ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและเป็นกำลังใจให้เรานะคะ รักมาก ๆ ค่ะ <3

บทที่ 7 รับศิษย์น้อง

ชื่อตอน : บทที่ 7 รับศิษย์น้อง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.พ. 2562 16:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7 รับศิษย์น้อง
แบบอักษร

บทที่ 7

รับศิษย์น้อง

หรงเมิ่งอิงรู้สึกว่าสติของตนคล้ายมีคล้ายไม่มี ความมืดค่อย ๆ โรยตัวลงโอบล้อมรอบด้าน นางเพ่งตามองจุดแสงเล็ก ๆ จุดหนึ่งที่กำลังขยายกว้างขึ้น อึดใจต่อมาสิ่งที่โดดเด่นอยู่ท่ามกลางแสงสว่างก็เริ่มปรากฏชัด

เป็นดอกโบตั๋น

ดอกโบตั๋นดอกนั้นมีขนาดใหญ่และมีสีแดงสด เป็นสีแดงอันเย้ายวนราวกับถูกเลือดของดรุณีแรกรุ่นอาบย้อม กลีบแต่ละกลีบทับซ้อนเป็นช่อชั้นอย่างวิจิตร ทั้งงดงามทั้งดึงดูดจนผู้มองใจเลื่อนลอย ความรู้สึกแปลกประหลาดระคนคุ้นเคยสายหนึ่งโถมเข้าใส่จนหรงเมิ่งอิงได้แต่ยืนนิ่งค้าง

หากมองไม่ผิดโบตั๋นดอกนั้นสั่นไหวเล็กน้อย กลีบบางแผ่วพลิ้วจากกลีบนอกสุดไล่เข้าหากลีบในสุดราวกับกำลังร้องเรียกให้เข้าไปหา หรงเมิ่งอิงกระสับกระส่าย หัวใจบีบรัดด้วยความปรารถนาอย่างไม่อาจต้านทาน ทางหนึ่งหวาดระแวงว่าอาจเป็นอันตราย ทางหนึ่งกลับคล้ายจะถูกล่อลวงจนสองขาเริ่มก้าวเข้าไปหา ครั้นเหลืออีกเพียงไม่กี่ก้าวมือของนางก็ใกล้จะแตะถึงกลีบหนึ่ง ดอกโบตั๋นก็พลันขยับไหวอย่างแรงพร้อมกับส่งเสียงออกมา

“ว่าที่ฮูหยิน”

หรงเมิ่งอิงสะดุ้ง นี่...นี่ดอกโบตั๋นพูดได้ด้วยหรือ?

“ว่าที่ฮูหยินตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ” หรงเมิ่งอิงรู้สึกถึงบางสิ่งที่กำลังเขย่าร่างนางเบา ๆ “ว่าที่ฮูหยินจะตื่นตอนนี้หรือจะให้ท่านประมุขโมโหจนต้องเข้ามาปลุกเองกันเจ้าคะ?”

อา...คงไม่ใช่ดอกโบตั๋นแน่แล้ว

หรงเมิ่งอิงสติกลับคืนมา นางลืมตาตื่นสะลึมสะลือ ซูฮุ่ยจูเห็นนายหญิงรู้สึกตัวแล้วก็รีบยกอ่างน้ำมาให้ล้างหน้าล้างตา

สี่ห้าวันก่อนหลังจากพวกนางมาถึงพรรคหมอกอัสดงหรงเมิ่งอิงก็ได้พักเรือนเดียวกับเว่ยเจียเล่อ เพียงแต่ใช้คนละห้องกัน สามวันต่อมาก็ได้กราบผู้อาวุโสทั้งสามเป็นอาจารย์ ไม่ทันข้ามวันนางก็ถูกเขาสั่งให้เข้าฝึกร่วมกับศิษย์ขั้นหนึ่งคนอื่น ๆ หลังเสร็จสิ้นการฝึกของทุกวันนางได้แต่กลับมานอนในสภาพปางตาย ร่างกายปวดร้าวจนคล้ายจะถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ

หรงเมิ่งอิงผลัดผ้าพลางนึกทบทวนถึงความฝันเมื่อครู่ ดอกโบตั๋นสีแดงเลือดดอกนั้นนางฝันถึงตั้งแต่คืนแรกที่มาถึงพรรคหมอกอัสดง สองสามคืนแรกมันยังสงบนิ่งอยู่ ในคืนถัดมาจึงค่อย ๆ เคลื่อนกลีบคล้ายต้องการเรียกนางให้เข้าไปหา  ความงดงามของมันยากละสายตา ความปรารถนาของนางก็รุนแรงยากต้านทาน หากนางยังคงฝันถึงอยู่เช่นนี้คงมีสักคืนหนึ่งที่จะแตะถูกกลีบดอกโบตั๋น ถึงยามนั้นไม่รู้จะเกิดสิ่งใดขึ้น

การต้องฝันถึงดอกโบตั๋นสีเลือดติดต่อกันหลายคืนทำให้นางไม่ค่อยสบายใจสักเท่าไรนัก


พรรคหมอกอัสดงสมัยก่อตั้งไม่เคยมีการสอนวิชา เป็นเพียงพรรค ๆ หนึ่งเฉกเช่นเดียวกับพรรคอื่นในยุทธภพ แต่ครั้นมีสมาชิกมากเข้า สมาชิกในพรรคก็ล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือ ผู้คนในยุทธภพจึงพากันตบเท้าเข้ามาขอฝากตัวเป็นศิษย์ พรรคหมอกอัสดงจึงเริ่มมีลักษณะคล้ายสำนักวิชาไปตั้งแต่นั้น กระทั่งจวบจนถึงปัจจุบันก็กลายเป็นพรรคที่มีความเป็นสำนักอยู่กึ่งหนึ่ง

ศิษย์ของพรรคหมอกอัสดงแบ่งเป็นขั้นโดยใช้คำเรียกเป็นลำดับอย่างง่าย ๆ มีศิษย์ขั้นหนึ่งคือผู้ที่เริ่มเข้าฝึกจะได้เรียนวิชายุทธ์ขั้นพื้นฐาน ต่อมาเป็นศิษย์ขั้นสองคือศิษย์ของพรรคที่สามารถเลือกสายวิชาได้ ศิษย์ขั้นสามคือผู้ที่แตกฉานในสายวิชาของตนเรียบร้อยแล้ว หากเรียนรู้จนครบทั้งสามขั้นก็จะถือได้ว่าสำเร็จวิชา

พรรคหมอกอัสดงยังมีเรื่องแตกต่างจากพรรคอื่น วิชาภายในพรรคได้รวมเอาวิชาจากสำนักพรรคอื่นมารวมไว้และยังเป็นพรรคที่ไม่มีสุดยอดวิชาให้ฝึกฝน ผู้คนในยุทธภพส่วนใหญ่จึงปรารถนาเข้ามาเรียนรู้ในพรรคหมอกอัสดงจนสำเร็จวิชาก่อน จากนั้นจึงจะแยกย้ายไปศึกษาต่อตามสำนักวิชาต่าง ๆ ที่ตนสนใจ ยอดฝีมือ จอมยุทธ์ หรือจอมกระบี่หลายคนก็ล้วนเคยผ่านการศึกษาในพรรคหมอกอัสดงมาแล้วทั้งสิ้น คนแทบทั้งยุทธภพจึงให้ความเลื่อมใสพรรคหมอกอัสดงด้วยเหตุนี้

“ว่าที่ฮูหยิน บ่าวจะไม่ไหวแล้ว”

แดดยามเย็นของต้นฤดูคิมหันต์สาดส่องเข้ามายังลานฝึกของศิษย์ขั้นหนึ่ง คนเกือบสองร้อยคนกำลังทำท่านั่งม้าอยู่หลายกลุ่มใหญ่ หรงเมิ่งอิงกับซูฮุ่ยจูก็อยู่ในกลุ่มหนึ่ง พวกนางล้วนเหงื่อไหลอาบหน้า ร่างกายโงนเงน ซูฮุ่ยจูทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ นางเกือบทรุดลงนั่งกับพื้นแล้ว ทว่าเมื่อเห็นศิษย์ขั้นสองที่ทำหน้าที่ดูแลแทนอาจารย์เดินผ่านมาก็รีบหยัดหลังตรง ฝืนข่มกลั้นความเหน็ดเหนื่อยเอาไว้

หรงเมิ่งอิงเม้มปาก ไม่ตอบคำ นางพยายามฝืนลืมตาด้วยเกรงว่าหากหลับตาลงตนอาจจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย

“ว่าที่ฮูหยิน...” ศิษย์ขั้นหนึ่งซึ่งทำท่านั่งม้าอยู่ใกล้ ๆ มองหน้าหรงเมิ่งอิงพลางพึมพำขึ้น “ท่านประมุขตามหาท่านเจอเสียที ข้าดีใจด้วยจริง ๆ”

“เรื่องที่ท่านประมุขตามหาว่าที่ฮูหยินล่วงรู้กันไปทั่วเช่นนั้นหรือ” หรงเมิ่งอิงยิ้มน้อย ๆ ขาของนางชาเสียจนหมดความรู้สึกไปแล้ว

“ไม่ผิด เป็นที่รู้กันทั้งยุทธภพว่าประมุขพรรคเราต้องคำสาป”

“เป็นคำสาปใด” หรงเมิ่งอิงผิดคาดเล็กน้อย เดิมทีนางนึกว่าเรื่องนี้ควรจะเป็นความลับเสียหน่อย ที่แท้ก็รู้กันไปทั่วหรอกหรือ เหตุใดเว่ยเจียเล่อจึงต้องคำสาปและผู้คนรู้เรื่องกันมากมายถึงเพียงนี้ได้?

“เป็นคำสาปที่ว่า ท่านประมุขจะไม่อาจมีทายาทได้ถ้าหากไม่ได้แต่งงานกับสตรีที่เกี่ยวข้องกับของสิ่งหนึ่ง” หลายคนแย่งกันตอบ ก่อนจะมีคนหนึ่งถามอย่างสงสัย “ว่าที่ฮูหยินไม่รู้?”

“ไม่แปลกที่ว่าที่ฮูหยินจะไม่รู้” ซูฮุ่ยจูเอ่ยแทรก “ว่าที่ฮูหยินเติบโตในเมืองหลวง เรื่องทางยุทธภพไม่เคยได้ยิน”

“จริงด้วย ข้าลืมไป” หลายคนพยักหน้า เสียงของศิษย์พี่ขั้นสองดังขึ้นขัดจังหวะบอกให้เริ่มทบทวนท่าหมัดพื้นฐาน หรงเมิ่งอิงออกท่าทางไปครู่หนึ่ง แล้วจึงถามว่า

“ของสิ่งหนึ่ง? ไม่ทราบเป็นสิ่งใด”

“ผีเสื้อเจ้าค่ะ” คำตอบที่ได้รับทำให้หรงเมิ่งอิงถึงกับชะงัก ครั้นรู้สึกตัวก็รีบทำท่าต่อไปทั้งที่ในใจทั้งตื่นตะลึงทั้งสับสน

ผีเสื้อเช่นนั้นหรือ จะบังเอิญไปหรือไม่ที่นางมีปานรูปผีเสื้อติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่ปานรูปผีเสื้ออยู่เหนือสะโพกนาง คนที่รู้เรื่องนี้จึงมีเพียงคนในครอบครัวนางไม่ใช่หรือ

อ้อ ยังมีพวกสาวงามในหอกล้วยไม้สวรรค์ คืนนั้นพวกนางคณิการุมกันถอดเสื้อผ้านางและทักปานรูปผีเสื้อ

วันที่พบหน้าเว่ยเจียเล่อครั้งแรก เขามองนางอย่างพิจารณา ต่อมาก็เลือกซื้อนาง เทียบนางกับรูปเหมือนในกระดาษ แล้วสอบถามจนแน่ใจก่อนจะตกลงทุกสิ่งจนเสร็จสรรพ ย่อมแสดงว่าเขาคงรู้เรื่องนางก่อนจะมาถึงหอกล้วยไม้สวรรค์แล้ว  แต่ข่าวของนางในหอโคมเขียวจะหลุดไปถึงหูของเว่ยเจียเล่อได้อย่างไรกัน?

แล้วเรื่องคำสาปเล่า เว่ยเจียเล่อต้องคำสาปนี้ได้อย่างไร? พรรคหมอกอัสดงมีเรื่องที่นางยังไม่รู้อีกมาก หวังไว้ว่าคงจะไม่มีเรื่องใดทำให้นางต้องเผชิญเรื่องอันตรายร้ายแรงอีก...

“ขอเรียนถามว่าที่ฮูหยิน” ศิษย์ขั้นต้นอีกคนมองหรงเมิ่งอิงอย่างสงสัยใคร่รู้ “ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับผีเสื้ออย่างไรหรือ”

หรงเมิ่งอิงขยับปากจะตอบ กลับพบว่าศิษย์ขั้นสองคนอื่นล้วนทยอยมาล้อมรอบลานฝึก หัวหน้าศิษย์ขั้นสองคนหนึ่งเอามือไพล่หลัง ตะโกนว่า

“หยุดได้!”

ทุกคนล้วนหยุดท่าทาง เดินเข้าไปเรียงเป็นแถว สีหน้าอยากรู้อยากเห็น

“พวกเจ้าศิษย์ขั้นหนึ่งเพิ่งเริ่มฝึกฝน ทั้งยังเพิ่งเข้าพรรคหมอกอัสดงเรามาจึงยังไม่รู้ธรรมเนียม!” หัวหน้าคนนั้นตะโกนต่อ “ต่อไปนี้เวลาเย็นของทุกวันจะมีกิจกรรมที่ศิษย์ขั้นหนึ่งทุกคนต้องเข้าร่วม กิจกรรมนี้เรียกว่า ‘กิจกรรมรับศิษย์น้อง’!”

ศิษย์ขั้นสองที่ยืนใกล้หัวหน้ารีบกระซิบกระซาบ หัวหน้าเพิ่งรู้ตัวจึงกวาดสายตาไปทั่วลานอย่างแตกตื่น ตะโกนด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย

“ว่าที่ฮูหยินไม่ต้องเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ เชิญออกไปก่อน”

“ว่าที่ฮูหยิน เราไปกันเถอะ” ซูฮุ่ยจูไม่อาจหุบยิ้มไว้ได้ นางเป็นสาวใช้ของว่าที่ฮูหยิน นางย่อมไม่ต้องเข้าร่วมกิจกรรมเหมือนคนอื่น พวกศิษย์ขั้นหนึ่งหันมามองจนหรงเมิ่งอิงรู้สึกไม่ดี นางแย้งขึ้นด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน

“ช้าก่อนศิษย์พี่ ข้าเองก็นับเป็นศิษย์น้องของพวกท่าน ให้ข้าได้เข้าร่วมด้วยเถอะ!”

“ว่าที่ฮูหยิน!” ซูฮุ่ยจูอ้าปากค้าง

“ว่าที่ฮูหยินเชิญออกมาเถอะขอรับ” ฉงเหอที่อยู่นอกลานฝึกเดินแหวกคนอื่นเข้ามา ตั้งแต่มาถึงพรรคหมอกอัสดงเว่ยเจียเล่อก็ให้นางเลือกองครักษ์เรียบร้อยแล้ว หรงเมิ่งอิงเลือกฉงเหออย่างไม่อยากคิดสิ่งใดให้มากความอีก ครั้นเขากล่าวออกมาเช่นนี้จะให้ฝืนดื้อดึงไปก็คงไม่สมควร

หรงเมิ่งอิงออกมายืนอยู่ใต้ต้นไม้นอกลานฝึก ซูฮุ่ยจูฉวยโอกาสรีบตามมาอยู่ด้วย ทั้งสามคนมองไปยังลานฝึกที่ยามนี้พวกศิษย์ขั้นสองกำลังตะโกนสั่งให้ศิษย์ขั้นหนึ่งกอดคอกันแล้วก้มหน้า

“กิจกรรมรับศิษย์น้องมีไว้เพื่อเหตุใด” หรงเมิ่งอิงอดถามไม่ได้

“เพื่อฝึกฝนให้พวกศิษย์น้องแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมขอรับ”

“ก้ม! ก้มอีก!” เสียงของศิษย์ขั้นสองคนหนึ่งดังลั่น “เจ้าลูกเต่าคนนั้นเงยหน้าหาบิดาหรือ ก้มลงไป!”

“จำเป็นต้องตะโกนเสียงดังกันถึงเพียงนั้นเลยหรือ” หรงเมิ่งอิงบ่นงึมงำ “ท่านประมุขเคยสั่งการศิษย์ขั้นหนึ่งเช่นนี้หรือไม่”

“เคยขอรับ” คล้ายฉงเหอจะขบคิดเรื่องราวในอดีตได้ เขาหลุดหัวเราะออกมาคำหนึ่ง “ความจริงแล้วท่านประมุขเป็นผู้คิดกิจกรรมนี้ขึ้นมา ทั้งยังเป็นหัวหน้าคนแรกอีกด้วย”

หรงเมิ่งอิงพอจะรู้แล้วว่าเว่ยเจียเล่อบ่มเพาะนิสัยตะโกนดุด่ามาจากที่ใด...

พวกศิษย์ขั้นหนึ่งก้มอยู่ในท่าเดิมมานานมากแล้ว วันนี้ก็ฝึกฝนมาทั้งวัน หลายร่างโงนเงนจนเกือบล้มลง หรงเมิ่งอิงย่อมไม่อาจทนเห็นได้ แต่หากนางไปบอกให้หยุดกิจกรรมนี้เข้าเห็นทีคนพวกนี้คงจะพากันไม่ชอบหน้านาง เช่นนั้นก็คงเหลือเพียงทางเดียว

“หากต้องการฝึกให้แข็งแกร่ง ข้ายังไม่ประสาเรื่องในยุทธภพ สมควรต้องเข้าร่วม” หรงเมิ่งอิงเดินเข้าไปร่วมวง ฉงเหอกลับรีบก้าวมาขวางไว้

“ว่าที่ฮูหยินได้ร่วมแน่นอน” เขาพยักหน้าขึงขัง “แต่ว่าที่ฮูหยินไม่ต้องเข้าร่วมพร้อมกับศิษย์ขั้นหนึ่งพวกนั้น เพราะมีคนอื่นดูแลว่าที่ฮูหยินแทนแล้ว”

คนอื่นดูแลนาง?

หรงเมิ่งอิงชะงัก คำว่า ‘แย่แล้ว’ ร้องทักทายนางอย่างเงียบงัน นางสูดลมหายใจ ถามขึ้น

“ใครกัน”

“ข้าเอง” จู่ ๆ เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นข้างหลังนาง ทุกคนในพรรคแถวนั้นล้วนหันขวับมา ประสานมือพร้อมกัน

“คารวะท่านประมุข”

หรงเมิ่งอิงข่มตนเองไว้ให้ไม่ให้ร้องไห้ออกมา ไม่ต้องหันกลับไปมองก็รู้แล้วว่ากิจกรรมศิษย์รับน้องของนางนับแต่นี้จะย่ำแย่เพียงใด


ข้างเรือนนอนของเว่ยเจียเล่อกับหรงเมิ่งอิงยังมีเรือนอีกหลังหนึ่งอยู่ใกล้ ๆ เป็นเรือนฝึกที่ทั้งเรือนถูกสร้างให้เป็นห้องโถงกว้าง ทั้งยังมีลานฝึก บนผนังแขวนอาวุธ บนพื้นมีแท่นเสียบอาวุธ หุ่นไม้ กองฟาง มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นที่ฝึกฝนของเว่ยเจียเล่อ

ผู้ติดตามคนอื่นล้วนต้องรออยู่ด้านนอก ภายในเรือนฝึกจึงมีเพียงเขากับนาง หรงเมิ่งอิงกวาดตามองรอบด้าน เกือบอยากเอาหัวโขกเสาตายด้วยความท้อใจ

“ว่าที่ฮูหยินรู้ใช่หรือไม่ว่าต้องเชื่อฟังข้า” เว่ยเจียเล่อสบตานาง เริ่มพูดเสียงดังขึ้น “ยามนี้ข้าเป็นศิษย์พี่เจ้า ทั้งอีกไม่ช้าข้าจะเป็นสามีของเจ้า”

“ข้าทราบดี”

“ข้าสั่งให้ว่าที่ฮูหยินทำสิ่งใด ว่าที่ฮูหยินก็ต้องเต็มใจทำ เข้าใจหรือไม่”

“เข้าใจแล้ว”

“เอามือไว้ข้างหลัง” เว่ยเจียเล่อเดินวนรอบตัวนางช้า ๆ “ก้มหน้าลงไป”

หรงเมิ่งอิงยอมทำตาม

“ท่าก้มหน้าเช่นนี้มีประโยชน์อะไรหรือ” นางถามอย่างสงสัย เนื่องด้วยยังก้มหน้าอยู่ เสียงจึงขึ้นจมูกเล็กน้อย เว่ยเจียเล่อหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง แค่นยิ้ม

“ข้าคงลืมบอกว่าเจ้าห้ามตั้งคำถามต่อศิษย์พี่ของเจ้า”

“เหตุใดต้องห้ามตั้งคำถาม”

“ข้าบอกอยู่ว่าห้ามตั้งคำถาม!” เว่ยเจียเล่อตวาด “ก้มลงไปอีก!”

ศีรษะของหรงเมิ่งอิงกดลงอยู่ระดับเดียวกับอก

“เจ้าต้องเรียนรู้อีกมาก ว่าที่ฮูหยิน” เขาเอ่ยเนิบ ๆ “ยุทธภพกว้างใหญ่ ศิษย์พี่ต้องฝึกฝนศิษย์น้องให้เรียนรู้พร้อมรับมือเรื่องในวันหน้า เจ้าต้องเชื่อฟัง ต้องแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

“ท่านประมุข” หรงเมิ่งอิงพูดเสียงอู้อี้ “ข้าเลือดลงหัวแล้ว”

“ข้าลืมบอกอีกข้อ ศิษย์น้องห้ามพูดคำใดหากศิษย์พี่ยังไม่อนุญาตให้พูด!”

“ท่านประมุข ข้ามึนหัว ขาข้าจะทรงตัวไม่ไหวอยู่แล้ว ถ้าข้าตายขึ้นมาจะทำอย่างไร”

“ข้ายังไม่อนุญาตให้เจ้าพูด!”

“ข้าไม่ได้พูด!” นางเถียงทันควัน “ข้ากำลังบ่น!”

“ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าบ่น!”

“ก็ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว” หรงเมิ่งอิงกระทืบเท้าประท้วงทั้งที่ยังก้มหัวอยู่ “เหตุใดข้าต้องมาตกยากเช่นนี้!”

“ว่าที่ฮูหยิน!” เว่ยเจียเล่อเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านาง ตลบพับชายแขนเสื้อขึ้น ก่อนกดศีรษะนางให้ก้มลงจนอยู่ระดับเอว เขาเคาะศีรษะนางครั้งหนึ่ง พูดเสียงเข้ม “หากแค่นี้ยังทนไม่ได้ ต่อไปจะท่องยุทธภพได้อย่างไรกัน!”

“ข้าก็จะไม่ท่องยุทธภพ ข้าจะกินนอนไปวัน ๆ”

“พูดจาไร้สาระ” เว่ยเจียเล่อเคาะศีรษะหรงเมิ่งอิงอีกครั้งจนนางสูดปาก

“หากท่านประมุขเคาะหัวข้าอีก ข้าจะพุ่งเข้าไปกลางหว่างขาท่านเดี๋ยวนี้แหละ!”

“...”

เว่ยเจียเล่อสูดลมหายใจข่มกลั้นความรู้สึก เขารีบเก็บมือ เดินถอยห่างออกมา

“ว่าที่ฮูหยิน ต่อไปนี้ข้าจะสอนเรื่องราวในพรรคให้เจ้าได้รู้ เตรียมใจฟังแล้วหรือไม่” ครั้นนางเงียบ เขาก็ขึ้นเสียง “ข้าถามว่าเตรียมใจฟังแล้วหรือไม่!”

“เตรียมใจแล้ว!” โอย ๆ หูนางจะดับอยู่แล้ว อยู่กันสองคนเพียงเท่านี้จะพูดเสียงดังไปเพื่อเหตุใดกัน

“พรรคหมอกอัสดงถือกันว่า...” เว่ยเจียเล่อมองร่างที่ยังก้มหน้าอยู่ มุมปากกดยิ้ม “มาก่อนนับเป็นศิษย์พี่ มาหลังนับเป็นศิษย์น้อง มาพร้อมกันนับเป็นสหาย เช่นนี้แล้วเจ้าจึงต้องเชื่อฟังศิษย์พี่ทุกสิ่งอย่าง”

“ท่านประมุข ข้าสงสัยเรื่องหนึ่ง” หรงเมิ่งอิงสอดปากอย่างอดไม่ได้

“ข้ายังไม่สั่งให้พูด!”

นางยอมเงียบเสียง ไม่นึกว่าเว่ยเจียเล่อกลับเป็นฝ่ายข้องใจเสียเอง

“เอาเถอะ” เขาถอนใจเฮือก “เจ้าสงสัยเรื่องใด”

“ในพรรคหมอกอัสดงนี้มาก่อนนับเป็นศิษย์พี่ มาหลังนับเป็นศิษย์น้อง มาพร้อมกันนับเป็นสหาย?” หรงเมิ่งอิงรู้สึกหน้ามืดเล็กน้อยจนต้องหยุดพูดไปครู่หนึ่ง นางเอียงหน้ามองเขา “แล้วมาเมื่อใดจึงจะนับท่านประมุขเป็นสามีเจ้าคะ?”

“ว่าที่ฮูหยิน!” เว่ยเจียเล่อคำรามดังลั่น “ก้ม!”

“ท่านประมุข” หรงเมิ่งอิงก้มจนศีรษะอยู่ระดับเข่า เอียงหน้าเอ่ยยิ้ม ๆ “เมื่อไรเราจะได้แต่งงานกันหรือ ข้าอยากทำ ‘เช่นนั้น’ กับท่านประมุขจะแย่แล้ว”

นางกัดริมฝีปากเล็กน้อย ท่าทางทั้งครุ่นคิดทั้งเป็นกังวล “อา...ท่านประมุขแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ข้าจะทนรับความแข็งแกร่งของท่านประมุขได้หรือไม่นะ”

“ฮูหยิน!” เว่ยเจียเล่อกำหมัดแน่ ตะคอกดังลั่นไปทั้งเรือน “พูดจาไม่น่าฟัง ก้มลงไปอีก!”

ความคิดเห็น