ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 9 ความลับสีดำ (100%)

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 ความลับสีดำ (100%)

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 387

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ค. 2561 15:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 ความลับสีดำ (100%)
แบบอักษร

ตอนที่ 9

จู่ๆ ธนูก็ทะลึ่งตัวลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ตั้งท่าจะเผ่นหนีเอาชีวิตรอดออกไปจากโรงพยาบาล และคงจะเป็นเช่นนั้นแน่ หากไม่ถูกคนเป็นพ่อดึงคอเสื้อเอาไว้เสียก่อน

“ทำตัวเป็นลูกผู้ชายหน่อย ฉันช่วยพูดแก้ให้แกแล้ว แต่ถ้าแกยังทำแบบนี้ ก็เท่ากับแกกำลังแสดงพิรุธเองทางอ้อม” ท่านนายพลปั้นสีหน้าเรียบเฉยประกอบคำพูด มือยังดึงคอเสื้อลูกชายไว้แน่นชนิดที่กาวตราช้างยังอาย

“โธ่พ่อ...” จอมกะล่อนตั้งท่าจะโอดครวญ แต่สุดท้ายก็จำต้องปิดปากและนั่งลงตามเดิม เมื่อได้เห็นสีหน้าท่าทางประดุจรูปปั้นประติมากรรมฝาผนังของอีกฝ่าย อันเป็นสิ่งที่สามารถยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ถึงอย่างไรเสียทุกอย่างก็ยังต้องดำเนินต่อไปตามทางของมัน

“เดี๋ยวหวานแวะกินข้าวที่บ้านด้วยกันก่อนค่อยกลับไหม?”

เสียงพูดคุ้นหูกับประโยคคำพูดที่มีสรรพนามอันคุ้นเคยดังลอยมาเข้าหู ยิ่งทำให้ธนูอยากแทรกตัวผ่านช่องว่างของกระเบื้องปูพื้น รอยแตกบนผนัง หรือไม่ก็เข้าไปซุกตัวซ่อนแอบอยู่ภายในลิ้นชักเอกสารเสียให้ได้ แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ทำได้เพียงนั่งก้มตัวหลบ โดยอาศัยบรรดาคนไข้ซึ่งนั่งเรียงรายอยู่บนเก้าอี้แถวหน้าเป็นที่กำบัง

“ทำแบบนั้นเดี๋ยวก็ยิ่งปวดแขนหนักขึ้น ทีนี้ล่ะพิการยาวเลย” คนเป็นพ่อยังคงพูดไปเรื่อยเปื่อยด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ผมยอมพิการยาวครับ”

คำตอบของธนูทำเอาคนเป็นพ่อถึงกับส่ายหน้า

“งั้นฉันช่วยอีกแรงเอาไหม?”

คำถามถัดมาจากคนเป็นพ่อทำเอาธนูสั่นหัวปฏิเสธรัวๆ เช่นกัน

“ไม่ต้องเกรงใจ ฉันยังเรี่ยวแรงเหลือเฟือ”

ใบหน้านิ่งๆ ของท่านนายพลยิ่งทำให้คนฟังอกสั่นขวัญแขวนมากขึ้นเป็นเท่าตัว

“อย่าทำผมเลยครับพ่อ ไม่อย่างนั้นพ่อจะต้องเลี้ยงดูผมไปตลอดชีวิตนะครับ ลูกต้องเป็นคนเลี้ยงพ่อถึงจะถูก พ่อคิดดีๆ นะครับ” จอมกะล่อนพยายามชักแม่น้ำทั้งห้าสิบสายมาเกลี้ยกล่อมคนเป็นพ่อเต็มที่

“เห็นบอกยอมพิการยาว ฉันก็นึกว่าแกต้องการแบบนั้นจริงๆ คราวหน้าคราวหลังพูดอะไรให้มันรู้จักคิดเสียบ้าง ไม่ใช่ว่าทุกเรื่องมันจะดีแต่ปากได้”

คำอบรมสั่งสอนของบิดาทำให้ธนูเงียบไป ต่างคน... ต่างเงียบ จนกระทั่งเสียงเรียกชื่อธนูเข้ารับการตรวจรักษาดังขึ้น และทำให้เขาจำต้องรีบลุกออกไปเพื่อไม่ให้เสียเวลาคนไข้คนอื่นๆ ที่ยังรอต่อท้ายอยู่อีกนับสิบ ขณะที่ท่านนายพลได้แต่นั่งกอดอกรอลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอยู่ด้านหน้าห้อง

ขณะเดียวกัน...

“ยังไม่พ้นขีดอันตรายหรือครับ?” เอกพลสอบถามกับนายแพทย์เจ้าของไข้ ซึ่งทำการรักษาเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกนายที่ตกเป็นเหยื่อของฆาตกรโฉด นอกเหนือจากธนู

“ใช่ครับ คงต้องรอดูอาการไปก่อน” นายแพทย์อาวุโสในชุดเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดพยักหน้ารับขรึมๆ และตอบคำถามของเอกพลอีกสองสามประโยคจึงขอตัวออกไปจากด้านหน้าห้องไอซียู

“พี่เอก...” อริศรามองพี่ชายซึ่งยืนมองประตูห้องไอซียูนิ่งด้วยความสงสารและเห็นใจ ไม่ต่างจากน้ำหวานที่ยืนมองเพื่อนสนิทและพี่ชายของเพื่อนสนิทสลับกันไปมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

“พี่ไม่เป็นไร” เอกพลหันมายิ้มอ่อนให้น้องสาวและเพื่อนสนิทของเธอ เป็นรอยยิ้มที่ดูฝืนธรรมชาติที่สุดเท่าที่เขาเคยยิ้มมา และแม้จะรู้ตัวว่าเป็นเช่นนั้นแต่เอกพลก็ไม่รู้จะทำยังไงให้มันดีกว่านี้

“พี่เอกสู้ๆ นะคะ หวานเอาใจช่วย อีกไม่นานพี่ต้องลากคอมันมาเข้าตะรางได้แน่ๆ หวานมั่นใจค่ะ!”

จู่ๆ น้ำหวานก็สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นแกนนำในการปลุกระดมกำลังใจของนายตำรวจหนุ่ม ด้วยท่าทางราวกับกำลังทำหน้าที่เป็นแกนนำทวงค่าแรงขั้นต่ำ จนอีกฝ่ายยิ้มขำออกมาได้ในที่สุด

“ขอบใจมากนะน้ำหวาน”

“ยินดีค่ะพี่เอก เห็นพี่เอกยิ้มได้หวานก็ดีใจแล้ว” น้ำหวานหัวเราะร่าเริง พลอยให้เอกพลหัวเราะตามไปด้วย แน่นอนว่าทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของอริศรา และมันก็ทำให้เธอคิดเลยเถิดไปถึงขั้นที่จะจับเพื่อนรักมาเป็นพี่สะใภ้เลยทีเดียวเชียว

“งั้นพวกเรากลับกันเถอะ กินข้าวเสร็จ พี่จะไปส่งน้ำหวานที่บ้านแล้วกัน ไม่ต้องขึ้นรถไฟฟ้าต่อไปเองหรอก” เอกพลขันอาสา เป็นสิ่งที่สุภาพบุรุษพึงกระทำ หากแต่นั่นก็ยิ่งทำให้อริศราคิดวางแผนจับคู่เป็นตุเป็นตะ

“ถ้าอย่างนั้นก็ให้หวานนั่งหน้าคู่กับพี่เอกก็ได้ค่ะ จะได้คอยบอกทาง” เธอแทรกขึ้นอย่างแนบเนียน ด้วยสีหน้าท่าทางที่พยายามปั้นแต่งให้ดูแนบเนียนที่สุดเช่นกัน ซึ่งก็ดูเหมือนจะได้ผล

“ขอบคุณพี่เอกกับอ้อมากๆ นะคะ” น้ำหวานยังคงมีสีหน้าท่าทางร่าเริงตามแบบฉบับตัวเอง โดยไม่รู้เลยว่าเพื่อนสาวคนสนิทของเธอกำลังคิดอะไรอยู่

“ไป! เดี๋ยวดึกมากคุณพ่อจะเป็นห่วงเอา” เอกพลบอกสองสาว ก่อนจะเดินนำออกไปยังลานจอดรถ แน่นอนว่าทั้งสามผ่านจุดที่ธนูเคยนั่งเล่นซ่อนแอบอยู่ ทว่าเนื่องจากจอมกะล่อนยังคงเข้ารับการตรวจไม่เสร็จสิ้น และท่านนายพลก็ปลีกตัวไปเข้าห้องน้ำ ทั้งหมดจึงคลาดกันไปอย่างน่าเสียดาย

มิหนำซ้ำ... ยังคลาดกันแค่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น

“เป็นยังไงล่ะ หมอว่ายังไงบ้าง?” คนเป็นพ่อซึ่งเสร็จสิ้นจากการปลดทุกข์แล้ว ถามขึ้นทันทีที่เห็นใบหน้าอิดโรยเพราะถูกนายแพทย์อาวุโสภายในห้องตรวจอบรมยืดยาวของลูกชาย

“บอกว่าห้ามใช้แขนข้างนั้นอย่างต่ำ 1 อาทิตย์ครับ” ธนูตอบเสียงอ่อยคล้ายกำลังจะสิ้นใจเสียตรงนั้น ตอนนั้น

“ก็ดีแล้วนี่ หรือแกอยากพิการตลอดชีวิตกันล่ะ ฉันจะได้ช่วยให้สมใจตั้งแต่ตอนนี้” คนเป็นพ่อวกเข้าเรื่องเดิมให้คนเป็นลูกเสียวสันหลังเล่นอีก

“โธ่! นั่นผมแค่เปรียบเทียบเฉยๆ พ่ออย่าคิดว่าผมอยากพิการจริงสิครับ” ธนูโอดครวญ

“ถ้าอย่างนั้นก็กลับไปนอนพักที่บ้าน 1 อาทิตย์ ตกลงตามนี้!” ท่านนายพลตัดบทแล้วเดินนำออกไปยังลานจอดรถ ซึ่งก็นับว่าเป็นโชคดีของธนูที่เอกพลขับรถออกไปแล้ว เป็นการคลาดกันเพียงเสี้ยววินาทีเช่นเคย และธนูเองก็คงขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้มันเป็นเช่นนั้น

ทว่า... บางครั้งการพบปะกันก็ไม่จำกัดว่าต้องเป็นการพบเจอหน้า

“ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย...”

เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกง ทำเอาธนูซึ่งกำลังนั่งสัปหงก มือกุมแขนข้างที่เจ็บ ถึงกับตกใจสะดุ้งเฮือกสุดตัว

“หนูอ้อโทรมาซะล่ะมั้ง” ท่านนายพลพูดขึ้นเสียงเรียบ เป็นการทำลายขวัญและกำลังใจของลูกชายจอมกะล่อนโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อนล่วงหน้า

“โธ่! พ่อครับ อย่าให้เป็นแบบนั้นสิ”คนเป็นลูกโอดครวญ ระหว่างที่พยายามใช้มือข้างที่ยังดีอยู่ล้วงกระเป๋ากางเกงที่อยู่คนละข้าง

“ถ้าอีกห้าวินาทีแกยังล้วงไม่ออก ฉันจะจอดรถล้วงให้”

น้ำเสียงอันจริงจังของคนเป็นพ่อ ทำให้ธนูรีบใช้มือข้างที่เจ็บล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาก โดยไม่สนใจว่านั่นจะทำให้มันยิ่งพิกลพิการหนักขึ้นหรือไม่

แต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับช่วงเวลาแวบแรกที่เขาได้เห็นชื่อของบุคคลทางปลายสาย

“อ้อ!!”

หัวใจอ่อนๆ ของธนูหล่นลงไปอยู่แทบเท้า ขณะที่ท่านนายพลถึงกับหลุดมาดขรึม เผลอตัวหัวเราะออกมาเสียงดังปานฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย

“เอ้า! รีบรับสิ ปล่อยให้ผู้หญิงเขารออยู่ได้ หรือจะให้ฉันรับให้ หนูอ้อเขาจะได้รู้ว่าแกพึ่งไปโรงพยาบาลกับฉันมา?”

คำพูดของคนเป็นพ่อทำให้ธนูจำต้องรีบรับสายของบุคคลที่ 3 ผู้ถูกกล่าวถึง ซึ่งกำลังกระวนกระวายในการรอการตอบรับจากเขาอยู่จนนั่งแทบไม่ติด

“เอ่อ... มีอะไรหรืออ้อ?” ธนูเป็นฝ่ายกรอกเสียงลงไปก่อน สีหน้าท่าทางของเขาในเวลานี้เต็มไปด้วยความวิตก เพราะกลัวอีกฝ่ายจะตั้งคำถามเกี่ยวกับคดีเมื่อคืน การไปโรงพยาบาลของเขาเมื่อกี๊ หรือแม้แต่คำถามสารทุกข์สุขดิบพื้นๆ อย่างสบายดีไหม เป็นยังไงบ้าง

ใช่แล้ว... นั่นก็เพราะชายหนุ่มเกลียดการโกหกเป็นที่สุดน่ะสิ!

“เปล่า... แค่จะโทรมาถามว่าพรุ่งนี้นายจะมาเรียนไหม เอ่อ... ก็แค่นั้น” อริศราตอบคำถามเสียงอ่อย ที่จริงเธออยากถามอะไรเขาอีกหลายอย่าง แต่หลายอย่างที่ว่านั่นก็ดันมาจุกอยู่ที่คอ จนทำให้เธอพูดอะไรต่อแทบไม่ได้

“คงไม่ได้ไปเป็นอาทิตย์นั่นแหละ ฉัน... เอ่อ... ยังรวบรวมข้อมูลคดีฆาตกรรมต่อเนื่องบนถนนนั่นไม่เสร็จเลย” ธนูจำต้องปดออกไป เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะตอบความจริงเกี่ยวกับสภาพอันน่าเวทนาของตัวเองในเวลานี้

“ตาบ้า! ขาดเรียนหลายวันแบบนั้น เดี๋ยวก็เรียนไม่รู้เรื่องหรอก” อริศรามิวายบ่นเสียงดังด้วยความเป็นห่วง ยิ่งทำให้ธนูรู้สึกผิดมากขึ้น

“ไม่เป็นไรหรอกน่า เดี๋ยวฉันก็ไปลอกที่เธอจดไว้เองแหละ” เขาหัวเราะกลบเกลื่อน ทว่าน้ำเสียงฟังดูแปร่งหูไม่เหมือนทุกครั้ง และมีหรือที่อีกฝ่ายซึ่งรู้จักคบหาเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กจะไม่สังเกตเห็น

“เป็นอะไรหรือเปล่า เสียงนายฟังดูแปลกๆ นะ?”

คำถามของอริศราทำเอาธนูสะดุ้งเฮือกขึ้นมาอีกรอบ เขานี่มันไม่เหมาะกับการโกหกพกลมจริงๆ ซะด้วยสิ

“ไม่มีอะไรนี่ เธอน่ะคิดมากอีกแล้วนะยัยบ๊อง!”

และวิธีกลบเกลื่อนลำดับขั้นต่อไปที่ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง นั่นก็คือการโยนความผิดไปให้ฝ่ายตรงข้ามซะ

“เปล่าสักหน่อย! แต่... ไม่มีอะไรก็ดีแล้วล่ะ ถ้ามีอะไรนายต้องรีบบอกฉันนะ”

คำพูดของอริศราเปรียบเสมือนมีดปลายแหลมที่ทิ่มแทงหัวใจให้ธนูต้องรู้สึกผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่หญิงสาวไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย

“คร้าบๆ รับทราบคร้าบคุณผู้หญิง”

ใครเลยจะรู้ว่าคำพูดติดตลกของธนูนั้น จะถูกเอ่ยออกมาผ่านใบหน้าที่เก็บซ่อนความเจ็บปวดไว้อย่างมากมาย

“ถ้างั้นแค่นี้แหละ ฉันไม่กวนแล้ว”

และแม้อริศราจะตัดสายไปนานแล้ว หากแต่ความเจ็บปวดก็ยังคงปรากฏอยู่บนสีหน้าและดวงตาของชายหนุ่มเช่นเดิม

“แกคิดว่าจะโกหกหนูอ้อเขาไปได้สักกี่น้ำกัน?”

มิวายที่คนเป็นพ่อจะตั้งคำถามแทงใจดำขึ้นมาอีกคน

“ก็... จนกว่าความจะแตก หรือไม่ก็แขนของผมหายเดี้ยงนั่นแหละครับ” ธนูยังคงตอบด้วยคำตอบและน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความทะเล้น ทั้งที่นั่นเป็นเพียงกิริยาอาการที่หวังจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกสบายใจเท่านั้น

“แล้วแต่แกก็แล้วกัน แต่ในฐานะสายสืบ แกเองก็คงจะรู้ว่าไม่มีใครหนีความจริงพ้น”

คำพูดนั้นทำให้ธนูได้แต่นั่งนิ่งอึ้ง ใช่แล้ว... เขาเองก็รู้ว่าไม่มีใครที่หนีความจริงไปได้ ทว่าทางเลือกของเขาในเวลานี้ก็มีเพียงแค่เส้นทางนี้เส้นทางเดียวเท่านั้น

“ผม... ทราบดีครับ”

ดวงตาที่แอบซ่อนความเจ็บปวดไว้คู่นั้น ปรากฏแววมุ่งมั่นลุกโชนขึ้น

เช้าวันใหม่มาเยือนอีกครั้ง พระอาทิตย์กลับมาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขัน ขณะที่พระจันทร์และหมู่ดาวดวงเล็กได้เวลาพักผ่อน ซึ่งดูจะเป็นการพักผ่อนยาวๆ ตลอดวันตลอดคืนจากการที่มวลหมู่เมฆมหาศาลได้เคลื่อนตัวเข้าปกคลุมท้องฟ้า ชนิดที่ดูท่าว่าจะไม่ยอมจากไปง่ายๆ ไม่ต่างอะไรจากธนูที่คงต้องนอนเกลือกกลิ้งไปมาอยู่บนเตียงอีกหลายวัน เพื่อรักษาแขนที่ได้รับบาดเจ็บให้หายดี และพร้อมสำหรับการไล่จับฆาตกรในครั้งต่อไป

หรือไม่ก็... เป็นเหยื่อให้คนร้ายเล่นงานอีกครั้งในครั้งต่อไป

“กว่าแขนจะหาย ฉันคงเป็นง่อยตายก่อนแน่ๆ” ธนูบ่นงึมงำอยู่คนเดียวภายในห้องนอน แขนข้างที่เจ็บอยู่ได้รับการพันผ้ายืดสำหรับลดอาการปวดบวมและวางนิ่งอยู่ข้างตัว ส่วนแขนอีกข้างก่ายอยู่บนหน้าผากของชายหนุ่ม เป็นท่าทางที่ไม่มีใครเคยได้พบเห็นมาก่อน เชิญชวนให้เก็บบันทึกเป็นภาพความทรงจำยิ่งนัก

“ธนู! โจ๊กอยู่บนโต๊ะนะ ได้ยินหรือเปล่า?”

เสียงของคนเป็นพ่อดังขึ้นที่ด้านหน้าห้อง น้ำเสียงบ่งบอกถึงความเป็นห่วงอย่างที่ไม่เคยแสดงออกมาก่อน แน่ล่ะ! ในเมื่อธนูเองก็ไม่เคยต้องนอนเจ็บอยู่ที่บ้านเป็นเวลาหลายวันแบบนี้เช่นกัน

“ครับพ่อ... ขอบคุณครับ ขับรถดีๆ อย่าหักโหมเรื่องงานนะครับ” จอมกะล่อนตะโกนตอบยาวยืด เป็นการกลบเกลื่อนให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตนไม่ได้เป็นอะไร และไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการที่แขนไม่สามารถใช้งานได้ข้างหนึ่ง

“แกก็นอนเฉยๆ อย่าได้หาเรื่องทำอะไรให้แขนมันเดี้ยงเพิ่มอีกก็แล้วกัน ฉันไปทำงานล่ะ คืนนี้อาจจะกลับช้าหรือไม่ได้กลับ หาอะไรกินเองได้หรือเปล่า?” ท่านนายพลมิวายตั้งคำถามด้วยความเป็นห่วงอีก

“ได้ครับ พ่อไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมอยู่ได้”

และแม้อีกฝ่ายจะยืนยันหนักแน่นสักเพียงใดก็ตาม ทว่าในฐานะคนเป็นพ่อย่อมรู้ดีว่าแท้จริงแล้วเบื้องหลังคำพูดนั้นแฝงอะไรไว้

“ฉันว่าแกบอกความจริงกับหนูอ้อไปจะดีกว่ามั้ง เขาจะได้มาช่วยดูแลแกได้”

คำพูดล่าสุดที่ได้ยินทำเอาธนูแทบทะลึ่งพรวดขึ้นจากที่นอน ถึงอย่างนั้นแขนข้างที่เจ็บก็ทำให้เขาได้แค่เพียงผงกหัวขึ้นตอบคำชี้แนะของพ่อเท่านั้น

“ทำแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาดครับพ่อ จะให้อ้อรู้เรื่องผมไม่ได้เด็ดขาด”

น้ำเสียงของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงจัง เสียจนท่านนายพลอดอ่อนใจในความดื้อรั้นไม่ได้

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจแก ฉันฟังธงว่าความจะต้องแตกเร็วๆ นี้แหละ แกเตรียมทำใจไว้ด้วยก็แล้วกัน”

นั่นคือสิ่งที่คนเป็นพ่อทิ้งท้ายไว้ หากแต่มันก็ไม่ใช่เสียงสุดท้ายที่ดังขึ้นในเช้าวันนี้

“พ่ออย่าบอกอ้อนะครับ ห้ามบอกอ้อเรื่องผมเด็ดขาดนะครับพ่อ!!”

เสียงตะโกนของธนูดังไล่หลังบิดาที่กำลังเดินลงบันไดบ้านมาช้าๆ แต่ไม่มีเสียงตอบรับหรือปฏิเสธของอีกฝ่ายให้พออุ่นใจว่าเรื่องแบบนั้นจะไม่เกิดขึ้น

“พ่อ! อย่าบอกอ้อนะครับ” ธนูตะโกนไล่หลังมาอีกครั้ง และนั่นคือเสียงสุดท้ายของเช้าวันนี้ที่ดังขึ้นภายในบ้านของเขา

ขณะเดียวกันที่มหาวิทยาลัย...

“นี่! อ้อ ฉันว่าอีตานั่นมองเธอแปลกๆ นะ” น้ำหวานสะกิดอริศราให้หันไปมองไอ้หน้าเข้มประจำห้อง ซึ่งนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์อยู่ที่เก้าอี้ตัวสุดท้ายของแถว ตามองจ้องมาทางอริศราจริงดังว่า มิหนำซ้ำ...

“บอกไปสิว่าเธอมีแฟนอยู่แล้ว แถมหน้าเข้มๆ แบบนี้ไม่ใช่สเปคหรอก” เพื่อนสาวคนสนิทกรอกหูซ้ำ เมื่อบุคคลที่ 3 ผู้ถูกกล่าวถึงส่งยิ้มเท่มาให้เหมือนอยากทำความรู้จัก ทั้งที่ร้อยวันพันปีที่ร่ำเรียนมาด้วยกันไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นสักครั้ง

“บ้าเหรอหวาน เขาอาจจะแค่ยิ้มทักก็ได้”  อริศรายิ้มเจื่อนๆ ตอบอีกฝ่าย แล้วรีบหันกลับไปทางด้านหน้าห้อง โดยไม่กล้าแม้แต่จะหันไปชำเลืองมองเป้าหมายอีก

“ถ้าอย่างนั้นก็ลองบอกอีตาบ้าธนูดูสิ ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าหมอนั่นจะว่ายังไง” น้ำหวานมิวายยุแหย่ยุยงให้อริศรายั่วธนูให้โมโหหึงเล่น

“ไม่เอาด้วยหรอก อีกอย่างธนูก็ไม่ใช่คนขี้หึงสักหน่อย เขาไม่รู้สึกอะไรหรอก” อริศรารีบสั่นหน้าปฏิเสธ ก่อนจะเฉไฉหันมองไปนอกหน้าต่างห้อง อันที่จริงหญิงสาวก็อยากรู้เหมือนกันว่าธนูจะรู้สึกหึงหวงบ้างไหม ทว่านิสัยประจำตัวของเธอนั้นก็ไม่ใช่คนที่ชอบยั่วให้คนรักของตัวเองเกิดอาการหึงหวงเสียด้วย

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะโทรบอกเอง!” น้ำหวานเปิดกระเป๋าถือสุดรักอย่างเบามือ แล้วหยิบโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟนของตัวเองออกมา ตั้งท่าจะโทรไปหาธนูจริงตามที่ได้พูดไว้ ทำเอาอริศราร้องห้ามแทบไม่ทัน

“อย่านะหวาน! ธนูกำลังยุ่งเรื่องสืบคดีอยู่ เดี๋ยวก็โดนเขาเอ็ดเอาหรอก” อริศราหาข้ออ้างมาพูดจนได้ แต่มีหรือที่คนอย่างน้ำหวานจะยอมฟัง

“อาไร้! หมอนั่นน่าจะต้องขอบคุณขอบใจฉันมากกว่านะ ที่คอยเป็นหูเป็นตาให้ซะขนาดนี้”

ไม่พูดเปล่า แต่น้ำหวานจิ้มหน้าจอโทรศัพท์มือถือกดโทรออกไปหาธนูทันที และรอคอยให้อีกฝ่ายรับสายอย่างใจจดใจจ่อ ระหว่างที่คิดหาคำพูดมาปั่นหัวอีกฝ่ายเล่น

“คร้าบบบบ...”

เสียงงัวเงียของธนูดังผ่านหูโทรศัพท์มา ยิ่งยั่วให้น้ำหวานหมั่นไส้หนักขึ้นกว่าเดิมสักร้อยเท่า

“ย่ะ ฉันเอง น้ำหวานเพื่อนสนิทของแฟนนาย แค่อยากจะบอกว่าตอนนี้มีไอ้หนุ่มร่วมคณะมากะลิ้มกะเหลี่ยแฟนนายอยู่ ถ้าอยากรู้รายละเอียดก็โทรกลับมานะยะ แต่ถ้าไม่สนใจ ไม่อยากรู้ ก็ต้องขอโทษด้วย”

ไม่พูดเปล่า หากแต่น้ำหวานรีบตัดสายทิ้งทันที ก่อนที่ธนูจะทันได้ตั้งตัวและตั้งคำถามใดๆ ซึ่งแน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ทำให้ธนูที่กำลังง่วงเหงาหาวนอนอย่างหนัก จากการถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากฤทธิ์ยาแก้ปวด รู้สึกหูตาสว่างโล่งอย่างฉับพลันเสียยิ่งกว่าการดวดกาแฟกระป๋องสัก 3 ลังเสียอีก

“หวาน! ไปบอกธนูแบบนั้นทำไมน่ะ มันไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อยนะ” อริศราสีหน้าไม่สู้ดีนัก เธอตั้งท่าจะบ่นเพื่อนรักให้หูชา ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายท้าพนันด้วย

“เชื่อสิ! ว่าอีตาบ้านั่นจะต้องโทรมา นับหนึ่งถึงห้ารอได้เลย หนึ่ง... สอง...” น้ำหวานเริ่มต้นนับเลขตามที่ได้ท้าพนันกับอริศราไว้ โดยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบรับเสียก่อน และไม่ทันจะได้นับถึงเลข 5 จริงดังว่า

ตื้ด... ตะ... ระ... รื้ด... ตื๊ด.... ตื๊ด!!

เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของน้ำหวานดังขึ้น หน้าจอปรากฏชื่อบุคคลปลายสายนาม ‘มนุษย์ขี้เก๊ก’ ซึ่งเจ้าของของมันใช้หมายความถึงเพื่อนจอมกะล่อนผู้ควบตำแหน่งสายสืบอัจฉริยะประจำกองปราบปราม

“นั่นไง! เห็นไหมล่ะอ้อ พูดยังไม่ทันขาดคำ” น้ำหวานเชิดหน้ายิ้มให้เพื่อนสาวคนสนิทอย่างเป็นต่อ ก่อนจะปัดหน้าจอรับสายร้อน

“ที่เธอพูดเมื่อกี๊หมายความว่ายังไง!?” ธนูกรอกเสียงเครียดๆ มาตามสาย หมดสิ้นอาการง่วงเหงาหาวนอนขนิดไม่หลงเหลือมันไว้ให้เห็น

“ก็หมายความว่า... มีคนคิดจะตีท้ายครัวนาย... ล่ะมั้ง” น้ำหวานยังคงไม่ยอมเปิดปากถึงเรื่องราวทั้งหมด เพราะตั้งใจจะปั่นหัวอีกฝ่ายต่อไปด้วยความหมั่นไส้

“มันไม่ใช่แบบนั้นนะธนู อย่าไปฟังที่หวานพูด!!” อริศราพยายามยื้อแย่งโทรศัพท์ของน้ำหวานมาพูดเสียเอง ถึงอย่างนั้นก็ดูจะไม่เป็นผล มรเมื่อมือของน้ำหวานนั้นเหนียวยิ่งกว่าเท้าตุ๊กแกเสียอีก

“ไอ้คนนั้นมันเป็นใคร!?”

เป็นคำถามจากธนูที่ทำให้ทั้งน้ำหวานและอริศราถึงกับชะงัก จากน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงอาการหัวเสียของเขาอย่างที่พวกเธอไม่เคยเห็นหรือได้ยินมาก่อน

“ก็บอกแล้วไงว่าเพื่อนร่วมคณะ ฉันจะไปรู้จักได้ยังไงล่ะยะ นายรู้จักไหมล่ะ ไอ้คนผิวเข้มๆ หลังห้องน่ะ” น้ำหวานตอบเสียงอ่อย เมื่อจับสัญญาณได้ว่าบุคคลทางปลายสายเอาจริงกว่าที่คิดไว้

“เธอไปเรียนทุกวันยังไม่รู้จัก แล้วฉันจะไปรู้จักได้ยังไงยัยจิตหลอน!”

คราวนี้คำพูดของธนูทำเอาน้ำหวานถึงขั้นตบะแตก สติแตก และอาจจะมีอย่างอื่นแตกตามมาอีกมากมาย หากเธอไม่พยายามระงับสติอารมณ์เสียก่อนล่ะก็

“ย่ะ! ก็หัดมาเรียนให้มันครบทุกวันสิยะ หรือจะรอให้หมาคาบแฟนไปรับทานก่อนมิทราบ จะบอกให้ว่าฉันไม่ช่วยหรอกนะ ถ้าหมาตัวนั้นมันเห่าน้อยกว่านายน่ะ”

คำพูดเชิงประชดประชันแดกดันของน้ำหวานทำให้ธนูกลายเป็นฝ่ายอึ้งกิมกี่ไปบ้าง

“หวาน!!” อริศราเรียกชื่อเพื่อนเสียงหลง ทำเอาคนทั้งห้องหันมามองสองสาวกันเป็นตาเดียว หมายรวมถึงไอ้หน้าเข้มหลังห้องผู้ถูกนินทาถึงด้วย

“ได้! ฉันจะไปเฝ้าของฉันเอง” ธนูรับสาสน์ท้ารบจากน้ำหวาน ถึงแม้ขณะพูดตาจะชำเลืองมองแขนเดี้ยงๆ ของตัวเองเพื่อประเมินสภาพไปด้วยก็ตาม

“มาเลยย่ะ ฉันรอเชียร์คู่แข่งของนายอยู่” น้ำหวานเองก็เชิดหน้าท้าดวลหยอยๆ ทั้งที่รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่มีทางจะได้เห็นท่าทางของเธอ ณ เวลานั้นอยู่แล้ว

“เดี๋ยวเธอก็รู้ว่าตัวเองคิดผิด!” ธนูมิวายต่อปากต่อคำให้สมกับที่ถูกอีกฝ่ายเอาไปเปรียบเทียบกับสัตว์หน้าขนประเภทเฝ้าบ้านและเห่าหอนเป็นกิจวัตร

“ดี! แล้วฉันจะคอยดู” น้ำหวานเองก็ไม่ยอมเป็นฝ่ายลดราวาศอกก่อน คล้ายต้องการจะทำสงครามน้ำลายและสงครามจิตวิทยา ซึ่งคงไม่มีใครรู้ว่าผลลัพธ์ของมันจะออกหัวหรือก้อย

“ได้! เธอคอยดูก็แล้วกัน” ธนูเองก็ดูเหมือนจะกลายเป็นคนประเภทเดียวกันไปเสียแล้ว หากแต่นั่นก็อาจเป็นเพราะอาการหึงหน้ามืดตามัวนั่นก็เป็นได้

“งั้นก็มาเลยสิยะ มัวนอนกินบ้านกินเมืองอยู่ได้ นี่มันกี่โมงกี่ยามเข้าไปแล้ว อย่ามาปฏิเสธว่านายไม่ได้กำลังนอนอยู่ ไอ้เสียงเมื่อกี๊ที่งัวเงียรับโทรศัพท์ฉันน่ะ มันบอกว่านายพึ่งตื่นนอนเพราะเสียงโทรศัพท์ที่ฉันโทรไปชัดๆ มีอะไรจะแก้ตัวไหมอีตาคนสันหลังยาว!”

เสียงแปดหลอดของน้ำหวานทะลุทะลวงโสตประสาทและเยื่อแก้วหูของธนู เข้าไปถึงหูชั้นใน รวมทั้งสั่นสะเทือนกระดูกทั้ง 3 ชิ้น ทว่าสิ่งที่ดูจะได้รับความกระทบกระเทือนที่สุดกลับเป็น... หัวใจ

“มีเรียนแค่ภาคเช้า ฉันจะไปทันได้ยังไงยัยจิตหลอน เธอไม่รู้อะไรอย่ามาพูดมากดีกว่า!”

เป็นครั้งแรกที่ธนูแก้ตัวน้ำขุ่นๆ เพื่อปกปิดเรื่องสภาพอันไม่เอื้ออำนวยของตัวเอง ทั้งที่รู้ดีว่าการที่เขารับคำท้าของน้ำหวานเมื่อครู่ ก็เท่ากับเลือกยอมรับความเสี่ยงของการที่อริศราจะล่วงรู้ไปถึงสิ่งที่เขาพยายามปกปิดเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ก็ตามที

“ทำไมจะมาไม่ทัน ถ้านายคิดจะมาจริงๆ อย่ามาหาข้ออ้างหน่อยเลยย่ะ คอยดูนะ ถ้าวันนี้หมอนั่นมาจีบเพื่อนฉันล่ะก็ ฉันจะใส่ถาดประเคนให้ไปเลย” น้ำหวานไม่ได้แค่แกล้งขู่ธนู เรื่องนี้จอมกะล่อนเองก็รู้

“จะบ้าเหรอหวาน พูดอะไรของเธอน่ะ ไปกันใหญ่แล้วนะ!!” อริศราเป็นเดือดเป็นร้อน ใบหน้าแดงด้วยความโกรธ เธอโกรธและโกรธน้ำหวานจริงๆ ที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสิ่งของที่จะยกให้ใครก็ได้

“ก็อีตานี่...” น้ำหวานเสียงอ่อย พลางเหลือบมองเพื่อนสาวของเธอด้วยอาการสำนึกผิด เสมือนพึ่งรู้สึกตัวว่าตนทำอะไรลงไป

“พอได้แล้ว! ทั้งคู่นั่นแหละ! พอกันที!” อริศราโกรธจนหน้าดำหน้าแดงหน้าเขียวพอๆ กับท่านนายพลตอนโมโหลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตัวเอง ทว่าจุดที่แตกต่างกันอาจเป็นความถี่ในการเกิด เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่น้ำหวานเห็นเพื่อนสาวของเธอแสดงอาการแบบนี้ เช่นเดียวกับธนูที่แม้จะไม่เห็นสีหน้าท่าทางของคนรัก แต่เขาก็รู้อยู่แก่ใจว่าเธอโกรธมากแค่ไหนกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“อ้อ...” ธนูเรียกชื่อเธอผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยหารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายนั้นเดินหนีออกไปด้านนอกห้องแล้ว

“เดินหนีออกไปจากห้องแล้ว” น้ำหวานบอกคนปลายสายเสียงอ่อย ไม่เหลือมาดทระนงเมื่อครู่หลงเหลือให้เห็น

“ตามไปสิ! อย่าให้คลาดสายตาเด็ดขาดนะ เดี๋ยวฉันจะออกไป” ธนูออกคำสั่งกับน้ำหวานเสียงเข้ม ด้วยเพราะยังจดจำเรื่องที่เอกพลฝากฝังเอาไว้ได้ ถึงแม้สภาพร่างกายของเขาในตอนนี้จะไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไหร่ก็ตามที

“รู้แล้วล่ะน่า!” น้ำหวานตอบสวน น้ำเสียงกระเง้ากระงอดพอกันกับสีหน้าท่าทาง ก่อนจะคว้ากระเป๋าสะพายวิ่งตามอริศราออกไปจากห้องเรียน โดยมีสายตาของไอ้เข้มหลังห้องมองตามไปติดๆ และอีกไม่กี่วินาทีต่อมามันก็หายไปจากเก้าอี้ประจำอย่างเงียบเชียบและรวดเร็วโดยไม่มีใครรู้

...แม้แต่ลางสังหรณ์อันแม่นยำของธนูก็ไม่ได้ทำงานเพื่อการณ์นี้!!

ความโกรธระคนเสียใจทำให้อริศราวิ่งออกจากห้องเรียนไปอย่างรวดเร็ว จนแทบจะชนกับนักศึกษาคนอื่นๆ ที่เดินผ่านไปมาบริเวณระเบียงตึก ขณะที่น้ำหวานเองก็เดินแกมวิ่งตามเพื่อนสาวคนสนิทชนิดขาแทบขวิดเช่นกัน

“อ้อ! รอด้วยสิ” น้ำหวานวิ่งพลางเรียกชื่อเพื่อนไปด้วย แม้อีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะหยุดรอเลยก็ตามที ดูท่าว่างานนี้อริศราจะโกรธแบบเป็นจริงเป็นจังและคงไม่หายโกรธง่ายๆ เสียด้วย

“อ้อ... ฉันขอโทษ ยกโทษให้ฉันเถอะนะ”

เสียงพร่ำกล่าวคำขอโทษของน้ำหวานดังตามหลังอริศราไปตลอดทาง ทว่าสักพักก็เงียบไปโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้นึกเอะใจใดๆ ว่าเป็นเพราะอาการท้อแท้หรือสาเหตุอื่นนอกเหนือจากนี้กันแน่ อริศรายังคงเดินเร็วห่างออกไปเรื่อยๆ เธอตั้งใจจะหลบไปนั่งอยู่คนเดียวที่ไหนสักที่ และยังคงไม่รู้ตัวว่ามีใครอีกคนกำลังติดตามเธออยู่ห่างๆ แทนน้ำหวาน ซึ่งจู่ๆ ก็หายไปจากทางเดินภายในมหาวิทยาลัย ราวกับข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่หายไปจากสารบบ เสมือนกำลังจะถูกลบทิ้งจากผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในห้องมืด

“ธนู... จะมาจริงๆ หรือเปล่านะ ฉัน... สำคัญกับหมอนั่นขนาดไหนกัน?”

เป็นคำถามที่อริศราตั้งขึ้นกับตัวเอง โดยที่ไม่อาจหาคำตอบให้มันได้ ในเมื่อมีเพียงเจ้าของชื่อซึ่งบัดนี้กำลังขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์และพยายามสวมหมวกกันน็อคด้วยท่าทางทุลักทุเลเท่านั้น ที่ล่วงรู้ถึงสภาพอันน่าเวทนาของตัวเอง ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ไม่ได้ต่างกันกับอริศรานัก ในเมื่อเขาเองก็ไม่รู้เลยว่าตัวเองต้องพบเจอกับอะไรที่คาดไม่ถึงบ้าง ณ จุดหมายปลายทางข้างหน้า

บรื้นนนนน!!

ในที่สุด มอเตอร์ไซค์คันเก่งของธนูก็พุ่งทะยานออกไปจากหน้าบ้านของเขาอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็ไม่ใช่แค่เพียงความรีบร้อนจากอาการไฟลนก้นของเจ้าของของมันอย่างเดียว หากแต่เป็นเพราะอาการบาดเจ็บที่ทำให้เขาบังคับมันไม่ถนัดมือนักด้วย กว่าจะไปถึงที่หมายธนูคงต้องสวดมนต์ภาวนาขอพรแม่แก้วของเขาบนสวรรค์ไปตลอดทางเป็นแน่ๆ

เวลาเดียวกัน...

“เอ็งคิดจะหักหลังข้าหรือไง!?”

เสียงหนึ่งดังเบื้องหลังอริศรา ทว่าเธอก็เอาแต่คิดถึงเรื่องของธนู จนไม่ได้สนใจจะฟังมัน แม้ว่านั่นอาจเป็นบทสนทนาที่เกี่ยวข้องกับเธอโดยตรงก็ตาม

“เอ็งหมายถึงเรื่องอะไร?”

อีกเสียงดังโต้ตอบกลับไปอย่างใจเย็น พอๆ กับสีหน้านิ่งๆ ของเจ้าของคำพูด คล้ายกับว่าตนไม่เคยสะทกสะท้านให้กับสิ่งใดบนโลก

“ก็ที่เอ็งกำลังทำอยู่นี่มันอะไร ข้าบอกแล้วไงว่าวันนี้ข้าไม่มียาแล้ว อีกอย่างข้ารายงานลูกพี่ไป ลูกพี่บอกให้จัดแม่นี่ไว้ทดลองยาตัวใหม่ด้วย” ไอ้ตี๋ตาตี่เข้าไปยืนขวางไอ้หน้าเข้มด้วยท่าทางไม่พอใจ พร้อมกับยกลูกพี่ขึ้นมาอ้าง ทั้งที่หากเป็นมันก็คงฉวยโอกาสทำเรื่องชั่วๆ แบบนี้ไม่ต่างกัน และครั้งนี้ก็มาจากความไม่พอใจของมันล้วนๆ เนื่องจากมันเองก็หวังจะเคลมอริศราก่อนหน้าใครเช่นกัน

“ทำไมต้องรอ โอกาสกำลังมา แค่เอาแม่นี่ไปเก็บไว้ไม่เห็นจะเสียหาย ยิ่งกำลังทะเลาะแยกกันเดินกับยัยเพื่อนซี้ปากลำโพงนั่น ยิ่งต้องรีบกอบโกย” ไอ้เข้มให้เหตุผลหน้าตาเฉย ราวกับไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง แม้ว่าไอ้ตี๋จะหรี่ตาตี่ๆ ของมันมองอย่างจับผิดก็ไม่พบพิรุธใดๆ นอกจาก...

“เอ็งนั่นแหละที่จะทำให้แผนของข้าเสีย” ไอ้ตี๋มิวายหาเรื่อง แต่ครั้นจะกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายเข้ามาจ้องตาแบบเต็มสูตร ก็กลับถูกปัดมือออกด้วยท่าทีเย็นชา

“ถ้าไม่พอใจก็ไปฟ้องลูกพี่เลย ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าระหว่างแผนของข้ากับแผนของแก ลูกพี่จะพอใจแผนไหนมากกว่ากัน”

คราวนี้คำพูดของไอ้เข้มทำเอาไอ้ตี๋ชะงัก และทำได้แค่กัดฟันกรอดระหว่างที่มองตามหลังอีกฝ่ายไปอย่างเงียบๆ เพราะมันเองก็ตั้งใจจะหักหลังลูกพี่ไม่ต่างกัน ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่ามันจะยอมแพ้ง่ายๆ แค่นี้

ทั้งคู่เดินตามหลังอริศราไปห่างๆ ในระยะที่แตกต่างกัน เพื่อไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดรู้ตัวเสียก่อน ถึงแม้หญิงสาวไม่มีทีท่าว่าจะนึกสงสัย แต่พวกมันก็ต้องยึดหลักปลอดภัยไว้ก่อน โดยเฉพาะไอ้เข้มที่มีข้อมูลอยู่ในหัวว่าเธอเป็นถึงลูกสาวและน้องสาวนายตำรวจมือดี ซึ่งควรจะต้องมีไหวพริบในการเอาตัวรอดพอสมควร

แน่นอน! พวกมันไม่ได้ให้ความสนใจยัยเพื่อนซี้ปากลำโพงของเธอเลยแม้แต่น้อย ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะการอันตรธานหายไปของน้ำหวาน ชนิดที่แม้แต่อริศรายังมิอาจค้นพบก็เป็นได้

“นี่! ปล่อยฉันนะ ปล่อยฉันได้แล้ว ไม่งั้นฉันร้องจริงๆ ด้วย”

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว