ขอบคุณทุกกำลังใจ กำลังเริ่มติดเหรียญแล้วนะคะ ใครยังไม่อ่านรีบอ่านก่อนติดเหรียญนะคะ

ตอนที่ 18 คิดผิดมหันต์

ชื่อตอน : ตอนที่ 18 คิดผิดมหันต์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ค. 2561 22:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 18 คิดผิดมหันต์
แบบอักษร

วันต่อมาข้าก็ได้รับรู้แล้วว่าข้าคิดผิด จูเหลียนและสาวใช้ผู้ติดตามของข้าได้กลับมาอยู่ข้างกายของข้าแล้ว พวกนางต่างมองข้าด้วยสีหน้าท่าทางที่ชวนให้หงุดหงิดใจ

“พวกเจ้าเป็นอันใดกัน จูเหลียนเจ้าบอกข้ามาสิ” ข้าเอ่ยถามจูเหลียนทันที เมื่อรู้สึกว่าพวกนางชักจะร้อนรนจนผิดปกติเกินไปแล้ว

“คุณหนูท่านมาอยู่ที่นี่มิใช่เรื่องดีเลย” จูเหลียนเอ่ยพลางหลบตาข้า

“ข้าเองก็พอจะรู้อยู่หรอก ช่างเถิดอีกไม่กี่วันข้าก็จะกลับจวนแล้ว” ข้าเอ่ยพลางคิดในใจ ตวนมู่เฉินรับปากแล้วว่าจะไม่ล่วงเกินข้าให้เสื่อมเสีย เขาคงไม่ผิดคำพูดกระมัง

“คุณหนูทราบดีแล้วข้าก็โล่งใจ ยามนี้ภายนอกต่างเล่าลือไปมากมาย ว่าคุณหนูกังวลว่าจะมิได้แต่งงาน จึงมาเฝ้าท่านราชครูที่จวนแห่งนี้” นางเอ่ยด้วยสีหน้าโล่งใจ

“เพ้ย ผู้ใดกังวลว่าจะมิได้แต่งงานกัน ข่าวลือเกี่ยวกับตัวข้ายังเสียหายไม่มากพออีกหรือ บดซบผู้ใดตั้งใจปล่อยข่าวทำร้ายข้าเพิ่มอีกแล้ว ข้าไปล่วงเกินมารดามันแต่ครั้งใดกันหรือ” ข้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงโกรธแค้น เสียงหัวเราะขบขันก็ลอยเข้ามา ข้ารีบสงบลงทันทีเพราะจำได้ว่านี่คือเสียงของมารดาตวนมู่เฉิน ตวนมู่ฮูหยินเดินชดช้อยเข้ามาในเรือนนอนของข้า ข้าและพวกจูเหลียนรีบลุกขึ้นทำความเคารพนางทันที

“พวกเจ้าตามสบายเถิด ข้ามาดูเจ้าว่าขาดเหลืออันใดหรือไม่” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ยังคงเป็นมิตรและเอ็นดูข้าเช่นเดิม ข้าอดยิ้มตอบนางด้วยความเขินอายมิได้ เมื่อครู่ข้าแสดงกิริยาไม่งดงาม ลืมตนไปเลยว่ายามนี้อยู่ในจวนผู้อื่น

“ขอบคุณฮูหยิน พวกข้าสะดวกสบายยิ่งไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องเจ้าค่ะ” ข้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

“ชิงชิง เจ้าก็เรียกข้าว่าท่านแม่เถิด อีกไม่นานก็จะแต่งเข้ามาเป็นลูกสะไภ้ของข้าแล้ว เมื่อยามเจ้าเป็นเด็กก็เคยเรียกข้าว่าท่านน้า เหตุใดเมื่อเติบโตขึ้น จึงเรียกข้าอย่างห่างเหินเสียเล่า” นางเอ่ยพลางขมวดคิ้วเรียวงาม ข้าอดก้มหน้าลงหลบสายตามนางมิได้ เมื่อตอนยังเด็กข้ามิรู้เรื่องราวนี่นา จนเติบใหญ่ท่านปู่สั่งสอนมาว่า นางมิใช่ญาติสนิทจะเอ่ยเรียกด้วยถ้อยคำสนิทสนมเช่นนี้มิได้ แล้วข้าจะบอกนางเช่นใดดี บอกว่าท่านปู่มิให้ข้าเรียกก็คงไม่ดีกระมัง

“ช่างเถิด ข้าได้ยินว่าเจ้าหงุดหงิดใจเรื่องคำพูดของคนภายนอก เจ้าอย่าไปสนใจเลย ก็แค่ลมปากคน” นางเอ่ยเปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นว่าข้ามิสามารถตอบคำถามของนางได้

“ข้าแค่เพียงหงุดหงิดใจเท่านั้น มิได้นำมาใส่ใจเท่าใดหรอก” ข้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ไม่ใส่ใจมากก็ดีแล้ว ยามค่ำลูกเฉินจึงจะกลับจวน เขาต้องเข้าวังแต่เช้าทุกวัน กว่าจะกลับจวนก็ค่ำมืดดึกดื่น ได้ดำรงตำแหน่งราชครูนับว่ามีเกียรติ แต่จะมีเวลาว่างเฉกเช่นขุนนางอื่นนั้นช่างเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง วันหน้าเจ้าอาจจะเหงาสักหน่อย หากเจ้าไม่เบื่อที่จะพูดคุยกับข้าก็ไปหาข้าที่เรือนได้” นางออกปากเช่นนี้ข้ารีบคารวะขอบคุณทันที

“ขอบคุณเจ้าคะ วันหน้าข้าไปรบรบกวนท่านแน่นอน” ข้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส

“เช่นนั้นก็ดี ตัวข้าเองก็เหงามีเจ้าอยู่เป็นเพื่อนนับว่าดีต่อข้ามากทีเดียว เช่นนั้นวันนี้ข้าไม่กวนเจ้าแล้ว พักผ่อนตามสบาย ขาดเหลือสิ่งใดให้สาวใช้ของเจ้าไปบอกพ่อบ้านได้เลย” นางเอ่ยเช่นนี้ข้าก็คารวะขอบคุณอีกครั้ง เมื่อนางจากไปแล้ว จูเหลียนก็หัวเราะคิกคัก แล้วเอ่ยหยอกเย้าข้าว่าได้แม่สามีดี ฮึ ท่านย่าของข้าเคยบอกว่า สาเหตุที่นางเลือกตวนมู่เฉินเป็นคู่หมั้นให้ข้าก็เพราะคำนวณไว้แล้วว่าข้าจะมิได้รับความลำบากใจ เรื่องความขัดแย้งระหว่างแม่สามีกับลูกสะไภ้แน่นอน

ข้านั่งเล่นนอนเล่นอยู่ในจวนของตวนมู่เฉินมาหลายวันแล้ว ที่จวนแห่งนี้ก็กำลังวุ่นวายเรื่องจัดเตรียมงานแต่งเช่นเดียวกัน ข้าไม่อยากทำตนเกะกะจึงได้แต่เก็บตัวอยู่แต่ในเรือน อันที่จริงก็แอบหวั่นไหวเรื่องคำครหาเหล่านั้นด้วย ส่วนตวนมู่เฉินข้าแทบมิได้พบหน้าเขาอีกเลย แม้ว่าเขาจะพยายามแวะเวียนมาหาข้ายามวิกาลหลายคราก็เถอะ ข้ามิกล้าเปิดเรือนต้อนรับเขาหรอก ผู้ใดจะกล้าต้อนรับเขากัน เพียงเท่านี้เขาก็กินเต้าหู้ข้าไปหลายครั้งหลายคราแล้ว หากเปิดโอกาสให้เข้ามาในเรือนได้ง่ายอีกไม่แคล้วข้าได้เข้าหอก่อนแต่งตามที่ผู้อื่นวิพากย์วิจารกันไปจนทั่วแน่นอน

ยามนี้ข้ากำลังเตรียมตัวจะเข้านอน จูเหลียนก็เข้ามาบอกข้าว่าตวนมู่เฉินมารออยู่หน้าจวน เขาอยากหารือเรื่องไปส่งข้ากลับจวนวันพรุ่งนี้ ข้าคิดทบทวนแล้วว่าออกไปคุยด้านนอกเรือนดีกว่า แม้จะมีพวกจูเหลียนอยู่ด้วยแต่คงไม่ดีนักที่จะมห้เขาเข้ามา จึงบอกให้ตวนมู่เฉินรอข้าอยู่นอกเรือน เมื่อข้าแต่งตัวเรียบร้อยรัดกุมแล้ว จึงเดินออกไปหาตวนมู่เฉินที่ยืนรออยู่ วันนี้เขาแต่งกายด้วยชุดสีขาวนวลเช่นเดิม เห็นยืนท่ามกลางแสงจันทร์กระจ่างเช่นนี้ยิ่งขับเน้นความน่ามองของเขามากขึ้น ยามเมื่อเขาผินใบหน้ามาทางข้า ข้าได้แต่พยักหน้าให้ตนเองบุรุษผู้นี้มีใบหน้าที่งดงามเสียจริง สมแล้วที่ท่านพี่ชิงเหยียนยกย่องเอ่ยเรียกเขาว่าเจ้าหน้าสวยบ้าง เจ้าหน้าอ่อนบ้าง

“ท่านอยากพบข้าเพื่อพูดคุยก็รีบเถิด ยามนี้ดึกแล้วข้าไม่สะดวก” ข้ารีบเอ่ยเตือนทันทีที่เห็นเขาเอาแต่จ้องมองข้า ดูสายตาของเขาสิอ่อนเชื่อมเสียจนข้าขนลุกไปหมด สายตาเช่นนี้คล้ายยามที่องค์หญิงสี่ญาติผู้น้องของข้ากำลังจ้องมองขนมหวานที่นางโปรดปรานเสียจริง เอ่อ ข้ามิใช่ขนมหวานของเจ้านะตวนมู่เฉิน

“ต้องขออภัยที่ข้ามารบกวนยามดึกเช่นนี้ ข้าเพิ่งกลับมาจากวังหลวง พรุ่งนี้ข้าก็ต้องไปส่งเจ้ากลับจวนแล้ว จึงอยากมาลาเจ้าก่อนที่เจ้าจะกลับ” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ส่วนข้าได้แต่นิ่วหน้า ยิ่งนานวันข้ารู้สึกว่าตวนมู่เฉินผู้เฉลียวฉลาดชักจะเริ่มโง่งมขึ้นทุกวัน

“พรุ่งนี้ท่านจะไปส่งข้าด้วยตนเองมิใช่หรือ เหตุใดต้องมาบอกลาข้าด้วย แล้วอีกอย่างอีกสี่วันข้าก็จะแต่งเข้าจวนของท่านแล้ว เรื่องบอกลาคงไม่จำเป็นกระมัง” ข้าเอ่ยเช่นนี้เขายิ่งยิ้มแย้มออกมาอีก พลางเดินมาใกล้ข้าเสียเกือบชิด

“ข้าไม่ลืมหรอกว่ากำลังจะได้แต่งเจ้าเข้ามาเป็นฮูหยินของข้า แต่ต้องไปส่งเจ้ากลับจวนเช่นนี้จิตใจของข้าก็อดร้อนรนมิได้” เขาเอ่ยพลางก้มหน้ามาเสียจนเกือบชิดแก้มข้า ข้ารีบขยับถอยหลบทันที คิดจะกินเต้าหู้ข้าอีกแล้ว คนผู้นี้นี่ช่างหน้าไม่อายยิ่งนัก

“ท่านไม่ต้องกังวล ท่านปู่ข้าลงโทษข้าหนักหนาตามกฎมิได้หรอก อีกไม่กี่วันข้าก็จะเข้าพิธีแล้ว ไม่มีผู้ใดโบยตีเจ้าสาวหนักหน่วงก่อนแต่งงานหรอก อีกอย่างแค่อดข้าวเล็กน้อยข้านั้นทนได้ คิดเสียว่ายามสวมชุดเจ้าสาวจะได้เอวบางร่างน้อยเฉกเช่นผู้อื่นเขาบ้าง ท่านมิต้องกังวล” ข้าเอ่ยด้วยความยินดี คนผู้นี้คิดเป็นห่วงข้านับว่ามีน้ำใจต่อข้าถือว่าเป็นเรื่องดียิ่งนัก

“เอ่อ เจ้าต้องถูกลงโทษขนาดนั้นเชียวหรือ” เขาเอ่ยเช่นนี้ข้าก็อดนิ่วหน้ามิได้

“ท่านมิได้เป็นห่วงข้าเรื่องนี้หรือ ท่านปู่ของข้าเข้มงวดกับเรื่องของข้ามากเป็นพิเศษ ครานี้นอกจากข้าจะไปชักชวนญาติผู้น้องหนีเที่ยวแล้ว ยังกล้ามาหลบโทษทัณฑ์ที่จวนของท่านอีก ยามนี้ผู้คนต่างติฉินนินทาข้าไปจนทั่วว่าข้ามาเฝ้าติดตามท่าน ท่านปู่คงอยากตามมาหวดข้าที่จวนแห่งนี้เต็มแก่แล้ว” ข้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดใจ เพ้ย ข้าก็นึกว่าเจ้าเป็นห่วงข้าเสียอีก

“ข้าขอโทษที่เป็นต้นเหตุให้เจ้าถูกติฉินเช่นนี้” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด

“ช่างเถิดแลกกับการมิต้องไปรับโทษโบยกับท่านปู่ถือว่าคุ้มสำหรับข้าแล้ว ข้ากลับเข้าเรือนก่อนดีกว่าดึกแล้วหากมีเรื่องอันใดพรุ่งนี้ค่อยพูดคุยก็แล้วกัน” ข้าเอ่ยพลางหันหลังให้เขาเพื่อจะกลับเรือน แต่เขากลับเข้ามาสวมกอดข้าจากทางด้านหลัง ทำให้ข้าต้องชะงักนิ่ง ฉวยโอกาสกับข้าอีกแล้ว

“ชิงชิง ข้าไม่อยากให้เจ้ากลับจวนเลย ข้าอยากเฝ้าเจ้าเอาไว้ตลอดเวลา เจ้าออกไปจากการคุ้มครองของข้าเช่นนี้ ข้ากังวลเหลือเกินว่าเจ้าจะโบยบินหนีข้าไปกับผู้อื่น” เขาเอ่ยพลางวางคางลงบนบ่าข้า ข้าอดหน้าแดงด้วยความเขินอายมิได้ ถูกผู้อื่นลอบกินเต้าหู้เช่นนี้ข้ายังรู้สึกดีกับเขาอีก ผู้ที่หน้าไม่อายยามนี้น่าจะเป็นตัวข้าเองเสียแล้ว

“ข้ามิใช่นกไม่มีปีกที่จะโบยบินหรอก ท่านเลิกโอบกอดข้าเช่นนี้ได้หรือไม่ ยามนี้อยู่ภายนอกเรือนหากผู้อื่นมาเห็นเข้า ชื่อเสียงของข้าคงแย่ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่เพิ่มไปอีก” ข้าเอ่ยเช่นนี้เขาจึงยอมปล่อยข้า ความอบอุ่นที่ข้ารู้สึกอยู่เมื่อครู่ก็พลันหายไปพร้อมกับอ้อมกอดของเขา ข้าเองก็แอบรู้สึกเสียดายมิได้ช่างน่าไม่อายเสียจริง

“เช่นนั้นให้ข้าเข้าเรือนเจ้าดีหรือไม่ ผู้อื่นจะได้ไม่เห็น” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ส่วนข้าหน้าตึงขึ้นมาทันทีอารมณ์หวั่นไหวเมื่อครู่ก็พลันสลายหายไปไม่มีเหลือ หากเขาเข้าเรือนข้าไปยามนี้ข้าคงถูกเขาจับกินหมดทั้งตัวเป็นแน่ คนผู้นี้ช่างมกมุ่นครุ่นคิดแต่เรื่องเอาเปรียบข้า ช่างเป็นคนน่าไม่อายยิ่งกว่าข้าอย่างแท้จริง คิดได้เช่นนี้ข้าก็กระแทกเท้ากลับเรือนด้วยความหงุดหงิดใจทันที

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว