facebook-icon

พี่เมฆจาก 'รักสุดท้ายนายเพื่อนสนิท' นายไผ่จาก 'บ่วงรักจ้าวทะเลทราย'

ข่าวลือที่ 29 : อยู่ หรือ ไป

ชื่อตอน : ข่าวลือที่ 29 : อยู่ หรือ ไป

คำค้น : พี่เมฆ, นายไผ่, ใบสน, ผี, เมียผี, V, Taehyung, BTS, นิยายวายไม่ติดเหรียญ, นิ้วกลาง, 3p

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2561 21:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ข่าวลือที่ 29 : อยู่ หรือ ไป
แบบอักษร

                แผ่นหลังกว้างรู้สึกอบอุ่นเหมือนกำลังถูกโอบอุ้มอยู่ในอ้อมกอดของใครบางคน ผมกำลังนอนหงายอยู่ที่ไหนสักแห่งที่มีสายลมเย็นพัดผ่านพาให้ผ่อนคลาย ร่างกายที่เคยหนักอึ้งรู้สึกเบาหวิวเหมือนจะหลุดลอยไปในอากาศ และเมื่อลืมตาขึ้นผมก็พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยดอกไม้ กลีบดอกสีขาวรายล้อมเกสรสีเหลืองสดส่วนลำต้นอ่อน ๆ ของมันมีสี สวยดีเหมือนกัน ผมคิดแล้วตัดสินใจหยัดตัวลุกขึ้นนั่งก่อนเงื้อมือมากุมศีรษะเมื่อรู้สึกมึนหัวนิดหน่อยผมสะบัดหัวไปมาซ้ำ ๆ และค่อย ๆ ปรับโฟกัสสายตาให้ชัดขึ้นก่อนจะยืนขึ้นและพบว่าตัวเองไม่ได้สวมรองเท้าแถมยังสวมชุดเสื้อแขนยาวกางเกงขายาวสีขาวล้วน

                ‘ที่ไหนกันนะ’ หลังจากคิดผมก็เหยียบย่ำไปบนพื้นหญ้า อยู่ ๆ ผมก็เซขึ้นมาเหมือนจะล้มเสียให้ได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมขาสองข้างมันถึงได้อ่อนแรงขนาดนี้

                ผมเดินไปเรื่อย ๆ มันเป็นความรู้สึกใหม่ที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ผมรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูกแถมยังรู้สึกเหมือน… มีไผ่กับสนคอยอยู่ข้าง ๆ ผมมองไปยังเส้นขอบฟ้า วันนี้ฟ้าเปิดดีมีเมฆสีขาวลอยอยู่ประปราย ผมหลุดยิ้มออกมาเมื่อคิดว่าอย่างน้อยแดดจ้า ๆ แบบนี้ก็ดีกว่าฝนตก เพราะอะไร เพราะฝนทุกเม็ดที่ตกลงพื้นมันทำให้ผมคิดถึงสนน่ะสิ รวมถึงไผ่ด้วย

                แล้วนี่ผมอยู่ไหนกันนะ ผมตายแล้วรึยัง เมื่อความคิดผุดขึ้นในหัวผมก็มองซ้ายมองขวาเผื่อจะมีใครในที่นี้ที่สิ่งที่ผมพบก็มีแต่ทุ่งดอกไม้ที่ต้นของมันโอนอ่อนไปตามกระแสลม ผมถอนหายใจออกมาพลางถอดแว่นออกมาแล้วซับน้ำตาที่กำลังไหล ทำไมล่ะ ทำไมในที่แบบนี้ถึงยังไม่มีไผ่กับสนอยู่อีก

                “พี่เมฆ ไผ่อยู่ตรงนี้” น้ำเสียงคุ้นหูดังขึ้น ผมรีบกลับมาสวมแว่นอีกครั้งแล้วกลับหลังหันไปมองตามต้นเสียง

                “รอไผ่นานมั้ย” อีกคนถามพลางโบกมือให้ผมอย่างยิ้ม ๆ

                “ไผ่ !” ผมไม่รอช้ารีบก้าวขายาว ๆ ตามด้วยออกตัววิ่งไปหาชายตรงหน้าที่สวมเสื้อแขนยาวสีขาวกับกางเกงสีขาวและไม่ได้สวมรองเท้าเช่นเดียวกับผม ไผ่งดงามเสมอในสายตาผม สายตาคู่นั้นที่มองมาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้านั้นบอกจริง ๆ ว่าวันนี้ไผ่มีความสุขกว่าวันอื่น ๆ ที่ผ่านมา

                “ไม่ต้องรีบ ไผ่ไม่หนีพี่ไปไหนหรอก” ไผ่บอกขำ ๆ ตามด้วยกางแขนออกกว้าง ๆ ผมจึงรีบโผลตัวเข้ากอดอีกคนทันทีด้วยความคิดถึง

                “ฮึก ! ไปอยู่ไหนมา” น้ำตาสีใสไหลออกมาอย่างหน้าไม่อาย ผมถามแล้วเอาหน้าซบไหล่ไผ่อยู่อย่างนั้น มันเป็นสัมผัสที่โหยหาจนไม่อยากคลายอ้อมกอดออกจากอีกคน ผมกลับมาอ่อนแออีกครั้งทั้งที่พยายามเข้มแข็งอยู่แล้วหลายรอบ

                “ไผ่ไม่ได้ไปไหน ไผ่อยู่ตรงนี้ ไผ่รอพี่อยู่ตรงนี้มานานแล้วนะ” อีกคนพูดเสียงค่อยพร้อมเอามือลูบหลังผมซ้ำ ๆ เป็นการปลอบประโลม

                “กี่วัน…” ผมถามแล้วกระชับกอดอีกคนให้แน่นกว่าเก่า

                “สิบวัน… พอดี” ทันทีที่พูดจบอีกคนก็ผละผมออก ไผ่ยังคงยิ้ม ฝ่ามือที่เกือบเคยใช้คร่าชีวิตผมเปลี่ยนเป็นประคองใบหน้าผมไว้แล้วใช้นิ้วโป้งปาดเช็ดน้ำตาให้อย่างเบา ๆ

                “เลิกร้องได้แล้ว พี่เมฆตอนยิ้มน่ารักออกนะ อา… ดูสิ เห็นมั้ย จมูกพี่แดงหมดเลย” ขณะพูดไผ่ก็ยิ่งเช็ดน้ำตาให้ผมซ้ำ ๆ โดยหารู้ไม่ว่าท่าทางอันแสดงออกถึงความเป็นห่วงเป็นใยกลับทำให้น้ำตาสีใสไหลออกมามากกว่าเก่า

                “พี่ทำให้หน้าหล่อ ๆ ของพี่แดงแล้วก็เปียกหมดแล้ว” ไผ่พูดไปจิ้มแก้มผมไป บ้างก็เลื่อนนิ้วโป้งมาเช็ดน้ำตาให้อีก

                “ไผ่บอกแล้วไง ว่าไผ่ไม่ชอบให้พี่ร้องไห้” น้ำเสียงกระเง้ากระงอดดังขึ้นพร้อมกับไผ่ที่เปลี่ยนมาจับมือผมแล้วยื่นหน้ามาหาจนปลายจมูกเราสองคนแทบจะชนกัน ไผ่ย่นจมูกให้น้อย ๆ ก่อนเลื่อนหน้าออกไปอย่างเก่า

                “พี่เมฆรู้มั้ย ว่าพี่ทำอะไรลงไป” เจ้าตัวถามแล้วฉุดข้อมือเบา ๆ ให้ผมนั่งลงบนพื้นหญ้า ผมเองส่ายหน้าเป็นการตอบเพราะไม่รู้ว่าคำถามที่ไผ่ถามนั้นต้องการคำตอบแบบไหนกันแน่

                “นอนตักไผ่มั้ย” เพราะความคิดถึงผมจึงไม่โลเลที่จะล้มตัวลงนอนแล้วเอาหัวหนุนตักอีกคนก่อนจะพลิกตัวหันหน้าไปซุกท้องก่อนใช้สองมือกอดเอวคอดไว้

                “พี่คิดถึงสนรึเปล่า” ไผ่ถาม ฝ่ามือเรียวสวยเอื้อมมาลูบหัวผมเบา ๆ ไผ่ส่งยิ้มให้ทันทีที่ผมเงยหน้าขึ้นสบตามองนัยน์ตาคู่นั้นที่เหมือนมีตัวตนของสนซ่อนอยู่

                “คิดถึงครับ”

                “ไผ่ขอโทษ ขอโทษจริง ๆ ที่โกหกพี่” ใบหน้าหวานส่อแววเศร้า เขาคงไม่รู้ว่าตอนนี้ต่อให้ตนทำเรื่องเลวร้ายแค่ไหนผมก็คงโกรธไม่ลง ผมส่ายหน้ายิ้ม ๆ เป็นการบอกว่าไม่ได้ถือโทษหรือรู้สึกโกรธสักนิดกับสิ่งที่อีกคนทำ ขณะที่สายลมเย็น ๆ กำลังพัดจนผมของไผ่ยุ่งเป็นทรงผมก็ดึงหลังมือไผ่มาหอมเบา ๆ ก่อนที่ไผ่จะพูดต่อ

                “พี่เมฆอย่าโกรธไผ่นะ ไผ่ไม่มีทางเลือกไผ่เลยต้องโกหกพี่ไปแบบนั้น เรื่องที่ไผ่บอกว่าสนเป็นน้อง ทั้งที่ความจริงแล้วสนไม่ได้เป็นน้องของไผ่แต่ว่าเป็น…”

                “เป็นอะไรครับ” ผมแค่นถามเมื่อเห็นว่าอีกคนเงียบไป

                “เป็น…” ริมฝีปากบางเม้มน้อย ๆ ผมยังคงยิ้มให้เผื่อว่าไผ่จะเบาใจลงบ้าง

                “เป็นอะไรพี่ก็รับได้” ว่าจบผมก็จับมือไผ่มาลูบหัวผม สัมผัสดังกล่าวทำให้หัวใจในอกกลับมาชุ่มชื้นอีกครั้งอย่างกับต้นไม้ที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเจ้าของ

                “สน… ฮึก !” ไผ่สะอื่นออกมาแล้วยกมือไปปิดหน้าเพื่อปิดซ่อนหยาดน้ำตาที่แสดงออกถึงความอ่อนแอ

                “ถ้าไม่บอก พี่ขอเดาได้มั้ย”

                “ไม่เอา… ไผ่กลัวพี่เมฆกลัวไผ่ พี่ลืมแล้วหรอ ว่าไผ่เป็นอะไร…” ไผ่ผละผมออกแล้วพลิกตัวหนีไปซบหน้าลงกับพื้นหญ้าแล้วสะอื้นออกมา

                “เรื่องนี้พี่ไม่เคยลืม ไผ่ต่างหากที่ลืม ลืมว่าพี่รู้มานานแล้วว่าเราเป็นอะไร” ฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านเพราะถูกหนามกุหลาบตำมาตลอดเอื้อมไปโอบไหล่ของไผ่แล้วประคองกอดอีกคนไว้อย่างหลวม ๆ ผมเอาหัวอิงกับไหล่ของไผ่เพื่อแสดงออกถึงการกระทำว่าผมไม่ได้กลัวเขาเลยสักนิด

                “พี่รู้นานแล้วว่าเราเป็นยังไงและสนเป็นยังไง และพี่ก็รู้ตัวด้วยว่าพี่เป็นบ้า เพราะอะไร เพราะคนปกติเขากินอยู่กับผีไม่ได้หรอก…”

                “ฮึก ! ไผ่ขอโทษ ขอโทษที่ไม่ได้มีชีวิตอยู่รอพี่”

                “บางทีถ้าไผ่ยังไม่ตาย เราอาจจะไม่ได้พบกันก็ได้ ทุกอย่างมันถูกกำหนดไว้แล้ว พี่คิดว่าแบบนั้น”

                “ไผ่ขอโทษที่ร้องไห้ ทั้งที่ไผ่ห้ามไม่ให้พี่ร้องแท้ ๆ”

                “ก็แค่ร้องไห้ ใคร ๆ เขาก็ร้องกันทั้งนั้น ทีนี้บอกได้รึยังว่าจริง ๆ แล้วสนเป็นอะไรกับเรากันแน่” แค่นั้นไผ่ก็หันหน้ามาหาแล้วหยัดตัวลุกขึ้นนั่งทันที ไผ่ดึงมือผมไปจับแล้วส่งสัมผัสที่คุ้นเคย ฝ่ามือที่ผมกำลังจับอยู่นั้นไม่ได้ต่างกับสนเลยสักนิด

                “ในเวลาที่น่าสมเพชนั้น… ไผ่ไม่อยากให้พี่เห็นมันเลยสักนิด แต่ไผ่ก็ปิดมันไม่มิด เพราะไผ่ยังต้องการพี่อยู่ ไผ่ต้องการพี่จริง ๆ และพี่ก็ทำให้ไผ่อยากกลับไปมีชีวิตอีกครั้ง”

                “ครับ”

                “ส่วนเรื่องสนนั้น…”

                “ครับ… สนเป็นอะไรกับเรา”

                “สนก็แค่ตัวตนไผ่ในอดีต…” สิ้นสุดคำพูดดังกล่าวร่างของไผ่ก็กลายเป็นสน ซึ่งนั่นก็คือตัวตนของไผ่ในอดีต ไผ่เงยหน้ามามองอย่างยิ้ม ๆ มันเป็นรอยยิ้มที่แสดงให้เห็นว่าในใจอีกคนนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกเขินอายและกังวลเหมือนที่สนเป็นอยู่บ่อย ๆ

                “ก่อนไผ่ตาย… ไผ่ได้แต่บอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าไผ่มันโง่ไผ่มันอ่อนแอถึงได้ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ ผลสุดท้ายก็ต้องมาตายแล้วทิ้งชีวิตตัวเองแบบนี้”

                “ครับ กะแล้วเชียว เพราะทุกครั้งที่มองไผ่ก็เหมือนมีสนซ่อนอยู่ ทุกครั้งที่มองสน… ก็เหมือนมีไผ่ซ่อนอยู่” ผมเช็ดน้ำตาให้ไผ่เบา ๆ แล้วจับใบหน้าที่เคยส่งยิ้มให้นั้นเงยหน้าขึ้นมาเพื่อสบตามองผม

                “พี่เมฆ ไผ่เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวตนไผ่ในอดีตถึงได้เกิดขึ้นเป็นตัวเป็นตนเหมือนคนหนึ่งคนที่คอยตามติดไผ่มาตลอดหลังจากไผ่ตายไป รู้แต่ว่าทุกวันนี้ที่ไผ่เป็นแบบนี้ก็เพราะตอนมีชีวิตอยู่ไผ่ไม่ได้ทำ เพราะไผ่ทำไม่ได้ ไผ่อยากเข้มแข็ง อยากไม่ร้องไห้ อยากไม่กลัวใคร อยากเด็ดเดี่ยวแต่ก็อ่อนแอตลอด ร้องไห้ตลอด เพราะไผ่เคยเป็นแบบสน ไผ่ถึงได้เอาแต่ร้องไห้แล้วฆ่าตัวตาย พอตายเข้าจริง ๆ ไผ่ก็ไม่อยากเป็นคนขี้แพ้แบบนั้นอีก ไผ่ถึงได้เป็นแบบนี้ เป็นไผ่ที่เป็นอยู่ตอนนี้ไงล่ะ” ร่างของไผ่กลับมาเป็นไผ่คนเดิมที่ผมคุ้นเคยอีกครั้ง ผมที่ยาวกว่า ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความน่าค้นหาทำให้ผมมั่นใจว่านี่แหละคือไผ่ทั้งที่ความจริงแล้วไผ่กับสนก็คือคนเดียวกัน

                “นอกจากเรื่องนี้ที่ไผ่อยากขอโทษ ไผ่ก็อยากขอโทษพี่อีกในหลาย ๆ เรื่อง”

                “ครับ พี่พร้อมฟัง” ไหน ๆ มันก็เป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราได้คุยกันอีกครั้งผมจึงพยักหน้าแล้วไม่ได้ถามอะไรมากมาย สู้ปล่อยให้ไผ่เล่ามันออกมาเองดีกว่า

                “ไผ่เป็นคนฆ่าป้าศรกับลูกแล้วก็คนในหมู่บ้าน…”

                “พี่เองก็คิดแบบนั้น”

                “ไผ่ทำให้มะปรางกลัว ไผ่ทำร้ายมะปราง… ไผ่เกือบลงมือฆ่าพี่กร และที่สำคัญ… คืนนั้นไผ่ก็เกือบฆ่าพี่เมฆ” ไผ่เอื้อมมือมาจับคอผมแล้วลูบเบา ๆ ก่อนเลื่อนมือลงมากุมมือผมไว้อย่างหลวม ๆ

                “แล้วที่ชาวบ้านบอกว่าสนเป็นน้องเราแล้วฆ่าตัวตายตามเราล่ะ แล้วที่บางคนบอกว่าสนตายตั้งแต่เด็ก ๆ ล่ะ คืออะไร” ในที่สุดผมก็ตัดสินใจถามออกไปในสิ่งที่ผมสงสัย

                “พวกชาวบ้านมันก็สร้างเรื่องไปทั่วพูดไปทั่ว ทั้งที่ความจริง ความจริงไผ่ไม่เคยมีใครเลย ไผ่ไม่เคยมีใครเลยนอกจากพี่”

                “พี่ก็ไม่เคยมีใครเหมือนกัน ไม่เคยมีใครที่ทำให้พี่รู้สึกเหมือนกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งนอกจากเรา” ลมหายใจถอดใหญ่ถูกถอนออกมาจากอก ผมทิ้งตัวลงนอนตักไผ่อีกครั้งแล้วจับฝ่ามือเรียวบางมาจับแล้วเอาหน้าซบ

                “ไผ่ขอโทษ ขอโทษที่โกหกทุกอย่างและโกหกทุกคน”

                “พี่ต่างหากที่ต้องขอโทษ เพราะพี่ก็โกหกเหมือนกัน”

                “แบบนี้ไงล่ะ ที่เขาเรียกว่าผีหลอก…” น้ำเสียงเย็นยะเยียบดังขึ้นพร้อมกับสายลมกระโชกแรง ผมพลิกตัวนอนหงายแล้วหรี่ตามองนัยน์ตาของไผ่ที่เริ่มเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา

                “พี่เมฆแค่โกหก แต่ไผ่ทำบาปไว้เยอะ ทั้งฆ่าคนทั้งโกหก เราคงไม่ได้อยู่ด้วยกันเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็นแล้วล่ะ”

                “ทำไมล่ะ ในเมื่อตอนนี้พี่ไม่ได้ฝันไปก็หมายความว่าพี่ตายไปแล้วไม่ใช่หรอ ไม่งั้นพี่จะมาอยู่กับไผ่ได้ไง”

                “มันก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งที่เรามาพบกันได้เพราะพี่ก้าวเข้าใกล้ความตายมากขึ้น ก็แค่นั้น พี่ดูนั่นสิ ว่าพี่อยู่ตรงนั้น ตรงนั้นไง บนเตียงคนไข้ที่หมอกำลังปั๊มหัวใจให้พี่อยู่…” พูดจบไผ่ก็ชี้นิ้วไปที่ทางข้างหน้า

                “เคลียร์ !” เสียงหัวหน้าหมอพูดดังให้ได้ยิน ผมหันหน้าไปตามต้นเสียงก็พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงคนไข้ตามที่ไผ่บอกจริง ๆ

                “คุณหมอคะ ความดันคนไข้ต่ำลงอีกแล้วค่ะ !” เสียงพยาบาลผู้ช่วยพูดด้วยน้ำเสียงกระหืดกระหอบ

                “พี่ไม่เจ็บใช่มั้ย…” ไผ่ถามแล้วเอามือวางทาบบนอกผมไว้เมื่อเห็นว่าหมอใช้เครื่องปั๊มหัวใจวางลงบนอกผมแล้วชักออกส่งผลให้แผงอกกระเด้งจนแผ่นหลังลอยขึ้นเหนือพื้นเตียง

                คำตอบที่ไผ่ได้รับคือการส่ายหน้า ผมส่ายหน้าช้า ๆ แล้วมองภาพตัวเองที่อยู่ในห้องไอซียูโดยที่มีพ่อและแม่รวมทั้งตังเมรออยู่หน้าห้อง แม่ของผมอุ้มตังเมไว้ในอก เธอร้องไห้จนแทบไม่มีน้ำตา ใบหน้าที่แสดงออกถึงความเจ็บปวดนั้นถูกส่งให้ผมเห็นได้ผ่านกระจกบานใสหน้าประตู มันเป็นช่องเล็ก ๆ ที่ทำให้ผมพอจะมองเห็นได้ว่ามีใครบ้างที่กำลังรอผมอยู่

                ผมกลับมามองตัวเองที่นอนอยู่บนเตียงอีกครั้ง ตัวของผมซูบผอมไปมากซ้ำยังมีปื้นช้ำขึ้นให้เห็นตามร่างกายไม่รู้ว่าด้วยเพราะสาเหตุอะไร ใบหน้าผมซีดเผือดเหมือนเลือดไม่ไหลเวียนเท่าไหร่ เครื่องช่วยหายใจรวมถึงสายยางที่สอดเขาไปในคอทำให้ผมรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเมื่อเห็นว่าตัวเองเป็นแบบนั้น ดวงตาสองข้างไม่ได้หลับลงสนิทแต่มันกลับเหม่อลอยมองไปบนเพดาน มือสองข้างวางทาบไปบนผืนเตียงเสียงเครื่องมือแพทย์ดังเป็นจังหวะซ้ำ ๆ เพื่อแจ้งว่าระดับความดันของผมนั้นไม่ปกติ

                “หลังจากพี่จมน้ำ พี่ก็นอนแบบนี้มาสิบวันแล้ว” ไผ่บอกแล้วโน้มหน้าลงมาใช้จมูกจรดกับใบหูผมเบา ๆ แล้วค่อยกระซิบพูดต่อ

                “ไผ่ช่วยพี่ไว้ แต่ไผ่ช่วยได้แค่นี้ ไผ่ขอโทษ” หยาดน้ำตาของไผ่ที่หยดรดใบหน้าทำให้ผมรู้สึกอุ่นน้อย ๆ ไผ่เอื้อมมือมากอดผมทั้งที่ตัวเองกำลังนั่งให้ผมนอนหนุนตักอยู่แท้ ๆ อีกคนใช้ใบหน้าถูกับแก้มผมซ้ำ ๆ คล้ายอยากจะสื่อว่าแท้จริงแล้วเขาไม่อยากให้ผมตกมาอยู่ในสภาพแบบนี้เลยจริง ๆ

                “เมื่อไหร่พี่จะตื่นล่ะ… หมอปั๊มหัวใจพี่มานานแล้วนะ” น้ำเสียงสั่นเทาเคล้าสะอื้นเป็นตัวบอกว่าไผ่เองเจ็บปวดไม่น้อยไปกว่าผมเลยสักนิด

                “ไหนเราบอกว่ารอพี่มาตั้งสิบวันแล้วไง” ผมตอบแล้วเอื้อมมือมาลูบผมไผ่เบา ๆ อีกคนพยักหน้าตอบก่อนออกแรงกอดผมแน่นกว่าเก่าแล้วพูดว่า

                “ใช่ เพราะวันนี้เป็นวันที่สิบที่พี่หลับไปและพี่ก็มาหาไผ่”

                “ครับ พี่มาหาเรา”

                “ใช่ พี่มาหาไผ่ และไผ่ก็ได้เจอพี่แล้ว ไผ่มีความสุขแล้ว เพราะงั้นพี่กลับไปเถอะนะ กลับไปหาพ่อแม่ที่รอพี่อยู่ กลับไปหาตังเมที่อยากให้พี่ลูบหัวแล้วก็กลับไปหาลูกค้าที่อยากให้พี่หายไว ๆ แล้วจัดดอกไม้ให้” สิ่งที่ไผ่ต้องการจะสื่อคือต้องการให้ผมกลับไปมีชีวิตอีกครั้งทั้งที่ตอนนี้ที่ผมมาหาเขาได้เพราะผมกำลังก้าวเข้าใกล้ความตายมากขึ้นเรื่อย ๆ

                “ไผ่ แต่เราเพิ่งจะได้เจอกันเองนะ” ผมพูดเสียงเรียบแล้วมองภาพในอากาศที่ฉายภาพของผมนอนให้หมอปั๊มหัวใจอยู่อย่างนั้น

                “ไม่เป็นไร แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับไผ่…” ใบหน้าเปื้อนน้ำตาซบลงบนใบหน้าของผม หยาดน้ำตาของไผ่ไหลรดหน้าผมซ้ำ ๆ ผมเองก็เช่นกัน น้ำตาของเราสองคนไหลรวมกันจนมันเปียกปอนไปหมด

                “ไผ่ได้เจอพี่แล้ว พี่กลับไปเถอะนะ กลับไปอยู่ที่ที่พี่ควรอยู่” พูดจบไผ่ก็ลุกขึ้นนั่งแล้วผละให้ผมลุกขึ้นตามบ้าง

                “แต่ก่อนไป ไผ่ขออย่างเดียวได้มั้ย”

                “…” ผมไม่ตอบอะไรเพราะในใจตอนนี้ไม่ได้อยากกลับไปมีชีวิตอีกครั้งเลยสักนิด สิ่งที่ผมคิดมันไม่ตรงกับไผ่ และไผ่ก็บอกออกมาในสิ่งที่ขอและผมรู้ตัวดีว่าผมคงทำไม่ได้

                “อย่าทำร้ายตัวเองอีกนะ” อ้อมกอดอุ่นคว้าตัวผมไปกอดในท่านั่งคุกเข่า เขาสะอื้นหนักทั้งยังปล่อยโฮออกมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

                “พี่เมฆรับปากได้มั้ย ว่าจะไม่ทำให้ตัวเองเป็นแบบนี้อีก”

                “พี่รับปากไม่ได้ครับ”

                “ไม่เอาสิ พี่อย่าทำแบบนี้อีก ไผ่ไม่ชอบเลยเวลาเห็นพ่อแม่พี่ร้องไห้”

                “แล้วไผ่ชอบเห็นพี่ร้องไห้หรอครับ” ผมย้อนถามกลับไปเมื่อรู้ตัวดีว่าหากกลับไปมีชีวิตอีกครั้งผมคงร้องไห้ไม่วายเว้นวันจนไม่เป็นอันทำมาหากิน

                “แบบนั้นไผ่ยิ่งไม่ชอบใหญ่เลย…” อีกคนผละผมออกพร้อมเช็ดน้ำตาให้ผมเบา ๆ สัมผัสที่ได้รับมักอ่อนโยนเสมอ

                “แย่หน่อยนะ ถ้าให้พี่กลับไปมีชีวิตอีกครั้งเราคงต้องเห็นพี่ร้องไห้ทุกครั้งที่มองรูปถ่ายที่เคยมีเราอยู่ในนั้นเลยล่ะ”

                “…” ไผ่พูดไม่ออกเพราะตนก็กำลังร้องไห้อยู่เหมือนกัน ในขณะที่ผมเฉยชากับสิ่งที่เกิดขึ้นเต็มที ผมได้แต่ปล่อยให้น้ำตาสีใสไหลรินและเก็บเสียงสะอื้นเอาไว้ภายใต้ก้นบึ้งของจิตใจ

                “พอเถอะไผ่ ในเมื่อที่ผ่านมาไผ่เป็นคนขอพี่มาตลอดเพราะงั้นวันนี้พี่จะขอเราบ้าง”

                “อื้ม” ไผ่เม้มปากแน่นแล้วพยักหน้าตอบอย่างฝืน ๆ พลางกลั้นเสียงสะอื้นไปด้วย

                “พี่ขออยู่กับเราได้มั้ย” ผมไม่พูดเปล่า ฝ่ามือหนาตอนนี้กอบกุมฝ่ามือเรียวบางของฝ่ายตรงข้ามให้แน่นขึ้นแล้วดึงให้ไผ่ขยับมาใกล้ ๆ

                “พี่ถามว่าพี่ขออยู่กับเราได้มั้ย”

                “ฮึก ! ฮือ ๆ” เสียงสะอื้นของไผ่ไม่ได้ทำให้ผมรู้ว่าไผ่ตอบตกลงหรือปฏิเสธผมกันแน่ เพราะอย่างนั้นผมจึงตัดสินใจถามซ้ำ

                “พี่ขออยู่กับเราได้รึเปล่า” ครั้งที่สามที่ผมเป็นคนถาม ไผ่ดึงมือออกแล้วเอื้อมมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาตัวเองซ้ำ ๆ ก่อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสะอื้นที่ทำให้ตัวไผ่เองร้องไห้ออกมาหนักกว่าเก่า

                “จะอยู่หรือไป ไผ่ขอให้พี่เลือกเอง…”

                “อยู่คืออยู่กับไผ่ใช่มั้ย ส่วนไปคือให้พี่กลับไปมีชีวิตอีกครั้งใช่มั้ย”

                “อื้ม…”

                “ถ้างั้น… พี่ขอเลือก…”

----------------------------------------

มาแล้วววววววว ฮือ แต่งตอนตีสอง ร้องไห้ไม่หยุดเลย เลือกไม่ถูก ว่าจะให้พี่อยู่หรือไปดี ช่วยเลือกที

​25.07.18

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว