#ฤาชัง

ฤาชัง ๐๗ :: ลมหวน [ ๑๐๐ %]

ชื่อตอน : ฤาชัง ๐๗ :: ลมหวน [ ๑๐๐ %]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ค. 2563 22:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฤาชัง ๐๗ :: ลมหวน [ ๑๐๐ %]
แบบอักษร

​​​​ฤาชัง 

... ๐๗ ... 

ลมหวน 

 

         หลังเหตุการณ์ในวันนั้น จากปกติที่ภฤศเป็นคนเงียบๆ อยู่แล้ว ตอนนี้ก็ยิ่งเคร่งขรึมเข้าไปใหญ่ นอกจากการไปกลับระหว่างมหาวิทยาลัยและหอพัก ภฤศก็เอาแต่เก็บตัวในห้อง ไม่ออกไปสุงสิงและพบปะผู้คนภายนอก แม้กระทั่งกับเพื่อนในชมรมเองซึ่งก่อนหน้านี้ขึ้นชื่อว่าสนิทพอดูก็พลอยโดนหางเลขไปด้วย คงมีแต่เบนจามินเท่านั้นที่พอจะเกลี้ยกล่อมให้ภฤศยอมเปิดปากคุยด้วยได้ แต่ทุกครั้งบทสนทนาก็มักจะถูกตัดฉับด้วยการที่ภฤศเป็นฝ่ายเงียบลงไปเองเสียดื้อๆ เล่นเอาหลายครั้งที่คนชวนคุยถึงกับไปต่อไม่เป็น 

         “เดี๋ยวอาทิตย์หน้าก็ได้กลับบ้านแล้วนะ จะมานั่งซึมกะทือแบบนี้อยู่ทำไม” 

         “...” 

         “เรื่องมันผ่านมาแล้ว ต่อให้ยูอยากจะกลับไปแก้ไขขนาดไหน แต่อดีตก็คืออดีต ยูเข้าใจที่ไอพูดไหม” 

         ภฤศพยักหน้าลงเบาๆ อย่างรับรู้ ใช่ เขาฉลาดพอที่จะเข้าใจทุกประโยคของเบนจามิน เขารู้ดีว่ารูมเมตตัวโย่งต้องการปลอบประโลมและให้กำลังใจเขาผ่านคำพูดดีๆ พวกนั้น แต่ไม่ว่าจะพยายามมากสักเพียงไหน ภฤศก็ไม่สามารถชะล้างความอับอายที่เกิดขึ้นเพราะฝีมือของผู้ชายซึ่งได้ชื่อว่ารักสุดหัวใจได้อยู่ดี 

         “แล้วจะบินกลับมาเที่ยวที่นี่บ้างหรือเปล่า ยูไม่อยู่ ไอคงเหงาแย่ แบบว่าไม่มีใครมาช่วยใช้น้ำ ใช้ไฟน่ะ” 

         “อืม ยังไงก็ต้องได้กลับมาอยู่แล้ว” 

         ภฤศตอบรับเสียงอ้อยอิ่ง ทั้งหมดนั่นมันคือความจริง เขาวาดฝันไว้ว่าถ้ากลับไปรับราชการที่ประเทศไทยและนำเอาความสามารถทั้งหมดที่ได้ร่ำเรียนจากที่นี่ไปเป็นตัวช่วยในการไต่เต้าให้ได้อยู่ในระดับหัวหน้า ถ้านำไปบวกกับเส้นสายของทางคุณพ่อสักเล็กน้อย ตัวภฤศเองก็มั่นใจเหลือเกินว่า การตั้งต้นและสร้างครอบครัวกับสไบทิพย์โดยเป็นพลเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายของที่นี่ คงทำได้ไม่ยากเย็น 

         “พูดแล้วนะ ยังไงถ้ามาก็คอลมาบอกล่วงหน้าด้วย เดี๋ยวไอไปรับที่สนามบิน” 

         “อือ ได้สิ” 

         ภฤศยิ้มรับให้ความใจดีของเบนจามิน แม้จะไม่อยากกลับไปเห็นหน้าผู้ชายใจยักษ์ชื่อปฐวี แต่การแต่งงานของเขาและสไบทิพย์ก็ใกล้จะถึงกำหนดเข้าไปทุกที และครั้งนี้...ฤกษ์งามยามดีจะไม่ถูกเลื่อนออกไปเพราะเหตุผลร้อยแปดพันเก้าที่ทั้งเขาและเธอต่างพร้อมใจพากันยกเอามาอ้างกับคุณหญิงแม่ก่อนหน้านั้น   

         นั่นคืออีกเรื่องหนึ่งที่ภฤศยังคิดไม่ตก เพราะแม้จะขึ้นชื่อว่าเรียนเก่งไม่เป็นสองรองใครในคลาส แต่เขาเองก็ไม่รู้ว่าควรจะทำสีหน้าแบบไหน... 

  หากต้องเผชิญหน้ากับผู้ชายที่ทั้งรักทั้งเกลียดอย่างปฐวี ในงานแต่งงานของตัวเอง 

 

         “ลูกกล้า แม่ว่าหูกระต่ายสีเลือดหมูแบบนี้สวยมาก นอกจากจะเป็นสีมงคลตามที่ซินแสบอกไว้แล้ว ยังช่วยขับสีผิวของลูกได้ดีมากเลยนะคะ ใจลูกอย่างได้แบบไหนมากกว่ากัน ระหว่างเนกไทสีขาวอันนั้นหรือหูกระต่ายอันนี้” 

         “ลูกแล้วแต่คุณแม่เลยครับ” 

         ภฤศรับคำเงียบๆ เมื่อคุณหญิงแม้นนฤมาศนำหูกระต่ายสีเลือดหมูมาทาบลงบนเสื้อสูตทักซิโดสีดำสนิทซึ่งเขากำลังสวมใส่อยู่ในตอนนี้ อีกไม่กี่อึดใจก็จะถึงวันลั่นระฆังวิวาห์ระหว่างเขากับสไบทิพย์แล้ว การจัดงานแต่งงานดำเนินการสำเร็จลุล่วงไปแล้วมากกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ กำหนดพิธีการทั้งหมดถูกตระเตรียมไว้โดยคำสั่งของผู้ใหญ่จากทั้งสองครอบครัว และถึงแม้ภฤศจะเป็นถึงเจ้าบ่าวของงานนี้ ทว่ากลับทำได้เพียงพยักหน้าเออออเห็นดีเห็นงามไปกับสิ่งที่คุณหญิงแม้นนฤมาศคิดเอาไว้แล้วเท่านั้น 

         “ลูกกล้าไม่ต้องเสียใจไปนะลูก ถึงพี่ดินของเราจะไม่ได้มาร่วมงานด้วย แต่แม่เชื่อว่ายังไงพี่เขาก็ต้องยินดีกับเราแน่ๆ ถึงตัวพี่เขาจะไม่มา แต่ยังไงใจพี่เขาต้องฝากมาให้ลูกกล้าของแม่แน่นอน” 

         “ลูกไม่ได้คิดมากกับเรื่องหยุมหยิมพวกนั้นอยู่แล้วครับ พี่ดินจะมาหรือไม่ ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับลูก” 

         “อะไรกัน ลูกกล้ากับพี่ดินออกจะสนิทกันมากแท้ๆ ทำไมถึงพูดจาใจร้ายขนาดนี้ นี่หรือว่าลูกงอนพี่เขาอยู่น่ะหืม” 

         “เปล่านะครับ ลูกไม่ได้กำลังงอนใครเสียหน่อย” 

         คนถูกคาดคั้นตอบกลับตามจริง ตอนนี้ไม่ว่าปฐวีจะทำอะไร ก็ไม่ได้มีอิทธิพลต่อชีวิตหรือหัวใจของภฤศอีกแล้ว คุณหนูราชนิกุลสูงศักดิ์เพ่งมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกห้องลองเสื้อด้วยสายตาเด็ดเดี่ยวเข้มแข็ง พลางลอบถอนหายใจออกมายาวเหยียดราวกับกำลังระบายเรื่องกลัดกลุ้มสุมอก นี่มันดีกว่าที่คิดเสียอีก ที่ปฐวีแจ้งครอบครัวของเขาไว้ล่วงหน้าว่าติดภารกิจฝึกพิเศษอยู่ที่โรงเรียนตำรวจและคงไม่สามารถกลับมาร่วมงานแต่งงานของเขาได้ ไม่อย่างนั้นคนที่หัวใจไม่อยู่กับตัวคงจะเป็นใครไปไม่ได้... 

         นอกเสียจากตัวเขาเอง 

          

         หลังจากกลับมาจากร้านตัดชุดแต่งงานกับคุณหญิงแม้นนฤมาศ ภฤศก็ขอปลีกวิเวกขึ้นมาขลุกตัวอยู่ในห้องนอนของตัวเอง เพราะใช้พลังงานแทบทั้งวันบวกกับอาการเจ็ตแล็กที่ยังคงหลงเหลือ ทำให้เวลานี้ภฤศรู้สึกเพลียง่ายกว่าปกติ เขารีบจัดการอาบน้ำแต่งตัว ก่อนจะมานอนแผ่หลาบนเตียงขนาดคิงไซซ์ กลิ่นหอมฟุ้งจากผ้าปูที่นอนช่วยให้ภฤศรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก แต่ถึงจะนอนเกลือกกลิ้งไปมาอย่างไรก็ไม่สามารถข่มตาหลับลง ด้วยยังไม่ได้ดื่มนมอุ่นสักแก้วก่อนนอนอย่างเช่นที่เคยทำประจำทุกคืน 

         ยามดึกสงัดที่ได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่าน ภฤศค่อยๆ เดินทอดน่องจากชั้นสองของตัวคฤหาสน์มายังห้องครัวซึ่งตั้งอยู่ด้านหลัง เพราะเวลาแบบนี้ทุกคนในคฤหาสน์จะเข้านอนกันหมด ภฤศจึงต้องทำอะไรด้วยความระแวดระวังมากกว่าปกติ คุณหนูประจำคฤหาสน์เปิดตู้เย็นหยิบนมสดขึ้นมาตั้งหม้ออุ่น ก่อนจะเทใส่แก้วเซรามิคซึ่งถูกเตรียมไว้อย่างดิบดี 

         “ยังติดนิสัยดื่มนมก่อนนอนอยู่อีกเหรอ ไอ้คุณหนู” 

         “พะ...พี่ดิน” 

         “เออ กูเอง” 

         “พี่กลับมาตั้งแต่ตอนไหน ไหนบอกว่ามาไม่ได้ไง” 

         “ก็แอบหนีมาสิวะ ถามได้” 

          ปฐวีตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบเพิกเฉย คงเพราะฝึกหนักมากพอดู เวลานี้สีผิวของปฐวีถึงได้ดูเข้มขึ้นไปถนัดตา ภฤศจ้องผู้ชายที่ยังคงนิสัยโผงผางเสมอต้นเสมอปลายตรงหน้าตาไม่กะพริบ และยังไม่ทันได้เอ่ยคำถามคาใจ ก็จำต้องถอยกรูดจนหลังชนข้างฝา ยามอีกฝ่ายย่างสามขุมตรงเข้ามาใกล้ 

         “จะทำอะไร” 

         “ทำไม กลัวหรือไง” 

         “ปละ...เปล่า ไม่ได้กลัว ว่าแต่พี่มาทำอะไรที่นี่” 

         “ก็กลับมาดูหน้าเมียตัวเอง มันผิดตรงไหน” 

         “พี่กำลังหมายถึงสาวใช้บ้านตรงข้ามน่ะเหรอ” 

         “กูหมายถึงมึงต่างหาก” 

         ไม่รอให้คนถามถึงบางอ้อ ปฐวีก็ดึงร่างของภฤศที่ยังทำหน้างงงวยเข้ามากกกอด ลอบสูดเอากลิ่นหอมอ่อนๆ บนเนื้อนิ่มเข้าเต็มปอดอย่างแสนคิดถึง และจัดการประทับจูบบนซอกคอขาวเบาๆ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังส่อแววพยศ 

         “ปล่อยนะพี่ดิน” 

         “ขยะแขยงนักหรือไง หรือว่ามึงเสร็จไอ้ต่างชาติไปแล้ว ถึงได้กล้าปฏิเสธน้ำพริกถ้วยเก่าอย่างกูนัก” 

         “แล้วทีตัวเองละ ส่งวิดีโอต่ำๆ ไปประจานสันดานดิบของตัวเอง มันสมควรแล้วหรือไง” 

         “กูแค่ต้องการประกาศให้รู้ไว้ ว่ามึงเป็นเมียใคร” 

         “สันดานเลวๆ ของพี่มันแก้ไม่หายจริงๆ สินะ อย่างนั้นก็ปล่อยเราเดี๋ยวนี้ เราบอกให้ปล่อย...” 

         “ปล่อยให้โง่หรือไงวะ” 

         ภฤศขัดขืนหัวชนฝา ขณะปฐวีเองก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้ง่ายๆ คนตัวโตกว่าอาศัยความได้เปรียบของพละกำลัง ฉุดกระชากร่างนวยแน่งให้ลอยหวือพาดบ่า ก่อนจะเดินจ้ำพรวดพาไปยังเรือนเล็กด้านหลังคฤหาสน์ซึ่งเป็นที่ซุกหัวนอนโทรมๆ ของตัวเอง 

         “ไอ้พี่ดิน ไอ้บ้า ปล่อยนะ” 

         “เงียบๆ สิวะ เดี๋ยวทั้งบ้านก็ตื่นมากันหมด” 

         ปฐวีว่าพลางวางตัวภฤศลงบนเตียงนอนอย่างเบามือ ก่อนจะจัดการลงกลอนประตูและถอดเสื้อชั้นนอกซึ่งเหม็นกลิ่นสาบเหงื่อของตัวเองทิ้งลงบนพื้น 

         “เราไม่ได้รักพี่ดินแล้ว” 

         สุ้มเสียงของภฤศนั้นแผ่วเบาราวกับว่ามันสามารถดังขึ้นได้แค่ในลำคอ ปฐวีถึงกับชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินแบบนั้น หากทว่าก็ไม่ได้หยุดปลดเปลื้องอาภรณ์ตัวนอกของตัวเองทิ้ง เมื่อเหลือเพียงกางเกงชั้นในตัวเดียวที่ปกปิดร่างกายอยู่ ปฐวีจึงเดินนวยนาดเข้าไปทรุดตัวนั่งบนลงบนเตียง ก่อนจะยกฝ่ามือสากกรำจับลำคอขาวของภฤศไว้มั่น 

         “อย่ากล้าพูดว่าไม่รัก ด้วยสีหน้าเย่อหยิ่งจองหองแบบนั้น” ปฐวีโน้มหน้าเข้าไปกระซิบข้างใบหูขาวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “อย่ามาโกหกตอแหล เพราะหัวใจมึงมันอ่อนแอจนไม่มีวันหลอกคนอย่างกูได้” 

         “จะต้องให้ย้ำอีกกี่ครั้ง เราก็จะยืนยันว่าเราไม่ได้รักพี่ดินแล้วจริงๆ” 

         “...” 

         “คือ...อย่างน้อยก็ไม่ได้รักแบบผิดผีเหมือนตอนนั้น ตอนนี้เราคิดกับพี่ดินแค่พี่น้อง เพราะฉะนั้น...อื้อ” 

         ประโยคบอกเล่าถูกทำให้กลืนหายไปในลำคอ เวลานี้มีเพียงอากาศเท่านั้นที่ภฤศได้รับสิทธิ์ให้กอบโกยเข้าปอด รสจูบดิบเถื่อนซึ่งประทับลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัวของปฐวี ทำเอาเจ้าของร่างนวยแน่งถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง แม้จะมึนงงอยู่บ้าง แต่พอถูกความหื่นกระหายไล่ต้อนจนจนมุม สุดท้ายก็ยินยอมเผยอปาก เปิดทางให้เกลียวลิ้นร้อนของคนป่าเถื่อนเข้ามาลิดรอนอิสระ 

         “อึก” 

         “เคยบอกแล้วใช่ไหม ว่าให้จำจูบนี้เอาไว้ให้ดี” 

         “เราไม่ใช่คนโง่” 

         “แล้ว?” 

         “ก็จำได้หมดนั่นแหละ เราจำได้ว่าพี่ดินเคยพูดและทำอะไรกับเราเอาไว้บ้าง” 

         “ถ้าจำได้หมด แล้วทำไมถึงได้ทำตัวโง่แบบนั้น” 

         “...” 

         “ทำไมถึงกล้าพูดว่าไม่รัก ทั้งที่หัวใจมึงเต้นดังขนาดนี้” 

         คำถามของปฐวี เป็นคำถามที่ทำเอาภฤศถึงกับต้องหลบเลี่ยงสายตา ทว่าเอียงอายได้ไม่นาน ปลายคางมนก็ถูกมือสากกรำของอีกฝ่ายช้อนให้เชิดขึ้น เลยกลายเป็นว่าภฤศจำต้องสู้หน้ากับคนใจร้าย โดยไม่มีหนทางหลีกหนี 

         ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไร ที่ชุดนอนผ้าแพรอย่างดีถูกถอดออกไปกองอยู่ตรงปลายเท้า กว่าจะรู้ตัวอีกที ร่างนวยแน่งของภฤศก็โดนปฐวีขึ้นคร่อมเข้าเสียแล้ว ความคิดถึงใจจะขาดซึ่งสู้อุตส่าห์ปกปิดมันไว้ กลับกลายมาเป็นส่วนหนึ่งซึ่งทำให้ภฤศยอมปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสัมผัสของปฐวี และน่าแปลกเหลือเกิน ที่มันอ่อนโยนมากเสียจนอดสงสัยไม่ได้ว่าคนบนร่างใช้ปฐวีจริงๆ หรือเปล่า 

          มันไม่ได้รุนแรงทว่ายังคงหนักหน่วงเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา กลิ่นกายของปฐวีไม่ใช่กลิ่นกายที่หอมรวยรินราวกับน้ำหอมราคาแพงของเคานต์เตอร์แบรนด์พวกนั้น ทว่ากลับเป็นกลิ่นที่ภฤศรู้สึกคิดถึงมากที่สุด เรียกอีกชื่อว่ากลิ่นของความสบายใจก็คงไม่แปลก ปลายจมูกโด่งกดลงตรงบริเวณสันกรามซึ่งครั่นคร้ามไปด้วยหนวดเครา ขณะที่มือเรียวก็ยังลูบไล้ไปทั่วมัดกล้ามแน่นด้วยความหลงโงหัวไม่ขึ้น 

         “พี่ดิน อ๊ะ” 

         เจ้าของกายบางสะดุ้งโหยงยามถูกคนบนร่างกระทำการเอาคืนทั้งต้นทั้งดอก ปฐวีจัดการชำเราสัดส่วนน่ารักของภฤศจนมันแข็งขืนตั้งชัน ทว่าสู้มือไม่นานนักก็โดนกำราบจนสารคัดหลั่งพวยพุ่งออกจากส่วนปลายโค้งมน ทั้งอุ่นร้อนและเหนอะหนะในเวลาเดียวกัน หากเป็นเมื่อก่อนคงคิดหาคำตอบให้ตัวเองแล้วว่าจะชอบผู้ชายที่มีไอ้นั่นเหมือนกันได้อย่างไร ทว่าน่าแปลกที่ตอนนี้ปฐวีกลับไม่ได้รู้สึกรังเกียจเลยสักนิด 

         หลังจากที่ปล่อยให้ภฤศได้มีเวลาพักหายใจหายคอ ไม่นานนักปฐวีก็โน้มใบหน้าลงไปมอบจูบดิบเถื่อนให้คนใต้อาณัติ ลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปในโพรงปาก โรมรันพันตูอยู่นานสองนาน ขณะที่สองมือเคลื่อนไปบดขยี้ยอดอกสีสวยซึ่งชูชันบวมเต่ง ไกล่เกลี่ยลูบไล้ไปมาอย่างนึกลำพองใจ แล้วจึงอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายเผลอไผลยกเอาเรียวขาขาวสองข้างพาดขึ้นบ่า 

         จัดการสอดนิ้วเข้าไปเบิกทางให้รูสวาทแสนคับแคบชั่วครู่ ก่อนจะเริ่มเบียดเสียดความเป็นชายแสนใหญ่โตเข้าไปแทนที่ เชื่องช้าเนิบนาบในคราวแรกและตะบี้ตะบันตำราวกับปลากระดี่ได้น้ำในคราวหลัง โหย่งยกกระดกสะโพกกดเข้าจุดเสียวซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนคนรองรับอารมณ์ถึงกับแข้งขาอ่อนระทวย จับนอนหงายก็หงาย จับนอนคว่ำก็คว่ำ มีเพียงภายในที่มีแรงกระตุกตอดสู้ถี่ยิบจนคนกระทำยิ่งกักเก็บความต้องการไว้ไม่ไหว โหมกระหน่ำซอยถี่จนเสียงน่าอายดังสะท้าน 

         “อื้อ ลึกๆ กว่านี้...ขอร้อง แรง อึก...แรงอีก” 

         เสียงยั่วยวนเชิญชวนให้ลุ่มหลง ปฐวีหน้ามืดเพราะอดอยากปากแห้งมาช้านาน ระหว่างฝึกพิเศษที่โรงเรียนตำรวจเขาไม่เคยไปปลดปล่อยความกำหนัดกับใครหน้าไหน และในเมื่อภฤศกลับมาถึงไทย จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ปฐวีรู้เพียงว่าอีกฝ่ายต้องตกเป็นของเขาเท่านั้น 

         ไม่นานนักกามกิจก็สำเร็จเสร็จสมอารมณ์หมาย ปฐวีกดแช่ท่อนลำไว้ในร่องทางสีสด ก่อนจะถอดถอนออกมาอย่างเชื่องช้าด้วยรู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย พอเห็นว่าภฤศนั้นชิงหลับไปก่อนแล้วจึงลอบยิ้มอ่อนโยนมุมปาก แล้วจัดแจ้งท่วงท่าให้อีกฝ่ายได้นอนหลับสบายมากยิ่งขึ้น ใช้สายตายากจะอ่านแอบจ้องมองอยู่นาน จากนั้นก็พาตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทราตามภฤศไปติดๆ 

         “...” 

         ยามราตรีกาลที่มืดสนิท นัยน์ตากลมโตชำเลืองมองเจ้าของร่างกำยำซึ่งกำลังกกกอดตัวเขาไว้ในอ้อมแขน พอได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอซึ่งเป็นตัวย้ำเตือนชั้นดีว่าปฐวีในยามนี้ได้หลับไปแล้ว ภฤศจึงอาศัยจังหวะนั้นค่อยๆ ลุกลงจากเตียง ก่อนจะจัดแจงสวมใส่เสื้อผ้าที่ถูกอีกฝ่ายถอดทิ้งอย่างระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียง เสร็จสรรพก็พาตัวเองเดินมาถึงบานประตู พอปลดกลอนออกเตรียมจะหนี หัวใจเจ้ากรรมก็ยังมิวายสั่งให้หันกลับไปมองผู้ชายใจร้ายที่นอนหลับไม่รู้อิโหน่อิเหน่อยู่บนเตียง 

         “ลาก่อนนะ...พี่ดิน” 

         นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ภฤศเอ่ยลากับชายผู้เป็นดังรักแรกของหัวใจ 

         ครั้งสุดท้ายที่จะยอมปล่อยให้ร่างกายเป็นของผู้ชายชื่อปฐวี 

         และครั้งสุดท้ายที่จะยินยอมให้ผู้ชายคนนี้เข้ามาย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นคน 

 

 

[ ๑๐๐ % ] 

#ฤาชัง 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว