ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 8 ความลับที่ปิดไม่มิด (100%)

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 ความลับที่ปิดไม่มิด (100%)

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 325

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ค. 2561 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 ความลับที่ปิดไม่มิด (100%)
แบบอักษร

“ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย...”

เสียงเพลงชาติไทยดังปลุกธนูในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา และมันก็ทำให้เขางัวเงียตื่นขึ้นเพื่อที่จะเอื้อมมือข้างที่เจ็บไปหยิบต้นตอของเสียงบนหัวเตียง

“โอ๊ย!!”

เสียงร้องแสดงความเจ็บปวดดังขึ้นอีกรอบ เพียงแต่คราวนี้ไม่มีบุพการีของเขามาเคาะประตูเรียกอยู่หน้าห้องเท่านั้น และธนูก็จำต้องรีบข่มความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วแขนยันสมองสยองถึงหัวใจ เพื่อรับโทรศัพท์จากบุคคลปลายสายที่คงกำลังกระวนกระวายรอการตอบรับด้วยความร้อนใจ

“มีอะไรเหรอ... อ้อ” เขาชำเลืองมองชื่อของผู้ติดต่อ พยายามกระแอมกระไออยู่หลายครั้งเพื่อปรับเสียงให้เป็นปกติที่สุด ซ้ำยังสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะตัดสินใจรับสายที่ว่า โดยตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่ว่าหลังวางสายในครั้งนี้ ตนคงต้องตั้งเสียงเรียกเข้าให้กับเธอแตกต่างจากคนอื่นๆ เสียที

“ทำไมไม่มาเรียนล่ะ เป็นอะไรหรือเปล่า วันนี้มีเรียนเช้าด้วยนะ?” อริศรากรอกเสียงตอบกลับมาด้วยความเป็นห่วง “ฉันทำให้นายนอนดึกเลยตื่นมาเรียนไม่ไหวหรือเปล่า?” เธอถามต่อไปอีก ระหว่างที่ธนูกำลังเฟ้นหาคำตอบที่ดีที่สุดจากสมองซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าจะมาเกิดตีบตันอะไรเอาตอนนี้

“เปล่าๆ ฉันแค่กำลังรวบรวมข้อมูลเรื่องคดีเอามาวิเคราะห์น่ะ คงไม่ได้ไปสักอาทิตย์นึงนั่นแหละ” ธนูตอบเลี่ยงๆ และหาวิธีเอาตัวรอดยาวๆ เพื่อไม่ให้อริศราต้องเห็นตนในสภาพนี้

“แล้วเรื่องเรียนจะเอายังไง ให้ฉันเอาสมุดโน้ตไปให้ไหม?” อริศราเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงและหวังดี แต่นั่นเองที่ทำให้ธนูสร่างจากอาการง่วงเหงาหาวนอนทันที

“มะ... มะ... ไม่ต้องลำบากหรอก ดะ... ดะ... เดี๋ยวฉันไปเรียนแล้วจะเอามาจดเอง!!” เขาลืมตัวละล่ำละลักปฏิเสธเสียงหลง จนอริศราอดแปลกใจไม่ได้ ในเมื่อมันคือพฤติกรรมที่ธนูไม่เคยทำมาก่อน

“ทำไมล่ะ นายจะได้ไม่ต้องยุ่งยากไง ฉันก็ไม่ได้ลำบากอะไรนี่” อริศรานิ่วหน้าถามด้วยความสงสัย

“เอ่อ... คือฉันไม่ค่อยได้อยู่บ้านน่ะ เดี๋ยวเธอมาแล้วไม่เจอ ก็เสียเที่ยวเปล่าๆ น่ะสิ” ธนูแก้ตัวน้ำขุ่นๆ โดยใช้เหตุผลที่คิดว่าน่าจะช่วยให้เขาเอาตัวรอดไปได้อีกครั้งหนึ่ง

“อย่างนั้นเหรอ ที่จริงก็นัดกันก็ได้ นายอยู่บ้านเมื่อไหร่ ก็โทรมาบอกฉัน ฉันจะเอาไปให้” หญิงสาวยังไม่ละความพยายามและตั้งใจ

“ฉันไม่อยากให้เธอลำบาก ไม่เป็นไรหรอกน่า อาทิตย์เดียวเอง” ชายหนุ่มเองก็ยังไม่ละความพยายามที่จะทำให้หญิงสาวละความพยายามและตั้งใจ

“อย่างนั้นก็ได้ ตามใจนายแล้วกัน ต้องมาจดตาเหลือกตามหลังไม่รู้ด้วยนะ”

ในที่สุดอริศราก็ตอบคำตอบที่ธนูต้องการออกมา สร้างความโล่งใจให้กับชายหนุ่มผู้มีชนักติดหลังเป็นอย่างมาก

“เรื่องแค่นั้นจิ๊บจ๊อยน่า เธอนั่นแหละมัวโทรคุยกับฉัน เดี๋ยวอาจารย์เข้ามาก็จดไม่ทันหรอก” เขารีบเบนประเด็นไปหาเรื่องอื่น เพื่อไม่ให้มันวกกลับเข้ามาหาตัวเองจนความแตก

...แน่ล่ะ! ในฐานะสายสืบมันคงเป็นเรื่องที่ชวนขายขี้หน้ามาก กับการที่จะต้องมาตกม้าตายเพราะเรื่องเพียงแค่นี้ นี่ถ้าเป็นคนอื่นล่ะก็เขาคงไม่จำเป็นต้องระแวดระวังและระแวงมากเท่าไหร่ แต่สำหรับอริศรามันคงไม่ใช่แบบนั้นแน่ ไม่ว่ามันจะเป็นเพราะเธอคือเพื่อนตั้งแต่วัยเด็กของเขา หรือเพราะการที่เขาไม่ปรารถนาจะพูดโกหกผู้หญิงที่เขารักก็ตาม

“ย่ะ งั้นแค่นี้แหละ ฉันไม่กวนแล้ว” อริศราทำหน้าตูมใส่โทรศัพท์ ก่อนจะตัดสายแล้วหันไปชะเง้อมองทางประตูห้องเรียนว่าอาจารย์ประจำวิชามาถึงหรือยัง

“นี่! เห็นตอนก่อนจะโทรหาอีตาบ้าธนู อ้อบอกว่าเย็นนี้จะไปโรงพยาบาลตำรวจไม่ใช่เหรอ ไปทำไมล่ะ ใครเป็นอะไร หรือว่าแฟนเธอเข้าโรงพยาบาล?” น้ำหวานยื่นหน้าเข้าไปถามเพื่อนสาวคนสนิทด้วยความสงสัยเต็มประดา

“อ๋อ ไม่ใช่ธนูหรอก เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกคนร้ายคดีฆาตกรรมต่อเนื่องขี่มอเตอร์ไซค์ชนเมื่อคืนน่ะ พี่เอกว่าจะไปเยี่ยม เพราะรับผิดชอบคดีนี้อยู่ ฉันเลยว่าจะตามไปด้วยน่ะ” อริศราตอบยิ้มๆ อย่างละเอียด จนอีกฝ่ายไม่ต้องตั้งคำถามอะไรเพิ่มเติมอีก

“นึกว่าอีตาบ้าธนูเข้าโรงพยาบาล ฉันจะได้ตามไปด้วย ขอไปซ้ำเติมสักที จะสั่งตำปูปลาร้าไปฝากเสียหน่อย ถ้าไม่ยอมกินแม่จะเอากรอกปากให้!” น้ำหวานวางแผนฆาตกรรมเพื่อน สีหน้าท่าทางจริงจังเสียจนอริศราอดหัวเราะขบขันไม่ได้

“ขนาดนั้นเลยเหรอ ธนูคงดีใจนะที่หวานไปเยี่ยม” อริศราพูดแบ่งรับแบ่งสู้ในฐานะที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทของน้ำหวานและคนรักของธนู

“ดีใจแน่ เพราะฉันจะหอบของฝากไปเยอะๆ เลย โฮะๆ ๆ” น้ำหวานปิดปากหัวเราะเสียงแม่มด จนรอยยิ้มของอริศราเปลี่ยนเป็นยิ้มเจื่อนๆ แทน เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจริง น้ำหวานจะทำอย่างที่พูดหรือไม่ “จะว่าไปเย็นนี้พ่อฉันไม่มารับ ถ้าอย่างนั้นฉันขอติดรถพี่ชายอ้อไปด้วยได้ไหม ขอลงที่โรงพยาบาลตำรวจก็ได้ ไม่ทำให้พี่ชายเธอเสียเวลาหรอก นะๆ”

มีหรือที่อริศราจะปฏิเสธคำขอร้องเล็กน้อยของเพื่อนสาวคนสนิท แม้จะยังไม่ได้บอกกล่าวเอกพล แต่เรื่องแค่นี้หญิงสาวก็มั่นใจอยู่แล้วว่า พี่ชายผู้แสนใจดีของเธอจะไม่มีวันทำให้น้องสาวต้องผิดหวังอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกัน ธนูซึ่งหลับไปอีกครั้งเพราะฤทธิ์ยาแก้ปวดที่พึ่งกินเข้าไปอีกเม็ด ก็ยังคงไม่ได้ล่วงรู้ถึงชะตากรรมของตัวเองเลยว่า ตนจะต้องพบเจอกับอะไรบ้างในเย็นวันนี้ที่โรงพยาบาลตำรวจ!!

เวลายังคงเดินไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ พาให้ดวงตะวันบนฟากฟ้าที่กำลังส่องแสงเผามนุษย์เบื้องหลังด้วยความสนุกสานครื้นเครงหรือไม่ ไม่มีใครทราบได้ เริ่มเหนื่อยอ่อนจากการทำงานหนักมาทั้งวัน และค่อยๆ พาตัวเองกลับไปยังเบื้องหลังม่านแห่งเมฆหมอกยามราตรี เพื่อปล่อยให้ดวงจันทร์เข้ามาทำหน้าที่ให้แสงสว่างแก่เหล่ามวลมนุษย์แทน

“ธนู! ธนู! แกยังหายใจอยู่หรือเปล่า!?”

เสียงเรียกและคำถามจากคนเป็นพ่อ ปลุกให้ชายหนุ่มเจ้าของชื่องัวเงียตื่นขึ้นด้วยอาหารเมาขี้ตา ปกติเขาไม่เคยสันหลังยาวนอนเอาๆ ทั้งวันแบบนี้ แม้แต่ในยามที่ต้องเข้าไปนอนห้องพักฟื้นภายในโรงพยาบาล แต่สำหรับวันนี้ สังหรณ์ของเขากล่าวเตือนไว้ด้วยความปรารถนาดีอันแรงกล้าว่า เขาไม่ควรไปเหยียบโรงพยาบาลตำรวจเด็ดขาด แม้อาการจะกำเริบเสิบสานถึงขึ้นม้วยมรณาวายชีวาลาโลกก็ตาม

“ผมยังไม่ตายครับพ่อ” ธนูร้องตอบออกไป ระหว่างที่ค่อยๆ ลุกขึ้นด้วยอาการที่ยังไม่หายงัวเงีย เพื่อไปเปิดประตูห้องให้บุพการีเห็นหน้าเห็นตา เป็นการยืนยันว่าตัวเองยังมีลมหายใจอยู่ในสภาพร่างกายที่ไม่เต็มร้อยนัก

“ยังไม่แต่งตัวอีกหรือไง บอกตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วนี่ว่าจะพาไปตรวจที่โรงพยาบาลตำรวจตอนเย็น” คนเป็นพ่อมองลูกชายที่ยังคงอยู่ในชุดนอน เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขาสั้น เข้ากับสีหน้าท่าทางง่วงงุนแบบสุดๆ

“ผมไม่เป็นไร ไม่ต้องไปหรอกครับพ่อ... ฮ้าวววว” ธนูหาวหวอดโชว์บิดา แล้วตั้งท่าจะปิดประตูเข้านอนต่อ ถ้าท่านนายพลไม่ใช้มือดันประตูเอาไว้เสียก่อน

“ไม่ได้! สภาพแบบนี้น่ะเหรอไม่เป็นไร ฉันไม่เคยเห็นแกเป็นแบบนี้สักครั้ง ต่อให้เจ็บแค่ไหนแกก็ไม่ร้องเสียงลั่นบ้านลั่นช่องขนาดนั้น” พ่อของเขาเอ็ดเสียงเข้ม สีหน้าดุดัน บ่งบอกว่าจริงจังกับสิ่งที่พูดมาก

“แต่...”

ถึงอย่างนั้นธนูก็ยังอิดออดไม่อยากทำตามคำสั่ง ในเมื่อลางสังหรณ์ของเขายังคงกระซิบเตือนอยู่ข้างหูว่า ณ สถานที่อันเป็นจุดหมายปลายทางอาจมีบางสิ่งบางอย่างรอคอยเขาอยู่ ทว่า...

“ไม่ได้!”

เสียงเข้มๆ ของคนเป็นพ่อทำเอาธนูสะดุ้งเฮือก ทั้งที่ปกติแล้วเขาไม่เคยมีอาการแบบนี้มาก่อน นั่นคือสิ่งที่ท่านนายพลสังเกตเห็นเช่นกัน

“ไปอาบน้ำแต่งตัว... เดี๋ยวนี้!”

คำสั่งประกาศิตที่ได้รับ ทำให้ธนูจำต้องก้มหน้ารับชะตากรรมอันไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ นี่หากลางสังหรณ์มีปุ่มหยุดทำงานล่ะก็ เขาก็อยากกดหยุดไม่ให้มันมาคอยกระซิบกระซาบตามหลอกหลอนเขาอยู่อย่างนี้ นี่เขา... จะต้องเจอกับเรื่องราวร้ายๆ อะไรที่โรงพยาบาลตำรวจจริงๆ ใช่ไหม

เฮ้อ! นี่ถ้าแขนของเขาไม่เกิดเดี้ยงจนใช้งานไม่ได้แบบนี้ล่ะก็ ต่อให้ฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ชายหนุ่มก็ไม่มีทางรู้สึกหวาดกลัวระคนหวาดระแวงแบบนี้แน่

“เร็วๆ นะ ฉันจะลงไปรอข้างล่าง”

เสียงเร่งของบิดาดังขึ้นอีกครั้งที่หน้าประตูห้อง ขณะที่ธนูกำลังหอบเสื้อผ้าลากสังขารไปเข้าห้องน้ำ ด้วยท่าทางราวกับกำลังจะสิ้นใจในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

“ครับพ่อ...”

เสียงตอบรับเบาหวิวของคนเป็นลูก ทำเอาบุพการีถึงกับส่ายหน้าไว้อาลัยให้กับความผิดปกติขั้นรุนแรงของอีกฝ่าย งานนี้เห็นทีคงต้องให้หมอตรวจยันสมองด้วยแน่ๆ นั่นคือสิ่งแรกที่ท่านนายพลวางแผนว่าจะทำทันทีที่ไปถึงจุดหมายปลายทาง

แต่สำหรับเวลานี้... คงต้องรอคอยการมาของตัวการที่ว่าเสียก่อน

“ไอ้ลูกบ้า... มันทำอะไรของมัน...”

หลังจากเวลาล่วงเลยไปเกือบ 1 ชั่วโมงโดยไร้วี่แววการปรากฏกายของธนูแม้เงา ท่านนายพลก็จำต้องตระเตรียมแผนการล่าสุดใหม่ นั่นคือการกลับขึ้นไปลากคอตัวการลงมาจากห้อง

“ถ้าแกยังไม่ออกมา อย่าหาว่าพ่อใช้กำลังกับแกนะธนู!”

ไม่กี่วินาทีถัดมา เสียงของคนเป็นพ่อก็ดังขึ้นหน้าห้องนอนของธนู และเจ้าของเสียงก็ตั้งท่าจะใช้กุญแจห้องสำรองอีกดอกไขประตูเข้าไปจัดการตามที่ว่าจริง หากว่าประตูห้องไม่ถูกแง้มเปิดออกเสียก่อน

“แค่นี้ผมก็จะพิการอยู่แล้วนะครับพ่อ”

ในที่สุดธนูก็ยอมรับถึงอาการขั้นโคม่าของตัวเอง และจำต้องยอมไปโรงพยาบาลกับผู้เป็นพ่อ แม้ว่าจะยังมีอาการอกสั่นขวัญแขวนจากการกระตุ้นเตือนของต่อมลางสังหรณ์เป็นระยะๆ ก็ตามที

“เดินไหวไหม จะเอารถเข็นหรือเปล่า?” คนเป็นพ่อเอ่ยทำลายความเงียบเชียบภายในรถ ด้วยคำถามที่ทำให้คนเป็นลูกถึงกับย่นหน้า

“ผมโดนท่อนั่นกระแทกแขนนะครับพ่อ พ่อลืมเหรอ?” ธนูย้อนถามสีหน้าบ่งบอกถึงความเจ็บปวดรวดร้าว พลางยื่นแขนที่มีปลอกผ้าหุ้มอยู่ให้บุพการีดู

“ฉันไม่ได้ลืม ตัวแกเองนั่นแหละที่ทำท่าเหมือนโดนท่อทับทั้งตัว แกไม่รู้หรือไง!”

คราวนี้คำตอบของท่านนายพลทำเอาธนูถึงกับสะอึกไปนาน

“ผมเดินเองได้ครับ ถึงจะโดนท่อทับทั้งตัวก็เถอะ” เขาตอบพลางปั้นแต่งท่าทางแข็งแรงประกอบ เสมือนตัวเองไม่ได้เป็นอะไรและไม่เคยเป็นอะไรทั้งนั้น ซึ่งตรงข้ามกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง

“งั้นเดี๋ยวฉันจะเอาท่อของกลางที่ยึดได้มาใช้กับแกอีกรอบ”

คำตอบล่าสุดของคนเป็นพ่อทำเอาลูกชายโทนหัวแก้วหัวแหวนอย่างธนูถึงกับอ้าปากค้าง ถึงขั้นถอนคำพูดแทบไม่ทัน

“ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นนะครับพ่อ!!” เขาละล่ำละลัก

“แล้วหมายความว่าแบบไหน?” บุพการีที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของเขาย้อนถาม พลางปั้นสีหน้าเสมือนไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจใดๆ ทั้งสิ้น

“ผมแค่พูดเปรียบเทียบเฉยๆ เองครับ ไม่ได้หมายความว่าอยากถูกท่อทับทั้งตัวจริงๆ” ธนูตอบเสียงอ่อย เขารู้ดีว่าบิดาเป็นคนพูดจริงทำจริงขนาดไหน และหากเขาเผลอตัวตอบตกลงไปล่ะก็ มีหวังได้ใส่เฝือกทั้งตัวนอนอยู่โรงพยาบาลทั้งเดือนเป็นแน่

“งั้นก็ดี ฉันนึกว่าแกพูดจริงจะได้ช่วยสงเคราะห์ให้... เอ้า! รีบๆ ลงได้แล้ว ฉันจะเอารถไปจอดก่อน” คนเป็นพ่อยังคงพูดด้วยสีหน้าท่าทางเป็นการเป็นงาน ราวกับว่าจะทำการสงเคราะห์ตั้งแต่พิธีการขั้นแรกไปจนถึงพิธีกรรมขั้นสุดท้ายชายหนุ่มจริงดังว่าหากอีกฝ่ายตอบรับ

“โธ่พ่อครับ...” ธนูส่งเสียงโอดครวญ ระหว่างที่เปิดปิดประตูรถออกมายืนทำตาละห้อย มองบิดาที่รีบขับรถออกไป เพื่อให้รถยนต์คันถัดไปที่ขับตามหลังมาได้เข้ามาจอดเทียบส่งคนไข้ของตัวเองลงจากรถบ้าง

“เอ๊ะ! นั่นอีตาบ้าธนูหรือเปล่าน่ะอ้อ!?”

ความเคลื่อนไหวของธนูไม่รอดพ้นสายตาของเหยี่ยวสาวอย่างน้ำหวานไปได้ แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น อริศราก็กลับเชื่องช้าพอจะปล่อยให้ชายหนุ่มผู้เป็นเป้าหมายหายลับไปก่อนที่เธอจะทันได้มองเห็น

“ไหนล่ะ เธอตาฝาดหรือเปล่าหวาน?” อริศราสอดส่ายสายตา มองซ้ายมองขวา กวาดตาไปทั่ว แต่ก็ยังไม่พบแม้แต่เงาของชายหนุ่มเจ้าของชื่อที่ว่า

“อย่างฉันเนี่ยน่ะเหรอตาฝาด เธอนั่นแหละ ไม่ยอมหันขวับมาดูตั้งแต่ตอนที่ฉันบอก จนอีตาบ้านั่นเดินหายไปแล้วพึ่งจะมามองหา มันน่าตีก้นนะเนี่ย” น้ำหวานฮึดฮัดฟึดฟัดเหมือนอยากจะจับอริศราตีก้นดังว่า ถ้าไม่ติดตรงที่พวกเธอกำลังยืนอยู่ท่ามกลางสาธารณะชน เพื่อรอคอยเอกพลที่กำลังนำรถยนต์ไปจอดบริเวณลานจอดรถของโรงพยาบาล

แน่นอน... คนทั้งหมดมีโอกาสพบเจอกันด้วยเหตุผลโลกกลมพรหมลิขิต เพียงแต่... อาจมีคนใดคนหนึ่งที่ไม่ยินดีสักเท่าไหร่ หากเหตุการณ์ที่ว่าเกิดขึ้นจริงๆ ในช่วงเวลานับจากนี้

...และคนที่ว่านั่นก็คือ

“ทำไมรู้สึกเสียวสันหลังแปลกๆ ฟะ!” ธนูบ่นงึมงำกับตัวเอง พลางชำเลืองมองรอบตัว คล้ายต้องการค้นหาที่มาของอาการเสียวสันหลังวาบที่บังเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วจางหายไป เหมือนตนกำลังถูกสายตาของผู้ไม่ประสงค์ออกนามจ้องมอง ก่อนจะเดินพ้นจากสิ่งสิ่งนั้นออกมาได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที

“น่าจะเป็นคนที่ยืนอยู่หน้าตึก คนรู้จักงั้นเหรอ?” เขาลองคิดวิเคราะห์ประมวลผลตามอย่างที่นักสืบพึงกระทำ แม้ว่ามันอาจเป็นแค่เรื่องยิบย่อยในชีวิตประจำวัน

ทว่า... เรื่องยิบย่อยอะไรนั่นก็สามารถแปลงร่างเป็นเรื่องใหญ่คับโลงได้เช่นเดียวกัน นั่นคือหลักในการดำเนินชีวิตที่ผู้เป็นพ่อสอนไว้ให้เขา

“เฮ้อ! ช่างเถอะ มัวยืนพินิจพิจารณา แล้วพ่อตามมาทัน มีหวังโดนด่าเละ” ธนูสะบัดหน้า พึมพำกับตัวเอง แล้วรีบจ้ำอ้าวต่อไป ทำให้คลาดกับอริศราและน้ำหวาน ซึ่งเดินผ่านประตูโรงพยาบาลเข้ามากวาดตามองหาเขาเช่นกัน

“เธอตาฝาดล่ะมั้งหวาน ไม่เห็นมีเลยนี่นา” อริศรายังคงปักใจเชื่อว่าเพื่อนสาวคนสนิทของเธอมีปัญหาทางด้านสายตา มากกว่าจะเป็นการที่ธนูสบโอกาสเหมาะเข้าเดินเล่นในโรงพยาบาลตำรวจเป็นไหนๆ แต่ถึงอย่างนั้น...

“ไม่ฝาด ฉันมั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่าอีตาบ้าที่ฉันเห็นจะต้องเป็นแฟนเธอแน่นอน” น้ำหวานยืนยัน นั่งยัน และอยากจะนอนยันเป็นอย่างยิ่ง หากว่าสถานที่เอื้ออำนวยล่ะก็

“เขาคงมาสัมภาษณ์คนเจ็บล่ะมั้ง หรือไม่ก็อาจจะมาสืบคดีเรื่องอื่น” อริศรายังคงมิวายแก้ต่างให้ชายหนุ่มคนรักของตัวเอง ตามหลักความน่าจะเป็นที่ร่ำเรียนตั้งแต่อยู่มัธยม

“แต่ฉันเห็นหมอนั่นจับแขนตัวเองด้วยนะ อาจจะเจ็บแขนก็ได้” น้ำหวานสาธยายต่อ ฟังดูเหมือนเป็นการชักแม่น้ำทั้งห้าให้อีกฝ่ายยอมเชื่อ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนั่นคือสิ่งที่ตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากที่สุด

“เจ็บแขน... อย่างนั้นเหรอ?”

คราวนี้อริศรานิ่วหน้าถามย้ำด้วยความสนใจระคนไม่สบายใจ เพราะหากธนูเจ็บแขนจากอุบัติเหตุอะไรสักอย่าง นั่นก็พอจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาพยายามหลบหน้าหลบตาเธอก็เป็นได้

“ใช่! ฉันว่าอีตานั่นจะต้องไปเจอกับคนร้ายมาเมื่อคืนแน่ๆ”

ยิ่งฟังเพื่อนสาวคนสนิทพูด อริศราก็ยิ่งกระวนกระวายใจมากจนแทบไม่เป็นอันทำอะไร โดยเฉพาะกับข่าวที่น้ำหวานรู้ แต่เธอไม่รู้ ข่าวนั้น....

“คนร้ายอะไร ที่ไหน เกิดอะไรขึ้น!?” หญิงสาวแทบจะเขย่าตัวคาดคั้นเพื่อนสาวคนสนิท เป็นท่าทางที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในชีวิตของอริศรา ทำเอาน้ำหวานงุนงงเป็นไก่ตาแตก

“ก็ข่าวที่มีคนขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านอุโมงค์ทางแยกแล้วเจอฆาตกรอำมหิตนั่น แต่รอดมาได้หวุดหวิด บาดเจ็บแค่แขนเคล็ดนั่นไง เธอไม่รู้เหรออ้อ?”

ยิ่งฟังคำตอบของน้ำหวาน อริศราก็ยิ่งเป็นกังวลจนแทบทำอะไรไม่ถูก

“เมื่อไหร่ เมื่อคืนเหรอ ตอนกี่โมง!?”

คำถามชนิดต้องการความละเอียดยิบของอริศรา ทำเอาน้ำหวานมึนหนัก นี่ถ้าเธอรู้ว่าเพื่อนรักของเธอจะมีอาการคลุ้มคลั่งได้ขนาดนี้ล่ะก็ เธอคงไม่ขุดเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเป็นแน่

“เอ่อ... ฉันว่าเธอดูข่าวเองดีกว่าไหม”

ว่าแล้วน้ำหวานก็แตะๆ ปัดๆ หน้าจอโทรศัพท์มือถือของตัวเอง ก่อนจะส่งข่าวเด่นข่าวดังที่ถูกแชร์กันสนั่นโซเชียลให้อริศราดูเป็นขวัญตา ทว่ากลับไม่มีภาพเหยื่อแขนเดี้ยงรายล่าสุดเลยแม้แต่น้อย

...แน่นอนว่านั่นเป็นเพราะคำขอร้องของธนูกับความช่วยเหลือของเหล่าตำรวจ เพียงเพื่อไม่ให้หญิงสาวที่กำลังอ่านข่าวต้องรู้สึกผิดหรือเป็นกังวล

“แล้วทำไมไม่มีรูปคนเจ็บเลยล่ะ?” อริศราหันขวับไปตั้งคำถามกับน้ำหวานด้วยความข้องใจและสงสัย สีหน้าท่าทางของเธอเคร่งเครียดเสียจนคนตอบพลอยหน้านิ่วคิ้วขมวดไปด้วย

“แล้วฉันจะรู้ไหม อีตาบ้าธนูคงจะอายเธอล่ะมั้ง” น้ำหวานผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ตอบไปเรื่อยเปื่อย ทว่าแทงใจดำบุคคลที่ 3 เข้าเต็มรัก จนอีกฝ่ายที่อยู่ห่างออกไปหลายเมตรถึงกับจามเสียงลั่น

“ฮัดเช้ยยยยย!!”

เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เสียงของเขาดังไกลมาเข้าหูน้ำหวานอีกจนได้

“เธอได้ยินเสียงจามไหมอ้อ เหมือนเสียงอีตาบ้าธนูเลย” น้ำหวานสะกิดบอกเพื่อนสาวคนสนิท ซึ่งเวลานี้เริ่มจะหวั่นไหวกับคำพูดซ้ำซากของคนข้างตัวขึ้นมาบ้างแล้ว

“ถ้าเป็นเสียงธนูจริง ก็แสดงว่าเขาจามเพราะน้ำหวานบ่นถึง อย่าบอกนะว่าธนูคือเหยื่อคนเมื่อคืนจริงๆ น่ะ!?”

ยิ่งพูดใบหน้าของอริศราก็ยิ่งซีดเผือดลงทุกที เวลานี้ดูเหมือนเธอจะเริ่มปักใจเชื่อแล้วว่าธนูคือเหยื่อคนล่าสุดของฆาตกรอำมหิตที่หนีเอาชีวิตรอดมาได้ ทั้งที่... นั่นก็คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า

“ก็... น่าจะเป็นอย่างนั้นน่ะนะ” น้ำหวานพยักหน้าหงึกหงัก ยิ่งทำให้อริศรายืนช็อกเหมือนวิญญาณกำลังหลุดออกจากร่าง กว่าน้ำหวานจะรู้ว่าไม่ควรพูดมันออกไป ก็คล้ายจะสายไปเสียแล้ว

“ละ... ละ... แล้วธนูอยู่ไหน ฉันต้องไปถามเขาให้รู้เรื่อง ว่าเป็นเพราะฉันหรือเปล่า!?” อริศราหันรีหันขวางมองหาชายหนุ่มคนรัก ซึ่งเวลานี้ดูห่างกันไม่กี่เมตรเท่านั้น ทว่าจำนวนคนในโรงพยาบาลก็เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางไม่ให้เธอได้พบกับเขา

“เดี๋ยวฉันช่วยหาอีกแรง!” น้ำหวานบ้าจี้ตามเพื่อนสาวไปด้วยอีกคน เธอเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าอีตาบ้าธนูยามแขนเดี้ยงนั้นเป็นอย่างไร และแน่นอน! หากได้พบเจอธนูในสภาพนั้นจริงๆ ล่ะก็ เธอจะถ่ายทั้งภาพนิ่งและคลิปวีดีโอไปเผยแพร่บนโลกโซเชียลให้ดังกระฉ่อนเลยทีเดียวเชียว

“ช่วยหน่อยนะหวาน” อริศราเห็นดีเห็นงามด้วย ระหว่างที่ยังคงกวาดตามองหาธนูไปรอบๆ ตัว ทว่าผู้คนที่เดินไปมาขวักไขว่ภายในโรงพยาบาลก็นับเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ดูจะทำให้สิ่งที่เธอทำนั้นสูญเปล่า แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคสำหรับเจ้าของนัยน์ตาเรดาห์อย่างน้ำหวานสักนิด

“เห? นั่นคุณพ่อของอีตาบ้าธนูหรือเปล่าน่ะอ้อ?”

เสียงเรียกของน้ำหวานประกอบกับคำพูดของเธอ ทำให้อริศราหันขวับไปจ้องมองตามทิศทางที่เพื่อนสาวคนสนิทพยักพเยิดหน้าบอก และแล้วเธอก็พบเสียที... คนที่จะสามารถตอบคำถามทั้งหมดของเธอได้

“คุณลุงคะ!!”

โดยไม่รีรอลังเลหรือพูดพร่ำทำเพลงใดๆ หญิงสาวพุ่งตรงไปหาคุณลุงผู้เป็นบุพการีเพียงคนเดียวของธนูที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ทำเอาอีกฝ่ายถึงกับสะดุ้งเฮือกเพราะไม่ทันตั้งตัว รวมทั้งไม่คิดว่าจะได้เจอหญิงสาวที่นี่

“อ้าว! หนูอ้อ มาทำอะไรที่โรงพยาบาลตำรวจล่ะ?” ท่านนายพลตั้งคำถาม พลางยิ้มแย้มกลบเกลื่อนริ้วรอยความกังวลบนใบหน้า พร้อมๆ กับที่ภาวนาให้เธออย่าตั้งคำถามใดๆ เกี่ยวกับลูกชายตัวแสบของตน

แต่... มีหรือที่มันจะเป็นไปตามนั้นได้

“หนูมาเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากคดีเมื่อคืนกับพี่เอกน่ะค่ะ เอ่อ... แล้วธนูเป็นยังไงบ้างคะ เมื่อเช้าก็ไม่ยอมไปเรียน?”

คำถามของอริศราทำเอาท่านนายพลแทบหยุดหายใจไปชั่วขณะ

“อ๋อ! ไอ้เจ้าลูกบ้าก็ยังไม่ยอมเลิกยุ่งกับคดีเหมือนเดิมนั่นแหละหนูอ้อ ลุงบอกให้ไปเรียน ก็เอาแต่นั่งคำนวณหาความน่าจะเป็นอะไรก็ไม่รู้” ผู้อาวุโสกว่าหัวเราะกลบเกลื่อน พลางปลอบใจตัวเองว่าตนไม่ได้โกหก เพียงแค่ตอบในสิ่งที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำแทนเท่านั้น แม้มันจะไม่ได้เกิดขึ้นในวันนี้ก็ตาม

“อย่างนั้นหรือคะ แสดงว่า... เหยื่อคนที่เจอกับฆาตกรต่อเนื่องเมื่อคืน เอ่อ... ไม่ใช่ธนูใช่ไหมคะ?”

คำถามถัดไปของอริศราทำเอาท่านนายพลหยุดหายใจไปเสียหลายวินาที

“หนูอ้อไปเอาข่าวมาจากไหน ถ้าเป็นในอินเตอร์เน็ตที่เขาแชร์ๆ กัน ก็อย่าไปเชื่อมากเลยลูก บางทีมันก็หาความจริงไม่ได้”

เป็นการตอบเลี่ยงๆ ได้อย่างสมเหตุสมผล หากไม่รวมเหงื่อเม็ดโป้งที่กำลังถูกผ้าเช็ดหน้าเก็บกวาดอยู่ในขณะนี้ด้วยล่ะก็

“อย่างนั้นหรือคะ โล่งอกไปที คือหนูโทรตามธนูมากินข้าวเป็นเพื่อนตอนดึก เพราะพี่เอกไม่กลับบ้านน่ะค่ะ กลัวว่าเขา... จะไปเจอฆาตกรนั่นแล้วถูกทำร้ายเอา”

เรื่องราวจากการคาดเดาไม่ต่างจากความเป็นจริงเท่าใดนัก ทว่าท่านนายพลก็จำต้องย้ำคำเดิมเพื่อให้หญิงสาวสบายใจ

“อย่าคิดมากเลยหนูอ้อ ต่อให้หนูอ้อไม่ชวนออกไปนอกบ้าน ไอ้ลูกบ้าของลุงมันก็หาเรื่องออกไปหาเหาใส่หัวได้เองอยู่ดี”

ยังคงเป็นคำตอบประเภทหลบเลี่ยงจากความเป็นจริง ถึงอย่างนั้นก็แฝงคำปลอบประโลมไว้ด้วย เผื่อสักวันหนึ่งที่หญิงสาวอาจได้รับรู้ถึงสิ่งที่ทุกคนพยายามปกปิดเธอในวันนี้

“นะ... นั่นสินะคะ” อริศรายิ้มเจื่อนๆ ให้กับนิสัยประจำตัวของธนู นี่ถ้าเจ้าตัวอยู่ตรงนี้ด้วยล่ะก็ คงยิ้มรับคำชมของพ่อเป็นแน่

“เอ่อ...” น้ำหวานส่งเสียงในลำคอออกมานิดหนึ่ง หลังจากสำนึกได้ว่าตัวเองเป็นส่วนเกินอยู่ตรงนี้มาพักใหญ่

“อ้าว! หนูน้ำหวานก็มาด้วยเหรอ!?” ท่านนายพลรีบเบี่ยงเบนประเด็นทันทีที่สบโอกาสเหมาะ แม้ว่านั่นจะยิ่งเป็นการแสดงออกถึงความแก่ชราหูตาฝ้าฟางของตัวเองก็ตามที

“ค่ะคุณลุง คือคุณพ่อของหวานไม่ว่างมารับ หวานก็เลยขอติดรถพี่เอกมาด้วยน่ะค่ะ” น้ำหวานยิ้มแย้มตอบด้วยความรู้สึกโล่งอกกับการมีตัวตนของตัวเอง ในฐานะเพื่อนสนิทของอริศราและเพื่อนคู่กัดของธนู เธอจึงเป็นอีกคนที่ท่านนายพลจดจำได้โดยไม่ต้องเอ่ยเตือนความจำ แม้จะพบกันเพียงนานๆ ครั้งเท่านั้น

“ดีๆ ทางเดียวกันไปด้วยกัน... เอ่อ ถ้าอย่างนั้นลุงขอตัวก่อนนะ พอดีมีธุระด่วนนิดหน่อย”

และเมื่อสบโอกาสอีกครั้ง ท่านนายพลก็ใช้มันในการปลีกตัวออกไปจากสองสาว เพื่อตามหาลูกชายตัวแสบซึ่งเวลานี้ไม่รู้ว่า กำลังเข้าคิวรอพบแพทย์อยู่ หรือเร้นตัวหายวับไปจากโรงพยาบาลเสียแล้ว

...แน่นอน! ถ้าเป็นประการหลังล่ะก็ เจอตัวอีกครั้งเมื่อไหร่ คนเป็นพ่อให้คำมั่นสัญญากับเมียรัก แม่ของลูกที่ตายจากไปก่อนเป็นมั่นเป็นเหมาะเลยว่า จะต้องลากตัวลูกชายเพียงคนเดียวของทั้งคู่มารับโทษ ด้วยการนอนหยอดน้ำข้าวต้มภายในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาลอันแสนสะดวกสบายแห่งนี้ให้ได้

ทว่า... ไม่ทันที่จะได้ทำอย่างนั้น

“ได้คิวที่เท่าไหร่?”

ขาสองข้างของนายพลวัยใกล้เกษียณพาร่างท้วมเดินมาหยุดอยู่ที่เก้าอี้บริเวณด้านหน้าห้องตรวจ ซึ่งมีเจ้าของใบหน้าสะลึมสะลือสะโหลสะเหลนั่งตากลมแอร์คอนดิชั่นเนอร์เย็นฉ่ำอยู่

“อีกสิบคิวครับ... ฮ้าวววว!” ธนูปิดปากหาวหวอดส่งท้ายประโยคคำตอบ แต่สักพักก็ต้องตาสว่าง เมื่อได้ยินประโยคบอกเล่าที่คนเป็นพ่อตอบกลับมา

“เมื่อกี๊ฉันเจอหนูอ้อที่โรงพยาบาล” ท่านนายพลพูดเสียงเนิบๆ เหมือนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต หรือไม่แน่อาจกำลังไว้อาลัยให้ใครสักคนแถวนี้

“ระ... ระ... โรงพยาบาลไหนครับ!?” ธนูหันขวับไปหาบิดา นัยน์ตาเบิกกว้างคล้ายกำลังตื่นตกใจสุดขีดที่ได้เห็นปรากฏการณ์ประหลาดจากมนุษย์ต่างดาวตัวเป็นๆ

“แกคิดว่าฉันเอารถไปวนเล่นโรงพยาบาลไหนมาล่ะ?” คนเป็นพ่อตอบราวกับต้องการกวนประสาทเต็มที่ แม้ใบหน้าเรียบเฉยที่กำลังทำจะดูไม่เข้ากันกับสิ่งที่พูดเลยก็ตาม

“อ้อ... มะ... มาโรงพยาบาลนี้หรือครับพ่อ!?”

คราวนี้จอมกะล่อนถามเสียงตะกุกตะกัก หน้าตาเหลอหรากับสิ่งที่ได้รับรู้

“ใช่... มากับหนูหวานแล้วก็ตาเอก เห็นว่ามาเยี่ยมเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บจากคดีของแกเมื่อคืน”

ยิ่งฟังสิ่งที่พ่อพูด ธนูก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีคมดาบเป็นพันๆ เล่มทิ่มแทงใส่ร่างของเขาพร้อมๆ กัน ชนิดไม่ให้ทันตั้งตัวหรือตั้งรับแม้สักวินาทีเดียว “ถ้างั้นผมกลับนะครับ”

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว