ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 13 Please

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 13 Please

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 23.7k

ความคิดเห็น : 64

ปรับปรุงล่าสุด : 25 เม.ย. 2558 22:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 13 Please
แบบอักษร

 

 

Please

 

 

 

 

        เพียงไม่กี่คำที่เสียงหวานเจรจา

 

        เพียงเสี้ยววินาทีที่คนตัวบางเดินลับตา

 

        พจน์รู้สึกเหมือนกับว่าขาที่ยืนอยู่ดีๆกำลังจะหมดแรง

 

        ร่างสูงลากเท้ากลับมาทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ที่เคยเอนหลังสบาย 

 

        แต่ตอนนี้เก้าอี้บุหนังหนานุ่มตัวใหญ่ไม่ได้ให้ความรู้สึกคล้ายอย่างที่ว่ามาซักนิด เพราะมันทั้งแข็งทั้งร้อนจนอยากจะลุกหนีซะเดี๋ยวนี้

 

        มือหนาทั้งสองข้างยกขึ้นลูบหน้าตัวเอง พลางหลับตา พูดไม่ออก ในหัวมีแต่คำพูดของตะวันเต็มไปหมด

 

        แล้วมึงยังนั่งบื้ออยู่ทำไมไอ้งั่ง? รีบตามเขาไปสิวะ!  ตามไป....ทำยังไงก็ได้ให้ตะวันหันกลับมา...

 

        หวงไหม?

 

        ใช่ หวง! ไม่อยากให้ใครหน้าไหนได้รับสิทธิพิเศษนั้นนอกจากตนเพียงคนเดียว ไม่อยากให้ใครได้เข้าใกล้เหมือนที่ตนทำ ไม่อยากให้ใครได้มองหน้าหวานแก้มเนียนขาวในระยะประชิดตัว ไม่อยากให้ใครได้พูดคุยภาษากายที่ตนชอบทำเวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสอง

 

        ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืน ยิ่งคิดถึงอารมณ์ยิ่งคุกรุ่น พอนึกภาพเห็นตะวันไปกับแกริคจริงๆก็ยิ่งร้อนใจปานไฟเผา ขายาวขยับก้าวทันทีที่สมองสั่ง 

 

        แต่......

 

        "พจน์คะ    //     ดาร์ลิ้ง " 

 

        สองเสียงที่ดังประสานเรียกขึ้นพร้อมกันชนิดที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมใคร ทำให้ร่างสูงชะงักเท้า หันขวับมาทั้งตัว ก่อนจะยืนนิ่งอยู่กับที่เหมือนโดนตรึง เมื่อโดนสองสาวถลามาคว้าแขนแกร่งไว้คนละข้างแล้วยึดไว้แน่น

 

        "ปล่อยแขนดาร์ลิ้งเดี๋ยวนี้นะ" คนผมสั้นกัดฟันกระซิบบอก

 

        "เรื่องอะไรยะ หล่อนนั่นแหละที่ต้องปล่อยแขนแฟนฉัน" คนผมยาวก็ไม่ยอมแพ้ เถียงไปเถียงมาไม่พอ ยังส่งสายตาอาฆาตใส่กัน จนคนกลางต้องถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย        

      

        "คุณทั้งสองคนนั่นแหละต้องปล่อยแขนผม"

 

        "อะไรนะคะ?   //  อะไรนะคะ?" สองเสียงแหลมประสานพร้อมกันดังอีกครั้งจนคนฟังอยากยกนิ้วขึ้นอุดหู แต่ก็ทำได้แค่หลับตา เพราะแขนสองข้างถูกล็อคไว้แน่นหนาชนิดกาวตราช้างยังอาย

 

        "ชัดขนาดนี้ไม่น่าจะให้อธิบายซ้ำนะ ผมบอกให้คุณสองคนปล่อยแขน แล้วก็กลับไปซะ กลับไปหาคนของคุณ ไม่ต้องกลับมาหาผมอีก" เสียงทุ้มบอกก่อนจะออกแรงดึงแขนตัวเองออกจากอุ้งมือตุ๊กแกทั้งสองข้าง 

 

        พจน์มองสบตาที่แต่งไว้จนสวยเฉี่ยวของอิงอร หนึ่งในสตรีที่ตนเคยคิดว่าจะ 'รัก' และเกือบจะร่วมชีวิตด้วย

 

        และคนที่เป็นอดีตแฟนสาวอย่างอิงอร ก็มองสบตาพจน์และหวังว่าความสวยและยังสาวของตนจะทำให้ชายหนุ่มหันกลับมา มองเหมือนอย่างเช่นครั้งเก่าก่อนบ้าง   แต่จนแล้วจนรอดเธอกลับไม่เห็นแววห่วงหาอาวรณ์อะไรเลย ตาคมที่มองสบมาตอนนี้มีแต่ความเฉยชา ว่างเปล่า 

 

        ครั้งหนึ่งตอนคบกันเธอเคยลำพองในเสน่ห์และความสวยของตนสามารถคว้าผู้ชายที่สมบูรณ์แบบอย่างพจน์มาควงได้ ผู้ชายที่รวยทั้งรูปสมบัติ ทั้งทรัพท์สมบัติ สติปัญญา และไม่รู้ว่าชาตินี้จะหาได้แบบนี้อีกไหม

 

        แต่เพียงเพราะ ......

 

        เพียงแค่ความลำพองใจในเสน่ห์โง่ๆของตน จนทำให้อิงอรกล้าที่จะลองนอกใจพจน์ไประเริงกับผู้ชายคนใหม่ที่เกือบจะใกล้เคียง แค่เกือบจะทัดเทียม ทั้งรูปร่างทั้งหน้าตา และการศึกษา....

 

        ' คนนั้นเขาเอาใจเก่งกว่านี่นา ไม่เหมือนพจน์ที่บ้าแต่งาน เชิญคุณอยู่กับงานของคุณไปเถอะ'

 

        คำที่เคยตะโกนใส่หน้าย้อนกลับมาฆ่าอิงอร เพราะต้องมานั่งน้ำตาตกในเมื่อเธอมารู้ทีหลังว่า คนที่เธอกล้าเอามาเปรียบกับพจน์ เป็นเพียงแค่ลูกแหง่ที่ขอเงินพ่อแม่ใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่มีความคิด ไม่มีความเป็นผู้นำเลยแม้แต่นิด

 

        กว่าจะรู้ตัวก็ถลำลึกเกินที่จะเดินกลับหลัง ทิ้งเพชรในมือไปมองก้อนกรวดจนขวบปี มารู้ข่าวอีกทีพจน์ก็เหมือนจะมีใครใหม่ เหลือไว้ให้ก็เพียงความเสียดายที่ไม่อาจหวนคืน 

 

        พจน์เงียบหายไปนาน ไม่มีแม้แต่ข่าวซุบซิบในวงสังคม จนเมื่อไม่นานอิงอรก็ได้ข่าวอีกครั้ง

 

        'สองพี่น้องนักธุรกิจหนุ่มหล่อผู้กลับมาทวงบัลลังก์ความฮอต'

 

        นั่นเป็นข่าวที่ทำให้อิงอรลิงโลดใจ กล้าที่จะเดินเข้ามาหาพจน์อีกครั้ง...หวังลึกๆว่าความรู้สึกของพจน์ที่เคยมีต่อตนนั้น จะยังคงเหมือนเดิม แต่แล้วทำไมเสน่ห์ที่เคยใช้ได้กลับไม่ได้ผลในครานี้กัน

 

        "มันเป็นอดีตไปแล้วอิง ลืมไปแล้วหรือไงว่าพูดอะไรไว้? เรื่องที่จะให้ผมกลับไปมีความรู้สึกกับคุณเหมือนเดิม ผมคงทำไม่ได้หรอก" 

 

        "ต แต่ตอนนี้คุณก็ยังไม่มีใครนี่คะ อิงขอโทษที่อิงพูดอะไรแบบนั้นออกไป อิงเห็นแก่ตัวอิงยอมรับ แต่ถ้าคุณให้โอกาสอิงได้แก้ตัว..." 

 

        "มาพูดตอนนี้มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้วอิง ไม่ว่าตอนนี้ผมจะมีหรือไม่มีใครคนใหม่ สุดท้ายความรู้สึกของผมมัน ก็คงไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม" มือหนาแงะนิ้วเรียวที่ผวาเข้ามากอดเป็นตุ๊กแกอีกครั้ง ฟูลออฟชั่นด้วยการเบียดแน่นจนหน้าอก ที่อวบล้นเสื้อแสงถูไถไปมาเบาๆ

 

        ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงไม่ปฏิเสธให้หรอกให้ตาย แต่ไม่รู้ว่าทำไม? ตอนนี้พจน์กลับรู้สึกรำคาญซิลิโคนสองลูกที่ไถไปมานี่ซะจริง

 

        "ส่วนคุณ " พจน์หันมามองนัยนา ผู้หญิงอีกคนที่ตนเคยคบหาเพียงระยะเวลาไม่นาน ยังนึกสงสัยอยู่ครามครันว่าทำไมถึง กลับมา ทั้งๆที่ก็ลาจากกันไปแล้วด้วยดีแท้ๆ

 

        นัยนาเองก็กระหยิ่มใจ พลางนึกในใจว่าตนกำลังจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ ที่ยืนเฉยนี่ก็เพราะจะรอให้พจน์ไล่อิงอรไปก่อน แล้วที่เหลือตนจะจัดการเอง

 

        ริมฝีปากสีสดที่แต่งแต้มไว้อย่างดีแอบเหยียดยิ้มร้าย ตาเหลือบมองคู่อริที่โดนพจน์ปฏิเสธอย่างไม่ใยดี ปากที่กำลังจะอ้าหมาย จะพูดบ้างต้องหุบฉับเมื่อได้ยินประโยคเด็ดถัดมา

 

        "คุณเองก็กลับไปซะ" 

 

        ยิ้มหวานหุบฉับ "อ อะไรนะคะดาร์ลิ้ง ตั้งแต่แนนเข้ามาเรายังไม่ได้คุยกันเลยนะ ยังไม่ได้รื้อฟื้นอะ.."

 

        "ไม่มีอะไรที่จะต้องมาคุยกัน เรื่องของเรามันจบไปนานมาก" พจน์มองหน้านัยนา "นานจนผมจำความรู้สึกตอนนั้นไม่ได้ เรื่องที่จะให้กลับไปรื้อฟื้นความหลังน่ะคงยาก" 

 

        พจน์ถอนหายใจ เมื่อดึงมือของทั้งสองนางออกจากแขนได้สำเร็จ

 

        "อยู่พร้อมกันแบบนี้ก็ดี ผมจะได้ไม่ต้องพูดอธิบายหลายรอบ" มือหนาซุกลงกระเป๋ากางเกงถอยหลังออกมามองผู้หญิงสองคนที่ตนเคยเปิดใจคบหา ด้วยสายตาเย็นชาว่างเปล่า

 

        "ผมไม่อยากรู้...แล้วก็ไม่อยากรับรู้ด้วยหรอกนะว่าคุณทั้งสองคนกลับมาทำไม แต่อยากจะบอกว่า ไม่ต้องอยากกลับมารื้อฟื้นหรือ อยากจะกลับไปเป็นเหมือนอย่างแต่ก่อน เพราะคนที่ต้องการแบบนั้นตั้งแต่แรกคือคุณทั้งสองคน และผมก็ให้พวกคุณเลือกแล้ว ยื่นข้อเสนอแล้ว แต่คนที่ปัดมันทิ้งอย่างไม่ใยดีนั้นก็ไม่ใช่ผม ผมให้สิทธิ์พวกคุณเลือกก่อน เลือกชีวิตของพวกคุณเอง และในตอนนี้ผมก็อยากเลือกทางของผมเอง ทางไดก็ได้ที่จะไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวข้องแวะกับคุณทั้งสองคนอีก ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ หรือหลังจากนี้ก็อย่ากลับมาหาผม กลับไปใช้ ชีวิตในแบบเดิมๆของพวกคุณเถอะ" พจน์มองหน้าถอดสีของทั้งคู่ 

 

        "ผมก็จะใช้ชีวิตในแบบของผม และก็หวังว่าเราคงเคารพสิทธินั้นของกันและกัน" 

 

        สิ้นเสียงทุ้มร่างสูงหันหลังเดินไปยังประตูห้องทันที ปกติพจน์ไม่ใช่คนพูดมาก แต่ดูเหมือนว่าวันนี้จะเป็นประโยคที่ยาวที่สุดตั้งแต่รู้จักสองคนนี้

 

        สองสาวเองก็พูดไม่ออก ได้แต่มองตามร่างสูงในสูทสากลของพจน์ที่เดินหนีไป แล้วทั้งคู่ก็หันมามองตากัน อย่างไม่ได้นัดเพราะปฏิกิริยาของพจน์ผิดจากที่คาดไว้อย่างน่าประหลาด ต่างฝ่ายก็ได้แต่ยืนเก้อเพราะทำอะไรไม่ถูก 

 

        แล้วทั้งคู่ก็เบิกตากว้าง พึ่งรู้สึกตัวว่าพากันยืนอึ้งอยู่นาน ก่อนจะรีบสาวเท้าวิ่งตามร่างสูงเดินหายออกประตูไป  พลางยื้อยุดฉุดกระชากแขนของกันจนหัวทิ่มหัวตำเพื่อที่จะให้ตนได้วิ่งนำไปก่อน แล้วก็มาทันเห็นพจน์กำลังเดินเข้าประตูลิฟท์ 

 

        "พจน์คะ เดี๋ยวก่อนค่ะ!..   //      ดาร์ลิ้งขารอแนนด้วย..."

 

        พจน์ทำเหมือนไม่ได้ยินมือหนาไม่รอช้าที่จะกดลิฟท์บอกจุดหมาย สองมือล้วงเข้ากระเป๋ากางเกงผ้าสูทเนื้อดี ตาคมมองตัวเลขดิจิตอลที่กำลังถอยหลังลดระดับลงเรื่อยๆ 

 

        ร่างสูงก้าวออกจากลิฟท์ผู้บริหาร ไม่รอช้าที่จะตรงเข้าไปนั่งในสปอร์ตสองประตูสีเทาฟ้าที่จอดรอเจ้าของอยู่ไม่ห่าง

 

        ในใจของพจน์ตอนนี้ไม่ได้กังวลเรื่องของนัยนาหรือว่าอิงอร  แต่ที่กำลังร้อนรนจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ตอนนี้คือกำลังคิดถึงแต่คนตัวบางที่ประชดหน้างอหนีไปนั่นตังหาก งอนจนพูดอะไรแบบนั้นออกมาทำไมพจน์จะมองไม่ออก...... 

 

        แต่สมมุติว่า.....

 

        สมมุติถ้าตะวันอยากประชดและออกไปกับแกริคจริงๆอย่างที่ว่าไว้ล่ะ?

 

        หึ! แค่คิดเล่นๆยังหงุดหงิดขนาดนี้ แล้วถ้าเกิดไปเห็นสองคนนั่นอยู่ด้วยกันจริงๆละก็.....

 

        ไม่....

 

        " ต่อให้ต้องถูกนายมองว่าเห็นแต่ตัวฉันก็จะไม่ยอมยกนายให้ใครหรอกตะวัน" มือหนากำพวงมาลัยรถแน่น เท้าเหยียบคันเร่งเมื่อได้สัญญาณไฟเขียว

 

        ...ไม่มีทาง....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

        เสียงรถมอเตอร์ไซค์ที่กำลังวิ่งเข้ามาใกล้ทำให้ตะวันหันไปมอง แล้วยกมือขึ้นโบกให้อย่างดีใจ ปากบางๆยิ้มกว้างเดินเข้าไปหา 

 

        "ทิวาทางนี้..." 

 

        "ตะวัน..." เจ้าของชื่อยิ้มเมื่อเสียงของทิวาดังมาก่อนตัวด้วยซ้ำ

 

        "นึกยังไงถึงได้ชวนเราออกมากิ...." เสียงที่กำลังคุยชะงัก ตาโตเบิกตากว้างเมื่อได้เห็นตะวันใกล้ๆ 

 

        "เฮ้ย!! ทำไม ยังไง ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?" คนผมเปียนั่งคล่อมมอเตอร์ไซค์มองตาค้าง

 

        "ทำไมล่ะ? มันไม่ดีเหรอ?..." มือข้างที่ว่างยกขึ้นลูบท้ายทอยตัวเองอย่างเขินๆ

 

        "ไม่ใช่นะ..." ทิวามองหน้าตะวัน "คือ นายดูดีมาก ตัดผมแล้วหล่อเลย "

 

        " งั้นเมื่อก่อนก็ไม่หล่อนะสิ?" 

 

        "จะเรียกว่าหล่อก็คงไม่ได้ หน้านายสวยจนมองไม่ออกว่าพอเปลี่ยนทรงผมแล้วจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้..."

 

        "ขนาดนั้นเชียว"

 

        "ใช่ ....ไม่เชื่อถามน้องคนนั้นดูก็ได้ ใช่มั้ยครับ" วรรคสุดท้ายทิวาหันไปถามวัยรุ่นสองคนที่คงลืมตัวยืนมองทั้งสองหนุ่ม ตาค้าง

 

        "ข ขอโทษค่ะ" แล้วทั้งสองคนก็รีบวิ่งหนีไปอย่างขัดเขิน

 

        ทิวากับตะวันมองตามไปก่อนจะหันมองตากันแล้วแอบหัวเราะกิ๊กออกมาอย่างขบขัน 

 

        คนหนึ่งที่พอเปลี่ยนทรงผมแล้วก็ดูหล่อขึ้นมาจริงๆ หน้าขาวปากบางแดงที่เปื้อนยิ้มน้อยๆทำให้ดูมีเสน่ห์  ส่วนอีกคนที่ตัวเล็กกว่ากันเพียง ไม่กี่เซ็นก็เปียผมไว้ซะยาวเฟื้อย ใบหน้าเรียวขาวนั้นก็หวานเกินที่จะมองให้เป็นชาย จะขัดกันอยู่หน่อย ก็ไอ้ท่าทางห้าวๆมีกระเป๋าพาดไหล่สะพายข้างแบบผู้ชาย ถลกเสื้อเชิ้ทแขนยาวสีจางขึ้นจนเห็นข้อศอกขาวเพราะไอร้อน แถมท่านั่งที่ยัง คล่อมมอเตอร์ไซค์ไว้ทำให้ทั้งทิวาและตะวัน เป็นจุดสนใจของคนที่มาออกกำลังกายในสวนสาธารณะแห่งนี้ได้ไม่ยาก

 

        "หาที่นั่งกันก่อนดีกว่าไหม? เราเอาเสบียงมาเพียบเลย.." ตะวันโชว์ถุงหิ้วใบใหญ่ที่ใส่ของกินไว้จนเกือบล้น

 

        "โห....ตอนที่อ่านไลน์ของนายบอกจะชวนกินข้าวเย็น ไอ้เราก็นึกว่าจะพาไปเลี้ยงอาหารร้านหรูซะอีก..." ทิวาแซว

 

        "นี่ละหรูแล้ว หรูในแบบของเราไง ...." ตะวันมองไปรอบๆพลางชี้ให้ดู " มีทั้งดอกไม้สวยๆ ข้างริมน้ำ สงบ ลมเย็นสบาย อาหารอร่อย อากาศตอนเย็นถึงมันจะไม่บริสุทธิ์มากเหมือนอากาศต่างจังหวัด แต่ก็เป็นเวลาที่ดี นานๆได้มาที"

 

        "นั่นสิ เราก็ไม่ได้มานั่งกินอะไรแบบนี้นานแล้ว" ทิวามองดูของกินที่ตะวันหยิบออกมาวางตรงหน้า หลักๆก็มีน้องไก่ทอด ข้าวเหนียวร้อนๆ ยำวุ้นเส้น หมูยอหั่นเรียบร้อยไว้แกล้มเวลาเผ็ด รวมทั้งขนมหวานและขนมขบเคี้ยวกินเล่นอีกหลายถุง 

 

        "ของกินแบบนี้จิบเบียร์ด้วยก็แจ๋วเลย"

 

        "มีนะ เอาไหมละ? " ตะวันยกอีกถุงขึ้นโชว์ "แถ่น แท๊น เบียร์ขอรับ" 

 

        "เฮ้ย?!  มีจริงด้วยอะ" ทิวายิ้มกว้างรับกระป๋องเบียร์เย็นเจี๊ยบที่ตะวันส่งให้มาเปิด

 

        "มีสิ วันนี้เราเลี้ยงเอง กินให้เต็มที่เลยนะ ถ้าไม่พอเดี๋ยววิ่งข้ามฝั่งไปซื้อมาเพิ่ม.."

 

        "เอางั้นเลยเหรอ?" ถามแล้วยกเบียร์ขึ้นซดเบาๆ " แต่เราว่าน่าจะพอนะ เบียร์หกโค๊กอีกสี่ กินหมดนี่คงท้องแตก ของกินเล่นนี่อีกล่ะ แค่นี้ก็เหลือเฟือแล้ว"

 

        "เราก็ว่างั้น นี่ก็กะซื้อมาพอดี กินให้หมดไม่ต้องเหลือ"

 

        "ได้เลย งั้นเราขอลุยไอ้นี่ก่อนนะ กลิ่นมันยั่วน้ำลาย " ว่าแล้วทิวาก็กัดน่องไก่เคี้ยวก่วมๆ 

 

        "เป็นไง"  

 

        "อร่อย กรอบ ยังร้อนๆอยู่เลย ไปซื้อจากจ้าวไหนเนี่ย?"

 

        "จ้าวนี้.." ทิวาตาโตเมื่อตะวันชี้อกตัวเอง

 

        "ห๊ะ? โห...งั้นยำวุ้นเส้นนี่ก็ทำเองนะสิ?" ทิวาถามแบบไม่รอคำตอบเพราะยำวุ้นเส้นโดนตักเข้าปากเคี้ยวไปเป็นที่เรียบร้อย "...อร่อย" แล้วคำที่สอง สาม สี่ ก็ตามมาพร้อมกับจิบโค๊กกับเบียร์ที่เปิดไว้แกล้มไปด้วย

 

        "เฮ้ย! เบาๆ กินแบบนั้นจะดีเหรอ ทั้งเบียร์ทั้งโค๊กน่ะ?"

 

        "ไม่ต้องห่วงหรอกน่า กินแปลกกว่านี้ก็กินมาแล้ว สบายมาก" คนบอกกัดน่องไก่่ในมือแถมหยิบข้าวเหนียวใส่ปากเคี้ยวอย่างเอร็จอร่อย

 

        "ดูท่าทางนายหิว" 

 

        ทิวาเอียงหน้ามองหน้าขาวๆของคนถามเพราะแค่เปลี่ยนทรงผมใหม่ก็ทำให้ตะวันดูแปลกตาไปจริงๆ "ใช่  ไม่ค่อยมีเวลาน่ะ มัวแต่ทะเลาะกับปีศาจเลยได้แต่แซนวิชกับกาแฟ วันนี้ยังไม่ได้กินข้าวกลางวันจริงจังเลย" 

 

        "แล้วกินเบียร์จะดีเหรอ?...จะเป็นกระเพาะเอา" 

 

        "ไม่ต้องห่วง เป็นๆหายๆอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ระวังอยู่" ทิวายกโค๊กในมือดื่มอึกใหญ่ "ว่าแต่นาย นึกยังไงถึงเปลี่ยนทรงผม"

 

        "มันร้อน"   มือขาวยกขึ้นลูบท้ายทอยตัวเองเพราะยังไม่ชิน     "ทรงนี้ยังไม่เคยตัดเลยอยากลอง"      ผมรองทรงตรงท้ายทอยโดนตัดออกจนสั้นไม่เหลือเค้าทรงเดิม ผมข้างหน้าหล่นลงคลอเคลียหน้าผากขาว ทำให้ทิวามองแล้วมองอีกจนทำให้ตะวันเขิน

 

        "อย่าจ้องนักสิ ยิ่งรู้สึกแปลกๆอยู่" 

 

        "เมื่อก่อนเราตัดผมทรงนี้นะ" 

 

        "จริงเหรอ! มีรูปไหม? เราอยากเห็น...."

 

        "มี เดี๋ยวเราให้ดู แต่ก่อนอื่นขอจัดการอาหารตรงหน้านี้ก่อนนะ.." 

 

        "ฮะๆไม่เป็นไร ไว้อิ่มก่อนก็ได้" บอกแล้วก็ตักของกินใส่ปากบ้าง เพราะไม่บ่อยนักหรอกที่จะได้มานั่งชิวๆกินอะไรเล่นแบบนี้ จำได้ว่าครั้งล่าสุดที่กินของมึนเมาเข้าไปก็ตอนที่กินเลี้ยงแต่งงานพี่ๆคนงานที่ไร่ 

 

        แล้วหลังจากนั้นก็..........

 

        ภาพเหตุการณ์หวามอารมณ์ผ่านแว๊บเข้ามาในห้วงนึกจนทำให้ตะวันยกมือขึ้นลูบแก้มตัวเองเบาๆเมื่อรู้สึกว่ามันร้อนผ่าวๆ จนคนข้างๆสังเกตุเห็น

 

        "เฮ้ย..ตะวัน! นายเป็นไร ทำไมหน้าแดงแบบนั้น? อย่าบอกนะว่าเมา?" 

 

        "ป เปล่า ยังไม่เมา จะเมาได้ยังไง!..จิบเบียร์ไปแค่สองอึก" บอกแล้วก็แกล้งดึงคอเสื้อยืดแล้วเป่าลม "ร้อนมั้ง!.. นายไม่ร้อนเหรอ?"

 

        ทิวาส่ายหน้า"คงไม่อะ ดูซิ...ลมจนผมปลิวขนาดนี้" ว่าแล้วมือขาวก็ยกขึ้นจับลูกผมยาวๆที่คลอเคลียแก้มขึ้นทัดหู ปลายผมยาวปลิวเบาๆตามแรงลมเย็นๆข้างแม่น้ำ "นายนี่โกหกไม่เก่งเลยนะตะวัน" 

 

        "โกหกอะไร?" 

 

        "ก็เรื่อง..." ทิวาแกล้งเอียงคอมองจนคนถูกจ้องทำหน้าไม่ถูก "ที่นายกำลังทำหน้าไม่ถูกอยู่นี่ไงละ! คิดถึงใครอยู่?"

 

        "พูดอะไร คิดถึงใคร ไม่มี๊.." เบียร์ในมือถูกยกขึ้นดื่มอึ๊กๆ " ไหนบอกจะเอารูปให้ดู ไหนล่ะ" 

 

        "ไม่ต้องมาแกล้งเปลี่ยนเรื่อง แล้วนี่อย่าบอกนะว่าไอ้ที่ไปหั่นผมมาเนี่ยก็เพราะว่านาย..." ปลายนิ้วขาวชี้มาตรงหน้า "หรือว่านายอกหัก?"

 

        "เฮ้ยย!!....บ้า! ใครอกหัก เรายังไม่ได้รักใครจะอกหักได้ไง พูดอะไรเรื่อยเปื่อย"

 

        "เหรอ...." เสียงของทิวาไม่เชื่อซักนิด หันไปล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋ามากดพาสเวิร์ด เปิดคลังภาพก่อนจะล่งให้

 

        "รูปของเราก่อนไว้ผมยาว เลื่อนดูเอาเอง" 

 

        ตะวันรับมาแล้วก็ตาโต มองมือถือทีแล้วหันไปมองทิวาที ปลายนิ้วสไลด์หน้าจอโทรศัพท์ดูรูปสลับกับมองตัวจริง อย่างตื่นเต้น 

 

        "เหมือนมาก ถ้าทำผมเหมือนกันนี่คงแยกไม่ออกเลยนะ" เสียงพึมพำของตะวันทำให้ทิวาเหลือบตาไปมอง เห็นรูปเก่าที่ตัวเองถ่ายคู่กับน้องสาว

 

        "อืม เหมือน เราพี่น้องเหมือนกันมาก เหมือนจนหลายคนทักผิดบ่อยๆ" 

 

        "ขอโทษนะ" 

 

        "ขอโทษทำไม นายไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย ทำไมทำหน้าแบบนั้น?" 

 

        "แต่เราไม่น่าขอดู"

 

        "บ้าน่า เรื่องแค่นี้คิดมากทำไม เราทำใจได้ตั้งนานแล้ว ไม่ต้องมาแกล้งเปลี่ยนเรื่อง บอกมาเลยว่าทำไมถึงไปหั่นผมซะเปลี่ยน ขนาดนี้ แถมยังซื้อเบียร์มาเลี้ยงด้วย ต้องมีอะไรแน่ๆ ใช่ไหม?"

 

        "มีอะไรที่ไหนเล่า ตั้งแต่วันนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยไง..." 

 

        "ว่างเมื่อไหร่ก็ออกมาเจอกันบ่อยๆก็ได้นี่นา" 

 

        "ใช่ ...ถึงได้ชวนออกมากินเบียร์ด้วยกันนี่ไง" น้ำเมาในมือดูท่าว่าจะอร่อยเหลือหลาย ทำให้ตะวันยกดึ่มอึกๆ แกล้งหลบตาทิวา ที่มองมาอย่างจับผิด 

 

        "มองทำไม กินสิ..อิ่มแล้วเหรอ?"

 

        "เริ่มอิ่มนิดๆแล้วละ แต่ไม่ต้องห่วง...เราจะซัดให้เกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่ถุง.." ท่าทางยิ้มเจ้าเลห์ของคนผมยาวทำให้ตะวันตาโต

 

        "ไม่ต้องขนาดนั้น กินแค่อิ่มก็พอ ถึงขนาดถุงก็ไม่เหลือก็ไม่ใช่คนแล้วละ"  

 

        "เปล่า ที่เราบอกคือเราจะเอาถุงพวกนี่ไปทิ้งขยะให้ตั่งหาก!"

 

        "ฮะ ฮะ ฮะ.. งั้นก็กินให้หมดนะ อย่าเหลือเชียว"

 

        "ได้เลย.." 

 

        เส้นวุ้นเหนียวนุ่มที่พอเอามายำแล้วก็แซ๊บถูกลิ้นจนต่างพากันตักใส่ปากพร้อมกับซี๊ดปากไปกับความเผ็ด แกล้มกับข้าวเหนียวกับน่องไก่ที่อร่อยไม่แพ้กัน ขนมหลายถุงถูกแกะแบ่งกันกิน พร้อมกับเปิดเบียร์อีกคนละกระป๋องค่อยๆจิบไปเรื่อย 

 

        จนเมื่อผ่านไปพักใหญ่หลังจากที่พากันตักของกินใส่ปากเพราะความหิวมันไม่ปราณี  แล้วก็เริ่มอิ่มแล้วมองของกินที่ยังเหลืออีกตั้งเยอะตาละห้อย ทั้งสองคนเหลือบมองตากันอย่างรู้ความหมาย ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ

 

        "ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่จริงๆเลย กินไม่หมด"

 

        "นั่นสินะ...อร่อยทั้งนั้น"

 

        ลมเย็นพัดมาเอื่อยเฉื่อยข้างลำน้ำทำให้รู้สึกสงบสบายจนทำให้ต่างฝ่ายต่างก็หลับตาตกอยู่ในห้วงความคิดของแต่ละคน

 

        จนซักพักความมืดก็เริ่มคลอบคลุมไปทั่วผืนน้ำกว้าง เงาวิบวับที่สะท้อนแสงอัสดงเมื่อครู่ได้จางหายไป ไฟกิ่งข้างถนนเริ่มกระพริบเปิดทำหน้าที่จนแสงนีออนสาดแสงไปทั่วบริเวณที่ทั้งสองนั่ง

 

        เหลียวมองไปรอบๆผู้คนเริ่มบางตา ที่เห็นจับกลุ่มวิ่งและออกกำลังกายกันเมื่อครู่ก็พากันแยกย้ายหายตัว

 

        ตะวันยกข้อมือขึ้นดูเวลา

 

        "เกือบหกโมงครึ่ง นายต้องรีบกลับบ้านหรือเปล่า?" 

 

        "ไม่หรอก อยู่ต่อได้อีกหน่อย" บอกออกไปแบบนั้นแต่ก็หันไปมองรอบๆก่อนจะออกความคิด "แต่เราว่าย้ายที่กันดีกว่านะ ตะวัน ตรงนี้ลับตาคนไปหน่อย ถ้าจะนั่งเรื่อยๆเราว่าคงไม่เหมาะเท่าไหร่"

 

        "โอเค งั้นเก็บของกินที่เหลือกัน" 

 

        "ไปบ้านเรานะ // ไปบ้านเราไหม " พอรู้สึกตัวว่าคิดเหมือนกันก็หัวเราะขำ

 

        "ฮะ ฮะ ฮะ บ้านใครดีล่ะ? บ้านเราก็ได้นะ" ตะวันถามพร้อมกับเก็บเศษอาหารกับถุงพลาสติกเดินไปทิ้งถังขยะที่ตั้งไว้เป็นจุด ทิวาเก็บกระป๋องเบียร์กับโค๊กที่ยังไม่ได้เปิดใส่ถุงแล้วถือเดินไปนั่งไอ้เปี๊ยกเพื่อนยาก รอให้ตะวันเดินกลับมาสมทบ

 

        "ไปบ้านเราดีกว่าไหม?" ทิวาบอกแล้วยิ้มกว้างเมื่อตะวันพยักหน้าตกลง

 

        "เราน่ะไปได้...แต่ว่า...แม่นายจะว่ายังไง?" ตะวันขมวดคิ้วเมื่อนึกตามเหตุการณ์ที่ทิวาเคยเล่า "ถ้าเข้าบ้านนายจะต้องเป็นราตรีนี่นา แล้วจะดีเหรอที่ผู้หญิงมีเพื่อนผู้ชายเข้าไป...แถมยังหิ้วเบียร์เข้าไปด้วยแบบนี้"

 

         " อืม...."

 

        "ไม่ต้องคิดนาน ไปบ้านเราดีกว่า เราอยู่คนเดียว...และไม่ต้องกลัวที่จะต้องตอบคำถามใคร" 

 

        "โอเค...ไปบ้านนายก็ได้" 

 

        เป็นอันว่าทั้งสองตกลงจะไปต่อบ้านตะวัน แต่ช่วงเวลาไม่กี่วินาทีที่ทิวากำลังจะสตาร์ทไอ้เปี๊ยก โทรศัพท์เจ้ากรรมก็ส่งเสียงขัดจังหวะขึ้นมาซะก่อน

 

        "ขาแม่" เสียงหวานขานรับทำให้ตะวันจ้องทิวาตาโต เล่นเอาคนที่กำลังคุยโทรศัพท์กัดปากเขินเลยทีเดียว 

 

        "อะไรเล่า? อย่างจ้องนักสิ พูดไม่ออกแล้วเนี่ย!" พอทิวาว่าแบบนั้นตะวันก็ยิ่งยิ้มกว้าง กอดอกเอียงคอมอง ก่อนที่จะชี้อกตัวเองบอกใบ้ว่าจะเป็นคนขับมอไซค์

 

        ทิวามองแล้วพยักหน้า ขยับร่นเปลี่ยนมานั่งซ้อนท้ายแล้วให้ตะวันเป็นสารถีแทน 

 

        "ค่ะ ....ค่ะ ..ไม่ลืมค่ะ" ทิวายังคุยกับปลายสายซึ่งตะวันไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน เพราะทางนี้ได้แต่รับคำเสียงหวาน ผิดกับกิริยาห้าวๆ ที่เจ้าตัวแสดงออกมาจริงๆ

 

        พอบังคับมอไซค์ออกตัวไปได้ซักพักตะวันก็ค่อยๆจอดริมฟุตบาทเมื่อหัวไหล่โดนทิวาตบเบาๆเป็นเชิงบอกให้จอด

 

        "ว่า?...."

 

        "เปลี่ยนให้เราขับไหม?"

 

        "ไม่ต้อง...เราขับได้ วันนี้นายนั่งเฉยๆ แล้วก็จำทางไปบ้านเราไว้ เผื่อวันหลังเรานัดเจอกันที่บ้านใครจะได้ไปถูก..โอเคไหม?"

 

        "โอเคพวก งั้นก็....." ทิวายกมือสองข้างเกาะบ่าคนข้างหน้า " เลสโก๊..." 

 

        สิ้นเสียงของทิวาตะวันก็บังคับรถมอไซค์ไปตามทางกลับบ้าน ขับช้าๆลัดเลาะเข้าซอยเพื่อเลี่ยงถนนใหญ่และไฟแดงไปเรื่อยๆ 

 

        ทั้งคนขับและคนซ้อนคุยถูกคอเข้าแก๊บกันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย แถมยังนัดแนะว่าคราวหน้าซื้อของมาทำกินกันเองที่บ้าน กินเสร็จก็ไม่ต้องรีบไปไหน นอนเลื้อยอยู่ที่บ้านสบายใจกว่า

 

        ตะวันขับช้าๆ ปากก็แนะนำให้รู้จักร้านอาหาร ร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยในระแวกนี้ จนผ่านไปพักใหญ่ ก็ค่อยๆชะลอรถเลี้ยวเข้าซอย ที่เป็นทางเข้าหมู่บ้าน 

 

        ทิวาหันมองรอบๆตัวพยายามจำจุดเด่นของทางเข้าไว้เพราะแถวนี้ไม่ค่อยคุ้นตา     เพราะมัวแต่ดูนั่นดูนี่ข้างทางเพลินไม่ทันระวังตัว เมื่อคนขับเบลกกระทันหันจนคนซ้อนไถลพรืดมาจนหน้าผากโขกท้ายทอยคนขับดังโป๊ก!

 

        "อูยย!!..." ทิวาทั้งงงทั้งเจ็บแปลบ มือบางยกขึ้นถูหน้าผากตัวเองเบาๆเพื่อบรรเทาความเจ็บ เพราะแผลเก่าที่ยังไม่ค่อยจะหายดี ถูกซ้ำรอยอีกครั้ง 

 

        "นายเป็นอะไรตะวัน? จะบ่งจะเบลกทำไมไม่ส่งซิกก่อน" 

 

        "ขอโทษ ขอโทษ ...เราตกใจน่ะ"

 

        "ตกใจอะไร? ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น น้องหมาวิ่งตัดหน้ารถหรือไง?"

 

        "เปล่า " ตะวันส่ายหน้าพรืด พลางชี้มือให้ทิวาดูสิ่งที่เป็นสาเหตุของการเบลกกระทันหันในครั้งนี้

 

        "รถ? " คนตัวเล็กกว่าสงสัย " รถทำไม? แล้วอะไรยังไง เรางงอะ ช่วยแจ้งแถลงไขหน่อยซิ?"

 

        "หลังโน้นบ้านเรา ที่หลังคาสีน้ำเงินรั้วไม้นั่นน่ะ"

 

        "อื่อ...แล้วไง?...." 

 

        "แล้วรถคันนั้นก็รถ....เอ่อ...รถคุณพจน์เจ้านายเราเอง"

 

        "แล้ว?..."

 

        "คือ...เรายังไม่อยากเจอหน้าเจ้านายตอนนี้น่ะ..."

 

        "แล้วยังไง?...ไม่อยากเจอตอนนี้พรุ่งนี้ก็ต้องไปเจอกันที่ทำงานอยู่แล้ว....แล้วมันต่างกันตรงไหน?.."

 

        "ต่างสิ..ต่างมาก มากยังกับฟ้ากับเหวเลยละ" บอกแล้วตะวันก็ทำท่าแอบกำแพงรั้วสูงแถมต้นไม้หน้าบ้านก็เป็นกำบังอย่างดี

 

        "ช่วยอธิอบายให้มันชัดๆหน่อยได้ไหม?" ทิวามองกิริยาหลบๆซ่อนของอีกฝ่ายแล้วพาลให้นึกถึงว่าครั้งหนึ่งตัวเอง ก็เคยทำแบบนี้เหมือนกัน

 

        โว๊ะ! เหมือนเลย ใช่แน่! ซื้อหวยจะถูกแบบนี้ไหมเนี่ย?

 

        "ท่าทางแบบนี้ไปทำอะไรไว้แน่ๆเลยใช่ไหม?" ทิวากอดอกยืนมองเพื่อนที่ตอนนี้หันซ้ายหันขวาหาทางหนีทีไล่ "บอกมาไปทำอะไรไว้ ถึงได้กลัวขนาดนี้"

 

        "เราไม่ได้กลัว.."

 

         "แล้วไอ้ท่าทางแบบเนี๊ยะ ถ้าไม่เรียกว่ากลัวแล้วจะให้เรียกว่าอะไร?"

 

         ตะวันได้แต่เม้มปากแน่น มองป้ายทะเบียนคุ้นตาของรถคันที่ตัวเองเคยนั่งเพราะจำได้ขึ้นใจ 

 

        พจน์มาตั้งแต่เมื่อไหร่?ทำไมขับคันนี้มา? แล้วจะอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม? นี่ไงล่ะปัญหา! ปัญหาใหญ่เลยละ 

 

        แล้วถ้าสมมุตินะ  แค่สมมุติว่าเดินเข้าไปถามพจน์เลยล่ะ?...

 

        ไม่ดีมั้ง? ไม่ดีแน่ๆ เป็นตายยังไงวันนี้ก็จะไม่ให้พจน์รู้ว่าอยู่ในบ้านเด็ดขาด

 

        เพราะผลของมันที่ออกมาคงไม่ผิดจากที่คิดไว้เท่าไหร่ แล้วจะใช้วิธีไหนดีล่ะ? จะทำยังไงดี? 

 

        ในระหว่างที่ตะวันกำลังคิดว่าจะเข้าบ้านยังไง หูก็พลันได้ยินเสียงเด็กน้อยนับเลขอยู่ไกล้ๆ ตะวันมองหาต้นตอของเสียงนั้น แล้วก็ยิ้มกว้างเมื่อความคิดบางอย่างพลันแว๊บเข้ามาในหัว ก่อนจะหันไปบอกทิวา

 

        "วันนี้เราว่าแยกย้ายกันก่อนดีกว่า ขอโทษนะทิวา เสียเวลานายจริงๆ"

 

        "เสียเวลาอะไรกัน เราก็ได้มารู้จักบ้านนายไง ถ้าคราวหน้านัดเจอกันเราจะได้มาถูกที่" 

 

        "ขับรถดีๆนะ" 

 

        "อยู่แล้ว เออ...ว่าแต่นายเถอะ แน่ใจนะว่าไม่มีอะไรให้เราช่วย บอกเราเลยเราช่วยได้"

 

        "ขอบคุณนะ แต่ว่าไม่เป็นไรหรอก เราพอจะนึกวิธีออกแล้วละ"

 

        "งั้นก็บาย ขอบคุณที่เลี้ยงดินเนอร์ซะอิ่มแปล้เลย ไว้คราวหน้าให้เราเลี้ยงนายมั่ง"

 

        "โอเค แล้วเจอกัน " ตะวันยืนมองจนท้ายรถมอไซค์ของทิวาเลี้ยวลับตาไป ก่อนจะหันไปมองทางตัวต้นเหตุที่ทำให้ต้อง หาวิธีอะไรแผลงๆแบบนี้ 

 

        แสงโพล้เพล้ของยามเย็นทำให้ตะวันค่อยๆแอบย่องเข้าประตูรั้วพี่แววข้างบ้านได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ก่อนจะยิ้มหวานเดินรี่เข้าไปหาเป้าหมายที่เล็งไว้แต่แรก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

        นาฬิกาข้อมือเรือนใหญ่ถูกพลิกขึ้นดูเป็นรอบที่ห้าร้อยคงได้ตั้งแต่พจน์ขับไอ้ดำออกจากคฤหาสน์จนมาจอดนิ่งอยู่หน้าบ้านเลขาหน้าหวานที่ละทิ้งหน้าที่ หนีกลับออกมาก่อน

 

        โทรศัพท์ถูกกดใช้จนโลแบต แต่ก็ไม่มีแม้แต่สายเดียวที่จะเป็นสายโทรเข้า ตาคมมองไปที่ประตูรั้วที่ปิดสนิท มีกุญแจพร้อมโซ่คล้องไว้อย่างแน่นหนา เหลือบตามองซ้ายขวาหน้าหลังก็แล้ว ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตของบ้านใกล้เรือนเคียง จะมีก็แต่รถที่วิ่งสวนกันไปมาเป็นระยะ ไม่พบเพื่อนบ้านคนไหนหรือใครเดินออกมาหรือให้สะดุดตาหรือให้ถามบ้างเลยแม้แต่คนเดียว 

 

        จะว่าไปก็ไม่มีแม้แต่หมาซักตัวเดินผ่าน...หมู่บ้านนี้มันยังไงวะ?

 

        ผ่านไปสองชั่วโมงกว่าๆบ้านของคุณเลขายังคงเงียบกริบ 

 

        จะไปตามได้ที่ไหน เพื่อนของตะวันก็ไม่รู้จัก จะรอให้เจอกันพรุ่งนี้คงจุกอกตายซะก่อนแน่ๆ จะว่าไปข้าวเย็นก็ยังไม่ตกถึงท้องเลยซักเม็ด พึ่งเข้าใจคำพังเพยที่ว่า ' ไม่เห็นหน้าเจ้ากินข้าวไม่ลง ' ได้ถ่องแท้ก็วันนี้แหละ 

 

        ได้ตัวกลับไปคราวนี้ต้องทำการสำรวจสำมโนประชากรผองเพื่อนของคนตัวบางให้ละเอียดยิบเชียว

 

        ปลายนิ้วเรียวยาวยกขึ้นเสยผมพลางขมวดคิ้วครุ่นคิด นั่งอยู่ในรถแบบนี้คงไม่ได้เรื่อง ลองเดินสำรวจพื้นที่หน่อยเป็นไงเผื่อจะได้ความ

 

        คิดได้อย่างนั้นร่างสูงก็ขยับลงมายืนนอกรถมองไปรอบๆบริเวณ

 

        บ้านที่อยู่ในระแวกนี้ส่วนมากก็จะมีรั้วรอบขอบชิด ใช้ชีวิตแบบตัวใครตัวมันและคงจะไม่ค่อยมีใครมาสุงสิงปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า และอีกอย่างก็คือคนสมัยนี้หน้ากลัว เพราะเมืองใหญ่แบบนี้มีผู้คนหลายแบบทั้งคนดีและคนไม่ได้ ถ้าไม่ใช้ญาติก็คงไม่อยากไว้ใจใครหน้าไหนทั้งนั้น

 

        พจน์ถอนหายใจออกมาหนักๆ นึกหงุดหงิดตัวเองที่ไม่รั้งคนตัวบางเอาไว้แล้วอธิบายให้เข้าใจซะตั้งแต่แรก แถมยังไปพูดอะไรโง่ๆ ผิดหูแบบนั้นอีก ทีนี้เป็นไงล่ะ! หน้าหงายซะเองเพราะอีกฝ่ายได้ตอบกลับมาได้เจ็บแสบไปถึงกระดองใจเลยทีเดียว

 

        ไอ้งั่งเอ้ย ชี้โพรงให้กระรอกแท้ๆเชียว 

 

        พจน์ก่นด่าตัวเองในใจ มายืนหงุดหงิดเป็นหมาบ้าหน้าบ้านเขาก็เพราะปากตัวเอง และก็เป็นมึงซะเองที่มานั่งหึงจนลมออกหูแบบนี้..

 

        คิดไปคิดมาก็ไม่เคยพูดอะไรโง่หรือทำอะไรงี้เง่าเท่านี้มาก่อนเลยตั้งแต่โตมา!

 

        "ฮู้! "

 

         พจน์ก้มหน้า ตาคมมองปลายรองเท้าหุ้มข้อที่สวมอยู่นิ่ง สองนิ้วโป้งเสียบเข้ากระเป๋ากางเกงยีนส์ที่พึงกลับไปเปลี่ยนก่อนมาที่นี่ ก่อนจะหลับตาลง สมองกำลังครุ่นและชั่งใจคิดว่าจะรอจนได้เจอหน้าหวานให้ชื่นใจแล้วคุยกันให้รู้เรื่องก่อนหรือจะกลับไปตั้งหลักแล้ว เริ่มใหม่พรุ่งนี้ดี?

 

        หูพลันได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กน้อยวัยไม่เกินสี่ขวบวิ่งออกมาเกาะรั้วเหล็กบ้านข้างๆ "พ่อจ๋ากลับมาแล้ว" พร้อมๆกับที่พจน์ได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งวิ่งมาอีกทาง

 

        เออนะ! ที่เขาบอกว่าเด็กน้อยมีสัญชาตญาณของสัตว์อยู่ในตัวนี่ท่าจะจริง หูดี ตาดี ไร้เดียงสา รู้สึกอย่างไรก็แสดงออกอย่างนั้น เด็กน้อยผมเปียเกาะรั้วมองมาตาแป๋วเหมือนกับที่พจน์มองสบตากลมบ้องแบ๊วนิ่งๆเช่นกัน

 

        ร่างสูงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นรอดูเหตุการณ์...

 

        และดูเหมือนสวรรค์จะเข้าข้างเมื่อรถคันที่พจน์ได้ยินเสียงวิ่งมาจนหยุดลงหน้าบ้านที่หมายตาไว้พอดี

 

        ผู้ชายใส่เสื้อช็อปที่วัยดูเหมือนจะแก่กว่าขี่รถมาจอดลงก่อนจะยกมือขึ้นถอดหมวกกันน็อค พลางมองสบตาพจน์คล้ายจะถามเพราะร่างสูงเองก็ยืนนิ่งคล้ายกับจะรอจังหวะเช่นกัน

 

        "มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าครับ"  ผู้มาใหม่ถามอย่างมีไมตรี พร้อมกับย่อตัวลงอุ้มร่างของหนูน้อยที่โถมตัวเข้าหากอดขา

 

        "ว่าไงคะคนเก่ง วันนี้หนูเป็นเด็กดีหรือเปล่าเอ่ย?" 

 

        "เป็นเด็กดีค่ะ" เสียงเล็กตอบรับ แขนป้อมๆกอดคอพ่อแน่นพร้อมกับกดจมูกเล็กๆลงบนแก้มที่เต็มไปด้วยเคลาเขียวๆ

 

        "แก้มหนูหอมจัง" ว่าแล้วก็แกล้งใช้เคลาแข็งๆถูไปทั่วแก้มป่องจนเด็กน้อยหัวเราะเอิ๊กอ๊าก กิริยาของสองพ่อลูกน่ารักจน ทำให้คนนอกที่กำลังยืนดูอยู่ยิ้มบางๆโดยไม่รู้ตัวเพราะเจ้าตัวน้อยเองก็กลมป๊อกน่ารักน่ากอดจริงๆ

 

        "ขอโทษครับ เกือบลืมคุณไปเลย มีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่าครับ?" 

 

        "ครับ...คือ...จะถามว่ารู้จักตะวันใช่ไหมครับ?"

 

        "ครับรู้จักดี เป็นเพื่อนบ้านกันมานานแล้วครับ ตั้งแต่ตะวันยังเรียนหนังสือ แล้วคุณเป็น...."

 

        "ผมพจน์ครับเป็นเจ้านายของตะวัน" มือหนาที่ยื่นมารอเชคแฮนด์ทำให้พ่อของหนูน้อยรีบยื่นมือมาสัมผัส

 

        "ผมสุรศักดิ์ เรียกศักดิ์เฉยๆก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ อ่าวยัยหนูตุ๊จ้าคุณอาก่อน" ประโยคสุดท้ายหันไปพูดกับคน ตัวเล็กที่ยังมองคนแปลกหน้าตาแป๋ว

 

        มือป้อมๆยกขึ้นตามคำบอกแล้วหนูน้อยก็เขินซุกหน้าลงซอกคอใหญ่ของคนเป็นพ่อ

 

        "มีอะไรหรือเปล่าครับ"

 

        "คือผมอยากรู้ว่านอกจากบ้านหลังนี้ตะวันเขามีบ้านหลังอื่นอีกหรือเปล่าครับ?"

 

        "ไม่นะครับ ตะวันเขาอยู่กับคุณยายแค่สองคน และหลังจากที่คุณยายเสียตะวันก็อยู่คนเดียว เท่าที่รู้ที่เห็นเขาก็อยู่บ้าน หลังนี้ตลอดไม่มีบ้านหลังอื่นหรอกครับ จนพักหลังๆก็ไม่ค่อยได้เจอกัน เห็นแม่ยัยหนูบอกว่าตะวันไปทำงานต่างจังหวัด"

 

        " ใช่ครับ ผมมารอตั้งแต่เย็นยังไม่เห็นกลับมา คิดว่าเขาน่าจะไปที่อื่น พอจะรู้จักบ้านเพื่อนของตะวันไหมครับ?"

 

        "ถ้าเป็นบ้านเพื่อนอันนี้ผมไม่แน่ใจนะ ผมไม่ค่อยรู้จักเพื่อนของตะวันเขาหรอกคุณ"

 

        "งั้นเหรอครับ" พจน์ถามเสียงเบาอย่างไม่แน่ใจ งั้นวันนี้ก็คงหมดหวังแล้วละมั้งนะ 

 

        "ขอบคุณมากครับ งั้นผมกลับก่อนดีกว่า คิดว่าพรุ่งนี้ก็คงเจอกัน"

 

        "ขอโทษด้วยนะครับ ช่วยอะไรไม่ได้เลย"

 

         "ไม่เป็นไรครับ.." พจน์ยิ้มก่อนจะมองเลยมาที่หน้ากลมๆแก้มขาวๆที่ยังคงซุกหน้ากับบ่าของพ่อ "บายบ๊ายนะคะคนเก่ง ถ้าเห็นพี่ตะวันรีบโทรศัพท์ไปบอกคุณอาหน่อยได้ไหมคะ?" วรรคหลังพจน์หันไปทางหนูน้อยกะจะแกล้งคุยเล่นๆแต่อีกฝ่ายกลับส่ายหน้าดิก ทำให้พจน์กลับยิ้มกว้างกว่าเดิม

 

        "ทำไมละคะ?" 

 

        "น้องตองสัญญากับน้าตาวันแล้ว!"

 

        กึก!?

 

        พจน์หุบยิ้มและศักดิ์ก็อึ้งไปประมาณสามวิกับคำตอบของเด็กน้อย

 

        "อะไรนะลูก หนูสัญญากับใครไว้นะ?" พ่อถามลูกน้อยในอ้อมแขน แต่คราวนี้มือป้อมๆขาวๆยกขึ้นปิดปากตัวเองพลางส่าย หน้าอีกครั้ง "ไม่บอกค่ะ...น้าตาวันไม่ให้บอก" 

 

        เอาเข้าไป! ยิ่งฟังยิ่งอยากรู้เข้าไปใหญ่....   เด็กน้อยตาแป๋ว อายุแค่นี้ไม่น่าจะโกหกเป็น 

 

        "หนูอย่าพูดเล่นสิลูก ไปเจอน้าตะวันตอนไหน หนูอย่าโกหกนะ โกหกตกนรกรู้ไหมคะ" พ่อพูดกับคนตัวเล็กโดยที่พจน์ก็แอบลุ้นอยู่ในใจ 

 

        "น้องตองไม่ได้โกหก ก็น้าตาวันไม่ให้บอกใครนี่นา" เด็กน้อยเริ่มหน้ามุ่ย ดึงนิ้วป้อมๆของตัวเองอย่างขัดใจ และก่อนที่จะเกิดโศกนาฏกรรมบ่อน้ำตาแตกที่ต้องเค้นความจริงจากคำพูดของเด็กสี่ขวบ เด็กที่ยังไม่ทันเล่ห์กลของผู้ใหญ่วัยที่ประสบการณ์ชีวิตเหนือกว่า

 

        "งั้นไม่ต้องบอกก็ได้ค่ะเพราะเดี๋ยวน้องตองจะผิดสัญญากับน้าตะวันเน๊าะ" พจน์บอกแล้วก็ยิ้มกว้างเมื่อตากลมโตที่เมื่อกี้ทำท่าจะมีน้ำหล่อลื่นกลับมาใสวิบวับอีกครั้ง

 

         "แต่ว่า....น้องตอง ไปสัญญากับน้าตะวันตอนไหนน้า นานแล้วแน่ๆเลย"

 

        "ไม่นานค่ะ" 

 

        "ตอนไหนคะ ถ้าเป็นเมื่อวานละก็นั่นก็นานมากเลยนะ"

 

        "เมื่อวานเป็นยังไงเหรอคะ?" ไร้เดียงสาขนาดนี้ไม่น่าจะล้วงความลับยาก

 

        "เมื่อวานก็คือเมื่อวาน วันนี้ก็คือวันนี้ไงคะ ถ้าพรุ่งนี้ก็คงจะสัญญาไม่ได้เพราะมันยังมาไม่ถึง แต่น้องตองอาจจะ สัญญากับน้าตะวันไว้ตอนเช้า ตอนกลางวัน หรือจะตอนเย็น หรืออาจจะเป็นตอนที่มืดๆนี่ก็ได้ละมั้ง?" 

 

        ไม่ว่าจะตอนเช้า หรือจะตอนกลางวันก็เป็นไปได้ยากเพราะตะวันเพิ่งจะกลับมาแค่ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี่เอง

 

        "ตอนมืดๆค่ะ" 

 

        นั่นไง!  ความลับที่ยังคงเป็นความลับแต่กลับจะแดงขึ้นมาซะแล้ว

 

        "คงไม่ง่ายนักหรอกครับเพราะสองคนนี้รู้จักกันตั้งแต่ยัยหนูเกิด เขาเป็นเพื่อนเล่นกันมานาน" 

 

        " เอ...แล้วสัญญาอะไรกับน้าตะวันไว้น้าอยากรู้จัง" พจน์ใช้ไม้ตายสุดท้าย

 

        "บอกไม่ได้ค่ะ น้าตาวันไม่ให้บอก" นิ้วป้อมๆปิดปากตัวเองพร้อมกับส่ายหน้าจนผมเปียเล็กๆทั้งสองข้างแกว่งไปมาอย่างน่าดู

 

        "แล้วน้าตะวันพูดว่ายังไงหรือคะตอนที่บอกไม่ให้น้องตองบอกใคร?"

 

        "จู๊ๆน้องตองอย่าบอกใครนะว่าเห็นน้า" นิ้วชี้ป้อมๆยกขึ้นจุ๊ปากตัวเอง สาธิตพร้อมกับชี้มือชี้ไม้อธิบายความลับที่ตัวเองกุมไว้จนชัดแจ่ว แจ่มแจ้งจนผู้ใหญ่ที่มาล้วงความลับของเด็กได้ต้องถอนหายใจอย่างโล่งอก

 

        หลังจากที่ประติดประต่อคำพูดไม่ประสาของเด็กตัวเล็กพจน์ก็แน่ใจว่าได้โดนคนที่ตนกำลังตามหาเล่นงานเข้าให้แล้ว

 

        "ขอบคุณครับคุณศักดิ์ ผมรู้แล้วละครับว่าตะวันน่าจะอยู่ที่ไหน" 

 

        "ครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ มีอะไรให้ช่วยก็บอกผมได้"

 

        "ขอบคุณครับ ผมกำลังคิดที่จะขอความช่วยเหลือคุณอยู่พอดี"

 

        สุรศักดิ์ขมวดคิ้ว แขนยังคงอุ้มลูกน้อยไว้มองการกระทำของพจน์อย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก เพราะร่างสูงๆเดินผละไปทันทีที่พูดจบ ขึ้นรถแล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ขับห่างออกไปไกล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

        การอาบน้ำในความมืดครั้งแรกที่แสนจะทุลักทุเลก็ผ่านไปได้ด้วยดี มือบางยกผ้าขนหนูขึ้นขยี้ผมสั้นที่เพิ่งสระมาหมาดๆ พลางค่อยๆเดินออกจากห้องน้ำ

 

        ตะวันเดินไปหยุดที่หน้าต่าง ปลายนิ้วเรียวค่อยๆแหวกม่านโปร่งเบามือ เมื่อไม่เห็นออฟโรดคันใหญ่ก็ถอนใจอย่างโล่งอก

 

        แต่ก็ได้เพียงพักเดียว....

 

        พักเดียวเท่านั้น....

 

        เพราะเมื่อคิดถึงวันพรุ่งนี้หรือวันต่อๆไปที่จะต้องเจอกับอะไรบ้าง ก็เล่นเอาใจดวงน้อยฝ่อแฟบลงทันตา แล้วยิ่งมาหลบหน้าหลบตากันแบบนี้เล่นเอาตะวันสยอง

 

        พจน์เป็นยังไงทำไมจะไม่รู้

 

        แต่ก็เอาวะ! เรื่องของพรุ่งนี้ก็ให้มันเป็นไปในวันพรุ่งนี้แล้วกัน เก็บมาคิดวันนี้ก็ปวดหัวเสียเวลาเปล่าๆ

 

        คิดอย่างนั้นได้ก็สบายใจขึ้น พลางนั่งลงกดสวิทซ์พัดลมเพื่อเป่าผมให้แห้งไวๆ จะได้นอนหลับพักผ่อน    วันนี้รู้สึกเหนื่อยนิดๆแฮะ อาจจะเพราะเหนื่อยใจด้วยละมั้ง

 

        มือเช็ดผมไป ตามองไปรอบๆห้องนอนเล็ก.....อาศัยเพียงเงาแสงที่ลอดส่องเข้ามาจากภายนอก 

 

        "อืม...อยู่มืดๆแบบนี้ก็ได้บรรยากาศดีแฮะ...ไม่เลว โรแมนติกไปอีกแบ จำได้ว่ารำพึงกับตัวเองแท้ๆ      แต่ไหง?

 

        "ชอบแบบนี้เหรอ?!..." เสียงคุ้นหูที่จู่ๆก็ดังขึ้นทันใดทำให้คนตัวบางสะดุ้งเฮือก หันขวับไปทางต้นเสียง เห็นแค่เงาสูงๆที่จำได้เจนใจยืนกอดอกอิงกรอบประตูนิ่งๆยิ่งทำให้ตะวันใจหล่นไปกองที่ตาตุ่ม

 

        รู้ได้ยังไง? 

 

        ร่างขาวผุดลุกขึ้น     อารามตกใจบวกกับความมืดทำให้เท้าสะดุดสายพัดลมที่กำลังใช้อยู่จนหน้าคะมำ    "อุ๊ "  ไม่นานนักห้องทั้งห้องก็สว่างจ้าเมื่อมือหนาเอื้อมไปกดสวิทซ์ไฟฟ้าข้างประตู

 

        สองตามองกันนิ่ง ....ไร้คำพูดไดเอื้อนเอ่ย...ก่อนที่ร่างสูงจะขยับเข้าหาคนตัวบางช้าๆอย่างหมายมาด

 

        "ใครอนุญาตให้ตัดผม?" เสียงทุ้มถามสั้นๆแต่เล่นเอาคนฟังอ้าปากค้าง

 

        "นี่มันหัวของผมนะ ผมมีสิทธิจะตัดทรงไหนจะทำยังไงกับหัวผมก็ได้ เจ้านายมาเกี่ยวอะไรด้วย?"

 

        "แน่ใจนะว่าไม่เกี่ยว?"

 

        "ไม่เกี่ยว!" ตะวันตะโกนใส่หน้าคนตัวหนาที่เดินอาดเข้ามาจนต้องค่อยๆถอยหลังหนี แล้วตอนนี้ก็ยืนอิงผนังห้องไปเป็นที่เรียบร้อย แล้วก็ต้องหน้าตื่นเมื่ออีกฝ่ายใช้แขนเท้ากักร่างบางไว้ 

 

        "ไหนลองพูดใหม่อีกทีซิว่า ....ไม่เกี่ยว? เราสองคนไม่ใช่หรือไงที่เคยครางเสียง...."

 

        "หยุดนะ!" แก้มขาวร้อนวูบวาบเมื่อเห็นสายตาคมมองมาอย่างมีความหมาย

 

        "หึ! รับไม่ได้หรือไง? ทำไมล่ะ ปฏิเสธมาสิว่านายไม่ชอบ?" จมูกโด่งอยู่ใกล้เหลือเกิน ใกล้จนจะคลอเคลียแก้มเนียนอยู่รอมร่อ

 

        "ไม่ชอบ" ตะวันรีบบอกพร้อมกับยันอกหนาไว้เต็มแรง 

 

        พจน์ขมวดคิ้วมุ่น

 

        "นี่นายกินเบียร์ ไปกินกับใคร?" มือหนาบีบไหล่ขาวไว้แน่นจนเริ่มเห็นรอยแดงจางๆ

 

        "ทำไมผมต้องรายงานเจ้านายด้วย?" 

 

        " ก็ดี " พจน์พยักหน้ารับหน้าตาเฉย ก่อนจะกดจมูกลงแก้มขาวหนักๆจนตะวันไม่ทันตั้งตัว " ไม่บอกใช่ไหม?" แก้มขาวอีกข้างก็มีชะตากรรมไม่ต่างกันนัก " งั้นก็ไม่อยากรู้หรอก" คราวนี้ลำคอหอมโดนซุกไซร้หนักกว่าเดิม 

 

        ปลายเท้าเล็กๆลอยอยู่เหนือพื้น เอวเล็กโดนกอดแน่นจนตะวันอึดอัด ที่ทำได้ตอนนี้ก็ได้แต่กำกำปั้นทุบไหล่หนาปั๊กๆ พอทุบไม่ได้ผลก็เปลี่ยนเป็นทั้งดันทั้งหยิกเต็มแรง  "อย่า!"

 

        "หือ? จะอย่าได้ยังไง   ยังไม่ได้แต่งกันเลย!"   เสียงทุ้มอู้อี้ตอบกลับทำเอาตะวันหน้าร้อนผ่าว

 

        "บ้า ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น ถ้าอยากแต่งก็ไปแต่งกับบรรดาแฟนๆของเจ้านายสิ มีให้เลือกตั้งหลายคน"  เสียงหวานตัดพ้อดังจนทำให้ร่างสูงชะงัก ค่อยออกจากซอกคอนุ่มอย่างเสียดาย 

 

        พจน์เห็นแววขุ่นเคืองในแววตาหวาน แค่ไม่ได้เจอหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็จะเป็นจะตายร้อนรุ่มกระวนกระวายใจจะขาด แล้วถ้าปล่อยให้หลุดมือไปพจน์คงไม่เป็นอันทำอะไรแน่ๆ

 

        "นายหึงจริงๆด้วย" 

 

        "เจ้านายยังจะมาพูดแบบนี้อีกนะ ก็บอกแล้วว่าไม่ได้หึง!ไม่ได้หึง! " คนบอกไม่ได้หึงเถียงหน้าดำหน้าแดงจนไม่ทันสังเกตุ ว่าร่างสูงได้ลากตัวเองมาใกล้จุดอันตรายที่สุดในห้องนอนเล็กแห่งนี้

 

        "งั้นเหรอ? แล้วใครกันที่งอนตุ๊บป่องหนีมาก่อนแบบนี้!"

 

        "ผมไม่ได้งอน" 

 

        "ถ้าไม่ได้งอน งั้นแล้วทำไมจะต้องวางแผนสลับซับซ้อนหลอกกันขนาดนี้"

 

        "ผมไม่ได้หลอก....แล้วก็ไม่ได้ซับซ้อนด้วย แค่..." เสียงหวานชะงักจนเมื่อรู้ตัวอีกทีก็หงายหลังลงฟูกนุ่มไปซะแล้ว

 

        หลังจากนั้นพจน์ก็นิ่ง ไม่ทำอะไร ได้แต่มองเอาจ้องเอาจนตะวันทำตัวไม่ถูก จะขยับลุกก็เลิกคิดเพราะจะต้องใช้แรงมหาศาลถึงจะสามารถหลุดไปจากทั้งขาทั้งแขนทั้งอกแกร่งๆนี้ได้

 

        "เอ่อ..." ไม่รู้จะพูดอะไรก็ได้แต่อ้ำอึ้งหลบตาคมที่ทอดมาอย่างชนิดที่ว่าน้ำตาลยังอาย    ลำคอแห้งขึ้นมากระทันหันจนต้องกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ปลายลิ้นเล็กแลบเลียริมฝีปากบางเมื่อรู้สึกว่ามันแห้งผาก

 

        แต่หารู้ไม่ว่าทำแบบนั้นมันเหมือนกับเป็นการยั่วยุอำนาจฝ่ายต่ำของพจน์ให้ขาดผึง

 

        "อื๊อ!" ปากบางๆที่หมายตาโดนทาบปิดสนิทอย่างอดใจไว้ไม่ไหว

 

        ริมฝีปากร้อนผ่าวง้างเบาๆก่อนจะส่งปลายลิ้นหนาแทรกเข้าไปไล่ต้อนปลายลิ้นเล็กให้จนมุม เกี่ยวกระหวัดเข้ามาดูดดื่ม อย่างหนักหน่วง บดบี้ริมฝีปากร้อนๆเข้าหาอีกฝ่ายเหมือนคนที่กำลังเดินอยู่ท่ามกลางทะเลทรายอันแห้งแล้ง เมื่อมาเจอโอเอซิสอันชุ่มฉ่ำ พอได้โอกาสก็ดูดดื่มตะโบมกินอย่างหิวกระหาย

 

        จุมพิตที่ได้รับมันช่างรุนแรง เร่าร้อน หนักหน่วงจนคนที่โดนกระทำเริ่มดิ้นอึกอัก

 

        จูบดูดดื่มที่แสนยาวนานกินเวลาหลายนาทีจนตะวันเริ่มประท้วงเบาๆ ก่อนจะเริ่มดิ้นรุนแรงขึ้นเมื่อพจน์ไม่ยอมถ่ายถอนจุมพิตง่ายๆ

 

        "ออแอ้ว" เสียงอู้อี้ที่เล็ดลอดออกมาพร้อมๆกับกำปั้นเล็กที่ทุบประท้วงตุ๊บตั๊บทำให้ร่างสูงค่อยๆถอนจูบอ้อยอิ่งจนได้ยินเสียงดัง จ๊วบ เล่นเอาคนถูกแกล้งแก้มร้อนผ่าว

 

        ปากบางบวมเจ่อแถมยังแดงกล่ำคล้ายลูกเชอรี่   กำลังจะอ้าหมายจะต่อว่าต้องหุบฉับเมื่อพจน์ชิงพูดขึ้นมาซะก่อน 

 

        "พรุ่งนี้เรากลับไร่กันนะ" 

 

        ตากลมโตเบิกกว้าง เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพจน์ถึงได้ขับคันนี้มา  แล้วคืนนี้ล่ะ? จะรอดไหมเนี่ยเรา

 

        "หึๆ" เสียงหัวเราะขำทำให้ตะวันหลบตากัดปากบางแน่นอย่างขัดเขิน ขยับดิ้นหนีคนตัวหนาที่ทับขาไว้ไม่ยอมขยับ

 

        "ไม่ต้องห่วงนะ วันนี้จะนอนมองเฉยๆทั้งๆที่อยากกินใจจะขาด" 

 

        "นอนเฉยๆก็ขยับออกไปสิ มันหนักนะ"

 

        "จุ๊ๆ อย่าดิ้น" เสียงทุ้มกระซิบแถมกระชับแขนให้กอดคนตัวเล็กกว่าให้แน่นหนาเข้าไปอีก  " ดิ้นมากๆเดี๋ยวน้องชายตื่น ทีนี้ไม่รับประกันความปลอดภัยว่าจะแค่นอนเฉยๆได้"

 

        "ก็มัน ......"

 

        "ก็อะไร?.."

 

        "ถ้าจะนอนด้วยก็ขยับหน่อยสิ กอดแน่นแบบนี้ใครจะหลับลงเล่า" คนตัวเล็กโวยวายหนัก เมื่อเอวบางโดนกอดไว้จนแน่น ขาเรียวทั้งสองข้างโดนทับ แถมตัวหนาๆหนักๆของอีกฝ่ายก็โถมเข้ามาจนแทบแบนติดที่นอน

 

        "ไม่ละ เดี๋ยวนายหนี" ไม่ว่าเปล่ายังกระชับแขนเข้าไปอีกจนตะวันต้องโวย

 

        "ไม่หนีหรอกน่า   โอ๊ย! หายใจไม่ออกแล้ว" 

 

        พจน์ได้ยินก็หัวเราะก่อนจะคลายแขนออก แต่ก็ยังไม่ปล่อยให้คนตัวบางขยับไปไหนไกล แล้วเอื้อมมือไปกดปิดสวิทซ์ปิดไฟตรงหัวนอน ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีเสียงของลมหายใจที่ดังประสานกันเบาๆ

 

        "ไว้กลับไร่ของเราเมื่อไหร่ อยากรู้อะไรให้ถามฉันได้เลยนะตะวัน" 

 

        เสียงกระซิบที่ดังอยู่ชิดขมับทำให้คนฟังหลับตานอนนิ่ง  

 

         ...จนผ่านไปหลายอึดใจเสียงหวานจึงค่อยอ้อมแอ้มกระซิบตอบ

 

        "ครับ..." 

 

 

 

 

 

        

 

 

ความคิดเห็น