facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ไม่ว่าอำนาจ ครอบครัว หรือความรัก นางต้องการมันทั้งหมด!

ชื่อตอน : บทที่ 10 โชคดี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.9k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ส.ค. 2561 09:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 10 โชคดี
แบบอักษร

เมื่อถาวจวินหลันเข้าไป ในใจก็รู้สึกหวั่นๆ รู้สึกเพียงแต่ว่า คงไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน ทว่านางเองก็ได้เตรียมใจไว้บ้างแล้ว ดังนั้นจึงพอจะรักษาท่าทางสงบไว้ได้

นางกำนัลอาวุโสซุนกำลังพูดคุยกับนางกำนัลคนหนึ่งที่สวมชุดกระโปรงสีม่วงอ่อน ถาวจวินหลันเห็นเช่นนั้นจึงรีบหลบสายตาลงต่ำ ในใจก็พอจะรู้ว่า นางกำนัลคนนั้นจะต้องเป็นนางกำนัลของตำหนักใหญ่ตำหนักใดอย่างแน่นอน

ไม่แปลกใจเลยที่นางกำนัลอาวุโสซุนมีสีหน้าท่าทางยิ้มแย้ม  ปกติซุนกูกูนั้นชอบทำหน้านิ่งเรียบเฉยอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ยิ้มยังไม่ค่อยจะได้เห็นนางยิ้มสักเท่าไร

ถาวจวินหลันเข้าไปหานางกำนัลอาวุโสซุนแล้วย่อตัวคำนับ จากนั้นจึงยืนก้มหัวไม่พูดอะไร ส่วนนางกำนัลอีกคนหนึ่งนั้น นางเองไม่ได้รู้จักมักคุ้น ถ้านางจะออกปากทักทายก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก

ถาวจวินหลันรู้สึกว่า นางกำนัลคนนั้นกำลังดูท่าทางของนางอยู่ตลอดเวลา มองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า พิจารณาดูนางทุกส่วนไม่ให้มีส่วนไหนเล็ดลอดสายตา ครู่หนึ่งก็ได้ยินนางกำนัลคนนั้นหัวเราะออกมา "เป็นหญิงสาวที่ดูเรียบร้อย มาทำงานอยู่ที่หน่วยงานซักล้างนี้ ช่างเหมือนกับเพชรในตมเสียเหลือเกิน"

น้ำเสียงกังวานสดใสไพเราะอย่างมาก และยังมีรอยยิ้มบางๆ ทว่าในใจถาวจวินหลันนั้นรู้สึกเกร็งไปหมด นางรู้สึกว่า อีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยปากชมนางด้วยความจริงใจ กลับรู้สึกว่าเป็นกระพูดประชดแบบเยือกเย็นอย่างบอกไม่ถูก

นางกำนัลอาวุโสซุนกลับพยายามพูดให้คนของตัวเองดูด้อยค่าอย่างสุดกำลัง "โชคดีมีวาสนาแล้วมีประโยชน์อันใดเล่า? วาสนาไม่ดีก็เท่านั้น มาอยู่ที่หน่วยงานซักล้างแห่งนี้ ก็ต้องอยู่ไปเช่นนี้ไปชั่วชีวิต" อีกครู่หนึ่งก็เหมือนพูดยกยอนางกำนัลคนนั้นขึ้นมา "ถ้าพูดว่าโชคดีมีวาสนาแล้ว แบบแม่นางจิ้งหลิงสิ ถึงจะเรียกว่าโชคดีมีวาสนา ข้านั้นอยู่ในวังหลวงมาหลายปี ไม่เคยเห็นใครโชคดีมีวาสนาเท่ากับแม่นางจิ้งหลิงมาก่อน"

จิ้งหลิง คาดว่าน่าจะเป็นชื่อของนางกำนัลคนนั้น

ถาวจวินหลันนึกถึงใบหน้าที่นางเห็นเมื่อครู่ ในใจก็แอบเห็นด้วยกับคำพูดนั้น นางกำนัลที่ชื่อจิ้งหลิงคนนี้โชคดีมีวาสนาเสียเหลือเกิน หากพูดถึงความงาม นางงดงามกว่าตัวเองมากนัก

จิ้งหลิงได้ฟังที่นางกำนัลอาวุโสพูด กลับหัวเราะออกมา "โชคดีมีวาสนาแล้วมีประโยชน์อันใดกัน? ก็เป็นแค่นางกำนัลคนหนึ่งมิใช่หรือ?" นางกลับพูดดูถูกตัวเอง

นางกำนัลอาวุโสซุนประจบประแจงเล็กน้อย "เฮ้อ พูดอะไรเช่นนี้ ใครจะไม่รู้ว่าเจ้าเป็นคนข้างกายขององค์ชายรอง? ดูแลกันมาก็หลายปี ต่อไปองค์ชายรองจะทิ้งเจ้าได้หรือ? อย่างไรก็ขาดแม่นางไม่ได้ ถึงเวลาก็จะได้ดิบได้ดีไม่ใช่หรอกหรือ?"

ถาวจวินหลันทำตัวไม่ถูก คำพูดของนางกำนัลอาวุโสซุนนั้นมีความหมายชัดเจน มาพูดเรื่องเช่นนี้ต่อหน้าแม่นางนั้น ช่าง...

นางคิดว่าจิ้งหลิงอาจจะรู้สึกเขินอาย ทว่าไม่คิดว่าจิ้งหลิงไม่เพียงแต่จะไม่เขินอาย กลับยิ้มหัวเราะออกมา "นั่นเป็นเรื่องของวันข้างหน้า ใครจะรู้ได้เล่า"

จะพูดอย่างไรดี แม้จิ้งหลิงจะไม่ได้ปฏิเสธและไม่ได้เห็นด้วย ทว่าบางทีการที่ไม่ได้ปฏิเสธนั้นก็ถือเป็นการยอมรับกลายๆ เช่นนั้นแล้วเกรงว่าจิ้งหลิงคนนี้จะ...คงจะมีความหวังในเรื่องนี้อยู่ก็เป็นได้?

ถาวจวินหลันนิ่งเงียบไม่พูดอะไรออกมา จากการถูกอบรมสั่งสอนมาแต่เด็กทำให้นางรับไม่ได้กับเรื่องเช่นนี้ ผู้หญิงไม่ได้เป็นของเล่น ถึงอย่างไรก็ไม่ควรทำเช่นนี้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นองค์ชาย แต่ในฐานะที่เป็นผู้หญิง ก็ต้องมีความเคารพตัวเอง พวกผู้ชายต้องทำหน้าที่ให้สำเร็จเป็นสิ่งสำคัญ แต่ผู้หญิงอยู่บ้านคอยดูแลสามีและอบรมสั่งสอนลูก ก็มีความสำคัญเท่ากัน

ทว่าเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนาง ถาวจวินหลันคิดเช่นนี้ ก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นยุ่งเรื่องของคนอื่นมากเกินไปหน่อย

มาถึงเวลานี้ นางถึงคิดแปลกใจขึ้นมาว่า ที่นางกำนัลอาวุโสซุนเรียกนางมานั้น สรุปแล้วมีอะไรกันแน่? คงไม่ใช่ว่าให้มาฟังคนอื่นพูดคุยกันเรื่องไร้สาระหรอกมั้ง?

แต่ว่านางกำนัลอาวุโสซุนไม่เอ่ยปาก นางก็ไม่กล้าปริปากพูดอะไรออกมา ดังนั้นจึงได้แต่ยืนรออยู่อย่างนั้นเงียบๆ

ผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุดนางกำนัลอาวุโสซุนก็คิดขึ้นได้ว่าถาวจวินหลันยืนอยู่ตรงนั้น จึงยิ้มแล้วชี้มาที่นางพร้อมกับพูดกับจิ้งหลิงว่า "คือนางคนนี้อย่างไรเล่า เสื้อผ้าครั้งที่แล้วขององค์ชายรอง นางเป็นคนซัก"

จิ้งหลิงพินิจพิจารณาดูอีกรอบ "ดูแล้วไม่ได้มีเพียงหน้าตาที่สะสวยเท่านั้น ยังดูมีไหวพริบและมีฝีไม้ลายมือไม่เบา"

ถาวจวินหลันรู้สึกหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ พูดถึงองค์ชายรอง แล้วยังพูดถึงเรื่องซักผ้าอีก นางนึกถึงเรื่องที่ซักเสื้อขาดขึ้นมาได้ทันที หรือว่า เป็นเพราะเรื่องนี้? ไม่ใช่หรอก นั่นก็ผ่านมานานมากแล้วมิใช่หรือ? แต่หากไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ นางก็คิดเรื่องอื่นไม่ออกแล้ว

ในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น จิ้งหลิงก็พูดออกมาว่า "ครั้งที่แล้วเจ้าเป็นคนซักเสื้อสีเทาอ่อนตัวนั้นใช่หรือไม่? ตัวที่ตรงแขนเสื้อมีรอยขาดอยู่นิดหน่อย"

แล้วก็เป็นเรื่องนี้จริง! ถาวจวินหลันใจเต้นแรงจนจะหลุดออกมา แต่ก็พยายามทำท่าทางให้สงบนิ่งที่สุด "ใช่เจ้าค่ะ ข้าเป็นคนซักเอง"

"เจ้าใช้เส้นด้ายสีกรมท่า เย็บซ่อมตรงส่วนที่ขาด" จิ้งหลิงพูดเสริมอีก

"ใช่เจ้าค่ะ" ถาวจวินหลันยอมรับ อีกทั้งค่อยๆ คิดย้อนกลับไป เกรงว่าเสื้อตัวนั้น จะไม่ใช่นางซักขาดจริงๆ ทว่าในตอนที่ส่งมานั้น ก็มีรอยขาดมาอยู่แล้ว เป็นเพราะนางใจลอย จึงไม่ได้ดูให้ดี นางจึงคิดว่านางเป็นคนซักขาดเอง!

ในเวลานี้ นางมีเพียงความรู้สึกเหลวไหลอย่างบอกไม่ถูก นี่มันเรื่องอะไรกันหรือ? เดิมทีไม่มีเรื่องอะไร ทว่านางกลับหาเรื่องใส่ตัวเสียอย่างนั้น!

ถาวจวินหลันรู้สึกว่าตัวเองทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ตัวชาไปครึ่งตัว ซักเสื้อขาดแล้วเย็บซ่อมนั้นก็เรื่องหนึ่ง แต่นี่นางดันเย็บซ่อมผ้าที่ขาดอยู่แล้ว มันคนละเรื่องกันเลย! เวลานี้คนอื่นจะมองนางเช่นไร? กลัวก็แต่คนอื่นจะคิดว่านางตั้งใจอยากทำตัวเด่น! อยากให้คนอื่นมาสนใจตัวเอง!

ทั้งฝืนข้อห้ามในวังหลวง! ในวังหลวงนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องใด? เข้าวังมาวันแรก นางกำนัลอาวุโสที่สอนเรื่องกฎระเบียบก็ย้ำกับทุกคนไว้แล้ว นั่นก็คือ ต้องรู้ฐานะของตัวเอง!

สิ่งที่ถาวจวินหลันคิดต่อมาคือ จะจัดการนางอย่างไรดี?

ในขณะที่กำลังรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่นั้น จิ้งหลิงได้หยิบกระเป๋าใบเล็กที่อยู่ในแขนเสื้อออกมาวางไว้บนโต๊ะ "องค์ชายรองพอพระทัยเป็นอย่างมาก สั่งให้ประทานให้เจ้า"

ถาวจวินหลันตกตะลึง ไม่คิดว่าจะได้ยินเช่นนี้

"แต่ว่าข้าอยากถามเจ้าสักหน่อย เจ้าทำแบบนี้ เกรงว่าจะไม่ถูกกฎสักเท่าไร? เจ้าคิดอะไรอยู่ถึงได้ทำเช่นนี้?" จิ้งหลิงใช้น้ำเสียงไม่สูง ทว่าสายตานั้นมองมาอย่างเฉียบคม ราวกับว่าจะทิ่มแทงเข้าไปในใจของถาวจวินหลันให้ได้ ดูว่าในใจของถาวจวินหลันนั้นคิดอะไรอยู่กันแน่

ถาวจวินหลันตัวสั่นเล็กน้อย ในใจก็คิดว่า มาจนได้

ทำใจให้สงบลงสักหน่อย ถาวจวินหลันไม่อยากหาข้ออ้างปกปิดความผิดอะไรอีก จึงได้พูดความจริงออกไป “ข้าคิดว่าเสื้อตัวนั้นข้าเป็นคนซักขาด ข้ากลัวว่าท่านนางกำนัลอาวุโสจะลงโทษ จึงได้ถือวิสาสะเย็บซ่อมเสื้อตัวนั้นเอง เพราะเห็นว่าเสื้อตัวนั้นเก่าแล้ว ข้าเดาว่าเจ้าของคงจะไม่ใส่มันอีก ดังนั้นจึงลองเสี่ยงดูสักครั้ง...”

"เจ้าช่างบังอาจยิ่งนัก” จิ้งหลิง ส่งเสียง “หึ” หัวเราะออกมา “แต่ว่า เจ้าก็เดาถูก ที่จริงก็ไม่คิดว่าจะเอามาใส่แล้ว แต่องค์ชายรองบังเอิญเห็นพอดี ถึงได้รู้เรื่องนี้เข้า”

นางกำนัลอาวุโสซุนไม่แสดงความคิดเห็นใดออกมา

ถาวจวินหลันสงบจิตสงบใจ คุกเข่าลงยอมรับความผิด "ข้าน้อยผิดไปแล้ว กูกูได้โปรดลงโทษข้าด้วยเถิด"

"องค์ชายรองได้รับสั่งไว้แล้ว ว่าไม่ต้องลงโทษเจ้า" จิ้งหลิงพูดเสริมขึ้นมาอีก "แต่ว่าเส้นด้ายที่เจ้าใช้นั้นหยาบกระด้างเหลือเกิน จึงรับสั่งให้เจ้าเอาไปเย็บมาใหม่ เส้นด้ายข้าเตรียมมาแล้ว ยังมีเสื้อผ้าอีกหลายตัวที่มีรอยขาดเหมือนกัน เจ้าลองดูเอาแล้วกันว่าจะทำเช่นไร"

พูดจบแล้ว จิ้งหลิงก็ลุกขึ้น "ข้ายังมีธุระอื่นอีก เจ้าทำเสร็จแล้ว ก็เอากลับไปส่งให้ข้า"

ถาวจวินหลันรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ เรื่องนี้จบแค่นี้จริงหรือ?

นางแอบดูท่าทางของนางกำนัลอาวุโสซุน เห็นนางกำนัลอาวุโสซุนกำลังจ้องนางอยู่ มีสีหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม ทำให้นางรู้สึกขนลุกขนพอง

จากนั้นนางก็ไม่กล้าลุกขึ้น ได้แต่คุกเข่าอยู่อย่างนั้น รอคำสั่งของนางกำนัลอาวุโสซุน

นางกำนัลอาวุโสซุนเดินไปส่งจิ้งหลิงจนถึงประตู แล้วจึงเดินกลับมา ค่อยๆ ชี้ไปที่กระเป๋าใบเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะ "อย่างไรองค์ชายรองก็ได้รับสั่งมาแล้ว ดังนั้นข้าจะไม่ลงโทษเจ้า แต่เจ้าต้องจำเอาไว้ ต่อไปห้ามเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก นี่ ของรางวัลของเจ้า มาหยิบไปเสีย"

ถาวจวินหลันคิดไว้แต่แรกแล้วว่าจะทำอย่างไรกับของรางวัลอันนี้ จึงไม่ได้ลังเล รีบบอกกลับไปว่า "ข้าน้อยทำความผิด กูกูไม่ลงโทษก็ถือเป็นบุญอย่างมาก ข้าจะยังรับของรางวัลนี้ไว้ได้เช่นไร? กูกูเก็บเอาไว้เถอะ เป็นเพราะองค์ชายรองเห็นแก่หน้าของกูกู จึงไม่ได้เอาความอะไรกับเรื่องนี้"

ครั้งนี้นางกำนัลอาวุโสซุนกลับมีรอยยิ้มออกมาจริงๆ "ที่แท้เจ้าเป็นคนมีไหวพริบ เพียงแต่ข้ามองไม่ออกเท่านั้น ถึงอย่างไรก็เป็นของรางวัลของเจ้า เจ้าก็เอาไปเสีย ตั้งใจทำงาน อย่าทำพลาดอีก แล้วแผนการในใจไม่ว่าจะมีหรือไม่ ก็เก็บความคิดพวกนั้นไว้ จงทำงานด้วยความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา!"

ในใจของถาวจวินหลันนั้นเย็นวาบ "เจ้าค่ะ" นี่ถือเป็นคำเตือนของนางกำนัลอาวุโสซุน

เรื่องนี้เกินความคาดหมายของนางไปมาก จนกระทั่งถาวจวินหลันหอบตระกร้าของกลับไปถึงห้องพัก จิตใจก็ยังเหม่อลอย สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

ถึงอย่างไรนางก็คิดไม่ถึงว่า ทำความผิด ไม่เพียงแต่ไม่ได้รับโทษ ทั้งยังได้รับรางวัลอีกตะหาก

กระเป๋าใบเล็กนั้นนางแอบเปิดดูแล้ว ข้างในใส่เงินเอาไว้ห้าก้อนเล็ก หนึ่งก้อนประมาณครึ่งตำลึง ห้าก้อนรวมกันถือว่าไม่ได้มากมายนัก แน่นอนว่าที่สำคัญคือได้หน้า เจ้านายมอบของรางวัลให้ ไม่ว่าจะเป็นของล้ำค่าหรือไม่ได้มีค่าอะไรนัก ก็ถือว่าได้หน้าทั้งนั้น องค์ชายรองมอบของรางวัลให้ ก็แสดงว่าชื่นชอบในฝีมือของนาง?

ถาวจวินหลันก้มหน้าดูลวดลายเมฆสีกรมท่าที่คุ้นตา อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา นางประเมินตนเองไว้ไม่ผิดจริงๆ

เรื่องนี้ รู้สึกว่าผิดแปลกไปหมด แต่นางเองก็ไม่อยากคิดให้มากความ ต่อไปก็ได้แต่คิดว่าจะตั้งหน้าตั้งตาทำงานให้ดี ส่วนเรื่องอื่นนั้น...ลืมไปให้หมดก็พอแล้ว

เหมือนอย่างที่นางกำนัลอาวุโสซุนพูดไว้ไม่มีผิด

ต่อมา ถาวจวินหลันก็รู้สึกหนักใจขึ้นมา ลวดลายที่เย็บไปแล้วต้องค่อยๆ เลาะออกมา แล้วเย็บกลับไปใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อีกทั้งยังมีเสื้อตัวอื่นที่ต้องเย็บอีกด้วย...

แม้ว่าก่อนจิ้งหลิงจะไปนั้น ไม่ได้กำหนดเวลามาว่าต้องทำให้เสร็จภายในกี่วัน แต่ถาวจวินหลันเกรงว่ายิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี

ถึงแม้เรื่องนี้นางไม่ได้ตั้งใจจะปกปิด แต่ก็ไม่ได้จะป่าวประกาศไปทั่วอย่าง แน่นอนว่าคนในห้องนั้น นางไม่ได้ปกปิดใครเลย นางเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด ทั้งยังเอาของรางวัลออกมา แบ่งเงินกันคนละอัน ห้าคน ก็พอดีหนึ่งคนหนึ่งอัน

หลี่ว์หลิ่วเห็นแอบมาบ่นกับนางเป็นการส่วนตัว "เจ้าก็ซื่อเกินไปแล้ว นั่นเป็นรางวัลของเจ้า ไม่ต้องเอาออกมาแบ่งคนอื่นก็ได้"

ถาวจวินหลันยิ้ม "พวกเราอยู่ด้วยกัน เวลาทุกข์ก็ทุกข์ร่วมกัน อย่างน้อยเวลามีความสุข ก็ต้องสุขร่วมกันสิ"

หลี่ว์หลิ่วได้ยินอย่างนั้น จึงจ้องนางเขม็ง แล้วก็ยิ้มอย่างมีเลศนัย "เจ้าว่า ทำไมองค์ชายรองจึงโปรดปรานเจ้าเป็นพิเศษเช่นนี้? ไม่ใช่ว่า..."

ถาวจวินหลันรีบพูดแทรกหลี่ว์หลิ่วด้วยเสียงเข้ม "ถ้าเจ้ายังพูดจาไร้สาระ ก็เอาเงินนั้นคืนมาให้ข้า คำพูดเช่นนี้เอามาพูดเล่นได้หรือ? ใครได้ยินเข้า จะให้ข้าอยู่ต่อไปอย่างไร?"

หลี่ว์หลิ่วบิดตัวแอบ แล้วก็ไม่กล้าพูดล้อเล่นแบบนี้อีก ครู่หนึ่งก็พูดขึ้นอีกว่า "เจ้าว่า ครั้งนี้ซุนกูกูจะหาเรื่องเจ้าหรือไม่"

ถาวจวินหลันเองก็ไม่มั่นใจ "ข้าก็ไม่รู้ แต่ครั้งนี้นับว่าข้าโชคดีจริงๆ ไม่อย่างนั้น จะต้องถูกหาเรื่องเชือดอย่างแน่นอน"

"แล้วใครว่าไม่ใช่เล่า" หลี่ว์หลิ่วถอนใจ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว