ถ้าใจจะหื่น กี่หมื่นคำโปรย ก็...โอ้ย... ไม่จำเป็น!!

#7 : ใช้แล้วทิ้ง (25%) (รีไรท์)

ชื่อตอน : #7 : ใช้แล้วทิ้ง (25%) (รีไรท์)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 197.9k

ความคิดเห็น : 361

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ม.ค. 2564 19:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
#7 : ใช้แล้วทิ้ง (25%) (รีไรท์)
แบบอักษร

# 7

ใช้แล้วทิ้ง

แม่โทรหาเธอครั้งสุดท้าย........... ฟองสมุทรลืมไปแล้วว่าเมื่อไหร่

ร้อยวันพันปีพิมพ์พิศไม่เคยคิดจะกริ๊งกร๊างหา ริงโทนซิมโฟนีหมายเลขห้าอันเพราะพริ้งที่ตั้งไว้จึงเป็นหมันมาตลอด... จนกระทั่งวันนี้ หญิงสาวนึกขอบคุณมารดาอยู่ในใจที่โทรมาได้จังหวะ แต่นึกหวั่นเช่นกันว่าจะมีเรื่องร้ายแรงอะไรหรือไม่

“...ฟองสมุทร... ผู้ช่วยของฉันเพิ่งส่งข่าวเธอกับผู้ชายคนนั้นมาให้...”

สรรพนามอันห่างเหินดำเนินมาหลายปี คนฟังไม่ชินสักที แต่เธอซ่อนอารมณ์ไว้ใต้เสียงสูงจัดเป็นเชิงถาม

“คะ? ผู้ชายคนไหน”

“...อย่าบอกฉันว่าเธอมีหลายคนจนจำไม่ได้ว่าคนไหน...” ปลายสายกล่าวด้วยเสียงโมโนโทนผิดใจความอันเสียดสี “...เมื่อตอนค่ำเธอไปกินอะไรกับใครมา แม่เยาว์ถึงได้โทรมาปลุกฉันกลางดึก เล่าฉอดๆ เป็นฉากๆ อย่างกับไปหมอบฟังอยู่ใต้เก้าอี้ กรี๊ดแล้วกรี๊ดอีกจนหูจะแตก...”

“…”

“…หรือว่ายังไม่ได้อ่านข่าว...”

“ค่ะ ฟองเพิ่งถึงห้องเมื่อกี้นี้เอง...” เธอเหลือบมองแขกกิตติมศักดิ์ที่เดินไปกอดอกพิงผนังฟังอย่างสนใจโดยไม่คิดจะสวมอะไรสักชิ้น แล้วก็ต้องหลับตาสะบัดหน้าหนีอย่างแรง ความรู้สึกผิดผุดซึมในอก เพราะพิมพ์พิศย้ำเสมอให้เธอรักนวลสงวนตัว “...ถ้าแม่หมายถึงคิงส์ เราไปกันหลายคนค่ะ พวกพี่ๆ ที่... บ้านฝั่งโน้นก็ไปด้วย”

เธอเกือบจะเอ่ยนามสกุลอันแสลงหูมารดา แต่ยั้งทัน

“...เรื่องนั้นฉันไม่สน ฉันสนแค่ว่าเธอเป็นข่าวกับผู้ชายคนนั้น...”

“ที่ผ่านมาฟองก็...”

“...พวกเธอมีอะไรกันรึยัง...”

หญิงสาวถึงกับหายใจสะดุด ก่อนจะรีบตอบด่วนจี๋เพราะพิมพ์พิศจับโกหกเก่งยิ่งกว่าอะไร ถ้าขืนตอบผิดจังหวะเพียงนิด...

“ยังค่ะ”

ก็ไม่ได้โกหกเสียทีเดียว... ถ้านับให้ครบสูตร

“…ดี ฉันขอเตือนไม่ให้เธอคบกับผู้ชายคนนั้น…”

น้ำเสียงอันเฉียบขาดของมารดาทำให้ฟองสมุทรชำเลืองมอง ‘ผู้ชายคนนั้น’ อีกรอบ เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นเป็นคำถาม รู้แน่ว่าสองแม่ลูกกำลังคุยเรื่องบางอย่างที่เกี่ยวกับเขา แต่ไม่รู้ว่าหัวข้ออะไร...

เธอสบตาเขานิ่ง ถามกลับเสียงต่ำ

“ฟองขอเหตุผลได้ไหมคะ”

“…ตอนนี้ฉันบอกได้แค่ว่ามันสำคัญกับเธอ...”

“บอกทั้งหมดไม่ได้เหรอคะ”

“…ลองถามเขาดูสิ...” ท้ายเสียงติดจะเย้ยหยันเล็กน้อย “...ถามว่ากลับมาเขาเข้าหาเธอทำไม อาจจะหาเหตุผลได้เร็วกว่าการที่ฉันมานั่งอธิบายซะอีก เธอเป็นคนทำให้เขาเตลิดหนีไปเมื่อสองปีก่อนไม่ใช่รึ มั่นใจหรือว่าเขาจะไม่ผูกใจเจ็บแค้น...”

“เขาไม่ใช่คนแบบนั้น”

“…เสียงเธอสั่น ถ้าจะยืนยันก็ให้มันหนักแน่นกว่านี้หน่อย...” พิมพ์พิศว่า ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงนิดหนึ่ง “...คราวนี้ฉันโทรมาเตือนด้วยความหวังดี แต่คราวหน้าฉันจะไม่ปรานีเธออีก ระวังผู้ชายคนนั้นเอาไว้ อย่าเชื่อลมปากเขาให้มากนัก...”

แล้วปลายสายก็ตัดไปราวการเสวนาประสาแม่ลูกเมื่อครู่ช่างกล้ำกลืนฝืนใจสุดทน ทิ้งให้เจ้าของโทรศัพท์ยืนอึ้งเป็นครู่ใหญ่

คีตศิลป์คลายแขนแล้วเอนตัวขึ้นเต็มความสูงอย่างฉงน นับตั้งแต่รู้จักกันมา เขาเห็นฟองสมุทรคุยกับมารดานับครั้งได้ แต่ไม่มีครั้งไหนที่เธอจะดูอ่อนแอเท่าคราวนี้ หญิงสาวยกมือนวดขมับ คว่ำโทรศัพท์วางลงหลังตู้เก็บรองเท้า แล้วก็หันหลังให้เขา

“เธอโอเคไหม...”

คนถามเดินเข้าไปใกล้แล้วสวมกอดเอวคอดอย่างระมัดระวัง คางสากวางลงกับลาดไหล่บาง ฟองสมุทรโคลงศีรษะไปมา ขืนตัวจะออกจากวงแขน แต่เขาไม่ยอมปล่อย เธอจึงได้แต่ว่าด้วยเสียงอ่อนอกอ่อนใจ

“เราจะโอเคกว่านี้ถ้าคิงส์สวมเสื้อผ้าซะที”

“ไม่ชอบเหรอ สะโพกกับซิกแพคฉันติดอันดับเซ็กซี่ที่สุดในไทยเชียวนะ...” เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ประกาศศักดาของสะโพกอันแข็งแรงอีกครั้ง เพราะคนในอ้อมแขนดูเครียดจริงจังจนต้องเอ่ยถาม “...เป็นอะไรไป มีอะไรรึเปล่า”

เธออึกอัก จนท้ายก็ทอดเสียงออกมาแผ่วเบา

“แม่เราโทรมาเตือนว่า... ห้ามเราคบกับคิงส์” หญิงสาวเอียงศีรษะซบลงกับต้นแขนแน่นด้วยกล้าม “อย่าเรียกว่าเตือนเลย เรียกว่าสั่งเถอะ”

“เหตุผล?”

“ไม่ยอมบอก”

“ไหงรอบนี้มาแปลก” เขาตั้งข้อสังเกตอย่างคนที่คุ้นกันมาก่อน แต่พอจะถามต่อ ฟองสมุทรก็ดึกแขนเขาออกแล้วหันมาประจันหน้ากับคนที่ยืนโทงเทง

“ช่างเถอะ...” เธอพยายามไม่ก้มลงต่ำ วงหน้าเก๋ไก๋นั้นซ่านด้วยสีแห่งความเขินอาย หลังเผยอปากอ้า... ต้องใช้ความพยายามเป็นครู่ก่อนจะหลุดคำถามออกมาสำเร็จ “...คิงส์ล่ะ หายอัดอั้นบ้างรึยัง”

อัดอั้น...

อ๋อ

ชายหนุ่มบอกเลยว่ายัง แต่เมื่อสบสายตาอันคาดหวัง ราวเด็กขยันที่รอลุ้นผลสอบตัวโก่งว่าจะได้คะแนนเท่าไหร่ ราวลูกแมวตัวน้อยที่รอเจ้าทาสเอาใจ สำนึกอันดีทำให้เขาจำใจตอบว่า...

“หายแล้ว”

เธอยิ้มหวานพิฆาตใจ เล่นเอาคนมองหัวใจเต้นตึกตัก ก่อนจะหยุดเต้นไปจริงๆ ด้วยประโยคถัดมา

“งั้นคิงส์กลับห้องไปก่อนนะ” เธอดันไหล่เขาออก บุ้ยหน้าไปทางเสื้อผ้าที่กองในห้องนั่งเล่น แล้วเอ่ยคำลาชัดเจน “เจอกันวันพรุ่งนี้”

สามนาทีหลังจากนั้น ท่ามกลางความอิดออดอย่างสุดซึ้ง เขาก็ถูกฟองสมุทรโยนออกจากห้อง ตามด้วยการปิดประตูไล่หลังอย่างไม่ใยดี

หลังเสียงกลอนลั่น ชายหนุ่มพลันนึกถึงสโลแกนสินค้าชนิดหนึ่งขึ้นมา

‘ใช้แล้วทิ้ง มิตรคู่เรือนเพื่อนคู่ตัว...’

เขาพ่นลมพรืด

หลังจากนี้... ท่าทางจะต้องโกยซื้อเพื่อนคู่ตัวพกติดไว้ทุกซอกทุกมุมซะแล้ว

ทิวทัศน์ของถนนพระรามเก้าที่มีรถแออัดยัดเยียดอยู่หลังไฟแดงทำให้คนที่ยืนมองจากบนตึกนึกสะท้อนใจ วินมอเตอร์ไซวิ่งสวนเลนขวักไขว่ แผงลอยตั้งเต็มบาทวิถี คนยั้วเยี้ยเต็มหน้าสถานีรถใต้ดิน ท่านรองประธานบริหารล้วงมือซุกกระเป๋ากางเกงสแล็ค นึกสงสัยเอาตอนนี้ว่าสายไปหรือไม่ที่จะเปลี่ยนคำขวัญของชาแนลโฟร์จาก ‘ดีงามพระรามเก้า’ เป็นคำอื่นที่น่าพิสมัยมากกว่า

ช่องจะครบรอบสี่สิบปีในเร็ววัน

สงสัยจะต้องขอให้แม่หมอคนดังช่วยดู...

“ท่านหลามคะ คุณคิงส์มาถึงแล้วค่ะ” เสียงของเลขาดังขึ้นจากอินเตอร์โฟน

“ให้เข้ามา” เขาหันไปตอบก่อนที่ไฟจะดับลง

ชายวัยกลางคนหมุนตัวกลับมา สบตากับภรรยาที่บ่ายนี้มานั่งไขว่ห้างจิบกาแฟอ่านคอมเม้นท์แฟนละครอยู่ตรงชุดโซฟารับแขก ดิษยาวางแท็บเล็ตในมือลงข้างตัว ยืดไหล่ขึ้นเล็กน้อยยามเก๊กขรึมให้สมกับเป็นแม่เพชรพันปีแห่งช่องสีสี่

แล้วคีตศิลป์... พระเอกที่ฮิตฮอตนัมเบอร์ต้นๆ ในช่องก็ผลักประตูเข้ามา

วันนี้ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตทับด้วยแจ็กเก็ตแบรนด์ดัง กางเกงยีนซีดขาดกับรองเท้าที่ล้ำนำแฟชั่นจากสปอนเซอร์ไม่ได้ลดทอนให้ความดูดีของเขาลดลง... ตรงกันข้าม มันดูแพงขึ้นไปอีกยามประดับอยู่บนร่างอันสมส่วนไร้ที่ติ... แต่ผู้ใหญ่ที่เห็นเด็กคนนี้มาตั้งแต่เข้าวงการรู้ดี ถ้าไม่มีงานเขาจะไม่แต่งตัวดีขนาดนี้เด็ดขาด

แต่พอเห็นผมอันชี้ฟูที่ไม่ได้เซ็ตเข้า... ก็ชักไม่แน่ใจเหมือนกัน

เพียงสองสามก้าวจากประตู ชายหนุ่มก็ยืนนิ่งแล้วยกมือขึ้นไหว้ผู้บริหารทั้งสองอย่างนอบน้อมผิดปกติ

“สวัสดีครับ ขอโทษนะครับที่นัดกะทันหันแบบนี้”

“สวัสดี... ไปนั่งสิ มีอะไรก็ว่ามา ฉันมีเวลาไม่มาก” ชาครตอบแทนภรรยาผู้ส่งสัญญาณมาทางสายตา “อีก... อ้อ... อีกสิบห้านาทีต้องไปประชุม”

คนที่ถืออภิสิทธิ์นัดท่านรองประธานผู้งานยุ่งจึงไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป ในระหว่างใช้ขายาวก้าวไปยังชุดรับแขก เขาเห็นนายหญิงใหญ่แห่งชาแนลโฟร์ยกกาแฟร้อนๆ ขึ้นจิบอีกครั้งอย่างมีมาด เมื่อหล่อนแสร้งไม่สนใจ เขาจึงพุ่งเป้าไปทางชาครแทน เอ่ยถามเรียบเรื่อยราวเป็นประโยคสนทนาแสนธรรมดา

“ผมจะมาคุยเรื่องฟอง...”

ดิษยาเกือบบ้วนกาแฟลงแก้วด้วยความตกใจ

 

--------------------

มีคนมายื่นใบสมัครเข้ากรุ๊ป พ่อบ้านปาทังก้า แล้วเหวยยยยยยย

เห็นคอมเม้นท์แว้บๆว่า มัวแต่พะวงเรื่องบ้านศิลานนท์ ลืมแม่น้องฟองไปเลย

ใช่ แล้ว ค่ะ หึ หึ หึ

นั่นลาสบอสเลยนะ แม่ผู้เป็นแม่ผู้เป็นแม่มาตั้งแต่ต้น แม่ผู้อยู่เบื้องหลังการผลักดัน(?)น้อง แม่ผู้ที่พรี่คิงส์จะเรียกว่าแม่ยายในอนาคต //พับเพียบกราบตักด้วยความนอบน้อมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ความคิดเห็น