก แต่ครั้งนี้ไม่ได้ลงมือรุนแรงอันใดแต่เสวี่ยม่านสัมผัสมันได้ด้วยความเคยชินที่เหวินซานจะอ่อนโยนกับตนเสมอ


และเสวี่ยม่านเริ่มจะเกลียดมัน.. ความอ่อนโยน ใจดีและช่างเอาอกเอาใจของเหวินซานนั้นแทบจะทำให้ตนเองเดินลงเหว.. อีกเพียงนิดก็กลับมามิได้เพราะหลงใหลฮ่องเต้ผู้นี้หัวปักหัวปำ


“ต่อแต่นี้ไป.. ได้โปรดเลิกอ่อนโยนใจดีต่อข้าเพราะทุกอย่างมันจะย้อนคืนมาทำร้ายจิตใจข้า”


เสวี่ยม่านซบลงบนบ่าเหวินซานอย่างอ่อนแรง.. ไม่ต้องการมันอีกแล้ว สิ่งใดที่เหวินซานมอบให้ มือหนาเอื้อมปลอบประโลมไม่หยุดแล้วดันเสวี่ยม่านขึ้นมานั่งซ้อนบนตัก


“อีกสามวันเราจะมารับเจ้าไปศาลาบงกซ รักษากายเจ้าให้ดีเสวี่ยม่านและอย่าคิดอะไรที่โง่เขลาเช่นหนีจากเรา”


แม้จะได้รับความโปรดปรานถึงเพียงนี้.. แต่ทำไมเสวี่ยม่านกลับทุกข์ใจนัก ความสุขชั่วครั้งชั่วคราวน่ะหรือคือสิ่งที่พระสนมในวังหลังถวิลหา 


เมื่อยามเบื่อคงถูกทอดทิ้งไม่เหลียวแล...


ได้เพียงเฝ้ารอจวบจนถึงวันนั้น อาจจะพบอิสรภาพอย่างถ่องแท้..


.


.


“คุณชายหรงเจ้าคะ ข้านำกวีที่ท่านเขียนไว้ทั้งหมดมาแล้ว”


เสวี่ยม่านนำกลอนกวีบางบทมาตั้งชื่อหากแต่ที่เขียนไปไม่ได้สลักอักษรไว้เพื่อจับทางในการอ่านจึงให้เหลียนฮวานั่งอ่านให้ตนฟังแล้วตั้งชื่อกลอนไว้พร้อมกับชื่อผู้แต่ง


เสวี่ยม่านรู้สึกเบื่อที่ไม่ได้อออกไปไหนจึงเอากลอนกวีที่ตนเองแต่งไว้มาเรียบเรียงชื่อ แต่พ้นค่ำคืนนี้ก็จะได้ถอดผ้าปิดตาและรุ่งอรุณต้องออกไปพบเหวินซาน


นั่งอยู่หลายชั่วยามตั้งแต่บ่ายคล้อยจนพลบค่ำและถึงเวลาเข้านอน เสวี่ยม่านจึงนอนแช่น้ำอุ่นชำระกายให้เรียบร้อย


อากาศภายนอกยามนี้ที่ต้าหลงหนาวสะท้านกระดูกจนต้องมีเตาร้อนใต้ไว้เตียงและเพิ่มจำนวนผ้าห่มให้หนามากขึ้น เมื่อขึ้นเตียงแล้วรู้สึกอบอุ่นจนคร้านจะลุกไปทำอะไรจบผล็อยหลับไป..


.


“อืม..” 


เสวี่ยม่านตื่นขึ้นมาแล้วเพราะจะต้องออกไปศาลาบงกซ..ก่อนอาบน้ำได้เลื่อนมือไปหลังศีรษะตนแล้วแกะเงื่อนผ้าปิดตาออกลืมตาขึ้นช้าๆ..


แต่ก็พบกับความมืดดังเดิม แม้ในใจจะหวังไว้ว่าหากเปิดผ้าออกมาจะมองเห็น


ขนตาแพยาวงอนงามเปื้อนเปรอะหยดน้ำใส เสวี่ยม่านร้องไห้อย่างห้ามไม่ได้ 


ดวงตาคู่งามกระพริบถี่เพื่อไล่หยดน้ำตาออกไป.. สักพักกลับพบว่าแสงบางอย่างที่ไม่เคยเห็นในชีวิตตกกระทบลงมายังมือคู่เรียวของตน


แสงสีขาวนวลสาดมาจากหน้าต่างทำไมหันมองไปตามทางนั้น.. ทำให้คนที่ร้องไห้อยู่แล้วหลั่งน้ำตาออกมาหนักกว่าเดิมเสีย


เสวี่ยม่านลุกขึ้นไปเกาะริมหน้าต่างแล้วแหงนมองออกไป แสงจ้าจนรู้สึกแสบตาแต่ไม่ยอมลดละที่จะมอง


ใบหน้าใสสะอ้านแย้มยิ้มออกมาแล้ววิ่งไปหยิบเพียงเสื้อคลุมขนหมาป่าที่ตนโปรดปรานวิ่งเท้าเปล่าออกไปยังภายนอก


ทุกอย่างที่ตนรู้จักแต่ไม่เคยเห็นได้ผ่านเข้ามาทั้งหมดจนรู้สึกมีความสุขจนต้องร้องไห้อีกครั้ง เท้าเรียวเล็กวิ่งไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือรู้สึกเจ็บเท้าแม้แต่น้อย


ความหนาวเหน็บภายนอกที่เคยทำให้สั่นสะท้านถึงกระดูกยามนี้ไม่ได้ส่งผลให้เสวี่ยม่านหยุดวิ่งเลย เส้นทางที่คุ้นเคยในยามที่ทุกอย่างยังมืดมิดตอนนี้แสงจันทร์ที่ส่องลงมาทำให้มันไม่ได้ดูมืดหม่นลง


แฮ่กกก..แฮ่ก


ร่างบางหอบแฮ่กแล้วสูดอากาศเข้าปอด หยุดวิ่งลงพลันรู้สึกหนาวทันที เสวี่ยม่านมองไปเบื้องหน้าเป็นทะเลสาบที่ตนเองมาบ่อยนัก.. ศาลาบงกซที่ชอบมานั่งดีดกู่เจิง


แสงจันทร์สาดส่องกระทบผืนน้ำ รุ่งอรุณใกล้มาเยือนเต็มที.. เสวี่ยม่านหยุดยืนนิ่งมองภาพตรงหน้าสักพักพลันน้ำตาไหลรินออกมาอีกครา


งดงามเหลือเกิน..


ฟุบ!


เสวี่ยม่านถูกสวมกอดเต็มรักจากผู้ที่ยืนด้านหลัง แสงตะเกียงไฟส่องแสงไม่สว่างมากจนเกินไปทำให้ได้พินิจคนตรงหน้า.. ใบหน้าใสสะอ้านถูกเกลี่ยไล้แล้วปาดคราบน้ำตาออก หน้าผากมนถูกพรมจูบแล้วสวมกอดอีกครั้ง


“อึก ฝ่าบาท..ข้า”


แม้จะพึ่งเคยเห็นหน้าคนตรงหน้าแต่กลิ่นที่คุ้นเคยนี้ทำให้ทราบทันทีว่าคือผู้ใด.. ใบหน้าหล่อคมคาย ดวงตาเรียวรีราวพญาอินทรีย์รับกับรูปหน้าและ จมูกโด่งคม หล่อเหล่าราวกับพบเทพเซียนจนคนมองต้องละสายตา


“เหวินซานอยากถามเจ้าอีกครั้ง.. เจ้าจะยอมเป็นพระสนมของเหวินซานหรือไม่”


เสวี่ยม่านส่ายหน้าระรัวแต่กลับสวมกอดเหวินซานไว้แนบแน่น รู้สึกมีความสุขเหลือเกินยามนี้


“อืม.. อย่างไรเสียสิ่งเดียวที่เหวินซานจะไม่บังคับเจ้าคือให้เจ้าเป็นพระสนม... แล้วเหตุใดจึงร้องไห้ตัวโยนราวเด็กเล็กถึงเพียงนี้ ดูสิใบหน้างดงามของเจ้าเปรอะไปหมด ไหนจะเท้าเปลือยเปล่าของเจ้า ไม่เจ็บงั้นหรือ”


เหวินซานไม่ว่าเปล่า พระหัตถ์เรียวยาวเอื้อมเกลี่ยคราบน้ำตาและภูษาเช็ดหยดน้ำตาบางส่วนที่ยังไม่แห้งดี สองมือประค่องใบหน้าเสวี่ยม่านขึ้นมาพินิจ แม้ยามร้องไห้ก็ยังดูงดงามไม่แปลเปลี่ยน ริมฝีปากเคลื่อนเข้าไปชิดแล้วกดจูบแผ่วเบา


“อืม”


เหวินซานละออกมาอย่างอ้อยอิ่งแล้วอุ้มเสวี่ยม่านขึ้นมานั่งบนตักตนที่ยามนี้นั่งบนเฉลียงที่ศาลาบงกซ เหวินซานรับสั่งให้หลี่กงกงที่ติดตามมาไปนำรองเท้ามาให้เสวี่ยม่านสวม


“ดูสิ ภายในกายเจ้าก็สวมเพียงผ้าบางๆงั้นหรือ.. ดีใจจนวิ่งเท้าเปล้าออกมาไม่พอ ยังดีที่สวมเสื้อคลุมมาด้วย ไม่งั้นเจ้าคงหนาวตายเฝ้าศาลาบงกซแห่งนี้”

เหวินซานตำหนิด้วยความห่วงใยแล้วกระชับอ้อมแขนเพื่อให้เสวี่ยม่านตัวอุ่นขึ้น


“อืม”


ใบหน้าใสสะอ้านฝังลงอกแกร่งอีกครั้งอย่างเต็มสุข.. สักพักหลี่กงกงก็นำรองเท้ามาให้พร้อมกับถุงน้ำร้อนให้ร่างกายอบอุ่น เมื่อนั่งไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม แสงอรุณรุ่งก็มาเยือน


เสวี่ยม่านตั้งใจเฝ้ามองแต่กลับถูกดุให้อยู่เฉยและห้ามจ้องมองไปยังดวงอาทิตย์เพราะอันตรายต่อดวงตาของตน ดวงตากลมกระพริบถี่เพื่อปรับให้เข้ากับแสงยามเช้า ครั้งแรกที่ได้เห็นสีสันต่างๆว่าเป็นเช่นไร ธรรมชาติงดงามถึงเพียงไหนและทะเลสาบที่ตนจมลงเกือบเอาชีวิตไม่รอด


เสวี่ยม่านหันกลับมามองเหวินซานอีกครั้ง.. ในแสงยามเช้าเช่นนี้ที่แสนสว่างสไว ดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างยังมิเจิดจ้าเท่ากับคนตรงหน้า..  ฮ่องเต้ผู้สูงศักดิ์ที่มีใบหน้าดุจเป็นที่รักใครของสวรรค์


มิแปลกใจเลยที่เหล่าพระสนมพระชายาจะหลงรักหวงตี้พระองค์นี้หัวปักหัวปำ หนำซ้ำยังเอาใจเก่งเหนือสิ่งอื่นอันใด


“จ้องเหวินซานถึงเพียงนี้เจ้าตกหลุมรักหรืออย่างไร”


ฮ่องเต้แย้มพระสลวลแล้วเดินจูงมือเสวี่ยม่านมาเสวยพระกายาหารกับตน แม้จะถูกปฎิเสธแต่คนอย่างฮ่องเต้ล้วนมีหนทางให้จำยอมอยู่เสมอ..


“วันนี้เราไม่มีงานว่าราชการ เดี๋ยวเราจะพาเจ้าออกไปยังสถานที่หนึ่ง”


...........................................


.


.


บ้านไม้หลังไม่ใหญ่นักอยู่แถวเกือบนอกเมืองเพื่อไม่ให้เป็นจุดสังเกตุ จุดไฟตะเกียงให้ความสว่างเพียงน้อยเพื่อให้มองเห็นหน้าของผู้คนในวงสนทนาลับ


“ถึงเวลาแล้วที่จะกำจัดพวกขุนนางหวังให้สิ้น พวกนี้จะเป็นเสี้ยนหนามชิ้นโตในภายภาคหน้า และเนื่องจากเหยียนเสียนเฟยท้องโตขึ้นเรื่อยๆแถมสุขภาพพลานามัยยังแข็งแรงดี มีฮ่องเต้ส่งคนไปดูแลซ้ำยังส่งของกำนัลต่างๆมากมายไปบำรุงครรภ์ด้วยพระองค์เอง เหตุนี้จะยากขึ้นถ้าธิดาตระกูลเหยียนประสูติพระราชโอรส”


ชายรุ่นราวคราวพ่อไว้หนวดเคราเล็กน้อยพอประมาณแต่ใบหน้าดูภูมิฐานเอ่ยขึ้นแล้วลูบเคราตนอย่างครุ่นคิดในการใหญ่


“อืม.. นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ทั้งยามนี้วังหลวงขาดเทียนหลงและเหลียงอ๋อง กำลังสำคัญของเหวินซาน จะขาดเสนายยย หากจะส่งม้าเร็วไปแดนเหนือในยามเหมันต์ฤดูนี้เส้นทางแสนทรหดปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและหิมะตลอดทางคงจะใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะถึง”


“ยามนี้ข้าทราบมาอีกว่าฮ่องเต้โปรดปรานคณิกาชายนามหรง เสวี่ยม่านที่เหวินเหลียงส่งมานัก ซ้ำยังปรึกษาหารือกับหลี่กงกงอย่างไรจะแต่งตั้งตำแหน่งที่เหมาะสมให้ได้ เราควรใช้ประโยชน์จากตัวเขาอีก แค่เรื่องเทียนหลงก็ทำให้เราแทบจะกุมชัย”


ใบหน้าเจ้าเล่ห์เพทุบายเผยรอยยิ้มพลางเหลือบมองไปยังใบสั่งและจดหมายบางฉบับ ทั้งยังรวมถึงใบบันทึกเหตุการณ์กบฎเมื่อแปดปีก่อนที่มีความแปลกประหลาดในยามนั้นจนจับสังเกตุได้ว่ามีความช่วยเหลืออย่างลับๆต่อกลุ่ม เจิ้ง หยางชุน 


จึงทำให้คนผู้นั้นยังมีชีวิตแต่อยู่อย่างไร้ร่องรอย รายชื่อบัญชีดำเหล่าเสนาอำมาตย์ที่เข้าร่วมและความสัมพันธ์บางอย่างที่เป็นเรื่องในตระกูลอีกที


“เรื่องราวของขุนนางหวังมิธรรมดาเลยแม้แต่น้อยเดิมทีขุนนางหวังมีอนุอยู่สองคนและหนึ่งในนั้นให้กำเนิดธิดาที่งดงามแต่อนุภรรยาคนแรกหาได้สมรสเข้าตระกูลจึงมีน้อยคนนักที่พอจะทราบและกลับชุบเลี้ยงอย่างลับๆ..”


คนฟังอย่างตั้งใจและพินิจเรื่องราวต่างๆตามไปด้วย


“เพราะทั้งสองครองรักกันมาก่อนจะมีฮูหยินใหญ่ที่ให้กำเนิดหวังกุ้ยเฟย ต่อมาอนุภรรยาผู้นั้นนางได้สมรสกับขุนนางอีกคนที่ยศถาบรรดาศักดิ์ไม่สูงนักเป็นเพียงระดับล่างๆและตอนสมรสนั้นยังตั้งครรภ์ท้องของลูกขุนนางหวัง”


“หรือท่านจะบอกว่า.. ธิดาผู้นั้นคือ.. ”


ใบหน้าเจ้าเล่ห์พยักหน้ารับในสิ่งที่ผู้ฟังคิด เหตุการณ์นี่ตนพึ่งค้นพบตอนที่ไล่ตรวจดูในหอบันทึกเหตุการณ์ราวถึงชีวประวัติของหลวงที่แสดงถึงรายชื่อบุคคลภายในวังและสนใจเรื่องของเจิ้งอ๋อง


“นางมิได้เลิกนัดพบกับขุนนางหวังเลยแม้แต่น้อย และธิดาของขุนนางหวังผู้นั้นหาใช่ใครอื่นเป็นหนึ่งในพระสนมของเจิ้งอ๋องตั้งแต่นางอายุ 16 และเป็นที่โปรดปราน เปรียบเสมือนพี่สาวของหวังกุ้ยเฟย ซึ่งตอนนี้ออกบวชอยู่บนเขา นางยังเยาว์นัก อายุอานามพอกับเหวินเหลียง”


“อืม.. ข้าพอนึกออก ยามนั้นที่ตระกูลหวังกำลังเติบโตเพราะได้รับการสนับสนุนจากพระเชษฐาของหวงตี้พระองค์ก่อน”


“ข้าคิดว่าเราควรหาหลักฐานเรื่องนี้ให้ชัดเจน ทุกคนในเหตุการณ์ยังเหลือรอดหลายชีวิตทำให้สืบหาง่ายขึ้น ดั่งเช่นจดหมายลับที่ท่านได้มา”


“อืม.. ไว้หลังจากนี้อีกสองสัปดาห์ให้กลุ่มที่สนับสนุนท่านเข้ารายงานความผิดปกติ”


บทสนทนาจบลงพร้อมตะเกียงไฟที่มอดดับ กระท่อมเล็กผูกม้าไว้ด้านหน้าสามตัวแล้วก็ถูกขี่กันไปคนละทาง



............................................


“เจิ้นว่าเจิ้นคิดดีแล้วที่จะให้เจ้ามาอยู่ใกล้ๆ ตำหนักนี้ใกล้จะเสร็จ สัปดาห์หน้าจะย้ายของเจ้าทุกอย่างมา”


เหวินซานกล่าวแทนตัวด้วยคำเรียกสำหรับฮ่องเต้นั้นเพื่ออยากจะบังคับเสวี่ยม่านให้มาอยู่ตำหนักข้างๆที่สร้างให้แทบจะติดกับของตน


คนมองใบหน้าหงิกงอแต่ต้องกลับมาอารมณ์ดีขึ้นเพราะตำหนักใหม่เต็มไปด้วยกระต่ายขาวตัวน้อย และยังมอบลูกสุนัขให้เป็นของกำนัล


เอ็นดูนัก มีสิ่งใดก็อยากยกให้ ซ้ำยังดูแลดีกว่าเดิม เสวี่ยม่านยามนี้นั้นยังคงงดงามมิเสื่อมคลาย รูปร่างอรชรแต่สูงโปร่งแม้จะไม่ได้สูงมากแต่ก็สูงกว่าเหล่าสตรีทั่วไป เรือนร่างเย้ายวนที่ตนเคยกอดนับครั้งไม่ถ้วนกลับยิ่งดูน่าพิสมัยขึ้นไปอีก เสวี่ยม่านกลับมามองเห็นทำให้ดูแลรูปลักษณ์ตัวเอง จนงามหยาดฟ้ามาดินกว่าแต่ก่อนมากนัก


“อย่างไรเสียข้าก็ขัดรับสั่งท่านมิเคยได้”

เสวี่ยม่านถูกสวมกอดอุ้มจนตัวลอยแล้วยกเข้ามาภายในตำหนัก เตียงที่ใหญ่กว่าเดิมนั้นพอจะทราบว่าทำมาเพื่อสิ่งใด สองแขนเล็กคล้องคอเพราะกลัวจะหล่น เดินเข้ามาสักพักก็ปล่อยเสวี่ยม่านลงบนเตียง


“เจิ้นจะนอนกกกอดเจ้าทั้งคืนให้หายคิดถึง”


“หึ.. คิดถึงข้าแต่ท่านก็ยังแวะเวียนไปหาเหล่าพระชายาและพระสนมน่ะหรือ”


“หน้าที่ก็คือหน้าที่อย่างไรเสียก็มิอาจจะละเลยความรับผิดชอบ”


เสวี่ยม่านเลิกโต้เถียงและเงียบลง ดวงตาคมจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเสวี่ยม่านแล้วกดจูบลงไป ริมฝีปากถูกดูดดึงแรงขึ้นเรื่อยๆจนเผยริมฝีปากออกมาให้ได้ลิ้มลองรสหวาน..


“อือ..”


เสียงดังจ๊วบจ๊าบเกิดขึ้นจนทำให้คนใต้ร่างรู้สึกอายจนหลับตาพริ้มลง เสวี่ยม่านปิดตารับจุมพิต รู้สึกขวยเขินใบหน้าร้อนผ่าว.. ยามปกติแล้วเสวี่ยม่านมองไม่เห็นสิ่งใดแต่ในยามนี้มันต่างออกไปมากนัก


ยิ่งพอได้ลืมตามองช่วงล่างของตน เรียวขาที่อ้ากว้างแหวกพ้นออกจากภูษา ขณะที่เหวินซานแทรกตัวอยู่ตรงกลางใช้มือเปิดผ้าให้พ้นทาง


ใบหน้าใสสะอ้านเบือนหน้าหนีหันไปทางอื่น รู้สึกกระดากอายจนทนมองไม่ไหว.. แต่ก็ถูกจับหันกลับมาโดยผู้มีชั้นเชิงที่ขึ้นคร่อมอยู่ด้านบน


.


.

TBC................ 

แจ้งว่าเวลาอัพตอนใหม่จะขึ้นสถานะหน้าบทความเลยนะคะ เช่นตอนนี้ Update Chapter : 13

ไรท์รู้สึกว่าคนอ่านตอนล่าสุดมันน้อยลงมาค่ะ พอไรท์มาเช็คในแอพแล้วมันไม่ขึ้นตอนล่าสุดให้ อาจจะทำให้บางคนที่เข้ามาอ่านไม่เจอ😭😭

ความคิดเห็น