ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : โลงศพ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.4k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ค. 2562 20:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
โลงศพ
แบบอักษร

พ่อครับรักผมเถอะ... 

ผมจะเป็นเด็กดี... 

จะทำตามที่พ่อบอกทุกอย่าง 

เพราะฉะนั้น.... 

 

ผมจะฆ่าผู้หญิงคนนั้นซะ 

 

 

เสียงลมในช่วงปลายเหมันต์ฤดูพัดเข้ากระทบกระจกหน้าต่าง กรมอุตุวิทยาออกข่าวว่าปีนี้เป็นปีที่หนาวเหน็บที่สุดในรอบหลายปีของประเทศไทย ขับให้เสียงร้องไห้ในวัดที่ดังระงมอยู่ดูโศกเศร้าไปอีกหลายส่วน มีคนตายเกิดขึ้นทุกวัน มีงานศพเกิดขึ้นทุกวัน แต่กระนั้นก็ยังไม่เคยทำให้จิตใจของมนุษย์เราคุ้นเคยกับการจากลา

รูปตั้งหน้าศพของหญิงสาวกำลังยิ้มอย่างอบอุ่น สามีและลูกชายยืนกุมมือต้อนรับแขกอยู่หน้าศาลา ดวงตาของทั้งคู่แดงก่ำ โดยเฉพาะคนลูกที่ยืนร้องไห้มานานหลายชั่วโมงและไม่มีท่าทีจะหยุดร้องไห้ง่ายๆ

“คุณกัญญาเป็นคนที่ดีมาก ดิฉันเสียใจจริงๆกับการสูญเสียครั้งนี้” คุณป้าคนหนึ่งเอ่ยพลางซับน้ำตา พอเหลือบไปเห็นสีหน้าลูกชายเพียงคนเดียวที่ยืนจับมือพ่อร้องไห้อยู่ ความสงสารก็ท่วมท้นไปหมดจนลำคออื้ออึง “นี่หนูเอื้อนเหรอ โตเป็นหนุ่มแล้ว ป้าจำแทบไม่ได้เลย”

เอื้อนผละใบหน้าออกจากฝ่ามือที่ซับน้ำตาอยู่หันมาส่งยิ้มให้ป้าหนู เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนของมารดา

“อายุเท่าไหร่แล้วจ้ะ”

“สิบเจ็ดครับ” เอื้อนยิ้มหวานตอบ ใบหน้างดงามเกลี้ยงเกลาคล้ายแม่จนเหมือนถอดพิมพ์ออกมาไม่มีผิดเพี้ยน ยิ่งพิศก็ยิ่งรู้สึกปวดร้าว

ป้าหนูยกยิ้มฝืดๆ แล้วหันมามองเทวา สามีของกัญญา อายุปีนี้ก็ล่วงเข้าห้าสิบต้นๆ แล้ว แต่ใบหน้าก็ยังคมเข้มอยู่ ผมสีเทาขับให้เขาเป็นชายวัยกลางคนที่ดูดีมาก นับเป็นผู้ชายหล่อเหลาที่หาตัวจับยาก ป้าหนูมักได้ยินและได้ฟังเรื่องราวของชายคนนี้จากกัญญาบ่อยครั้ง ว่าแม้เวลาจะผ่านไปนานกี่สิบปีแต่ความรักที่ชายคนนี้มอบให้หญิงสาวคนหนึ่งก็ไม่เคยร่อยหรอลงไปจากวันแรกที่พบกันเลย...นับว่าเป็นรักแท้ที่หาได้ยากยิ่ง การมาเสียภรรยาไปคงทำให้เทวาสะเทือนใจไม่น้อย

ป้าหนูผละออกไปแล้ว เอื้อนกับพ่อก็ยังยืนขาแข็งต้อนรับแขกที่ทยอยมากันเรื่อยๆไม่จบสิ้น จนกระทั่งดวงตะวันคล้อยหายไป เสียงพระสวดก็ดังตามมา...

เอื้อนร้องไห้จับมือกับพ่อไปตลอดงาน ดวงตาหวานฉ่ำน้ำเหลือบมองไปที่โลงศพ ก่อนความรู้สึกมากมายจะถาโถมเข้ามาในหัวใจ...

...แม่จากไปแล้ว

...แม่ที่เป็นตัวขัดขวางความรักของเขาจากไปแล้ว!

แล้วจะไม่ให้เขาร้องไห้ด้วยความสุขล้นปรี่เต็มหัวใจได้อย่างไร!!

มุมปากพลันสั่นเหมือนจะยิ้ม บ้าเอ๊ย! อย่าเพิ่งหลุดออกมาเด็ดขาด แม้ว่าจะดีใจมากแค่ไหนก็ตาม

ตอนนี้เข้าสู่ช่วงมานั่งฟังพระสวดมนต์ส่งตอนสุดท้ายแล้ว อดทนไว้สิ....

มือที่จับกับพ่ออยู่สั่นเล็กน้อย เทวาเคลื่อนดวงตาคมปลาบมองลูกชายที่นั่งไหล่สั่นระริกปิดปากอยู่...ทันใดนั้นความรู้สึกเหมือนผิวเนื้อถูกเล็บจิกก็แล่นวาบเข้ามา ชายวัยกลางคนเบ้หน้าเล็กน้อย...เอื้อนช้อนตามอง ก่อนจะค่อยๆล้วงมือสวบสาบเข้าไปในกางเกงสแลคสีดำ...

“พระ...สวดอยู่” เทวาเค้นเสียงเตือน

กระเป๋าสีครีมถูกยกขึ้นปิดช่วงหว่างขา เอื้อนยกยิ้มหวานนิดๆ แกล้งตีหน้าเศร้าสร้อยแล้วจับท่อนเอ็นอ่อนใต้กางเกงเล่น นวดคลึงลูกกลมสองข้างบีบไปบีบมาเหมือนลูกบอลคลายเครียด มือข้างหนึ่งก็ยกขึ้นทำท่าพนมมือ แต่มืออีกข้างกลับชอนไชเข้าไปในกางเกงของผู้เป็นพ่อด้วยความหยาบโลน ขยับเค้นรูดขึ้นลงและวนช่วงหัวเล่นด้วยใบหน้านิ่งสนิท

ไม่คิดเลยว่าจะต้องมานั่งสวดส่งภรรยาพร้อมกับถูกทำเรื่องบัดสี! เทวาพยายามข่มกลั้นอารมณ์แปรปรวน แต่เสียงสวดมนต์กลับห่างออกไปทุกทีๆ เขาพยายามส่งสายตาให้ลูกชายตัวดีหยุด แต่ร่องลึกระหว่างรูปัสสาวะกลับโดนเล็บกรีดเป็นคำตอบ

“อุก....”

“ไม่อยากโดนจับได้ก็นั่งนิ่งๆ” เอื้อนโน้มใบหน้ามากระซิบเบาๆ น้ำเสียงนุ่มหู

เทวาขัดขืนอะไรไม่ได้เลยนอกจากนั่งงุ้มตัวแล้วสำเร็จความใคร่อย่างไม่เต็มใจ...ร่างกายของเขาถูกเด็กหนุ่ม ‘ฝึก’ จนกลายเป็นร่างร่านราคะขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใด เพียงรับสัมผัสแค่เล็กน้อย ไม่ว่าจะเมื่อไหร่สถานที่ไหน เขาก็ต้องยอมจำนนกับความละอายต่อบาปที่ลูกคนนี้มอบให้อยู่ร่ำไป เขาไม่รู้เลยว่าควรละอายสิ่งใดก่อนระหว่างศีลธรรมกับจันยาบัน

....

 

‘ในโลงไม่มีศพตั้งแต่แรกแล้ว’ 

หากจะถามว่าศพไปไหน...ก็มีเพียงฆาตกรเท่านั้นที่รู้ นั่นหมายความว่ามีเพียงเอื้อนเท่านั้นที่รู้... ตอนนี้งานศพเลิกไปแล้ว แขกเหรื่อทยอยเดินออกจากงานไปทีละนิดๆ เทวายืนถือกระเป๋าบังเป้ากางกางที่เปียกปอนด้วยความจนปัญญา

“บอกมาได้แล้วว่าซ่อนศพแม่ไว้ไหน” เขาพูดกับลูกชายโดยไม่หันมามองด้วยซ้ำ

เอื้อนจับมือของพ่อมากุมเล่น รูดนิ้วเรียวของเทวาไปทีละนิ้วๆ...จนมาถึงนิ้วนางข้างซ้ายที่สวมแหวนแต่งงานอยู่ เอื้อนมองมันด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะลอบดูดนิ้วนางแล้วใช้ปลายลิ้นเลียไล้วนเวียนรอบแหวน...ขนทั่วตัวของเทวาลุกชัน จำต้องหันไปมองลูกชายในไส้ด้วยความรู้สึกกระด้างกระเดื่อง...

แหวนแต่งงานถูกน้ำลายเลียจนชุ่มหลุดออกจากนิ้ว เอื้อนคาบแหวนไว้แล้วถุยมันไปด้านข้าง

“พ่อรักแม่มากขนาดโดนลูกทำแบบนี้ก็ยังยอม...ช่างเป็นความรักที่น่าอิจฉาจริงๆ” น้ำเสียงทุ้มใสกดต่ำอย่างเยือกเย็น ขนาดกำจัดผู้หญิงนั่นออกไปได้แล้ว...เขาก็ยังเป็นที่หนึ่งไม่ได้ ดี....ดีนัก

“พรุ่งนี้เดี๋ยวก็รู้” เอื้อนยิ้มตอบ “พ่อจะนอนเฝ้าศพแม่คืนนี้ใช่ไหม ผมมีการบ้านต้องทำส่ง ยังไงผมขอตัวกลับบ้านก่อนนะครับ”

“อืม...”

“อย่าคิดแจ้งตำรวจตัดหน้านะ” เอื้อนหัวเราะเบาๆ แล้วฉวยโอกาสหอมแก้มบิดาฟอดหนึ่ง “...เดี๋ยวจะเผากระดูกแม่ไม่ได้”

เทวานั่งตัวแข็งเป็นหุ่นปูน จำใจพยักหน้ารับเบาๆ...ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ลูกชายมองเขาด้วยสายตาบิดเบี้ยวแบบนี้ เทวาคิดไม่ออกเลยจริงๆ ได้แต่คิดว่ายังไงก็ต้องจบความสำพันธ์บ้าๆ นี่ให้เร็วที่สุด หากรู้เมื่อไหร่ว่าเอื้อนซ่อนศพกัญญาที่ไหน เขาก็คงต้องจัดการขั้นเด็ดขาด ส่งลูกเข้าคุกด้วยตนเอง

เทวาปรายตามองร่างเล็กๆ ของลูกชายเดินออกจากศาลาวัด...เขาเองก็รักลูก แต่ไม่คิดว่าลูกจะคิดกับเขาเกินเลยมาก่อน มิน่าเล่าอายุเกินสิบห้าไปแล้วก็ยังอ้อนจูบปากกับเขาอยู่ตลอด...ไม่คิดเลยว่าจะมีเจตนาแอบแฝงอย่างนี้

เอื้อนเดินออกไปด้วยท่วงท่าสบายๆ ก่อนจะหลบไปที่มุมไร้คน กวักมือเรียกสัปเหร่อที่ต้องทำเวรเฝ้าศาลาวัดวันนี้เข้ามาหา

“...ขอโทษพ่อหนุ่มจริงๆ เน่อ...แล้วก็ไม่รู้จะขอบคุณยังไงดีที่ช่วยเฝ้าศาลาแทน ไม่รู้สัปเหร่อคนอื่นจู่ๆ เป็นอะไร ปวดท้องลาหยุดแลกเวรด้วยไม่ได้สักคน”

“ยินดีครับ”

“อ่ะนี่กุญแจ” ลุงสัปเหร่อยื่นกุญแจให้เอื้อน แล้วยิ้มผละออกไปท่าทางซื่อๆ “ลุงกลับบ้านไปดูลูกสาวก่อนเน่อ”

เอื้อนผงกศีรษะรับอย่างนอบน้อม...แต่ในใจพลันหัวเราะร่า

ทุกอย่างผ่านการคำนวณมาอย่างดี คิดหรือว่าที่สัปเหร่อทุกคนพร้อมใจกันป่วยเป็นความบังเอิญ คิดเหรอว่าที่ลูกสาวลุงคนนั้นป่วยเป็นเรื่องไม่คาดคิด ก่อนจะตัดสินใจใช้วัดนี้เป็นที่จัดงานศพหลอกๆ เอื้อนก็วางแผนสืบเรื่องของวัดมาอย่างดี เขารู้หมดทุกอย่างว่าในวัดมีพระกี่รูป และศาลานี้เหมาะกับการใช้มากแค่ไหน ทั้งหมดก็เพื่อวันนี้ วันที่งานศพของแม่จะไม่มีใครเข้ามายุ่งได้ เอื้อนสูดหายใจด้วยความปีติ ลอบยิ้มแล้วทรุดกายลงนั่งอยู่ในมุมมืด เฝ้ารอเวลาอันเหมาะสมเพื่อออกไปหาชายที่รักคนนั้น...

................

...

เทวานอนอยู่ในศาลา ในหัวครุ่นคิดเรื่องต่างๆ มากมายเป็นพัลวัน เขานอนพลิกตัวไปมา...จนกระทั่งดวงจันทร์สุกสกาวลอยเด่นฉาดแสงเต็มท้องนภา เสียงสุนัขหอนคลอลอยมาตามลม นาฬิกาข้างผนังบอกเวลาตีสี่...

เทวานอนพลิกหันไปอีกด้าน ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เบิกโพล่ง สะท้อนเงาร่างหญิงผู้หนึ่งเดินเข้ามาในศาลาแล้วสาวเท้าเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

เมื่อเดินมาประชิดจนถึงในระยะสายตาที่เทวามองเห็น เขาก็ตกใจจนเสียงหาย.. “กัญญา!”

ภรรยาก้มลงยิ้มบางๆ เทวาแทบไม่อยากเชื่อสิ่งที่ตาเห็น นี่เป็นวิญญาณหรือ เขาลุกลี้ลุกลนยืนด้วยในหัวว่างเปล่า พอลองสวมกอดดูก็พบว่าสามารถสัมผัสกันได้ น้ำตาก็ไหลร่วงลงมาอย่างห้ามไม่อยู่...

“กะ...กัญญา”

“อุ๊บ...ฮะๆๆ”

“!”

“เหมือนใช่ไหมล่ะ”

เทวาสะลัดร่างในอ้อมแขนออกทันที แต่ก็ไม่ทันเจ้าลูกชายมากแผนการ ควักเครื่องช็อตไฟฟ้ามาจี้ใส่ข้างเอวบิดาทันควัน! ร่างหนาช็อกเกร็งกระตุก ก่อนจะล้มฮวบลงกับพื้นศาลาด้วยสภาพน้ำลายฟูมปาก ร่างชาไปหมดจนไม่รู้สึกสิ่งใด ดวงตาเหลือกหลนมองลูกชายที่แต่งตัวเลียนแบบภรรยาค่อยๆ มัดมือมัดเท้าเขาด้วยเชือกตาย น้ำตาหลายสายไหลเอ่อล้นออกมา ก่อนที่ปากจะถูกผ้าชุบยาปลุกเซ็กซ์จนชุ่มมาอุด

ร่างที่ถูกไฟฟ้าทำร้ายยังคงไม่สามารถขยับได้ทันที เอื้อนยิ้มหวานด้วยความยินดี ค่อยๆ ลากร่างบิดาแสนรักขึ้นไปยังหลังแท่นที่วางโลงศพ...

“อื้อ! อื้อ!!”

“ร้องไปเถอะ...วันนี้ไม่มีใครมาช่วยได้หรอก” เอื้อนกระซิบเสียงเบาหวิว แล้วผลักชายวันกลางคนที่ถูกมัดเชือกตายทั่วทั้งตัวลงนอนหลังแท่นวางโลงไร้ศพ...ก่อนจะตามมาคร่อมทับบนร่าง

“อื้อ!”

เอื้อนมองเรือนร่างบิดาด้วยสายตาคลั่งไคล้ ก่อนจะดึงวิกผมที่สวมอยู่ออกวางกองไว้ด้านข้าง แล้วเริ่มก้มลงพรมจูบทั่วใบหน้าของเทวา

สายน้ำตาหลายสายไหลรินออกจากดวงตาของเทวาครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะกลิ่นยาปลุกเซ็กซ์ที่อุดอยู่ที่ปากทำให้แม้ไม่อยากมีอารมณ์ แต่เจ้าอาวุธลับก็ชูผงาดขึ้นมาอย่างน่าอับอาย เทวาเบนหน้าหนีริมฝีปากของเอื้อน เสียงร้องไห้เบาๆ เล็ดรอดออกมาจากลำคอ

เสื้อเชิ้ตติดกระดุมถูกแกะออกเผยให้เห็นแผงอกแกร่งสวยงาม เอื้อนขยับเขยื้อนเคลื่อนกายเบียดไปมาบนร่างชายผู้เป็นที่รัก จับท่อนเอ็นแข็งขืนของตนกับเทวารูดถูกันไปมา เสียงกระเส่าเอ่ยถามหยอกล้อ

“รู้สึกยังไงบ้างครับ...เทวา”

เทวาหลับตาลงแล้วร้องไห้ส่ายหน้า...ไม่มีแล้วลูกชายคนนั้น ไม่มีแล้วเด็กน้อยที่เขาเลี้ยงดูด้วยใจบริสุทธิ์

เสียงหอบหายใจปนเปไปกับเสียงสะอื้นที่เริ่มกลายเป็นเสียงหอบหายใจหนักหน่วง ความร้อนระอุในกายทำให้อุณหภูมิเย็นยะเยือกรอบๆ ไม่มีผลอะไรเลย “เบาๆ หน่อยครับ ถึงจะมีโลงบัง แต่ถ้าเสียงดังล่ะก็จะถูกจับได้นะ”

มาเล่นสวาทสัปดนในวัดกับลูกชาย...แถมยังเป็นหลังโลงศพภรรยา ความผิดบาปครั้งนี้ต้องชดใช้ในนรกอีกกี่ขุมถึงจะหลุดพ้น

สองพ่อลูกคลุกวงในคลอเคลียกันไปมา เทวาถูกเอื้อนกระตุ้นครั้งแล้วครั้งเล่า พอผนวกกับผลของยาสติของเทวาก็กระเจิดกระเจิง เอวหนาที่เคยถดหนีบัดนี้กลับยกขึ้นเบียดไปมา เอื้อนหัวเราะชอบใจ ก่อนจะเปลี่ยนท่าเป็นหกเก้า

เทวาไม่มีแรงขัดขืน พอถูกโพรงปากอ่อนนุ่มดูดดุนความเป็นชายไปมา ก็คิดได้แค่ว่าต้องเลียคืน ผ้าที่ถูกอุดยัดปากปิดไว้เอื้อนดึงออกให้แล้ว เทวาผงกศีรษะขึ้น แล้วอมท่อนสีชมพูเข้าไปลึกถึงด้านในคอ

“อะ...อา เทวา...รัก...รัก” เอื้อนครางออกมาแทบไม่เป็นคำ ไล่เลียดูดรูดสลับกับพูดบอกรัก มือก็พลันเลื่อนไปแหวกหนั่นเนื้อนวลผ่องของตัวเอง “ตรงนี้...ทำให้มันชุ่ม”

เทวาผละริมฝีปากออกจากอวัยวะส่วนสำคัญของลูกชาย แล้วดุนลิ้นเข้าไปในช่องทางบอบบางแทน ตัวของเอื้อนสั่นกระตุก เอวบางพลันขยับขึ้นลงเป็นวงกลม “อะ...อื้อ”

พอถูกเล้าโลมได้ที่ เอื้อนก็ขยับกลับมาท่าปกติ แล้วแหวกช่องทางของตนให้กลืนกินความเครียดขึงของบิดาจนสุดโคน เทวาหลุดครางออกมาอย่างเสียวซ่าน เมื่อถูกช่องทางด้านหลังของลูกชายบีบรัดด้วยความหื่นกระหาย กลืนกินตัวตนของเขาไปหมด ความอ่อนนุ่มของด้านในทำให้รู้สึกดีจนเสียวซ่าน เหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นไปมาบริเวณท้องน้อย ยามลูกชายขยับขึ้นลง บดบี้เอวใส่ด้วยท่าทางกระหายใคร่ เทวาก็ได้แต่คิดว่าตัวเองช่างเป็นพ่อที่เลวจริงๆ

“บอกสิว่ารักผม บอกสิ...”

“พ่อรักลูก...รัก”

เอื้อนก้มตัวลงจุมพิตแลกลิ้นราวกับสุนัขติดสัด ในขณะที่เอวก็ยังไม่หยุดขยับ เสียงดูดดุนน้ำลายไปมาชวนให้สติอื้ออึง

“รัก...รักมากกว่าแม่ด้วยใช่ไหม”

“ใช่ รักมาก...มากกว่า อา....อา”

ทันทีที่เริ่มยัดสิ่งนั้นให้ลึกเข้ามาในกายยิ่งขึ้น น้ำหวานก็ปริ่มทะลักเต็มข้างในตัวราวรอเวลานี้มานาน พร้อมกับของของเอื้อนที่ปลดปล่อยออกมาในเวลานั้น สองพ่อลูกมองหน้ากัน...ทั้งคู่ส่งสายตาหากัน ทราบดีว่ายังไม่เพียงพอ จึงก้มลงจูบจุมพิตใหม่อย่างบ้าคลั่ง แล้วเริ่มบทรักบทที่สองทันที

เมื่อใกล้ถึงจุดสุดยอด เอื้อนยื่นมือมาบีบกดหลอกลมเทวา ในขณะที่เอวยังขยับเขยื้อน และความต้องการกำลังจะถึงปลายทาง เทวาปรือตามองลูกชาย ในตอนที่จะสำเร็จความใคร่กลับถูกบีบคอ...รอยยิ้มเข้าใจก็ฉายชัดออกมา

“ลูก...รัก”

“พ่อครับ...”

มาตายด้วยกันเถอะ 

............

...

 

“ทำไมศพโลงนี้มันหนักจัง”

“นั่นสินะ” ลุงสัปเหร่อที่สละเวรไปเฝ้าลูกสาวที่ป่วยเกาหัวแกรกๆ

เจ้าเด็กหนุ่มคนนั้นก็แปลกเหลือเกิน ปกติก่อนที่จะเผาต้องแห่รอบเมรุก่อนสามรอบ แต่กลับสั่งเสียให้ยกขึ้นเผาโดยไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น แถมยังสั่งห้ามไม่ให้เปิดดูศพในโลงเด็ดขาด ถ้าไม่ติดว่าลุงแกรับสินบนมาจากเจ้าหนูยิ้มหวานเยอะพอสมควร เขาก็คงถามไถ่เหตุผลมากกว่านี้แล้ว

งานศพวันนั้นเป็นวันสุดท้าย แถมตอนเผายังปิดเงียบไม่ให้ใครรู้ พระก็ไม่ให้สวด สั่งให้เข้าเมรุเผาไปเลย

แต่ช่างเถิด ยังไงก็รับเงินมาแล้ว จะเผายังไงก็ไม่เกี่ยวอยู่ดี

“เอ้า ยกเข้าเตา หนึ่ง....สอง!”

BAD END 

-------------------- 

มาตอนเดียวจบ ทนไม่ไหวแล้วววว มหาลัยจะเปิดแล้วววววว ;-; ไม่มีเวลาแต่งนิยายแน่ๆเลยเอาเรื่องนี้มาลง ฮวือ 

 

ความคิดเห็น