My Twin นายแฝดตัวร้าย กับ ยัยใสซื่อ
ตอนที่ 1 การรอคอยที่ว่างเปล่า (100%)
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

ตอนที่ 1 การรอคอยที่ว่างเปล่า (100%)

 

1 

  

มันเป็นเช้าวันหนึ่งในฤดูหนาว อากาศหนาวติดลบ หิมะสีขาวโปรยปรายจากฟากฟ้าลงมาไม่หยุดตั้งแต่เมื่อคืน จนทั่วทั้งเมืองขาวโพลน ทั้งถนนหนทาง บ้านเรือน ทุ่งหญ้า หรือแม้แต่ต้นไม้น้อยใหญ่ไร้ใบทั้งหลาย ไม่มีกระทั่งแสงแดดรำไร จนชวนให้คิดว่าพระอาทิตย์อาจลาพักร้อนนานเป็นสัปดาห์ ถึงอย่างนั้นก็ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาของชาวเมืองซัปโปโร บนเกาะฮอกไกโด เมืองใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่นที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ทุกคน... ยังคงดำเนินชีวิตประจำวันไปตามปกติ

“ผมไปเรียนก่อนนะครับ!” ใครคนหนึ่งในชุดเสื้อโค้ทขนสัตว์ วิ่งออกจากบ้านด้วยอาการเริงร่าลิงโลด ทั้งๆ ที่ไฮสคูลซึ่งเขากำลังเรียนอยู่ในชั้นปีที่ 3 เป็นอีกโรงเรียนที่ไม่ยอมประกาศหยุดเรียนในวันอันหนาวเหน็บเช่นนี้

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณลุง คุณป้า” เท้าของเขายังคงย่ำลงไปบนหิมะ ขณะที่ยิ้มแย้มทักทายเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงไปทั่ว เหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันของเขา และบรรดาลุง ป้า น้า อา ทุกคนต่างก็ทักทายกลับไปด้วยใบหน้าระบายยิ้ม

“วันนี้อารมณ์ดีเป็นพิเศษหรือเปล่าเนี่ย อาราชิคุง?” เจ้าของร้านขายปลาซึ่งครอบครัวของเขาเป็นลูกค้าขาประจำ เอ่ยปากแซวเสียงดัง ระหว่างที่คนถูกแซวเดินผ่านหน้าร้าน

“ก็... นิดหน่อยครับ” เจ้าของชื่ออาราชิหัวเราะร่าเริง ใบหน้าหวานๆ ซึ่งละม้ายคล้ายผู้เป็นแม่สดชื่นแจ่มใสอยู่ตลอดเวลา สำหรับผู้คนรอบข้าง เขาก็คงเป็นเหมือนสีสันที่คอยแต่งแต้มให้ทุกวันของที่นี่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

“ยูมิ! เร็วหน่อยลูก อาราชิคุงมารอแล้วนะ”

กิจวัตรประจำวันอีกอย่างของอาราชิ ในทุกๆ เช้าของวันที่ต้องไปเรียนก็คือ การแวะรับยูมิเพื่อนสนิทที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นประถม ...นัยน์ตาเรียวยาว จมูกเล็กเชิดรั้น ริมฝีปากบาง และผมปล่อยยาวประบ่า กับผิวขาวๆ สมกับที่อาศัยอยู่ในเมืองหนาว ทั้งหมดรวมกันออกมาเป็นยูมิ ผู้หญิงตัวเล็กประจำห้อง เธอตัวเล็กยิ่งกว่าอาราชิที่เป็นผู้ชายตัวเล็กประจำห้องเสียอีก

“ขอโทษที รอนานไหม?” เจ้าของเสียงเล็กๆ สมตัวเปิดประตูเดินเร็วออกมาจากบ้าน และทักทายอาราชิซึ่งยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าประตูรั้วอิฐเตี้ยๆ ด้วยคำพูดเดิมๆ ที่ดูไม่เหมือนคำทักทายสักเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นคนที่ต้องเป็นฝ่ายรออยู่ทุกวันก็ไม่เคยเบื่อ

“ไม่นานหรอก” อาราชิเองก็ตอบคำถามด้วยคำตอบเดิมๆ แม้ว่าในบางวันยูมิจะปล่อยให้เขาต้องรอเธอถึงครึ่งชั่วโมง ไม่ใช่แค่ขาแข็ง แต่เขาเกือบจะถูกไอเย็นจากหิมะเกาะกินจนแข็งไปทั้งตัว และทั้งที่เป็นอย่างนั้น ยูมิก็ยังได้รับรอยยิ้มเป็นรางวัลตอบแทนอยู่ดี

“ไม่นานแน่เหรอ ขนาดหน้านายยังทำได้ท่าเดียวเลย” เธอมักจะคิดว่าการที่เขายิ้มให้เธอแทบจะตลอดเวลา เป็นเพราะอากาศหนาวที่เขาต้องเผชิญ จนแม้แต่หน้ายังขยับเปลี่ยนท่าไม่ได้

“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย!” ส่วนตัวเขาเองก็ย่อมต้องรู้เหตุผลข้อนั้นดี เพียงแต่ไม่กล้าพูดออกไป มันคือสิ่งที่อาราชิเก็บไว้ในใจมาตลอดระยะเวลา 10 ปี และเขาตัดสินใจแล้วว่าจะสารภาพมันออกในวันนี้!!

“เรารีบไปโรงเรียนกันเถอะ เดี๋ยวจะสายนะ” กลับกลายเป็นยูมิที่เร่งอาราชิ ด้วยการรุนหลังให้เขาเดินนำหน้าออกไป วันนี้เธออยู่ในชุดนักเรียนสำหรับฤดูหนาวของมิราอิไฮสคูล เชิ้ตแขนยาวสีขาวผูกไทค์สีดำ – แดง กับกระโปรงลายสก็อตสีเดียวกัน เพิ่มความอบอุ่นด้วยเสื้อกั๊กสีดำ สูทสีเทาแก่ และเสื้อโค้ทขนสัตว์สีน้ำตาลอ่อน พร้อมอุปกรณ์เสริมอย่างถุงมือ ถุงเท้ายาว และรองเท้าบู้ทสั้น ขณะที่อาราชิมีเครื่องแต่งกายที่แตกต่างออกไปคือ กางเกงขายาวสีดำกับรองเท้าหนังเท่านั้น

“เอ่อ... คือว่า...”

ทั้งคู่เดินไปบนถนนที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวสะอาด ท่ามกลางไม้ยืนต้นไร้ใบที่มีเกล็ดหิมะเกาะอยู่ตามกิ่งก้าน ริมฝั่งแม่น้ำสายเล็กที่พึ่งถูกขุดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน ซึ่งกลายเป็นน้ำแข็งจากสภาพอากาศอันหนาวจัดด้วยเช่นกัน และเพราะเป็นทางลัดสำหรับไปโรงเรียนที่น้อยคนนักจะรู้ จึงมีเพียงเขากับเธอแค่ 2 คนในเวลานี้ เป็นโอกาสของอาราชิแล้ว แต่... เขาควรจะเริ่มต้นยังไงดีล่ะ?

“มีอะไรเหรอ?” ยูมิหันไปถามอาราชิเสียเอง เมื่อเห็นว่าเขาเกริ่นนำคล้ายกับอยากจะพูดบางสิ่งบางอย่าง แล้วกลับนิ่งเงียบไปอีก

“คือว่า...” อาราชิเริ่มต้นประโยคด้วยคำพูดเดิมอีกครั้ง หากแต่คราวนี้เขาหยุดเว้นวรรค เพื่อสูดลมหายใจเข้าปอด เรียกกำลังใจให้กลับคืนมา “เธอมีคนที่ชอบหรือยัง?” ในที่สุดเขาก็พูดประโยคแรกออกมาจนได้

“ถามทำไมน่ะ?” คนถูกถามตอบกลับมาด้วยคำถาม แม้ไม่ใช่คำตอบที่น่าพอใจ แต่การได้เห็นอีกฝ่ายหน้าแดง ก็ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งของอาราชิ

“ก็... ฉันเป็นเพื่อนกับเธอมาตั้งแต่ประถม ไม่เห็นเธอมีแฟนเลยนี่” เขาให้เหตุผล ด้วยสีหน้าท่าทางที่ผ่อนคลาย และเริ่มกลับมาเป็นตัวเองมากขึ้น

“นั่นสินะ...” ยูมิพยักหน้าหงึกๆ เหมือนจะเห็นด้วยกับคำพูดของอาราชิ “คนที่ชอบมันก็ต้องมีบ้างแหละเนอะ แต่ไม่เห็นมีใครมาจีบฉันเลยสักคนนี่นา ถ้าจะให้ฉันเดินไปบอกเขาก่อนล่ะก็ ไม่เอาด้วยหรอก” เธอตอบยิ้มๆ ตามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยก้อนเมฆสีหม่น

“ถ้าอย่างนั้นคบกับฉันไหมล่ะ?”

คราวนี้คำพูดของอาราชิทำให้ยูมิหันขวับมาจ้องหน้ายิ้มๆ ของเขา ทั้งคู่หยุดยืนสบตากันพักใหญ่ ก่อนที่ยูมิจะเป็นฝ่ายเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

“นายอย่ามาล้อฉันเล่นน่า!” เธอเอ็ดเขาเสียงเขียว โดยที่ยังไม่ยอมหันกลับมาสบตากับคนตรงหน้า

“ฉันพูดจริงๆ นะ ฉันชอบเธอมาตั้งนานแล้ว ถ้าเธอยังไม่มีใคร คบกับฉันได้ไหมยูมิ?”

ทั้งคำพูดและน้ำเสียงของอาราชิบ่งบอกถึงความจริงจัง รวมทั้งความรู้สึกในใจที่เขามี แต่มันจะตรงกับสิ่งที่อยู่ในใจของยูมิหรือเปล่า อาราชิยืนลุ้นกับคำตอบของเธอ หัวใจของเขาแทบจะเต้นออกมานอกอก ระหว่างที่รอฟังความรู้สึกในใจของเธอที่มีต่อเขา

“ฉัน... ยังไม่อยากคิดเรื่องพวกนี้หรอกนะ อีกไม่กี่เดือนเราก็จะเรียนจบแล้ว ทั้งฉันทั้งนายต้องเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยไม่ใช่หรือไง เรามาวางแผนเรื่องเรียนกันก่อนไม่ดีกว่าเหรอ”

คำตอบของยูมิทำให้อาราชิยืนตัวแข็งราวกับถูกสาป รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไปแทบจะในทันที แม้ความผิดหวังจะเป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต แต่สำหรับเขา... ความผิดหวังในครั้งนี้มันหนักหนาสาหัสมาก จนเขาเกือบจะแบกรับมันเอาไว้ไม่ได้ ความรักความหวังที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลา 10 ปี พังทลายลงกลายเป็นเศษซากของความทรงจำไปเสียแล้วในวันนี้

“งะ... งั้นเหรอ... ไม่เป็นไรหรอกนะ เอ่อ... ถ้าอย่างนั้นเรารีบไปโรงเรียนกันเถอะ” อาราชิฝืนยิ้มให้ยูมิ ถึงอย่างนั้นกิริยาก้มหน้าหลบสายตาของเขาก็บ่งบอกให้ยูมิรู้ว่า สิ่งที่ก่อเกิดขึ้นภายในหัวใจของอาราชินั้นเกินกว่าคำว่า ‘ไม่เป็นไร’ ไปมากมายเหลือเกิน

“อาราชิ...”

เสียงเรียกของยูมิหยุดฝีเท้าของเขาที่กำลังจะก้าวผ่านเธอไป แม้ว่ามันจะไม่ได้ช่วยให้เขาหันมาสบตากับเธอก็ตาม แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

“ฉันขอโทษนะ” ยูมิเดินอ้อมไปดักหน้าอาราชิ และพูดสิ่งที่เธอควรจะพูดมากที่สุดในเวลานี้ออกมา

“ช่างมันเถอะ บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร ฉัน... ไม่เป็นไรหรอกน่า” อาราชิเงยหน้าขึ้น พยายามฝืนยิ้มให้ยูมิอย่างยากเย็น แล้วหลุบตาลงต่ำเช่นเดิม ในฐานะเพื่อนสนิทที่รู้จักและคุ้นเคยกันมานาน เขารู้ดีว่าเธอรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของเขา หึ! ก็คงเหมือนกับเขาซึ่งรับรู้ได้ว่าเหตุผลที่แท้จริงของเธอนั้น มันไม่ใช่อย่างที่เธอพูดเลย

“เรารีบไปโรงเรียนกันเถอะ สายมากแล้ว” เขากลั้นใจเดินนำเธอออกไป ทั้งที่นี่ไม่ใช่วิสัยที่เขาเคยทำและควรจะทำ หากแต่ในเวลาเช่นนี้ คงไม่มีทางเลือกใดดีไปกว่าการหลบลี้หนีหน้าจากผู้หญิงที่ ‘ไม่ได้รักเขา’

...ใช่! เหตุผลง่ายๆ ที่เธอตอบปฏิเสธก็คือ เธอไม่ได้รักเขา แต่รัก ‘หมอนั่น’‘ มนุษย์ผู้ชายเจ้าของดวงตากลมโต จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง รูปหน้าคล้ายผู้หญิง ส่วนสูงพอๆ กับเขา น้ำหนักก็ไล่เลี่ยกับเขา แถมยังตัดผมรองทรงแล้วสไลด์ให้มันลงมาปรกหน้าปรกตาเหมือนเขาด้วย ทั้งๆ ที่หมอนั่นไม่มีอะไรแตกต่างกับเขาเลยแท้ๆ กลับเป็นเขาที่มีปมด้อยอยู่คนเดียว เพราะผู้หญิงรอบตัวทุกคนพากันไปมะรุมมะตุ้มรุมรักหมอนั่นเสียหมด อาราชิครุ่นคิดด้วยความเซ็ง และยังคงปล่อยให้เรื่องราวเหล่านี้วนเวียนไปมาอยู่ในหัวตลอดเวลา โดยไม่พยายามขับไล่มันออกไป

“เป็นอะไรของนาย เห็นทำหน้าอย่างกับเป็นวิญญาณไร้ญาติมาตั้งแต่เช้าแล้ว” 1 ในเพื่อนร่วมทีมบาสเกตบอลของอาราชิ และเป็น 1 ในเพื่อนร่วมห้องปี 3A ของเขา ถามขึ้นด้วยความสงสัย ระหว่างที่ทั้งหมดกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อเตรียมลงแข่งขันบาสเกตบอลกระชับมิตรระหว่างห้อง ช่วงก่อนพักรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งทางโรงเรียนมีจุดมุ่งหมายให้นักเรียนคลายหนาวจากอุณหภูมิที่ติดลบด้วย

“เปล่า...” อาราชิตอบสั้นๆ พร้อมกับเบือนหน้าหนีไปทางอื่น เหมือนไม่อยากให้เพื่อนๆ จับโกหกตนได้

“ใช่เหรอ เห็นปกติทำตัวติดกับยัยเตี้ยยูมิอย่างกับเป็นฝาแฝด แต่วันนี้แยกกันเดินเหมือนกลัวติดเชื้อลมบ้าหมูอย่างงั้นแหละ!” ใครคนหนึ่งแย้งขึ้น ด้วยคำพูดประเภทแทงหัวใจทะลุถึงลำไส้ใหญ่

“เฮ้ยๆ หรือจะถูกยัยเตี้ยยูมิหักอกเอา เพราะยัยนั่นไปชอบพี่ทาคุยะ เหมือนพวกที่แกแอบไปปิ๊งตอนอยู่อนุบาลฟะ?” อดีตเพื่อนเก่าเมื่อวัยกระเตาะของอาราชิ ร่วมด้วยช่วยขุดคุ้ยประวัติอันน่าเวทนาของเขาชนิดไม่เหลือชิ้นดี

“ไม่ใช่ทั้งนั้นแหละ! แล้วก็เลิกเรียกยูมิว่ายัยเตี้ยสักที เดี๋ยวแช่งให้มีแฟนเตี้ยให้หมดเลยนี่” อาราชิหันขวับมาเอ็ดตะโรบรรดาเพื่อนปากเสียทั้งหลาย และแม้จะพยายามปรับสีหน้าท่าทางให้ดูขี้เล่นเป็นปกติเพียงใดก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่สามารถปกปิดได้ก็คือ ความเจ็บปวดที่เต้นเร่าอยู่ในดวงตาคู่นั้น

ปี๊ด!

เสียงนกหวีดดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มการแข่งขัน ผู้เล่นของทั้งสองทีมต่างกระจายกันไปยังตำแหน่งของตน ซึ่งแน่นอนว่า 1 ในนั้นมีกำลังหลักของทีมอย่างอาราชิรวมอยู่ด้วย และทั้งที่เขามีดีกรีเป็นถึงนักกีฬาว่ายน้ำ ฟุตบอล บาสเกตบอลทีมโรงเรียน แต่เสียงร้องเชียร์ที่มีชื่อของเขาปะปนอยู่ในประโยค กลับกลายเป็นเสียงของผู้ชายเสียหมด ถ้าไม่นับเสียงของยูมิที่ดังแทรกอยู่ด้วยล่ะก็

“อาราชิ! สู้เขานะ” ยูมิป้องปากตะโกนอยู่บนอัฒจันทร์ชั้นล่างสุด ภายในโรงยิมขนาดกลางของโรงเรียน เสียงเล็กๆ ใสๆ ปานกระดิ่งของเธอ ช่วยเรียกกำลังใจให้เขาได้เป็นอย่างดีในทุกๆ ครั้งของการแข่งขัน แต่ไม่ใช่สำหรับวันนี้... วันที่คำพูดปฏิเสธของเธอยังวนเวียนไปมาอยู่ในสมองของเขา

พลั่ก!

เพราะมัวแต่บังคับตัวเองไม่ให้ฟังเสียงของยูมิ อาราชิจึงไม่เห็นลูกบาสที่เพื่อนร่วมทีมโยนมาให้ และมันก็กระแทกเข้าที่ใบหน้าของเขาเต็มแรง จนเขาหงายหลังล้มลงไปกับพื้น ท่ามกลางความตกใจของทุกคนในสนาม

“เฮ้ย! อาราชิๆ ๆ” เหล่าสหายร่วมทีมบาสเกตบอล กรูกันเข้ามาดูอาการของเขาด้วยความเป็นห่วง ต่างร้องเรียกชื่อกันให้วุ่นวาย หากแต่อาราชินั้นหมดสติไปเสียแล้ว และในที่สุดเขาก็ถูกเปลสนามพาออกไปจากโรงยิม

...ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้นักกีฬายอดฝีมืออันดับต้นๆ ของโรงเรียนอย่างอาราชิ เหม่อลอยกระทั่งเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ นอกจากยูมิ เธอมั่นใจว่าคำตอบของเธอทำร้ายจิตใจเขา และเป็นต้นเหตุทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ เธอไม่น่าพูดกับเขาแบบนั้น แล้วก็น่าจะพยายามสั่งหัวใจตัวเองให้คิดกับเขาเกินเพื่อน หลังจากที่ตกลงคบกับเขาแล้วมากกว่า ยูมิครุ่นคิดเรื่องของอาราชิซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัว ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่กล้าแม้แต่จะโผล่หน้าไปเยี่ยมเขาที่ห้องพยาบาล

“นี่! ยูมิ เธอจะไม่ไปเยี่ยมอาราชิเขาหน่อยเหรอ โดนลูกบาสอัดหน้าแบบนั้น ฉันว่าดั้งหักหมดแหงๆ” ใครคนหนึ่งในกลุ่มนักเรียนหญิงเพื่อนสนิทของยูมิพูดขึ้น ระหว่างมื้อเที่ยงซึ่งแต่ละคนต่างทำข้าวกล่องของตัวเองมากินที่โรงเรียน

“ฉัน...” ยูมินั่งอึกอัก ไม่รู้จะตอบเจ้าของสายตาทั้ง 4 ที่มองมาได้อย่างไร เพราะหากเล่าย้อนไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนเช้า ก็เท่ากับว่าเธอนำสิ่งที่ควรจะเป็นความลับระหว่างเธอกับอาราชิ ออกมาโพนทะนาให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องรับรู้

“ยัยเตี้ย!”

เสียงเรียกที่ดังขึ้นด้านหลัง ทำให้ยูมิจำต้องหันไปเผชิญหน้ากับสายตาอีก 5 คู่ที่กำลังจ้องมองเธออยู่ ในเมื่อรู้ดีว่าเจ้าของเสียงซึ่งพึ่งเดินเข้ามาในห้องเป็นใคร และต้องการพูดอะไรกับเธอ

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอกับอาราชิมีปัญหาอะไรกัน แต่จะไม่ใจจืดใจดำไปหน่อยเหรอ ถึงไม่ไปดูดำดูดีหมอนั่นเลย ทั้งที่คนอื่นในห้องเขาก็ไปกัน” เจ้าของร่างสูงโปร่งหัวหน้าทีมบาสเกตบอลประจำห้อง จ้องหน้ายูมิจนเธอต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาดุๆ ของเขา

“หน้าตาท่าทางหมอนั่นอย่างกับต้นไม้กำลังจะแห้งตาย หรือเธอจะปล่อยให้อาราชิมันตายไปจริงๆ!” สมาชิกอีกคนของทีมบอกในสิ่งที่ยิ่งทำให้ยูมิสะเทือนใจและรู้สึกผิด สายตาทุกคู่ภายในห้องบีบคั้น กดดัน ให้เธอต้องรับผิดชอบความผิดของตัวเอง

ไม่กี่นาทีต่อมา ยูมิก็เดินมาถึงด้านหน้าห้องพยาบาล เวลานี้อุณหภูมิที่ยังคงติดลบไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกหนาวอีกต่อไป ตรงกันข้าม... เธอกลับรู้สึกร้อนใจและกระวนกระวายด้วยความเป็นห่วงอาราชิมากกว่า

“ขออนุญาตค่ะ หนู... มาเยี่ยมเพื่อนที่เป็นนักกีฬาน่ะค่ะ”

เสียงสั่นเครือของยูมิเรียกให้อาจารย์ประจำห้องพยาบาล และเกือบทุกคนภายในห้องหันมามองเธอกันเป็นตาเดียว มันทำให้เธอถึงกับยืนตัวลีบ ต่อด้วยการเดินตัวลีบไปยังเตียงของอาราชิ หลังได้รับการอนุญาตแล้ว

“อาราชิ... หลับเหรอ?” เจ้าของร่างบางเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างเตียง ที่เพื่อนสนิทของเธอกำลังนอนหลับตา ห่มผ้านวมชนิดที่แทบจะเรียกได้ว่าคลุมโปง ถึงอย่างนั้นก็ยังพอมองเห็นรอยแดงช้ำบนใบหน้า จากการถูกลูกบาสเกตบอลกระแทก

“หลับจริงๆ น่ะเหรอ?” เธอชะโงกหน้าเข้าไปกระซิบถามจนเกือบชิดใบหน้าของเขา หากแต่อาราชิก็ยังนอนหลับตาเฉย นั่นเองที่ทำให้ยูมิจำต้องปักใจเชื่อว่าเขาหลับจริงๆ และทำได้แค่นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ข้างเตียง โดยถอดเสื้อโค้ทขนสัตว์พับไว้บนตัก เนื่องจากภายในห้องพยาบาลมีฮีตเตอร์สำหรับทำความร้อนอยู่แล้ว

ปิ๊งปอง... ปิ๊งป่อง...

อีกไม่กี่นาทีต่อมา เสียงสัญญาณเข้าเรียนในภาคบ่ายก็ดังขึ้น นักเรียนแต่ละคนต่างแยกย้ายกันไปเข้าห้องเรียน ยกเว้นยูมิที่ยังคงนั่งเฝ้าอาราชิอยู่ข้างเตียงไม่ไปไหน จนกระทั่ง...

“ไปเข้าห้องเรียนซะ...” เสียงอู้อี้ดังออกมาจากปากของคนที่นอนคลุมโปงอยู่ใต้ผ้าห่มนวม

“อาราชิ! นายไม่ได้หลับตาจริงๆ ด้วย นี่กะจะแกล้งฉันใช่ไหม?” ยูมิแกล้งหรี่ตาจับผิด ทั้งที่ดีใจเหลือเกินที่ได้ยินเสียงคุ้นหูเสียงนี้อีกครั้ง

“ไปเข้าห้องเรียนซะ...” อีกฝ่ายยังคงย้ำคำพูดเดิม และไม่มีทีท่าว่าจะยอมโผล่หน้าออกมาคุยกับเธอ

“อาราชิ... ฉันขอโทษนะที่เมื่อเช้าตอบนายไปแบบนั้น ฉันคงคิดถึงเรื่องเรียนมากไป ความจริงเราสองคนมาลองคบกันแบบมากกว่าเพื่อนดูก่อนก็ได้”

”ฉันบอกให้เธอกลับห้องเรียนไปไง!”

เสียงตวาดที่ดังสวนออกมาจากใต้ผ้านวม ทำเอายูมิถึงกับชะงักไปในทันที ความรู้สึกมากมายประเดประดังกันเข้ามาจนท่วมท้นใจ ทั้งตกใจ น้อยใจ เสียใจ อาราชิไม่เคยทำกับเธอแบบนี้ แน่นอน... เธอเองก็ไม่คิดว่าเขาจะทำแบบนี้ น้ำตาอุ่นๆ ของยูมิไหลรินอาบสองแก้ม และหยดลงไปบนผ้านวม... หยดแล้วหยดเล่า

“อาราชิ... อาราชิบ้าที่สุด!” เธอหยิบเสื้อโค้ท แล้วลุกพรวดขึ้นวิ่งออกไปจากห้องพยาบาล มือปาดน้ำตาที่รินไหลลงมาไม่ขาดสายจากความผิดหวังและเสียใจ เธอคงไม่รู้หรอกว่า... ใครอีกคนที่ยังนอนอยู่ใต้ผ้านวมก็กำลังร้องไห้

 

1 ชั่วโมงผ่านไป อาราชิในชุดนักเรียนก็ออกมาจากห้องพยาบาล พร้อมเป้ที่โทรศัพท์ขอร้องให้เพื่อนร่วมทีมเอามาให้ เขาขออนุญาตอาจารย์กลับบ้านก่อนเวลาเลิกเรียน โดยอ้างว่าปวดหัว แต่ดูเหมือนว่าทั้งอาจารย์และบรรดาเพื่อนตัวแสบจะพอคาดเดาเหตุผลที่แท้จริงของเขาได้

“ฉันมันบ้าจริงๆ นั่นแหละ” อาราชิพึมพำกับตัวเอง ระหว่างที่เดินฝ่าไอเย็นจากหิมะ ซึ่งเริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง เขากระชับเสื้อโค้ทให้แน่นขึ้นและเดินห่อไหล่ไปตามถนนสายเดิม แม้อุณหภูมิจะลดต่ำลงกว่าเดิมเพียงเล็กน้อย แต่อาราชิกลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะกลายเป็นก้อนขนมปังแข็งๆ ในช่องฟรีซ

...เขาทำให้ผู้หญิงที่ตัวเองรักเสียใจ ทำให้เธอต้องร้องไห้ เขาทำร้ายจิตใจเธอ ทำร้ายหัวใจของตัวเองอย่างไม่น่าให้อภัย และเธอเองก็คงไม่มีวันให้อภัยเขา น้ำตาอุ่นๆ ของอาราชิเริ่มเอ่อท้นขึ้นมาอีกครั้ง

“จริงสิ... แม่ฝากซื้อโชยุด้วยนี่”

ซุปเปอร์มาร์เก็ตฝั่งตรงข้ามทำให้อาราชิฉุกคิดถึงเรื่องที่มารดาสั่งไว้เมื่อเช้าขึ้นมาได้ แต่แล้วระหว่างที่เขากำลังข้ามถนน...

ปิ๊นนนนน!!

ปังงงง!!

เสียงแตรรถดังลั่น ตามด้วยเสียงอะไรบางอย่างปะทะกันอย่างแรง ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คนในละแวกนั้น เลือดสีแดงสดค่อยๆ ซึมลงไปบนหิมะสีขาว!!

  

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น