facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ไม่ว่าอำนาจ ครอบครัว หรือความรัก นางต้องการมันทั้งหมด!

บทที่ 11 หลากหลายอารมณ์

ชื่อตอน : บทที่ 11 หลากหลายอารมณ์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.6k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ส.ค. 2561 09:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 11 หลากหลายอารมณ์
แบบอักษร

เรื่องของถาวจวินหลันในครั้งนี้ สุดท้ายแล้วไม่นานก็รู้กันไปทั่วหน่วยงานซักล้าง

ในพริบตาเดียว ใครต่อใครก็พูดอะไรกันไปต่างๆ บ้างก็มาพูดประจบประแจง บ้างก็มาพูดดูถูกเยาะเย้ย ดังนั้นในทุกวันถาวจวินหลันจึงไม่ได้มีเวลาว่างเลย แม้แต่ในช่วงเวลากินข้าว ก็ยังต้องนั่งฟังคำพูดของคนนั้นคนนี้ไม่จบไม่สิ้น

แม้แต่นางกำนัลอาวุโสซุนก็มีท่าทีเปลี่ยนไปเล็กน้อย ถึงกับให้นางทำงานขององค์ชายรองก่อน ส่วนงานของหน่วยงานซักล้างนั้นให้หยุดพักไปก่อน

ถาวจวินหลันจึงไปขอบคุณนางกำนัลอาวุโสซุน นางมีสีหน้ายิ้มแย้ม ดูไม่ออกเลยว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ทว่าที่นางกำนัลอาวุโสซุนทำเช่นนี้กลับยิ่งทำให้ในใจของถาวจวินหลันนั้นรู้สึกไม่สบายใจ

ถึงอย่างไร นางก็ทำความผิด ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องทำดีกับนางเช่นนี้

ถาวจวินหลันยิ่งต้องระแวดระวังในการทำงานมากขึ้นกว่าเดิม

พูดไปแล้วก็แปลก เสื้อผ้าขององค์ชายรองนั้น ทำด้วยผ้าชนิดเดียวกันทั้งหมด อีกทั้งยังเก่าเหมือนกันหมด ยิ่งไปกว่านั้นบางตัวยังเก่ายิ่งกว่าตัวที่ขาดเมื่อครั้งที่แล้วอีก อีกทั้งยังไม่ใช่เพราะไม่ระวังจึงโดนอะไรเกี่ยวขาด แต่เป็นเพราะถูไปถูมาจนขาด

รอยขาดเช่นนี้ ต้องเป็นเพราะใส่บ่อยเท่านั้น จึงจะเป็นเช่นนี้ได้

ดังนั้นถาวจวินหลันจึงไม่ค่อยเข้าใจว่า เป็นถึงองค์ชายรอง ทำไม่ถึงใส่เสื้อผ้าเช่นนี้? ถึงแม้ว่าจะใส่สบายเพียงใด ก็คงไม่ถึงขั้นว่าเสื้อตัวหนึ่งขาดแล้ว จะไม่มีเสื้อตัวใหม่มาเปลี่ยน ส่วนเรื่องเสื้อขาดแล้วจะต้องเย็บซ่อมเอามาใส่ใหม่นั้นยิ่งไม่จำเป็น คนที่พอจะมีฐานะเล็กน้อยยังไม่ใส่เสื้อผ้าเช่นนี้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่เป็นถึงองค์ชาย

หรือว่า องค์ชายรองประหยัดมาก? ถาวจวินหลันคิดว่าไม่น่าใช่ ต่อให้ประหยัดอย่างไร ก็ไม่น่าจะเกินไปขนาดนี้ ถึงอย่างไรเสื้อผ้าก็เป็นหน้าเป็นตาของผู้สวมใส่

หรือไม่ก็เป็นเพราะรักเสื้อผ้าพวกนี้มาก เพราะว่าชอบมากจึงใส่บ่อย และเพราะแบบนี้ จึงทำให้เมื่อเสื้อผ้าขาดแล้วก็ทำใจทิ้งไม่ลง ถึงแม้ว่าจะไม่เอามาใส่อีก แต่ก็เย็บซ่อมแล้วเก็บไว้ดูเป็นที่ระลึกก็เป็นได้

ถาวจวินหลันเองก็มีถุงหอมชิ้นหนึ่ง เป็นสิ่งที่ท่านแม่ให้นางก่อนตาย เพราะว่าใช้มานานจนลวดลายที่ปักไว้เริ่มลุ่ยออกมาแล้ว ทว่านางก็ยังเก็บเอาไว้เป็นอย่างดี บางทีก็หยิบเอาออกมาดูบ้าง เพราะนี่เป็นของสิ่งเดียวที่ท่านแม่เหลือไว้ให้นางดูต่างหน้า

องค์ชายรอง น่าจะเป็นคนที่ชอบคิดถึงเรื่องในอดีตเป็นอย่างมาก

นี่คือข้อสรุปของถาวจวินหลัน

จากนั้นนางก็ได้ค้นพบอีกเรื่อง นั่นก็คือ ร่องรอยการเย็บของเสื้อผ้าพวกนี้เหมือนกับวิธีการเย็บของนางอย่างมาก โดยเฉพาะลวดลายการเย็บ ไม่เพียงแค่รอยเย็บที่คล้ายกันมาก แม้แต่การใช้สีก็มีความเหมือนกัน

ไม่แปลกที่องค์ชายรองจะรับสั่งให้นางทำ ถาวจวินหลันเข้าใจได้ในทันที นางจึงถอนใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อยก็ไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่มีต้นสายปลายเหตุ นางรู้สึกสบายใจขึ้น นางค่อนข้างมั่นใจกับเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย

แน่นอนว่านางเย็บซ่อมอย่างระมัดระวังมากขึ้น เสื้อทุกตัวที่นางเย็บซ่อมนั้น นางจะดูลวดลายที่เย็บไว้แต่แรกอย่างดีแล้วจึงหาวิธีเย็บซ่อม พยายามทำให้เสื้อผ้าทุกตัวที่นางเย็บซ่อมนั้น เย็บแบบไม่เห็นร่องรอยว่าเคยมีรอยขาดมาก่อน

งานนี้ถาวจวินหลันนั่งทำหลังขดหลังแข็ง ใช้เวลาเย็บหนึ่งเดือนเต็ม หลังจากเย็บซ่อมเสื้อผ้าพวกนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว นางจึงเอาเสื้อผ้าทั้งหมดไปซักอย่างดี ตากให้แห้ง แล้วพับไว้อย่างเรียบร้อย จากนั้นจึงนำไปส่งให้กับนางกำนัลอาวุโสซุน

นางกำนัลอาวุโสซุนลองพลิกดู แล้วยิ้มพร้อมกับชมว่า "ฝีมือของเจ้าประณีตสวยงาม ไม่ได้ไปอยู่หน่วยงานเย็บปัก ช่างน่าเสียดายเสียเหลือเกิน"

ถาวจวินหลันพูดถ่อมตัวไปสองสามประโยค ไม่ได้คิดจริงจังและไม่กล้าเก็บมามาคิดใส่ใจ

ทว่าเรื่องที่นางกำนัลอาวุโสซุนจะพูดต่อไปนั้น ทำให้นางหัวใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม

นางกำนัลอาวุโสซุนเอ่ยว่า "เจ้าพักไปหนึ่งเดือน ตำแหน่งเก่าที่เจ้าทำนั้นว่างเอาไว้ไม่ได้ ข้าจึงให้คนอื่นไปทำแทนแล้ว เวลานี้จะให้คนนั้นออกไปก็ดูจะไม่เหมาะ เจ้าก็อดทน ทำงานอย่างอื่นไปก่อน รอจนตำแหน่งเดิมของเจ้าขาดคนแล้วค่อยกลับไป"

นี่คือการถอดนางออกจากตำแหน่งเดิม ทำให้ถาวจวินหลันรู้สึกไม่ชอบใจอย่างมาก แต่ก็ไม่กล้าแสดงอาการออกมาแม้แต่น้อย ได้แต่ฝืนยิ้มออกมา "ตามที่กูกูเห็นสมควรเจ้าค่ะ"

ในที่สุดนางกำนัลอาวุโสซุนก็จัดให้นางไปอยู่หน้าที่ซักผ้านางกำนัลขั้นสูง ถึงแม้จะเป็นของนางกำนัลขั้นสูง แต่งานที่จะต้องทำในทุกวันนั้นกลับมากขึ้นไม่รู้กี่เท่า

แต่นอกจากถาวจวินหลันจะยอมรับอย่างไม่มีทางเลือกแล้ว นางยังจะทำอะไรได้อีกเล่า? นางกำนัลอาวุโสซุนไม่พูดอะไร ทำทุกอย่างอย่างมีเหตุมีผล แล้วก็ลงโทษนางเช่นนี้ นางพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว

ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ถาวจวินหลันก็สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย นี่ก็เหมือนกับปัญหาที่ค้างคาใจอยู่ ได้คลี่คลายลงในที่สุด

ตอนที่นางกำลังเดินกลับไปนั้น ที่จริงนางก็คิดจนเข้าใจแล้วว่า เดิมทีนางเองก็เป็นคนทำผิด ดังนั้นจะโดนลงโทษก็เป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว

คิดได้เช่นนี้แล้ว ความไม่สบายใจก็บรรเทาลงไปไม่น้อย เพียงแค่คิดถึงเสื้อผ้ากองเท่าภูเขาและน้ำที่เย็นเฉียบ นางก็อดไม่ได้ที่จะถอนใจออกมา

แม้ว่านางกำนัลอาวุโสซุนจะจัดการเรื่องนี้อย่างมีเหตุมีผล ทำให้นางพูดอะไรไม่ได้ แต่ทว่าหลี่ว์หลิ่วก็ยังพูดอย่างโกรธแค้นว่า "นางตั้งใจใช้โอกาสนี้ให้คนของนางได้งานดีก็เท่านั้น เจ้ากับข้าสนิทสนมกัน นางเห็นแบบนั้นก็คงจะรู้สึกไม่ค่อยพอใจ"

ทว่าครั้งนี้ฉ่านยวนกลับไม่เห็นด้วยกับหลี่ว์หลิ่ว นางส่ายหัวแล้วเอ่ยว่า "เดิมทีนางเองก็ทำความผิดก่อน ซุนกูกูไม่ได้ลงโทษอย่างเปิดเผยก็ถือว่าเห็นแก่หน้านางแล้ว"

เหวินซิ่งเองก็คิดเช่นเดียวกัน

ถาวซินหลันมีสีหน้าเจ็บปวดสงสารเมื่อมองดูมือของถาวจวินหลัน "ต่อไปท่านพี่จะต้องทาน้ำมันที่มือให้มากๆ"

ถาวจวินหลันกอดน้องสาวด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว พร้อมกันนั้นก็ได้กำชับตัวเองในใจว่า ต่อไปจะต้องระวังให้มากกว่านี้ ความผิดเช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก

สำหรับหน่วยงานซักล้างนั้น ฤดูหนาวเป็นช่วงที่ทรมานที่สุด

วังหลวงมอบเสื้อกันหนาวให้พวกนางกำนัลที่เข้ามาใหม่คนละสองตัว ทว่าดูท่าแล้ว เหมือนจะไม่ใช่เสื้อใหม่ อีกทั้งยังใหญ่เกินไปด้วย ครั้นลองจับดู ก็รู้สึกได้ว่าผ้าฝ้ายที่บุอยู่นั้นบางมากเกินไป หากต้องใส่เสื้อกันหนาวเช่นนี้ แค่คิดก็รู้แล้วว่าฤดูหนาวนี้จะเป็นเช่นไร

ถาวจวินหลันเอาเสื้อกันหนาวมาเย็บใหม่ โดยการเอาเสื้อเก่าที่ไม่ใส่แล้วไม่กี่ตัวมาทำเป็นซับในหนาๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงผ้าบางๆ แค่ไม่กี่ชั้น แต่ก็สามารถกันลมหนาวที่พัดมาได้ คนอื่นเห็นนางทำเช่นนี้ ก็พากันพูดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดี จึงเอาไปทำตาม

แต่ถึงอย่างไร เมื่อถึงเวลาที่น้ำค้างลงนั้น ก็ยังรู้สึกหนาวจนตัวสั่น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการตักน้ำจากในบ่อขึ้นมาซักผ้าเลย

พูดตามจริงแล้ว น้ำที่เพิ่งตักขึ้นมาจากบ่อน้ำนั้นไม่ได้เย็นเท่าไรนัก ทว่ามันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เมื่อผ่านไปสักพัก น้ำนั้นก็เย็นเสียจนทำให้มือคนเย็นราวกับน้ำแข็งได้ จนในที่สุด นิ้วมือก็จะชาจนไม่มีความรู้สึก หากเป็นเพียงแค่นี้นั้นก็ยังนับว่าดี แต่ที่ทรมานกว่านั้นนั่นก็คือมือแห้งแตกเป็นแผล

เมื่อมือเริ่มแห้งแตกเป็นแผลนั้น จะทั้งปวดและเจ็บ เมื่อยื่นมือออกมา นิ้วมือทั้งสิบจะแตกและแข็งราวกับแครอท หลังมือก็จะบวมเป็นสีม่วงแดงราวกับลูกหมั่นโถว

นี่ยังถือว่าไม่ได้ทรมานที่สุด ที่ทรมานที่สุดคือ มือที่เป็นแผลบวมนั้นพอตกกลางคืนได้อยู่ในห้องที่อบอุ่น ก็จะไม่รู้สึกเจ็บแล้ว กลับคันอย่างหนักแทน แต่ก็ไม่กล้าเกา เมื่อเกาก็จะรู้สึกเจ็บมาก ได้แต่เพียงกัดฟันทนเอา คงไม่ต้องพูดว่าจะทรมานเพียงใด

และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ บางครั้งแผลเปื่อยหนัก ก็จะยุ่ยและมีหนองไหลออกมา มองดูแล้วทำให้รู้สึกเวทนาเหลือเกิน แผลแบบนี้เมื่อโดนกับสบู่ ก็แสบจนจะขาดใจ แต่ก็ไม่มีทางเลือก อย่างไรก็ยังต้องซักผ้าต่อไปเหมือนเดิม แช่มืออยู่ในน้ำทั้งวัน ตรงส่วนที่เป็นแผลก็เปื่อยไปหมด เพียงแค่ไปโดนเบาๆ แผลก็จะหลุดออกมา ทายาไปก็ไม่มีประโยชน์ อย่างไรวันต่อมาก็ยังต้องซักผ้าต่อไปอยู่ดี

เมื่อก่อนถาวจวินหลันไม่เคยต้องมาลำบากอะไรเช่นนี้ ทว่าในตอนนี้กลับได้สัมผัสมาทั้งหมดแล้ว

อดทนจนถึงวันสิ้นปีมาได้อย่างยากลำบาก เวลานี้คนในหน่วยงานซักล้างจึงค่อยโล่งใจกันได้ ผ่านสิ้นปีไปแล้ว อากาศก็จะเริ่มกลับมาอบอุ่นขึ้น ถึงเวลานั้นก็จะไม่ต้องมาทนทรมานเช่นนี้อีกแล้ว

ตามกฎแล้ววันสิ้นปีจะไม่มีการซักผ้า ดังนั้นก่อนวันสิ้นปีหนึ่งวัน คนในหน่วยงานซักล้างทำงานเสร็จแล้วก็จะเก็บทุกอย่างจนเรียบร้อย

ครั้นถึงวันสิ้นปีในวังหลวงจะมีการจุดพลุดอกไม้ไฟ บรรยากาศคึกคักอย่างยิ่ง ทว่านี่ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนางกำนัลและคนงานในวัง

นอกจากจะได้รับดอกไม้กำมะหยี่คนละหนึ่งดอกและเงินสิบกว่าตำลึงแล้ว ก็จะได้กินอาหารที่พอจะมีเนื้อสัตว์อยู่บ้างก็เพียงเท่านั้น

เมื่อได้เห็นว่าบนข้าวมีผักสีเขียวๆ ถาวจวินหลันก็รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก ฤดูหนาวในวังมีแต่เจ้านายเท่านั้นที่จะได้กินผักสด นอกนั้นก็จะต้องกินผักดอง ผักดองทั้งแก่ทั้งเค็ม ใครก็ไม่ชอบกินกันทั้งนั้น ทว่านอกจากผักดองนี้ ก็ไม่มีอะไรให้กินแล้ว จึงได้แต่จำใจกินเข้าไป

ดังนั้นวันนี้ที่ได้เห็นผักสดใบเขียว ไม่เพียงแต่ถาวจวินหลันเท่านั้น คนอื่นต่างก็ยิ้มแย้มดีใจ นอกจากผักใบเขียวแล้ว ยังมีเนื้อผัดน้ำแดงให้อีกคนละสองสามชิ้น

ทุกคนต่างกินกันอย่างพออกพอใจ

ถาวจวินหลันนอกจากจะพออกพอใจแล้ว ก็ยังรู้สึกเจ็บแปลบในใจ โดยเฉพาะตอนที่เห็นถาวซินหลันทำหน้าลังเลเหมือนไม่อยากกินเนื้อพวกนั้นให้หมดไป เมื่อก่อนนั้นแม้แต่คนงานในบ้านของพวกนางยังได้กินดีกว่านี้เสียอีก

ถาวจวินหลันจำใจคีบเนื้อจากในชามของตัวเองสองชิ้นส่งให้ถาวซินหลัน ส่วนตัวเองที่ลองชิมไปเพียงแค่ชิ้นเดียวก็รู้สึกว่า สู้ที่นางเคยกินที่บ้านเมื่อก่อนไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นอาหารที่อุดมสมบูรณ์ อยู่ในวังทำงานหนักมานานเพียงใดก็ไม่มีโอกาสได้กินเนื้อสัตว์เช่นนี้มิใช่หรือ?

ถาวซินหลันคีบเนื้อคืนกลับมา "ข้ามีแล้ว"

ถาวจวินหลันคีบกลับไป "เจ้ากินเถอะ ข้าว่ามันไม่ค่อยอร่อย สู้ที่บ้านเราทำก็ไม่ได้" ถาวซินหลันอยู่ในวัยกำลังโต แม้ว่าเนื้อเพียงแค่สองชิ้นจะไม่ได้มีผลอะไรนัก แต่ก็ดีกว่าไม่ได้กินเลย ที่สำคัญคือ ถาวซินหลันเองก็อยากกินเนื้อพวกนี้เอาเสียมาก

วันสิ้นปีทุกคนจะต้องตื่นมารอข้ามปี นางกำนัลทุกห้องต่างรวมเงินกันไปซื้อถั่วและเผือกพวกนี้เข้ามา จากนั้นก็เอามาเผามาย่างกินด้วยกัน

พวกถาวจวินหลันก็ทำเช่นนั้น มันเผือกที่เผาสุกแล้ว ทั้งหอมทั้งนุ่มหนึบ รสชาติหวานจนไม่อยากจะกินให้หมดไป แล้วยังมีมันเทศอีก พอผ่าออกมาแล้วกลิ่มหอมหวานก็ฟุ้งออกมา ทำให้ทั้งห้องหอมตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นมันเทศ หลังจากเผาถั่วสุกแล้วยังไม่สามารถกินได้ทันที ต้องเอาไว้อีกสักพักจึงจะกรอบอร่อย

กินมันเผือกไปสองอัน มันเทศไปหนึ่งชิ้น และถั่วอีกหนึ่งกำมือ จากนั้นถาวจวินหลันก็ไม่กล้ากินเข้าไปอีก เกรงว่าถ้ากินเข้าไปอีกจะอิ่มจนจุก

จริงๆ แล้วกินอะไรนั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ ทุกคนได้พูดคุยกัน พูดถึงเรื่องสถานที่อันห่างไกล พูดถึงบ้านเกิดของตัวเอง พูดถึงเรื่องครอบครัวของตัวเอง ซึ่งทำให้ทุกคนเบิกบานใจ

บ้านของหลี่ว์หลิ่วนั้นนับว่ามีอันจะกิน ที่นางเข้าวังมานั้นไม่ใช่เพราะบ้านยากจนไม่มีอันจะกิน แต่เป็นเพราะในตอนนั้นนางมีคนสนิทอยู่ในวังบอกว่า เข้ามาในนี้คือทางออกที่ดี อยู่ในวังเพียงไม่กี่ปี เมื่อได้ออกจากวังไปแต่งงานนั้นก็สามารถเลือกแต่งกับคนฐานะดีหน่อยได้ ดูมีหน้ามีตา

หลี่ว์หลิ่วขมวดคิ้วด่าว่าคนที่ชักชวนนางเข้าวังในตอนนั้น "คนใจดำชั่วช้า แบบนี้ถือว่ามีหน้ามีตาที่ไหนกันเล่า? หากข้ารู้ว่าเข้ามาแล้วต้องมารับกรรมเช่นนี้ ต่อให้ตายข้าก็ไม่มาหรอก!"

ฉ่ายยวนชอบใจใหญ่ "รู้สึกเสียใจแล้วล่ะสิ"

หลี่ว์หลิ่วถอนใจ แล้วไม่พูดอะไรอีก

เหวินซิ่งกลืนของที่อยู่ในปากลงไป "จริงๆ แล้วอยู่ในวังก็ดีออก อย่างน้อยก็ได้กินอิ่ม ที่บ้านข้าในปีนั้นแห้งแล้งหนัก มีคนหิวตายไม่รู้ตั้งกี่คน? มีเงินก็ซื้อของกินไม่ได้! หากไม่ได้เข้าวังมา ไม่แน่ว่าข้าเองก็อาจจะตายไปนานแล้ว"

ฉ่ายยวนถอนใจ "ก็อย่างนั้นนั่นแหละ ในวังไม่ได้มีอะไรไม่ดี" แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก

ทุกคนต่างมองมาที่ถาวจวินหลัน "แล้วพวกเจ้าสองคนเล่า? เมื่อก่อนบ้านของพวกเจ้าเป็นอย่างไร?" ทุกคนต่างมีสีหน้าอยากรู้ แต่ก็เพราะเรื่องบ้านของขุนนางใหญ่นั่นอย่างไรเล่า ใครจะไม่อยากรู้ว่าเป็นอย่างไรจริงไหม?

ทว่าถาวจวินหลันกลับไม่อยากพูดถึงเรื่องพวกนี้อีก

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว