facebook-icon

สวัสดีผู้เยี่ยมชมทุกท่านค่ะและขอบคุณทุกกำลังใจและการติดตามนะคะ

ตอนที่ 5 บาดแผลในใจ

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 บาดแผลในใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 66.7k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ค. 2561 12:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 บาดแผลในใจ
แบบอักษร

ตอนที่ 5 บาดแผลในใจ​


​"โธ่เว้ย!!" 

เสียงสบถของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งดังขึ้นทำให้ลูกน้องที่อยู่ข้างต่างต้องถอยออกห่างเพื่อไม่ให้ฤทธิ์โทสะของเจ้านายมาถึงตัว

"มีอะไรพ่อ ทำไมอารมณ์เสีย" ทันไดนั้นร่างสูงของลูกชายก็เดินเข้ามาอย่างงงๆก่อนจะเลือกนั่งที่โซฟาตรงกันข้ามกับพ่อตัวเอง

"ก็ไอ้พยัคฆ์น่ะสิ มันทำกูชิบหายแล้วไง" ใบหน้าเข้มครัามเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเจ็บแค้น ขยำกระดาษแผ่นหนึ่งจนยับยู่ยี่ไปหมด "ไอ้ซ่ง มึงต้องหาทางจัดการกับมันให้ได้"

"แล้วมันทำอะไรพ่อ"

"มันให้คนมาปิดทางขนยากู เสียหายไปหลายร้อยล้านแล้ว!!" เล้งตะเบ็งเสียงดังใส่ลูกชายพลางกำหมัดแน่น เส้นเลือดบนคอที่ปูดโปนออกมาบ่งบอกให้รู้ว่าต้องการล้างบางศัตรูอย่างเด็กเมื่อวานซืนรุ่นลูกนี้ให้ได้

"พ่อไม่ต้องห่วง มันทำลายเรา เราก็จะทำลายมันเหมือนกัน"

แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะทำธุรกิจคนละอย่างกันแต่ต้องยอมรับเหล่าผู้มีอิทธิพลกำลังแย่งชิงความเป็นใหญ่ในวงการธุรกิจมืดรวมถึงพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำอีกด้วยจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการประทะกันอยู่เนืองๆ

และผู้ชายอย่างพยัคฆ์มันยากแท้จะหยั่งถึงและมีบางสิ่งที่น่ากลัวเกินกว่าซ่อนอยู่ในนั้น


ตั้งแต่ที่ก้าวเข้ามาในเขตบ้านใหญ่ของพยัคฆ์คำรามมันก็ทำให้นารานึกถึงวันแรกที่เขาพาเธอเข้ามา บ้านไม้สักสีทองขนาดใหญ่บนขุนเขารอบๆด้านมีธรรมชาติที่งดงาม 

หญิงสาวถูกมัดมือชกให้ย้ายมาอยู่กับเขาโดยตลอดหลายวันที่ป่วยไข้เขาก็ส่งแม่บ้านวัยกลางคนอย่างมาลัยมาดูแล ส่วนตัวเขาหายเงียบไปตั้งแต่วันนั้น มือเรียวเล็กกระชับกระเป๋าสะพายข้างของตัวเองแน่นพลางหายใจอย่างติดขัด

ใช่ เธอยังกลัวเขาอยู่แม้จะเจ้าตัวจะไม่อยู่ก็ตาม

"ถึงห้องแล้วค่ะ คุณนารา" มาลัยปลุกเธอขึ้นจากภวังค์จนเธอสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าน้อยๆตอบ

"ขอบคุณค่ะ"

"งั้นป้าลงไปข้างล่างก่อนล่างก่อนนะคะ มีอะไรเรียกก็เรียกใช้ได้เลย" เธอกล่าวสำทับโดยนารายิ้มให้บางๆ มาลัยจึงยอมลงไปเหลือเพียงคนที่ยังไม่หายดียืนสำรวจห้องใหม่ของตัวเองอย่างเงียบ

แค่ความกว้างก็ใหญ่กว่าห้องนอนเธอเป็นเท่าตัวแล้ว เตียงทุกอย่างล้วนดูหรูดูเหมือนมานอนรีสอร์ทบ้านพักตากอากาศบนเขาอย่างในละคร

ยิ่งเปิดออกไปดูระเบียงข้างนอกแล้วนั้นมันทำให้เธอได้เห็นภาพที่งดงามราวกับกำลังดูเทพนิยายอย่างไรอย่างนั้น แต่พอหวนคิดว่าเจ้าสัตว์ร้ายอย่าง The Beast กลับมาเธอคงจะไม่มีอารมณ์มาดูอะไรแบบนี้อีกแล้ว

เอ๊ะ!! เธอคงไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นเหมือนนางเอกของ Beauty and The Beast หรอกนะ

"โอ๊ย!! หยุดมโนแจ่มจงจินตนาการเกิดนิมิตเดี๋ยวนี้" เธอพึมพำเบาๆอย่างขัดใจ คิดไปได้ว่าตัวเองเหมือนเบลล์ เธอไม่ใช่ซะหน่อย แต่ถ้าเป็น The Beast อย่างคนใจเสือแบบนั้นล่ะใช่เลย


"ขอบคุณนายเข้มจริงๆนะครับที่มาส่งของให้ถึงมือผมด้วยตัวเอง" เสียงนุ่มของชายวัย 40 ดังขึ้นทำให้มือขวาคนสนิทของพยัคฆ์ยิ้มบางๆ 

"นายใส่ใจทุกขั้นตอนเสมอเพื่อให้ของมาถึงมือเจ้าได้สมบูรณ์แบบที่สุด" 

"งานช้างน่าดู" ร่างสันทัดโพล่งขึ้นพลางเดินไปตรวจของอย่างละเอียด "ของดีมากเลยนะล็อตนี้"

"แน่นอนครับ นายเสือเป็นคนตรวจสอบเองกับมือย่อมไม่มีพลาดครับ" 

ทันไดนั้นใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มก็โผล่ออกมาจากทางด้านหลังอย่างช้าๆ โดยมีลูกน้องทั้งหลายหลีกทางให้

"ไม่คิดว่าคุณจะมาด้วยตัวเอง พยัคฆ์เพื่อนรัก"

"มูลค่า 100 ล้านเหรียญ มีเหรอผมจะไม่มาคุมเอง" พยัคฆ์ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เจ้าคุ้มเวียงยกเงินทั้งหมดออกมาวางไว้ซึ่งแสงก็มีหน้าที่เดินไปตรวจสอบ

"ขอบคุณที่ทำธุรกิจร่วมกันนะเจ้า ถ้ามีอะไรบอกผมได้" ร่างสูงก้าวไปเชคแฮนด์กับคู่ค้ารายใหญ่อย่างสนิทสนม

"แน่นอน"


บ้านพยัคฆ์คำราม

ฉับ!!

นาราปิดหนังสือเรียนที่เอาไว้สอนเด็กๆในวันพรุ่งนี้อย่างรวดเร็ว ยิ่งดึกเท่าไหร่ความง่วงก็ยิ่งถามหา เธอเอื้อมมือไปปิดไฟที่หัวโต๊ะพลางมองนาฬิกา 

มันเที่ยงคืนแล้ว

เขาคงจะกลับมาพรุ่งนี้แหละ ดึกขนาดนี้ใครจะกลับมาคงไปหาที่นอนตามโรงแรมแล้ว หญิงสาวก้าวขึ้นไปบนเตียงก่อนจะล้มตัวนอนจนหลับไปอย่างรวดเร็วโดยหลังจากนั้นไม่นานก็มีแขนแกร่งพาดไปกอดเอวบางไว้ทางด้านหลังก่อนจะหลับไปเช่นกัน


เช้าวันรุ่งขึ้น

เสียงนกร้องออกหากินในตอนเช้าตรู่ทำให้หญิงสาวรู้สึกตัวและค่อยๆลืมตามองแสงแดดยามเช้าที่ลอดเข้ามาทุกอย่างดูจะดีแต่ติดอยู่อีกอย่าง

นารารู้สึกถึงอะไรที่ซ้อนทับแผ่นหลังอยู่จึงค่อยๆเปิดผ้าห่มที่ห่อตัวเธอไว้ก็พบต้นเหตุเจ้าปัญหา แขนสีแทนที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามกำลังกอดเธออยู่เสียแน่น

"จะรีบไปไหน ฮึ"

"คุณตื่นแล้วเหรอ"

"อืม"

"งั้นคุณก็ปล่อยฉันได้แล้ว วันนี้ฉันมีสอนนะ" เธอพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ มือบางก็สะกิดลำแขนนั้นยิกๆ

"ยังกลัวฉันอยู่หรือเปล่า"

"กลัวสิ" หญิงสาวตอบไปตามตรง "ทีนี้ปล่อยฉันได้รึยัง"

นาราพูดเสียงงอนๆทำให้ชายหนุ่มกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นยิ่งเห็นถึงความต่างของขนาดร่างกาย 

"ไม่อยากปล่อย อยากกอดไว้นานๆให้หายคิดถึงสมกับไม่เจอกันตั้งหลายวัน"

"ฉันเป็นครูฉันมีหน้าที่สอนแล้วเด็กๆก็คงรอฉันอยู่"

"ได้ งั้นตอนเย็นมาให้ฉันกอดอีกแล้วกัน นางบำเรอของฉัน" ชายหนุ่มว่าพลางสูดดมเส้นผมหอมๆฟอดใหญ่ก่อนจะปล่อยร่างนุ่มนิ่มไปอย่างเสียดาย


โรงเรียนดอยฮัก

กว่าครูสาวคนใหม่จะมาถึงโรงเรียนก็เกือบแปดโมงแล้ว ดีที่คนของพยัคฆ์เป็นคนมาส่ง หากมาเองล่ะก็เธอต้องซวยแน่ๆ 

"มาถึงสายนะคะ" ผกา ครูสาววัยกลางคนเอ็ดคนมาใหม่ทันทีที่โผล่หน้ามาซึ่งนาราก็ก้มหน้ายอมรับผิดแต่โดยดี ลองไปเถียงกลับมีหวังเธอต้องโดนไล่ไปเรียนมารยาทมาใหม่แน่ๆ

"ขอโทษค่ะ พอดีมีเรื่องนิดหน่อย"

"เอาเถอะ ยังไงก็ถือว่ามาทันสอนแต่ฉันอยากจะขอเตือนครูนารานะว่าเราเป็นครูมีหน้าที่ต้องสอนเด็กๆให้เต็มที่ เราต้องตรงเวลาไม่เอาเปรียบเวลาของเด็ก ดีที่ครั้งนี้ครูมาทันเวลาพอดี" ผกาพูดตักเตือนก่อนจะหอบกองสมุดเดินออกไปสอนทันที

"เอาเถอะน่านารา ครูผกาเธอก็เป็นอย่างนี้แหละ อย่าถือสาเลย ที่เธอเจอเนี่ยยังน้อยนะ" โชติกา ครูสาวรุ่นพี่ปลอบเสียงนุ่มจนคนหน้าสลดยิ้มออกมาได้

"ขอบคุณค่ะพี่เล็ก แต่ที่ครูผกาเธอว่าก็จริงแหละค่ะ วันนี้นาทำผิดก็ต้องยอมรับผิด"

"จ้ะ ถ้าอย่างนั้นพี่ไปสอนก่อนนะ"

"ค่ะ"


กรุงเทพฯ

แม้เวลาจะผ่านไปเป็นแรมเดือนแล้วแต่นัฐวัฒน์ยังคงคิดถึงแต่อดีตแฟนสาวที่เขารักมากที่สุด แต่เพราะความไม่หนักแน่นของเขาเองทำให้ทุกอย่างพังทลายลง

"จนป่านนี้คุณยังนึกถึงครูนั่นอีกเหรอคะ"

"ผมรักเธอ"

ศศิจ้องมองใบหน้าคมที่ยังคงดูรูปอดีตแฟนสาวตอนที่ไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกัน ใบหน้าสวยก็ไม่พอใจขึ้นมา เธอและนาราต่างถูกยกให้เป็นคู่แข่งกันตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยด้วยรูปร่างหน้าตาที่ไม่แพ้กันเพียงแต่อยู่คนละคณะ แต่เพราะความที่เหนือกว่าทางด้านทรัพย์สมบัติและชาติตระกูลผู้ดีเก่า 

เธอจึงคอยกดนาราให้อยู่ใต้ส้นเข็มของเธอด้วยถ้อยคำและการกระทำดูถูกสารพัด เพื่อจะได้เป็นที่หนึ่งเหนือใคร เป็นคนที่โดดเด่นเพียงคนเดียว ตั้งแต่นั้นมาทั้งสองจึงกลายเป็นคู่ปรับ ไม้เบื่อไม้เมากันตลอดช่วงชีวิตมหาวิทยาลัย

และการที่เธอเข้าหาแฟนหนุ่มของนาราที่แสนจะเพอเฟ็คนั่นก็เป็นหนึ่งในเส้นทางเอาชนะของดาราสาวชื่อดังเช่นกันแต่คราวนี้เธอรู้สึกว่าเธอกำลังจะแพ้ 

แพ้ให้ผู้หญิงที่เธอเอาชนะได้มาโดยตลอด


"นายครับมีโทรศัพท์มาจากกรุงเทพครับ" เสียงเรียกจากเข้มทำให้พยัคฆ์เงยหน้าขึ้นจากกองแฟ้มรายงานต่างๆของไร่พยัคฆ์คำราม

"จากใคร" 

"เสี่ยชาญชัยครับ"

"เอามา" ชายหนุ่มรับโทรศัพท์มาจากคนสนิททันทีเมื่อได้ยินชื่อคนคุ้นเคย

"ฮัลโหล เสือพูด"

'ฮัลโหล อาพ่อเลี้ยงเสือเหรอ อั๊วเสียชาญชัยเองนา'

"มีอะไรงั้นเหรอเสี่ย" ร่างสูงเอนตัวพิงพนักในท่าทางที่สบายขึ้น

'คืออาทิตย์หน้าจามีงานเลี้ยงนักธุรกิจทั่วฟ้าเมืองไทยหลายวงการ อั๊วอยากจาเชิญลื้อไปร่วมงานเดี๋ยวจาส่งบัตรเชิญไปให้' น้ำเสียงปลายสายติดกระดี๊กระด๊าจนชายหนุ่มต้องแอบเอือมระอา

"ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจะว่างหรือเปล่า" 

'เอาน่า อาเสือเชื่ออั๊ว ถ้าลื้อไปลื้อต้องดังระเบิดแน่ๆเพราะลื้อหล่อ' 

"หึหึ แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับธุรกิจด้วยล่ะเสี่ย"

'อ้าว ก็สมัยนี้นาอั๊วก็เห็นนักธุรกิจหล่อๆเขาออกทีวีกันมากกว่านักธุรกิจรวยๆอีก แต่ลื้อทั้งรวยทั้งหล่อรับรองดัง' 

ตรรกะไหนวะเนี่ย!! คนตัวสูงส่ายหน้าเบาๆ

"ผมไม่ได้อยากออกทีวี ผมแค่อยากอยู่เงียบๆ" ชายหนุ่มว่าพลางยกบรั่นดีขึ้นมาจิบแก้กระหาย

'ได้ ได้ อั๊วไม่บังคับลื้อก็ได้แต่ถ้าลื้อมา ลื้อก็อาจจะได้เจอพ่อลื้อก็ได้นา' เมื่อเรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาร่างสูงก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันตาเห็น

"เสี่ย"

'ซี้แล้ว!! อั๊วขอโทษ อั๊วไม่ได้ตั้งใจ' เมื่อเสี่ยชาญชัยพูดเสียงสลดลงเมื่อรับรู้ว่าพยัคฆ์เงียบไปนาน

"งั้นเดี๋ยวเรื่องนี้ผมจะเก็บไปคิดก็แล้วกันนะว่าจะไปหรือเปล่า แค่นี้นะเสี่ย" หลังจากวางสาย ร่างสูงก็เทบรั่นดีในขวดกระดกลงคอเพียวๆเสียจนเหมือนน้ำเปล่าราวกับว่าจะให้ลืมความเกลียดที่มีต่อพ่อที่ทิ้งเขากับแม่ไปตั้งแต่ห้าขวบแถมแม่ก็ยังรักสบายทิ้งเขาไปอีกคน 

ความรักมีจริงหรือเปล่าเขายังไม่รู้เลย...


"ป้ามาลัยคะ" เสียงเจื้อยแจ้วทางด้านประตูหน้าบ้านดังมากพอจะให้คนที่นั่งเงียบๆในห้องทำงานนั้นได้ยินชัดเจน พยัคฆ์ยกแขนดูนาฬิกาบนข้อมือก็พบว่ามันเป็นเวลาเย็นแล้ว เขาจึงเลือกลุกไปหาหญิงสาวผู้เพิ่งมาจากโรงเรียน

"มาลัยไม่อยู่แต่เสืออยู่" 

นารามองดูคนที่เพิ่งเดินออกมารับเธอพร้อมกลิ่นเหล้าหึ่งแต่แปลกมากที่เขาไม่ได้มีท่าทางเหมือนคนเมาเลยแม้แต่น้อย มีเพียงแววตาที่เรียบเฉยแต่ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นความเจ็บปวดอยู่ในนั้น

"ดื่มเหล้ามาหรือไงคะ"

"รู้ได้ไง"

"กลิ่นหึ่งขนาดนี้ มองจากดวงจันทร์ก็ได้กลิ่นค่ะ" เธอเอ่ยอย่างเฉยชาก่อนจะเดินเลยเขาขึ้นห้องแต่พยัคฆ์คว้าแขนได้เสียก่อน "มีอะไรอีกคะ"

เขาไม่พูดอะไรนอกจากคว้าตัวเธอมากอดไว้แน่น ร่างบางลังเลในใจว่าจะกอดตอบเขาดีหรือไม่แต่ทว่าความโกรธกลับพ่ายแพ้ความสงสาร แขนเล็กทั้งสองข้างยกขึ้นมาลูบแผ่นหลังกว้างปลอบใจราวกับได้รับรู้ความเจ็บปวดนั้นร่วมกันกับเขา

ผู้ชายคนนี้เคยผ่านเรื่องเลวร้ายอะไรมาบ้างหนอ...


.........................................TBC.............................................

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว