facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ไม่ว่าอำนาจ ครอบครัว หรือความรัก นางต้องการมันทั้งหมด!

บทที่ 8 นางกำนัลอาวุโสซุน

ชื่อตอน : บทที่ 8 นางกำนัลอาวุโสซุน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.5k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.ค. 2561 14:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8 นางกำนัลอาวุโสซุน
แบบอักษร

ถาวจวินหลันกัดฟันแน่น ก่อนจะหยิบเส้นด้ายสีกรมท่าขึ้นมา เมื่อบอกฉ่ายยวนแล้วจึงเดินออกมา


นางเอาเสื้อกับเส้นด้ายมาลองเทียบกันแล้ว ในใจคิดถึงวิธีการต่างๆ มากมาย แต่สุดท้ายแล้วก็ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำเช่นไร แน่นอนว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบอยู่ไม่น้อย หากเกิดเรื่องขึ้นมาคงจะไม่ใช่เรื่องดี ต้องได้รับโทษอย่างแน่นอน แต่ที่กลัวที่สุดคือ ไม่แน่ว่านางกำนัลอาวุโสอาจจะเอาเรื่องความผิดของนางมาเป็นผลงานเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองก็ได้

อีกทั้ง หากถาวซินหลันโดนหางเลขไปด้วย...นั่นเป็นเรื่องที่นางจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น

หลี่ว์หลิ่วเองก็หน้านิ่วคิ้วขมวด “ทำไมไม่มีเส้นด้ายสีนี้นะ เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป? หรือจะทำได้แค่นั่งรอความตายไปอย่างนี้?”

ถาวจวินหลันมองเส้นด้ายในมืออย่างเคร่งเครียด ในที่สุดท้ายก็ได้ตัดสินใจได้วิธีหนึ่ง เมื่อได้ยินหลี่ว์หลิ่วพูดอย่างนี้แล้ว นางก็ส่ายหัว “ไม่หรอก แค่ต้องลองเสี่ยงดู”

หลี่ว์หลิ่วดวงตาเป็นประกาย ดึงแขนของถาวจวินหลันไว้ “รีบบอกมา เจ้ามีวิธีอะไร? ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าไม่ขุดหลุมฝังตัวเองอย่างแน่นอน”

ถาวจวินหลันดันหลี่ว์หลิ่วออกไป “พอเถอะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า เจ้ายังจะรนหาเรื่องเดือดร้อนอีกหรือ? รีบไปนอนเถอะ พรุ่งนี้เช้าเจ้าก็จะรู้เองว่าข้าใช้วิธีไหน” หลี่ว์หลิ่วนั้นไม่ได้มีความผิดด้วย นางจึงไม่อยากลากหลี่ว์หลิ่วเข้ามารับเคราะห์กับนางไปด้วย

หลี่ว์หลิ่วได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป แอบมองดูถาวจวินหลันอยู่สักพัก สุดท้ายก็ได้แต่ถอนใจและยิ้มออกมา “ก็ได้” ดูเหมือนนางจะเข้าใจความหวังดีของถาวจวินหลันแล้ว

ทว่าหลี่ว์หลิ่วก็ยังหยิบเทียนไขของตัวเองส่งให้ “นี่ ข้าให้เจ้า จุดเทียนสักสองเล่ม ไม่เช่นนั้นจะมืดเกินไป เจ็บตาเอาเสียเปล่า”

ถาวจวินหลันยิ้มอย่างซาบซึ้ง “ขอบใจเจ้ามาก”

หลี่ว์หลิ่วโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “จะพูดขอบคุณข้าทำไมกัน? ก็แค่เทียนไขเล่มเดียวเอง”

เวลาเหลือไม่มากแล้ว ถาวจวินหลันไม่กล้าชักช้าอยู่อีก หยิบเข็มด้ายและเทียน แอบไปหาห้องที่อยู่ไกลๆ นั่งเย็บซ่อมเสื้อ อย่างแรกคือ ไม่อยากรบกวนเวลานอนของพวกหลี่ว์หลิ่ว อีกอย่างคือ ไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้มากนัก เพื่อป้องกันหากโดนลงโทษ จะได้ไม่มีใครพลอยโดนไปด้วย อีกทั้งหากมีคนรู้เยอะ ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้เรื่องนี้รั่วไหลออกไป หากเป็นเช่นนั้นคงไม่ดีแน่ๆ

แน่นอนว่า นางไม่ได้ไม่เชื่อใจฉ่ายยวนหรือคนอื่นๆ แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้ยิ่งมีคนรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

เช้าวันต่อมา ขณะที่ฟ้ายังสลัวหลี่ว์หลิ่วก็รีบมาหา ถาวจวินหลันตกใจอย่างมาก คิดว่าถูกใครจับได้แล้ว พอเห็นเป็นหลี่ว์หลิ่วถึงได้โล่งใจ แกล้งว่านางไปว่า “เจ้าเดินมาเงียบๆ ไม่ส่งเสียง ทำข้าตกใจจะตายอยู่แล้ว”

หลี่ว์หลิ่วไม่ได้โต้ตอบอะไร แค่ขยับเข้ามาดูใกล้ๆ “ข้าดูหน่อย เจ้าทำอย่างไรกันแน่?”

ครั้นดูอย่างละเอียดแล้ว หลี่ว์หลิ่วก็หัวเราะออกมา “ไม่คิดว่าเจ้าจะใจกล้าถึงเพียงนี้”

เนื่องจากว่าถาวจวินหลันหาเส้นด้ายที่สีเหมือนกันมาเย็บซ่อมไม่ได้ หาได้แค่เส้นด้ายสีกรมท่า จึงได้ใช้เส้นด้ายสีกรมท่าเย็บซ่อมส่วนที่ขาดเป็นลวดลายเมฆ เมื่อมองดูแล้ว กลับเหมือบว่าเป็นลายที่มีอยู่แต่เดิม อีกทั้งเส้นด้ายทั้งสองสีมีความใกล้เคียงกันมาก หากไม่ตั้งใจดูดีๆ ก็คงดูไม่ออก ไม่แน่ว่า อาจจะปกปิดไปได้โดยไม่มีใครรู้

เพียงแต่...หลี่ว์หลิ่วแสดงสีหน้าสงสัย “แบบนี้อาจจะปกปิดหน่วยงานซักล้างของเราไปได้ แต่รอจนเสื้อถูกส่งคืนไปแล้ว กลัวว่าจะปกปิดเอาไว้ไม่ได้อีก”

ที่หลี่ว์หลิ่วกังวลนั้นก็เป็นเรื่องปกติ ถึงอย่างไรเมื่อก่อนมีลวดลายหรือไม่ มีแค่เจ้าของที่รู้ เกรงว่าจะปกปิดต่อไปไม่ได้

“เจ้าลองดูเสื้อตัวนี้สิ เป็นเสื้อของผู้ชาย ทั้งยังเป็นชุดเครื่องแบบ คนในวังหลวงที่ใส่ชุดแบบนี้ได้ จะมีสักกี่คนกันเชียว? นอกจากฮ่องเต้ ก็เหลือแค่องค์ชายไม่กี่องค์ ท่านพวกนี้มีเสื้อผ้าตั้งมากมาย แต่เสื้อตัวนี้ดูเก่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่แน่ว่าต่อไปอาจจะไม่หยิบมาใส่อีกแล้วก็ได้ ที่เอามาซักให้สะอาด เกรงว่าคงจะอยากเอาไปเก็บไว้เพียงเท่านั้น ไม่แน่ว่า อาจจะไม่ถูกจับได้ก็ได้” ที่หลี่ว์หลิ่วกังวลใจนั้นถาวจวินหลันเองได้คิดไปหมดแล้ว ไม่เช่นนั้นนางคงไม่กล้าเสี่ยงเช่นนี้ อีกทั้งพูดย้อนกลับไป “เนื้อผ้าที่ใช้ทำเสื้อตัวนี้ก็ไม่ได้มีราคาแพงอะไรนัก หากว่าจับได้จริงๆ คงไม่น่าทำเรื่องวุ่นวายเพียงเพราะเสื้อแค่ตัวเดียวหรอกมั้ง?”

แม้จะต้องโดนลงโทษ นั่นก็เป็นเรื่องที่สมควร นางเพียงแค่อยากลองเสี่ยงดูสักครั้ง หวังว่าโชคจะช่วยให้นางผ่านเรื่องนี้ไปได้ สำเร็จหรือไม่อยู่ที่ลิขิตสวรรค์

ในใจถาวจวินหลันแอบคิดว่า ที่จริงวิธีที่ถูกต้องที่สุดก็คือ ไปสารภาพผิดกับนางกำนัลอาวุโส แต่เป็นเพราะนางกำนัลอาวุโสซุนนั้นเพิ่งมาใหม่...ทั้งยังมีเรื่องราวซับซ้อนแบบนี้อีก ทำให้นางไม่กล้าพูดออกไปจริงๆ

รอจนพระอาทิตย์ขึ้น ทุกคนต่างลุกออกจากที่นอนกันหมดแล้ว ลายเมฆลายสุดท้ายก็ปักเสร็จพอดี ถาวจวินหลันกัดเส้นด้าย เก็บเข็มด้าย และดูแขนเสื้ออย่างละเอียดอีกครั้ง ไม่มีอะไรผิดพลาดแล้ว นางค่อยโล่งใจขึ้นนิดหน่อย ภายในใจนั้นยังรู้สึกกระวนกระวาย แต่ก็พอที่จะสงบลงได้บ้าง

ช่วงบ่ายหลังจากส่งเสื้อผ้าไปแล้ว ในใจของถาวจวินหลันนั้นยังคงไม่สงบ นางจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย แม้แต่ตอนที่ถาวซินหลันกำลังพูดอยู่นั้น นางยังถูกเรื่องในใจทำให้ใจลอยไปไกล ทว่าก็ทำอะไรไม่ได้ นางกลัวจริงๆ นี่

ท่าทางเช่นนี้ของนาง ทำให้ทุกคนเริ่มสงสัย เหวินซิ่งและฉ่ายยวนจึงมาถามอยู่หลายครั้ง

ถาวจวินหลันไม่กล้าพูดอะไรออกมา แม้แต่กับถาวซินหลัน ก็ไม่ยอมปริปากบอกเรื่องนี้ให้รู้

คิดไม่ถึงว่า สุดท้ายแล้วคนที่มาเตือนนางกลับเป็นถาวซินหลัน ถาวซินหลันทำหน้าจริงจัง กดเสียงต่ำและแอบกระซิบนางว่า “ท่านพี่อย่ากลัวไปเลย ประเดี๋ยวมันก็ผ่านไป ท่านพี่อย่าลนลานสิ คนอื่นจะสงสัยเอาได้ ข้าเห็นพี่ฉ่ายยวนกำลังจ้องท่านอยู่ หากท่านยังเป็นเช่นนี้ต่อไป นางจะดูออกเอาได้นะ”

คำตักเตือนของถาวซินหลันนั้นได้ผลอย่างมาก ถาวจวินหลันพยายามไม่ใจลอย ไม่กล้าแสดงอาการไม่สบายใจออกมาอีก

จนกระทั่งผ่านไปหลายวัน ก็ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร ถาวจวินหลันถึงได้โล่งใจ มีความรู้สึกดีใจเหมือนตายแล้วได้เกิดใหม่อีกครั้ง ดูท่าแล้วครั้งนี้นางน่าจะผ่านไปได้ด้วยดี

นางจึงค่อยๆ สบายใจขึ้นมา ไม่เก็บเรื่องนี้มาคิดอีก

หลี่ว์หลิ่วก็แอบมาหัวเราะกับนาง “โชคของเจ้านี่ไม่ธรรมดาเสียจริง”

“ฟ้าคุ้มครอง” ถาวจวินหลันสีหน้าเคร่งขรึมพนมมือขึ้นตั้งใจขอพรออกมา “ต่อไปขออย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ครั้งนี้ ทำข้าตกใจจนแก่ขึ้นอีกสิบปีเลย”

หลี่ว์หลิ่วอดไม่ไหว ยื่นมือมาหยิกแก้มนาง “ไหนข้าดูสิ” ปรากฏว่ามือของนางนั้นได้สัมผัสเข้ากับเนื้ออันเนียนนุ่ม ราวกับจับเต้าหู้ก็มิปาน นางจึงอดไม่ได้ที่จะหยิกไปอีกหลายครั้ง แล้วพูดออกมาว่า “ผิวเนียนนุ่มดีจริง!”

หลี่ว์หลิ่วก็เริ่มเกิดความอิจฉาขึ้นมา “หญิงสูงศักดิ์อย่างไรก็เป็นหญิงสูงศักดิ์ ผิวของเจ้านั้นนุ่มเหลือเกิน! พวกข้าจะทำอย่างไรก็เทียบไม่ได้!” บ่นไปพลาง เอามือลูบๆ หยิกๆ ไปพลาง จนถาวจวินหลันรู้สึกเขินอาย

จากการที่หลี่ว์หลิ่วใช้น้ำเสียงที่ทั้งอิจฉาและชื่นชมนางนั้น ทำให้ถาวจวินหลันทำตัวไม่ถูกและไม่สบายใจ จึงเอนตัวหลบจากนิ้วมือของหลี่ว์หลิ่ว “หญิงสูงศักดิ์อะไรกันเล่า เจ้าพูดเช่นนี้ ทำให้ข้ารู้สึกกระอักกระอ่วนไปหมด เจ้าเลิกพูดได้แล้ว”

“บอกมาสิ เจ้าทำได้อย่าไร?  หาไม่แล้วทำไมเรากินอยู่เหมือนกัน ใช้ของเหมือนกัน แต่ผิวเจ้าถึงดีกว่าข้าได้เล่า?” หลี่ว์หลิ่วยังถามไม่เลิก ให้ตายอย่างไรก็จะไม่ยอมปล่อย จนกว่านางจะคายความลับออกมา

ถาวจวินหลันโดนเค้นเสียจนไม่มีทางเลี่ยง “เคล็ดลับอะไรกันเล่า เจ้าก็พูดเองนี่ว่า ทุกอย่างเราก็กินใช้เหมือนกัน!” หากจะมีอะไรที่ไม่เหมือนกัน ก็คงมาจากการที่เมื่อก่อนนางอยู่ดีกินดีกระมัง? ที่จริงในตอนนี้ก็ไม่ได้เหมือนแต่ก่อนแล้ว นางลูบผิวตัวเองดู รู้สึกว่าหยาบขึ้นกว่าเมื่อก่อนไม่น้อยเลย

หลี่ว์หลิ่วเอียงคอมองถาวจวินหลัน ทันใดนั้นก็เอ่ยออกมาว่า “ตอนที่ข้าเอาเสื้อผ้าไปส่ง ได้แอบมองกุ้ยเฟย* อยู่ไกลๆ ข้าว่า นางยังสวยไม่เท่าเจ้าเลย หากเจ้าไปเข้าคัดเลือกนางสนม ไม่แน่ว่า...”

ถาวจวินหลันเอามือปิดปากหลี่ว์หลิ่วไว้ ให้นางกลืนคำพูดที่เหลือนั้นกลับลงคอไป “เลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้ว หากคนอื่นมาได้ยินเข้า พวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดกันเล่า?” นางรู้สึกตกใจจริงๆ เรื่องเช่นนี้ไม่สามารถเอามาพูดมั่วได้ นางเป็นแค่นางกำนัล จะไปเทียบกับกุ้ยเฟยได้อย่างไร? ช่างไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ทั้งยังไม่รู้กฎระเบียบอีก

หลี่ว์หลิ่วเองครั้นได้สติคืนมา ก็หน้าซีดเผือด รอยยิ้มบนในหน้าหายไปอย่างรวดเร็ว แล้วรีบกล่าวคำสำนึกผิดออกมาอย่างจริงใจ “ข้าคงเสียสติไปแล้ว” ผ่านไปครู่หนึ่งก็พูดขึ้นมาอีกว่า “แต่เจ้ามีใบหน้าที่งดงามจริงแท้ ในกลุ่มนางกำนัลด้วยกัน เจ้าก็นับว่าโดดเด่นที่สุด”

ถาวจวินหลันจับหน้าตัวเอง แล้วยิ้มอย่างขมขื่น “ความงามหาได้มีประโยชน์อันใดไม่ แค่นางกำนัลธรรมดาจะต้องงดงามถึงเพียงนั้นไปเพื่ออะไรกันเล่า? สู้มีร่างกายบึกบึนแข็งแรง ไว้ใช้ทำงานยังดีเสียกว่า” พูดจบก็ยิ้ม แล้วพูดถึงหลี่ว์หลิ่วขึ้นมาว่า “หากพูดถึงเรื่องความงาม เจ้าคิดว่าเจ้าด้อยกว่าใครอย่างนั้นหรือ? ข้าคิดว่าข้าด้อยกว่าเจ้าตั้งหลายเท่านัก”

หลี่ว์หลิ่วแสดงอาการดีใจออกมา “จริงหรือ?”

ถาวจวินหลันพยักหน้าอย่างจริงจัง รูปหน้าของหลี่ว์หลิ่วนั้นไม่นับว่างดงามมากนัก ทว่ากลับมีนิสัยซุกซนสดใส ดูโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง

นางกำนัลอาวุโสซุนเป็นคนมีความสามารถ เพียงแค่สิบกว่าวันก็จัดการหน่วยงานซักล้างได้อย่างเรียบร้อย และตอนนี้ ในที่สุดนางกำนัลอาวุโสซุนก็ลงมือทำอะไรบางอย่าง นางเริ่มกำจัดคนสนิทของนางกำนัลอาวุโสหลิวทีละคน

แม้ว่านางกำนัลอาวุโสซุนจะไม่ได้แสดงออกมาอย่างโจ่งแจ้ง ทว่าถาวจวินหลันกลับดูออก ภายนอกดูเป็นแค่การปรับเปลี่ยนตำแหน่งคนของนางกำนัลอาวุโสหลิว ทว่าแท้จริงแล้วนั้น คือการล้างอำนาจเก่าของหน่วยงานซักล้างทิ้งไปให้หมด คนพวกนั้นบางคนถูกส่งออกจากหน่วยงานซักล้าง บางคนโดนลดหน้าที่ให้ไปทำงานที่หนักกว่าเดิม

ในตอนนี้หลี่ว์หลิ่วยังไม่โดนนางกำนัลอาวุโสซุนทำอะไร แต่ถาวจวินหลันเกรงว่าคงจะอีกไม่นานแล้ว จึงแอบเตือนหลี่ว์หลิ่วเป็นการส่วนตัว กลัวว่านางจะโมโหขึ้นมา แล้วทำเรื่องอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังขึ้นมาอีก

หลี่ว์หลิ่วรู้สึกซาบซึ้งใจ พิงไหล่ของถาวจวินหลันร้องไห้กระซิกๆ “ข้าคิดไว้นานแล้ว ขอบใจที่เจ้าคอยเตือนข้า”

ถาวจวินหลันถอนใจ รู้สึกไร้ประโยชน์และปวดร้าว นางเข้าใจถึงคำพูดที่พูดต่อๆ กันมาว่า ที่ใดมีคน ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้แย่งชิง หน่วยงานซักล้างแห่งนี้มีชื่อเสียงในเรื่องที่ว่า ไม่มีอะไรดี เป็นที่ที่เหนื่อยและลำบากที่สุดที่หนึ่ง แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีการต่อสู้แย่งชิง ทำให้รู้สึกว่า...น่าอนาถใจเสียจริง

ทว่าที่นางกำนัลอาวุโสซุนทำเช่นนี้นั้น ไม่ใช่ว่านางจะไม่เข้าใจ ถึงอย่างไรคนพวกนั้นก็เป็นคนสนิทของนางกำนัลอาวุโสหลิว หากนางกำนัลอาวุโสซุนจะเรียกใช้งานก็คงจะรู้สึกไม่วางใจ อีกทั้งยังกลัวว่าจะไม่ได้รับการยอมรับเท่าไรนัก เพียงแต่วิธีที่นางกำนัลอาวุโสซุนใช้นั้น กลับทำให้ทุกคนรู้สึกว่านางไม่ใช่คนที่น่าคบหา นิสัยก็ค่อนข้างจะมืดมัว

จุดนี้ทำให้ถาวจวินหลันรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่เป็นห่วงหลี่ว์หลิ่ว ทั้งยังเป็นห่วงตัวเองและถาวซินหลันด้วย ถึงอย่างไรนางกับหลี่ว์หลิ่วก็สนิทสนมกัน หากจะซักถามขึ้นมาจริงๆ ไม่แน่ว่า นางกำนัลอาวุโสซุนอาจจะเห็นพวกนางเป็นพวกที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน

หากมีวิธีทำให้นางกำนัลอาวุโสซุนไม่เห็นว่าหลี่ว์หลิ่วเป็นศัตรูขนาดนั้นได้ก็คงจะดีไม่น้อย


*กุ้ยเฟย คือพระชายาลำดับที่หนึ่ง

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว