ถ้าใจจะหื่น กี่หมื่นคำโปรย ก็...โอ้ย... ไม่จำเป็น!!

#7 : ใช้แล้วทิ้ง (50%) (รีไรท์)

ชื่อตอน : #7 : ใช้แล้วทิ้ง (50%) (รีไรท์)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 187.8k

ความคิดเห็น : 259

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ม.ค. 2564 18:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
#7 : ใช้แล้วทิ้ง (50%) (รีไรท์)
แบบอักษร

สองหนุ่มในห้องไม่มีใครมองไปทางเจ้าหล่อน หนึ่งเพราะมีมารยาท สองเพราะไม่อยากแสดงสีหน้าว่างเปล่าที่อาจแปลความได้ว่า ‘อี๋’ ...ชาครเดินไปนั่งข้างภรรยา ส่วนคีตศิลป์ทรุดลงนั่งฝั่งตรงข้ามกัน แยกขาเล็กน้อย ยืดอกวางสองมือไว้บนเข่า

“ก่อนอื่นผมต้องขอโทษเรื่องข่าวเมื่อสองวันก่อน...” อาการขึงขังจริงจังของเขาผิดวิสัยหนุ่มสุดกวนที่มักจะแกล้งอำผู้บริหารเป็นนิจเวลาพบกันในตึก “...ท่านคงทราบแล้วว่าวันนั้นผมไปกับพวกพี่ภา แต่เป็นเรื่องจริงครับที่ผมไปส่งฟองถึงคอนโดสองต่อสอง ผมขอโทษที่ไม่ระมัดระวังและทำให้ทุกคนต้องวุ่นวาย...”

“ถ้าเรื่องแค่นี้ ไม่จำเป็นต้องขอโทษก็ได้” ชาครบอกปัดอย่างไม่ติดใจเอาความ เอนตัวพิงเบาะกอดอกแล้วจ้องหน้าเขานิ่ง

“ครับ ไม่ได้มีแค่นี้” คนที่เพิ่งเกริ่นแต่ถูกขัดจังหวะว่าด้วยเสียงเยือกเย็น “อีกเรื่องคือ... ผมทราบแล้วว่าฟองเป็น...” เขาชำเลืองไปทางดิษยา นึกสงสัยว่าหล่อนจะรู้เรื่องอยู่ก่อนหรือไม่ แต่ถ้าคิดในอีกมุม ชาครคงไม่มีทางเป็นคนขู่ “...ลูกสาวของท่าน”

ไม่มีใครลุกขึ้นมาทะเลาะจิกหัวกันให้เห็น เขานึกโล่ง

“ได้ยินมาจากไหน”

“วันที่เป็นข่าวนั่นละครับ ผมบังเอิญได้ยินพี่ภาพูด” 

“ไม่ยักจะได้ยินยัยภาเล่าให้ฟัง” นอกจากจะไม่สะดุ้งสะเทือนเมื่อถูกคนนอกรู้เพิ่ม ท่านรองแห่งชาแนลโฟร์ยังวางท่าสบาย “เขารู้กันรึเปล่าว่าเธอได้ยิน”

“ไม่ครับ ผมทำเฉยเพราะอยากถามฟองทีหลังให้แน่ใจ แต่เธอไม่ยอมบอกอะไรเลย”

“ไม่บอกเลยรึ”

“ครับ” พระเอกหนุ่มยิ้มขมๆ เขาคิดอยู่สองคืนว่าจะเดินเข้ามาถามตามตรงดีหรือไม่ ฟองสมุทรรู้เข้าอาจจะโกรธ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจได้ “...ไม่ว่าจะเกือบสามปีก่อนหรือตอนนี้ ไม่ว่าผมจะถามอะไรไป เธอไม่ยอมปริปากบอกแม้แต่คำเดียว... ครั้งสุดท้ายที่ผมถาม เธอบอกแค่ว่ารับปากกับใครคนนึงไว้ และถ้าผมรู้ งานในวงการของผมจะมีปัญหา”

“แล้วยังไงอีก”

“ผมก็ถามกลับว่า... เหตุผลแค่นั้น?” เขานึกถึงตอนที่เกือบจะจับตัวหญิงสาวเขย่า จูบ หรือทำอะไรก็ได้ให้สาสมกับความผิดที่เธอปกปิดมาจนตอนนี้ “ผมรู้ว่าเธอมีเหตุผล... แต่เป็นเหตุผลผมไม่เข้าใจอยู่ดี”

“เพราะมันคาใจ เธอถึงได้เดินเข้ามาถามฉันตรงๆ งั้นหรือ” ชาครถามเสียงเข้ม

“ครับ” 

“ไม่กลัวรึไง” 

“ไม่ครับ” เขายืนกราน “เมื่อครั้งก่อน ผมเลือกไม่ต่อสัญญากับช่องแล้วไปเรียนต่อเพราะไม่รู้ว่าเธอกำลังโกหก ผมบังเอิญเห็นเธอกับท่านอยู่ด้วยกันในรถเข้าน่ะครับ พอผมถามเธอก็เอาแต่ขอโทษท่าเดียว... ผม... รู้สึกรับไม่ได้... แต่ตอนนี้ก็พอจะเข้าใจแล้วว่าที่เธอไม่ยอมบอกตอนนั้นเพราะกลัวว่าผมและงานของผมจะ...”

“ฉันเป็นคนบอกเด็กคนนั้นเองว่าไม่ให้บอกใคร ไม่งั้นฉันจะฉีกสัญญาทันที” ดิษยาตัดบทอย่างเด็ดเดี่ยว “แม้กระทั่งเธอฉันก็ไม่ให้บอก”

“ครับ” เขาหันไปทางหล่อน “ผมย้ำอีกทีว่าผมไม่ได้ยินจากปากฟอง ไม่แม้แต่นิดเดียว เพราะฉะนั้นเรื่องที่ผมมานั่งคุยอยู่ตอนนี้ไม่เกี่ยวกับเธอ...”

“ใจเย็นก่อนพ่อหนุ่ม” ชาครรีบห้ามเมื่อคนตรงหน้าชักจะพูดเร็วขึ้นเรื่อยๆ คีตศิลป์เหมือนจะได้สติ เขากำเข่าตัวเองแน่นขึ้นเพื่อระงับอารมณ์

“ขอโทษครับ”

เจ้าของห้องมองหน้าภรรยาผู้เป็นต้นเหตุเรื่องราวอันยุ่งเหยิงนี้ หลังสื่อสารกันทางสายตาอยู่อึดใจ เขาก็ปล่อยให้หล่อนเป็นฝ่ายจัดการ

“แล้วตอนนี้เธอจะทำยังไง” ดิษยาหันมาหาพระเอกหนุ่มที่เธอเอ็นดูไม่น้อย ยกมือขึ้นเท้าคางแล้วใช้นิ้วเคาะผิวเป็นจังหวะอย่างครุ่นคิด “ฉันคิดว่าเธอพอจะเดาเรื่องทั้งหมดออกตั้งแต่ก่อนเข้ามาในห้องนี้ซะอีก ไม่มีความจำเป็นต้องมาให้ฉันยืนยัน... หรือย้ำว่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริงโดยแลกกับอาชีพนักแสดง... รู้แล้วก็เงียบไว้เสีย ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น”

แต่คนถูกขู่ไม่กลัว แม้หัวใจจะไหวเต้นผิดจังหวะไปนิด อึกอักเล็กน้อยเพราะไม่ได้เตรียมตัวมาเปิดอกกับแม่เพชรพันปี น้ำเสียงทุ้มหวานยามแจงกลับยังมั่นคง

“ผมไม่ใช่คนประเภทนั้นด้วยสิครับ ท่านก็ทราบ ผมเพิ่งรู้ว่าที่ผ่านมาฟองลำบากแค่ไหนเพื่อกันผมให้ห่างจากเรื่องนี้... แต่ตอนนี้เธอไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้นอีก ถึงผมจะไม่ได้เป็นนักแสดงผมก็อยู่ได้ ถึงผมจะต้องลาวงการ โดนยกเลิกสัญญา แต่ผมก็มีทางไป...”

“ฉันคิดว่าเพราะแบบนั้นล่ะ...” คนที่ผ่านงานในวงการมาค่อนชีวิตกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “...เด็กคนนั้นถึงได้ไม่ยอมบอกเธอ”

เกิดความเงียบงันอย่างฉงนงงงวยหลังสิ้นคำ คีตศิลป์มองหล่อนอย่างอึ้งๆ พยายามใช้สมองที่ตนมั่นอกมั่นใจนักหนาขบคิดปริศนาให้แตก... แต่หลังจากใช้เวลาอยู่ร่วมนาที มองทุกมุมเท่าที่มีในหัว เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เขาจึงยอมพ่ายแพ้และถามกลับ

“ครับ?”

“พวกเราต่างรู้ดีว่าครั้งก่อนทำไมเธอถึงไม่ต่อสัญญา...” ดิษยามุ่นคิ้วหรี่ตาลง ก่อนจะรีบเสริมด้วยสุ้มเสียงจริงใจ “...อย่ามองแบบนั้น ฉันเองก็รู้สึกผิดเหมือนกัน จากวันนั้นฉันเลยเลิกพูดเลิกย้ำกับเด็กคนนั้น เลิกทำตัวเป็นนางมารคอยแกล้งเวลาอยู่ลับหลังหลาม”

“คุณแค่ใช้นางเอกของเราไปเข้าคิวซื้อชานมไข่มุกกลางสยาม หนักสุดก็แค่โดนรุมถ่ายรูป แบบนั้นผมไม่เรียกว่าแกล้งนะดิษ...” ชาครขัด ก่อนขยับยิ้มบางเมื่อรู้ตัวว่าเล่นผิดเวลา “...โอเค ไม่ขัดแล้ว พูดต่อ”

ดูเหมือนคีตศิลป์จะไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับมุกขำขัน เขาเผยสีหน้าสับสนออกมาเป็นครั้งแรก

“ผมไม่เข้าใจ”

“ไม่แปลกที่เธอจะไม่เข้าใจ เธอคงคิดว่าเด็กคนนั้นห่วงเธอจนยอมทำร้ายตัวเองอย่างไร้เหตุผล โง่เง่าที่ยอมแบกรับทุกอย่างไว้กับตัวเอง... มองผิวเผินอาจแค่นั้น... แต่ฟองสมุทรที่ฉันรู้จักเป็นคนลึกซึ้ง...”

“…”

“...เด็กคนนั้นไม่ได้ห่วงแค่ความรู้สึกของเธอคนเดียว ...จำได้ไหมตอนที่เธอตัดสินใจออกวงการไปครั้งก่อน แฟนคลับของเธอเสียใจมากแค่ไหน แล้วในฐานะคนที่ต้องแบกรับชื่อของเธอตั้งแต่เดบิวต์ มีคิงส์ ก็ต้องมีฟอง เด็กคนนั้นต้องเป็นคนคอยตอบคำถามนักข่าวซ้ำๆ ปลอบใจแฟนคลับ เป็นกำลังใจให้คนที่คาดหวังและคอยสนับสนุนเธอมาตั้งแต่ต้น...”

ใจคนฟังเหมือนถูกบีบ ความรู้สึกผิดไม่ต่างจากปลายมีดที่กรีดลึกลงมาในอก 

ตอนที่เขาตัดสินใจหันหลัง...

เขาไม่คิดถึงคนอื่นด้วยซ้ำ...

“...ไม่เคยสงสัยสักครั้งเลยรึว่ากลับมาคราวนี้ทำไมทุกคน... ฉันหมายถึงทุกคนจริงๆ ตั้งแต่แฟนๆ ยันในคนวงการถึงได้อ้าแขนต้อบรับเธอทั้งที่เธอเป็นฝ่ายทิ้งโอกาสอันมีค่าไป มีกี่คนที่อยากมานั่งตรงที่เธอนั่งอยู่แต่ไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ตัวเอง มีกี่คนที่ถูกเขี่ยทิ้งกระเด็นเพราะผลงานไม่เข้าตา แต่เธอกลับมีที่ยืนโดยไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย...”

วงการนี้มันโหดร้าย คีตศิลป์รู้แก่ใจ แต่เขาลำพองด้วยสามารถและรูปร่างหน้าตาที่มีแต่คนยกยอ มาถึงก็ดังเปรี้ยงอย่างคนไม่เคยลำบากทุกข์ทนกับความกังวลว่าจะไม่มีงาน เขาไม่เคยเอาใจแฟนคลับ คิดเพียงแค่ว่าทำงานอย่างจริงจังแล้วทุกคนจะพอใจ ให้มากสุดแค่ถ่ายรูป ขอบคุณนิดหน่อย ที่เหลือเจสสิก้าเป็นคนจัดการทั้งหมด เขาแค่เออออห่อหมกตามน้ำ...

เขาไม่เคยทำอะไรให้สมกับแสงสปอตไลท์ที่สาดส่องมา

“...เพราะเด็กคนนั้นทำแทนเธอหมดแล้ว...”

คีตศิลป์เพิ่งเข้าใจ ถ้าเขาเสียโอกาสครั้งที่สองไป ไม่ใช่แค่เขาหรือเธอที่เสียใจ แต่มีอีกหลายต่อหลายคนจนนับไม่ถ้วน คนที่ยังอยากเห็นเขาบนจอ แฟนคลับที่อยากพึ่งพิงเขาในวันที่เหนื่อยใจ

“...เด็กคนนั้นสอบผ่านในฐานะนักแสดง ดารา แล้วเธอล่ะ เธอยืนอยู่ตรงนี้มองเห็นอะไรบ้าง แค่ตัวเอง คนรอบตัว หรือว่าทั้งหมด”

หลังสำทับหนักหน่วงในฐานะต้นสังกัดและผู้ใหญ่ที่เห็นกันมานาน ดิษยาก็เป่าลมหายใจยาวออกมา หล่อนต่างจากสามีเพราะเป็นคนแข็งเกินไป นิสัยเสียแก้ไม่หาย ทุกอย่างต้องรัดกุม รอบคอบ เป๊ะทุกองศา โดยบางครั้งก็ลืมไปว่างานบริหารไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน

“พอได้แล้วมั้งดิษ” ชาครว่าเสียงเอื่อย ยกมือวางไว้บนไหล่ของภรรยา “ถ้าเธอคิดจะทำอะไร คิงส์เขาคงย้ำอีกล้านรอบว่าฟองไม่ได้เป็นคนบอก ฟองไม่ได้เป็นคนบอก ฟองไม่ได้เป็นคนบอก”

หล่อนค้อนสามีแรงๆ หนึ่งที

“คุณก็”

“จะครบสิบห้านาทีแล้วนา ไหนว่าอยากให้ผมไปสปาเป็นเพื่อน”

ไหนว่ามีประชุม...

คีตศิลป์ไม่ได้กล่าวออกไป เขานิ่งรอการสรุปผลทั้งหมดจากเจ้าแม่ต้นสังกัดใหญ่ที่มีอำนาจล้นเหลือ หลังจากนี้อาจถูกปลดจากกองละครสายฟ้าแลบ แล้วฟองสมุทรก็ต้องไปเล่นละครเลิฟคอมเมดี้เลิฟซีนจัดกับพระเอกคนอื่...

“เอาเถอะ” ดิษยากระแอมอย่างขัดเขิน “ฉันดีใจที่เด็กคนนั้นไม่บอกเธอตามที่รับปากฉันไว้... ตอนนี้เธอสองคนโตเป็นผู้ใหญ่ จะจัดการกับเรื่องส่วนตัวยังไงฉันขอไม่ยุ่งอีก ส่วนเรื่องของครอบครัวฉัน...”

แวบแรกเขามองชาคร แต่เมื่อเห็นว่าที่พ่อตาพยักเพยิด จึงรีบรับปาก

“ผมทราบครับว่าไม่ควรพูด”

“ดี”

แล้วท่านรองประธานเจ้าของห้องก็ลุกขึ้นพร้อมกลัดกระดุมสูท พระเอกหนุ่มเลยต้องลุกตามอย่างช่วยไม่ได้ อากัปกิริยาที่เป็นการไล่กลายๆ ทำให้เขาตัดสินใจยกมือไหว้ บ่าที่หนักอึ้งเบาลงกึ่งหนึ่งเพราะปัญหาถูกคลี่คลายไปหนึ่งอย่าง

แถมยังเห็นดิษยายิ้มให้ด้วยจางๆ

ทำไมรู้สึกหลอนมากกว่าดีใจ...

หลังร่ำลาเสร็จก็สืบเท้ากลับไปยังทางที่เข้ามา แต่ก่อนจะเปิดประตู เสียงชาครก็แว่วมา

“คิงส์... ถ้าจะคบกับฟอง ฉันขอเตือนไว้แค่อย่างเดียว”

“ครับ”

“ระวังนักข่าว”

ควาหมายกินนัยลึกที่รู้กัน... ทำให้ชายหนุ่มตอบอย่างหนักแน่นก่อนดึงประตูให้อ้าออก

“ครับ... ผมจะระวัง”

---------------------------------------

หลังได้ไฟเขียวมาหนึ่งเสาจากพ่อตา

ถึงเวลา...

 

กลับไปอ่านช็อตคำว่า 'เห็นแก่ตัว' ของน้องฟอง... คือมีอยู่ภายในใจเป็นหมื่นล้านคำ ได้คำตอบกันสักทีเนอะ อิพี่ก็รู้แล้วววววววว ดังนั้นพี่จะไม่ทนอีกกกกก

ใช่ไหมมมม //ยื่นไมค์จ่อคิงส์(คิงส์ไหน?)

ความคิดเห็น