ถ้าใจจะหื่น กี่หมื่นคำโปรย ก็...โอ้ย... ไม่จำเป็น!!

#6 : กล้วยหอมจอมซน (75%) [🍌++] (รีไรท์)

ชื่อตอน : #6 : กล้วยหอมจอมซน (75%) [🍌++] (รีไรท์)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 206.3k

ความคิดเห็น : 567

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ม.ค. 2564 12:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 1,300
× 0
× 0
แชร์ :
#6 : กล้วยหอมจอมซน (75%) [🍌++] (รีไรท์)
แบบอักษร

ประตูอ้ากว้าง คีตศิลป์ฉุดเธอเข้าห้องทันที หลังจากผลักประตูร้านอาหารเข้าไปเมื่อสามชั่วโมงก่อน... เขาอดทนรอ และรอ อย่างใจเย็น ดั่งหมาจิ้งจอกกำลังย่องเข้าเล้าไก่ แกล้งเซ่อไม่รู้ความ แอบเนียนไปกับมุกขำขัน วางแผนในใจอย่างเงียบๆ 

จนกระทั่งวินาทีที่เธอปลดล็อคกลอน

ความสงสัย ขัดเคือง สับสน ไหลบ่าท่วมท้นจนไม่อาจกักเก็บได้อีก

ไอบรรยากาศแห่งความฉุนเฉียวทำให้ฟองสมุทรไม่กล้าขัดขืน อันที่จริงคือตอนนี้เธอตื่นตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก คนส่วนมากสมองจะขาวโพลนเวลาเจอเรื่องไม่คาดฝัน แต่เธอดันเป็นประเภทคิดมากคิดซับซ้อนจนหัวแทบระเบิด ทว่าผลที่ได้กลับเหมือนกัน... คือรู้ตัวอีกทีเขาก็ปิดประตู แล้วหันมาต้อนเธอติดผนัง

ก็แอบสงสัยว่าเขาดูแปลกไปนิดหน่อย

แต่ไม่คิดว่าจะมาไม้นี้!

คีตศิลป์เอื้อมไปกดเปิดสวิตซ์ไฟเพื่อที่จะได้เห็นวงหน้าสวยเก๋ชัด ร่องรอยแห่งความพรั่นพรึงทำให้ชายหนุ่มเผลอคลายแรงที่กำข้อมือบางไว้โดยไม่รู้ตัว กระนั้นเขายังยืนค้ำเธอ เงาทาบทะมึน ใช้ความสูงและร่างกายที่ล่ำสันกว่าให้เป็นประโยชน์ในการกักกัน

“ฉันได้ยินพี่ภาบอกว่า... คุณขุนตั้งใจจะเต๊าะเธอจริงจัง” เขาโน้มหน้าลงถามอย่างเอาเรื่อง

“แล้ว...”

“แล้ว?”

ฟองสมุทรนึกว่าเขาจะคาดคั้นในอีกประเด็นหนึ่ง แต่พอเป็นเรื่องของขนานฟ้า เธอสามารถโต้ได้เต็มปากเต็มคำ แม้จะสั่นก็ตาม

“พี่ขุนน่ะ... คิงส์ก็รู้อยู่ว่าไม่จริง”

“เออ เชื่อก็บ้าสิ ฉันไม่ได้โง่ขนาดหึงหน้ามืดตามัวมั่วซั่วไปทั่วนะเธอ”

การยอมรับหน้าตาเฉยทั้งที่นัยน์ตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจทำให้คนมองอยากจะร้องไห้ เธออ้าปาก ใช้เวลาอยู่อึดใจ ก่อนถามออกมาอย่างหวาดหวั่น

“แล้วคิงส์โกรธเรื่องอะไร”

เขาเงียบ เป็นความเงียบที่กดดันจนอึดอัด เป็นความเงียบที่ทำให้เธอไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ

แล้วคนตรงหน้าก็เฉลยด้วยเสียงทุ้มต่ำ

“เรื่องน้องสาวต่างแม่”

เขาได้ยิน... อย่างชัดเจน แต่ที่ไม่รีบถามตั้งแต่ต้นเพราะกลัววงแตก บวกกับการไม่เชื่อหูจนต้องขอพิสูจน์ว่าจริงแท้แค่ไหน ซึ่งผลลัพธ์ออกมาชัดยิ่งกว่าชัด ทั้งความสนิทสนมเกินคำว่าผู้บริหารกับเด็กในสังกัด การเล่นมุกติดเรทโดยไม่กังวลเรื่องกาลเทศะ การเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นว่าคุ้นเคยกันดี

แม้เขาจะไม่มีพี่น้อง... แต่เขารู้ว่า ‘ครอบครัว’ เป็นยังไง

ที่ฟองสมุทรปกปิดมาจนถึงป่านนี้แสดงว่าต้องมีเหตุผลสำคัญอะไรสักอย่าง

ใช่... เขารู้ว่าเธอมีเหตุผล แต่เขาก็มีอารมณ์เช่นกัน

“ถ้าฉันไม่ได้ยินเองกับหู เธอคิดจะบอกเรื่องนี้เมื่อไหร่...” ท้ายเสียงเขาอ่อนลงยามเหลือบตาลงมองข้อมือบอบบางที่แดงเป็นปื้น จากการกุมไว้จึงเปลี่ยนเป็นใช้ปลายนิ้วลูบเบาๆ “...ทำไมล่ะ ทำไมเธอถึงไม่บอกฉัน”

“เรา... รับปากใครคนนึงไว้” การสัมผัสร่างกายที่สวนทางกับเนื้อหาใจความอันกรุ่นโกรธเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของเขา และเป็นหนึ่งในวิธีการคาดคั้นที่แยบยลที่สุด หญิงสาวเงยหน้า ตอบอย่างตรงไปตรงมาเท่าที่จะทำได้ “...ถ้าคิงส์รู้เรื่อง งานในวงการจะมีปัญหา”

คนฟังมุ่นคิ้วเข้าหากัน

“เหตุผลแค่นั้น?”

“อย่ามองว่าแค่นั้นได้ไหม เรารู้ว่าสำหรับคิงส์มันอาจจะแค่นั้น...” ลมหายใจเธอติดขัดเมื่อปลายนิ้วเขาลากไล้ขึ้นตามลำแขน ก่อนจะบรรจบที่ดวงหน้าของเธอ ช้อนและลูบแก้มใสอย่างนุ่มนวล “...แต่สำหรับเรา ...มันซับซ้อนมาก ไม่ใช่ว่าเราอยากหลอกคิงส์นะ แต่เราบอกไม่ได้จริงๆ ”

“แต่ฉันก็รู้แล้ว” เขาว่า “และอยากรู้ส่วนที่เหลือ..."

“แม้จะต้องทิ้งงานทั้งหมดในตอนนี้น่ะเหรอ”

“...”

“ขอร้องล่ะคิงส์ ที่เหลือช่วยเดาเอาเองได้ไหม”

สายตาที่เว้าวอนแกมลำบากใจทำให้คีตศิลป์ถอนลมเฮือกยาว

ก็เดาได้ทั้งหมดนั่นล่ะ แต่ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมกลับมาคราวนี้เธอถึงไม่ยอมบอก เขาอยากจะถามต่อ แต่อาการสั่นสะท้านแถมยังตาแดงๆ ทำให้ถามไม่ลง

ทว่าเรื่องที่เหนือกว่านั้น... คือการตระหนักได้ว่าที่ผ่านมาเธอเจ็บช้ำสาหัสแค่ไหนกับการแสร้งเป็นไม่รู้สึกรู้สา ทั้งต้องทำร้ายเขา ผลักไสเขา แกล้งทำตัวเป็นปฏิปักษ์... ซึ่งขนาดเขาบีบแขนเธอเป็นรอยแค่นี้ยังรู้สึกผิดจนต้องปลอบ แต่เธอต้องเก็บทุกอย่างไว้ในใจ ทนรับอารมณ์ร้ายกาจและการประชดประชันจากเขามานานเกินครึ่งปี

ดูจากนิสัย มีความเป็นไปได้สูงที่เธอจะร้องไห้เวลาอยู่คนเดียว

แต่ไม่ใช่คืนนี้

“ฉันยังโกรธเรื่องอื่นอีก” ชายหนุ่มว่าเสียงขึงขัง ตีหน้าจริงจังจนเธอตัวหดชิดติดผนังอย่างหวาดระแวง

“ยังมีอีกเหรอ”

“กล้าถามนะเธอ...” เขาบีบแก้มนุ่ม หยอกล้อให้เธอผ่อนคลาย “...ใครวะที่เอาฉันไปเปรียบเทียบกับหัวปลี เล็กกระจิ๋วหลิวแค่นั้นฉันเคืองนะเว้ย” 

ฟองสมุทรทำหน้าเหลอหลา ตามไม่ทันกับการเปลี่ยนโหมดน่ารักอย่างกระทันหัน คำเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวจึงถูกกล่าวออกไป

“เอ่อ... เราขอโทษ”

“แค่ขอโทษมันเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำของฉันไม่ได้...” เขาส่ายหน้าพลางยิ้มยวน “...ต้องทำอย่างอื่นด้วย”

แค่นี้ก็รู้แล้วว่าเขาไม่ได้โกรธกันเท่าที่นึกกลัว อย่างน้อยคีตศิลป์ก็ยังมีอารมณ์หยอกล้อแทนที่จะเย็นชาแล้วสะบัดหนี หญิงสาวใจชื้นขึ้น จากที่พร้อมร้องไห้อยู่รอมร่อ เธอกลืนก้อนบางอย่างที่จุกอยู่ตรงคอลงไป ยอมโอนอ่อนตามใจเขาสักครั้ง

ยอมเลย รอบนี้ยอมจริงๆ

“อยากให้เราทำอะไร”

“จูบ” มือที่ลูบวนบนแก้มเปลี่ยนเป็นเชยคางเธอขึ้น นัยน์ตาคู่คมจดจ้องเรียวปากอิ่มฉ่ำ สื่อความหมายทางกายชัดเจนว่าต้องการ... “ถ้าไม่อยากเล่าอะไรก็จูบปลอบฉันหน่อย อย่างน้อยคืนนี้ฉันจะได้นอนหลับ”

“กู๊ดไนท์คิสเหรอ”

“อือฮึ”

พอเขาว่าดังนั้น เธอจึงข่มความอายแล้วยกสองแขนขึ้นโอบรอบลำคอหนา ปลายเท้าเขย่งยกขึ้น เพิ่งสังเกตเอาตอนนี้ว่ากลิ่นกายของเขาเป็นกลิ่นน้ำหอมเซ็กซี่ที่ไม่คุ้นเคย ผมก็ตัดสั้นลงกว่าวันก่อน หญิงสาวเอียงหน้าเล็กน้อย ทว่าในวินาทีที่จะจรดริมฝีปาก ห่างเพียงแสงกั้น เธอก็ชะงักแล้วพึมพำ

“ขอทำใจก่อนได้ไหม จะให้เป็นฝ่ายเริ่มแบบนี้มันแปล...”

พูดไม่ทันจบ เขาก็เป็นฝ่ายกดริมฝีปากเข้าหาเสียเอง

จูบนั้นดุดันในคราแรก คนใจร้อนใช้สองมือโอบรัดเอวคอดจนส่วนโค้งอันอ่อนนุ่มบดเข้าหาความนูนแกร่ง ปลายลิ้นกระตือรือร้นที่จะลิ้มชิมความหวาน รัดพัน เกี่ยวกระหวัด ดูดดื่มจนไม่เหลือช่องให้หายใจ จนกระทั่งหญิงสาวส่งเสียงทัดทานเขาจึงลดเหลือเพียงความละเมียด... แต่ก็ยังร้อนเร่า ไม่อยากให้เธอเจ็บช้ำจนเกินไป ทว่าอยากให้เธอรับรู้ถึงอารมณ์ของเขาเช่นกัน

ความจริงโคตรจะโกรธ แต่ทำร้ายเธอไม่ลง

ชายหนุ่มยอมรับว่าการสัมผัสร่างสะโอดสะองทำให้ความเครียดขึงที่ตึงในใจคลายลง แทนที่ด้วยความหวานชื่นในอก ยิ่งฟองสมุทรจมอยู่ในอ้อมกอดเขา อ้อนนิดๆ ด้วยการจูบตอบและกดปลายนิ้วลงในเรือนผมตามจังหวะที่ถูกชักนำ เขาก็แทบจะคลั่งตายให้ได้ เธอคงไม่รู้หรอกว่าชุดเดรสเปิดไหล่ที่สวมวันนี้ยวนใจแค่ไหน เพราะเห็นรูปในอินสตราแกรมเขาจึงรีบตามไปหา ด้วยหวงและหวงและหวงจนแทบบ้า ไม่อยากให้ใครหน้าไหนมาเกาะแกะ

ก็สมแล้วที่ถูกตราหน้าว่า ‘อาการหนักแล้วนะคะ’

แต่คีตศิลป์จะไม่บอกพลอยชฎาหรอกว่าเขาอาการหนักกว่าที่เห็นซะอีก

ชายหนุ่มยกตัวเธอขึ้นจนลอยเหนือพื้น ทำได้ไม่ยากเพราะเธอแทบจะตัวอ่อนเปลี้ยลงไปกองถ้าเขาไม่ประคองไว้ ขาเขาก้าวยาวๆ ไปทางห้องนั่งเล่น จนกระทั่งหย่อนเธอนั่งลงบนโซฟานั่นล่ะจึงถอนจูบ ดึงแขนเธอออกแล้วดันร่างให้พิงพนักนุ่มชั่วคราว

เจ้าของห้องดูจะงุนงงนิดหนึ่ง เธอยังคงหอบหายใจถี่ในขณะที่เขายืนขึ้นเต็มความสูงแล้วสลัดรองเท้าทิ้ง ถอดเสื้อแจ็กเก็ตออก ตามด้วยเสื้อยืดตัวใน เหวี่ยงไปพาดกับพนักพิงอย่างไม่ใยดี ผิวเปลือยของชายหนุ่มขาวจัดใต้แสงไฟ แทบไม่มีไรขน เป็นมันวาวด้วยเหงื่อเพราะในห้องไม่ได้เปิดแอร์

แต่พอเขาปลดกระดุมกางเกงยีน เธอก็เบิกตากว้างอย่างได้สติ

“เดี๋ยวก่อนคิงส์... ถอดเสื้อผ้าทำไม!”

“ชุดจากสปอนเซอร์ ฉันไม่อยากให้มันเปื้อน” คนอวดซิกแพคตอบง่ายๆ พร้อมรูดซิปลง

“เปื้อนอะไร!” ฟองสมุทรผวาจะเข้ามาห้าม แต่ก็ชะงักแล้วถอยหนีเมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะจับส่วนไหน

“ฉันรู้ว่าเธอรู้” เขายักคิ้ว ได้ทีดึงกางเกงลง ถอดออกเหลือเพียงลำขาเปลือย สะโพกสอบ บ็อกเซอร์สีขาว กับสิ่งที่คนตรงหน้าให้คำนิยามว่า ‘หัวปลี’

ซึ่งน่าจะต้องเป็นหัวปลีระดับโคตรพ่อโคตรแม่ทีเดียวเมื่อมันตื่นตัวคึกคักจนเห็นชัดแม้อยู่ใต้เนื้อผ้าเช่นนี้ คีตศิลป์ยิ้มขำให้กับอาการหูแดงหน้าแดงอย่างออกนอกหน้าของคนไม่ประสา โยนกางเกงไปพาดเป็นชิ้นสุดท้าย ชายหนุ่มรู้ว่าเธอค่อนข้างชินกับเรือนร่างของเขา เพราะตอนอยู่ในกองถ่ายเขาก็เดินใส่บ็อกเซอร์ตัวเดียวร่อนไปมาระหว่างห้องแต่งตัวกับโต๊ะแต่งหน้าทำผม

แต่แน่นอนว่าเขาไม่เคยโถมตัวล้มทับ... แล้วโอบเธอกลิ้งลงคลุกพรมนุ่มหน้าโซฟาแบบนี้!

ฟองสมุทรหวีดร้องออกมากับการกระโจนเข้าใส่และผิวกายอันร้อนจัดซึ่งเสียดสีเธอแทบจะทุกสัดส่วน รู้ตัวอีกทีเขาก็คร่อมเธอไว้ในสภาพสุดล่อแหลม หลังชิดพรม นมชิดอก แม้เธอจะยังสวมเสื้อผ้าครบทุกชิ้น... แต่เขากำลังถอดชิ้นสุดท้าย... เตะออกทางปลายขา

เปลือยเปล่าหมดจดไปทั้งร่าง

ซ้ำยังถูไถส่วนนั้นอย่างแกล้งๆ...

แม้จะเคยแนบชิดกันแบบนี้มาครั้งหนึ่งที่ทะเล ถึงขั้นจำได้ว่าเธอเกยขากับเขา... แล้วก็... แต่ครั้งนี้ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง สีหน้าของหญิงสาวก้ำกึ่งระหว่างความลังเลว่าจะกรี๊ดให้เขาหูแตกหรืออ้อนวอนอย่างอ่อนหวานดี

ข้อหลังเป็นฝ่ายมีชัย

“เราไม่...” สุดท้ายจึงตัดสินใจกุมเสื้อผ้าตัวเองแน่น อ้อนเสียงเว้าวอนที่สุดในชีวิต “...เราไม่พร้อมนะคิงส์ อย่าเพิ่งทำได้ไหม”

เขายันแขนไว้ข้างศีรษะเธอ ระมัดระวังในการลงน้ำหนักตัวขณะใช้มือนึงเกลี่ยไรผมให้พ้นวงหน้าหวาน จากนั้นจึงก้มลงหอมแก้มนวลเบาๆ กระซิบปลอบคนที่นอนตัวแข็งให้หายหวั่นผวา

“ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก เพราะฉันก็ไม่ได้พกถุงยางมา” เขาเงยขึ้นมาสบตาเธออีกครั้ง... ความจริงก็นับถือตัวเองทีเดียวที่บ้ามาถึงขั้นนี้ทั้งที่รู้แก่ใจว่าคงไปไม่สุด... แต่จะให้หยุดกลางคันก็เสียดาย จึงหว่านล้อมเข้าอีกหน่อย “บอกตามตรง... แค่จูบฉันนอนไม่หลับ ลองนับดูสิว่าฉันค้างมากี่หน ต้องทนมากี่คืน มันลำบากมากเลยนะเธอ พอหลับไม่สนิทเวลาทำงานก็เพลีย กินอะไรไม่ค่อยลง เห็นแดดจัดๆ แล้วปวดตา อากาศร้อนก็เวียนหัว นี่ยิ่งถ้าเกิดฉันป่วยขึ้นมา...”

ท้ายเสียงทุ้มหายไปในลำคอเมื่อเธอคลายมือหนึ่งออกจากสาบเสื้อแล้วยกขึ้นแตะปากเขาไว้

ในความเงียบ ฟองสมุทรจ้องลึกลงไปในนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มข้นคู่นั้น แม้เขาจะไม่เคยเอ่ยปาก แต่ความปรารถนาที่คุกรุ่นเป็นสิ่งที่เธอรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณ และเธอไม่ได้ไร้เดียงสาถึงขั้นไม่รู้ว่าเขาแข็งขึงทุกครั้งที่จูบกัน สัมผัสกัน แตะต้องกัน...

ลึกๆ แล้วเธอพอใจด้วยซ้ำที่รู้ว่าเขาต้องการกันขนาดนี้

แต่เธอควรจะปฏิเสธ...

ปฏิเสธ...

ปฏิ...

“ละ... แล้วไม่ถึงขั้นนั้นคือยังไง” 

เขาคลี่ยิ้มแบบที่เธออยากเห็นมาทั้งวัน แนบร่างลงชิดมากขึ้นในขณะที่เลื่อนมือข้างหนึ่งลงไปลูบไล้ขาเนียน

“ภาคทฤษฎีมันอธิบายยาก...” ปลายนิ้วสากลากสูงขึ้น ส่วนใบหน้ากลับก้มต่ำลง เขางับนิ้วเรียวเบาๆ จนเธอต้องรีบชักหนี กลายเป็นหลบทางให้คนเจ้าเล่ห์เปิดศักราชเล้าโลมโดยดุษณี “...ปฏิบัติเลยง่ายกว่า ...ไม่ต้องกลัวนะ ไซส์ฉันมันก็แค่หัวปลี แค่นี้ไม่สะดุ้งสะเทือนหรอกใช่ไหมเธอ”

 

 

-----------------------

แหม่พ่อ กล้าถาม

​(มีคนรีเควส NC+++++++++++++++ คือต้องตะแคงเขียนท่าไหนให้ได้บวกขนาดนั้น ท่ายากบนยอดตึก???)

เจอกันพรุ่งนี้นะคะ เอ้ หรือวันนี้ดี เอ้ พรุ่งนี้แหละ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว