facebook-icon

สวัสดีผู้เยี่ยมชมทุกท่านค่ะและขอบคุณทุกกำลังใจและการติดตามนะคะ

ตอนที่ 3 ต้องการอย่างไม่มีเหตุผล

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 ต้องการอย่างไม่มีเหตุผล

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 69k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.ค. 2561 12:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 ต้องการอย่างไม่มีเหตุผล
แบบอักษร

ตอนที่ 3 ต้องการอย่างไม่มีเหตุผล​

​เสียงไก่ขันร้องบอกเวลายามตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าแล้วแต่ก็ไม่ทำให้ร่างบางในชุดสายเดี่ยวข่มตาหลับได้แม้สักนิดเดียว ยิ่งคิดเรื่องเมื่อคืนเธอก็ยิ่งอยากรู้ว่าเขาเป็นใคร 

เขาเป็นเจ้าพ่อนั้นก็ใช่แต่ว่าเป็นใครกันแน่ เหมือนกับเธออยากจะรู้จักตัวตนนั้นของเขามากขึ้น สัมผัสเร่าร้อนนั้นมันทำให้เธอร้อนๆหนาวๆนึกถึงแต่มันจนไม่เป็นอันทำอะไร

เธอมาสอนที่นี่ได้แค่สัปดาห์เดียวมันก็มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายแถมยังไม่กล้าโทรไปปรึกษาเพื่อนอีก เขาคนนั้นจะต้องกลับมาอีกเป็นแน่แต่ที่รู้ๆนั้นเธอต้องรีบลุกขึ้นไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยเพื่อจะได้ไปตลาดในตัวเมือง ดีที่ผ.อ.นำรถจักรยานยนต์คันกลางเก่ากลางใหม่มาให้เธอยืมใช้ชั่วคราวหญิงสาวจึงรู้สึกสะดวกขึ้น 

ร่างบางในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดาๆ เรือนผมสีน้ำตาลเข้มยาวสยายถึงกลางหลังนั้นถูกมัดรวบอย่างลวกๆ ใบหน้างามที่ไร้ซึ่งการเติมแต่ใดๆกำลังมองหาผักผลไม้ที่จะไปทำกับข้าวกินแต่ติดที่ว่าร้านขายปลาและอาหารทะเลดันมีร้านเดียวที่แม่ค้าไม่ค่อยน่าพึงใจสำหรับเธอเท่าไหร่

"เอาอะไร นังหนู" เสียงเจ๊เค็ม แม่ค้าอาหารทะเลถามเสียงห้วนพลางพัดวีสินค้าไล่แมลงวันตามประสา

"เอ่อ"

"เร็วๆเข้า คนรอซื้อมันยังมีอีกเยอะแยะนะโว้ย" หญิงสาวเม้มปากแน่นก่อนจะเลือกซื้อกุ้งและปูทะเลไปอย่างลวกๆพาลคิดไปว่าคงจะไม่แวะมาร้านนี้บ่อยๆอีก 

หลังจากนั้นนาราก็เดินไปซื้อผักผลไม้ที่ร้านตรงข้าม ซึ่งเจ้าของร้านยิ้มแย้มแจ่มใสให้เธอเป็นอย่างดีแม้เธอจะเป็นคนมาใหม่ก็ตาม

"เอาอะไรจ๊ะหนู"

"เอาส้ม 2 กิโลค่ะแล้วก็เอากล้วย 2 หวี" เธอตอบยิ้มๆพลางมองของไปเรื่อยๆ "อ้อ เอาผักคะน้าอีกสองกรัมด้วยนะคะ"

"หนูเพิ่งมาอยู่ที่นี่เหรอ ทำไมไม่เคยเห็นหน้า สวยจริงๆเลยเชียว"

"ค่ะ ฉันมาเป็นครูคนใหม่ของที่นี่น่ะค่ะ เพิ่งมาได้อาทิตย์เดียวเอง"

"จริงเหรอคะ ดีเลยค่ะ ฉันชื่อเจ๊หวานนะ ลูกชายคนเล็กของฉันมันก็เรียนที่นี่ ว่าแต่ครูมาจากโรงเรียนที่ไหนเหรอ"

"ฉันย้ายมาจากกรุงเทพฯค่ะ"

"เด็กที่นี่คงสอนไม่ง่ายเหมือนเด็กในเมืองกรุงใช่มั๊ยจ๊ะ"  เจ๊หวานว่าพลางทำหน้าสลด

"ไม่เลยค่ะ เด็กหัวเร็วมาก สอนอะไรก็เข้าใจง่ายเป็นเด็กน่ารักด้วย"

"แหม ครูก็ปากหวานนะคะ" เจ๊หวานยิ้มออกทันทีเมื่อได้ยินคำชมนั้น ก่อนจะหยิบทุกอย่างใส่ถุงให้จนหมด

"ฉันพูดจริงค่ะ เอ่อ เท่าไหร่คะ"

"ทั้งหมด 120 บาทค่ะ"

"นี่ค่ะเงิน" 

"แหม นังหวานปากหวานสมชื่อนะเอ็ง ทำเป็นพูดดีจนข้าอยากจะโยนปลาซักตัวไปให้เอ็งเลยเชียว" ยื่นเงินให้ไม่นานก็มีเสียงกระแนะกระแหนมาจากฝั่งตรงข้าม

"ข้าพูดดีแล้วมันไปหนักหัวเอ็งรึไง นังเค็ม" เจ๊หวานตอนนี้ไม่หวานแล้ว ตอบกลับได้ดุเดือดไม่แพ้กันจนนาราได้แต่ยืนงงอยู่กับที่

"มันก็ไม่หนักหัวข้าหรอกโว้ย แค่หมั่นไส้อีพวกตอแหล"

"เออ ข้าก็หมั่นไส้อีพวกคนอย่างเอ็งเหมือนกันแหละวะ" 

"คนอย่างข้ามันเป็นยังไง" หญิงปากเสียรีบเดินตรงออกมาเถียงถึงหน้าร้านที่เธอยืนอยู่

"ก็เป็นนังคางคกขึ้นวอยังไงล่ะวะ"

"นังหวาน นี่เอ็ง!" เจ๊เค็มชี้หน้าตรงหน้าอย่างโกรธขึ้ง

"เออ คนที่นี่เขารู้หมดแหละว่าลูกสาวเอ็งมันไปทำอะไรเอ็งถึงมีหน้ามานั่งเชิดหน้า ปากเสียไปทั่ว" 

"ลูกข้ามันจะวาสนาดี ใครจะขัดได้วะ"

"แหวะ ข้าอยากจะอ้วก ถ้ามันวาสนาดีจริงเอ็งคงไม่ต้องมายืนขายของอยู่แบบนี้หรอกเว้ย" 

เจ๊เค็มได้ยินก็ง้างมือเตรียมจะตบแต่ถูกนาราดึงไว้เสียก่อน

"อย่ามีเรื่องกันเลยค่ะ หยุดกันเถอะ" หญิงวัยกลางคนตรงหน้าสะบัดมือออกก่อนจะหันมาต่อว่าเธอแทน

"เอ็งมาใหม่ เอ็งไม่เกี่ยวนังคุณครู ถอยไปไม่งั้นข้าจะตบเอ็งด้วย"

"ก็ลองดู!!" ทันไดนั้นเสียงเข้มก็ดังขึ้นทำเอาสองเจ๊หยุดชะงักกึกหุบปากทันทีและค่อยๆผินหน้าไปมองคนมาใหม่

"คุณซ่ง!!/คุณซ่ง!!"

"ฉันเอง ฉันมองดูตั้งนานแล้ว เธอชักจะกร่างมากเกินไปแล้วนะอย่าคิดว่าลูกสาวเธอได้เป็นเมียพ่อฉันแล้วฉันจะปราณี"

"ฉันขอโทษจ้ะ"

นารามองร่างสูงที่มีใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยน ดวงตาเรียวคมตามแบบฉบับคนมีเชื้อสายจีน ผิวขาวนั้นทำให้เธอคิดเล่นๆว่าเขาเคยได้ออกแดดบ้างหรือไม่ก่อนที่เขาจะหันมาสนใจเธอ

"คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ"

"ไม่ค่ะ ฉันสบายดี" เธอยิ้มแกนๆก่อนจะก้มลงไปหยิบของที่หล่นลงพื้นอย่างรวดเร็วโดยที่ กัมพลมองตามอย่างเอ็นดู

"ให้ผมไปส่งคุณจะดีกว่านะครับ ดูมีของเยอะเลย" เขาพูดขึ้น

"ฉันเอารถมาค่ะ ขอบคุณ" พูดจบเธอก็หันหลังเดินหนีทันที

"ผมชื่อซ่งนะ ว่าแต่คุณชื่ออะไรเหรอ เผื่อเจอกันครั้งหน้าผมจะได้ทัก" 

"นาราค่ะ"


พยัคฆ์มองดูเอกสารการขายอาวุธที่อยู่ตรงกองใหญ่อย่างละเอียดบนโซฟากลางบ้านอย่างเงียบๆ หลายอย่างไม่ค่อยตรงเสป็คที่วางไว้เท่าไหร่ ชายหนุ่มจ้องกระดาษระบุข้อมูลเขม็ง คิ้วหนาที่พาดผ่านใบหน้าหล่อเหลานั้นขมวดจนเป็นปม

"ไอ้แสง" 

"ครับนาย" มือซ้ายคนสนิทได้ยินก็รีบตรงเข้ามาหาผู้เป็นนายทันที

"มึงเอาอาวุธอันนี้ที่กูแยกตามนี้ตีกลับไปด้วย กูสั่งอย่างแล้วส่งมาให้กูอย่าง ใช้ไม่ได้!!" พยัคฆ์โยนซองเอกสารปึงใหญ่ลงพื้นอย่างหงุดหงิดก่อนจะคว้าแก้ววิสกี้ชั้นดีมาจิบแก้โมโห

"ครับนาย แต่ผมกังวลว่าเรื่องการซื้อขายครั้งใหญ่กับเจ้าคุ้มเวียง ของรัฐอิสระที่จะมาถึงนี้ว่ามันจะทันเหรอครับนาย" แสงเอ่ยพลางหยิบเอกสารมาดูของ

"กูจะโทรไปเลื่อนเอง เรื่องนี้ไม่น่าห่วงเท่าไหร่"

"ครับนาย"

ว่าแล้วก็รีบต่อสายตรงไปยังรัฐอิสระข้างๆทันที ไม่นานนักปลายสายก็รับด้วยน้ำเสียงสบายๆราวกับเป็นเพื่อนกันมาหลายชาติ


'ว่าไง คุณเสีือเพื่อนรัก ช่วงนี้ไม่ค่อยมาเยี่ยมมาเยือนเราเลยนะ'

"ผมมีเรื่องอยากจะแจ้งให้เจ้าทราบและอยากขอความกรุณาจากเจ้าหน่อย"

'มีอะไรเหรอ ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงผมให้เพื่อนอย่างคุณได้ทั้งนั้น' น้ำเสียงปลายสายตอบกลับมาอย่างสบายๆหากเดาไม่ผิด เจ้าคุ้มเวียงคงอยู่ทะเลที่ใดที่หนึ่งสักแห่ง

"ผมอยากจะขอเลื่อนการซื้อขายของเราไปก่อน เจ้าจะสะดวกหรือเปล่า" 

'นายใหญ่แห่งพยัคฆ์คำรามโทรมาขอเองทั้งทีทำไมผมจะให้ไม่ได้ ว่าแต่เลื่อนไปเป็นวันไหนล่ะ'

"ยังไม่มีกำหนดแต่ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ ผมจะโทรไปแจ้งล่วงหน้าด้วยตัวเองก็แล้วกัน"

'ยินดีเสมอ ของดี ยังไงผมก็รอได้'

"ขอบคุณที่กรุณา"

วางสายได้ไม่นานลูกน้องก็รีบเดินมาอย่างลุกลี้ลุกลน คงมีเรื่องด่วนอะไรบางอย่างเป็นแน่

"นายครับ"

"อะไร"

"เมื่อกี้ผมไปตลาดมา ผมเห็นไอ้ซ่งมันทำท่าจะชอบคุณครูคนใหม่ของนายครับ เมื่อไม่นานนี้เองครับนาย"

ปัง!!

เสียงตบโต๊ะดังจนคนรอบๆสะดุ้งกันเป็นแถว ใบหน้าหล่อเหลาเปลี่ยนเป็นสีหน้าโกรธเกรี้ยวทันที เขาไม่อยากจะยอมรับว่านอกจะเขาจะชอบเอาชนะสองพ่อลูก เล้งและกัมพลแล้วเขายังรู้สึกบางอย่างกับผู้หญิงคนนี้อีกด้วย รู้สึกว่าเธอควรจะอยู่กับเขาตลอดไป



คนที่ถูกนึกถึงบัดนี้นั่งหาวบนเตียงนอนเรียบร้อยแล้วในชุดที่เรียกว่าดูมิดชิดยิ่งกว่าเดิมเนื่องจากมีบทเรียนจากคืนนั้นที่ทำให้เธอจดจำได้เป็นอย่างดี

ปัง!!

มือเรียวสวยรวบผ้าห่มขึ้นมาทำท่าจะนอนแต่มีอันต้องสะดุ้งขึ้นเสียก่อน ใบหน้าหวานลอบกลืนน้ำลายเล็กน้อยเมื่อมองไปต้นเสียง

เสียงประตูถูกเปิดอย่างรุนแรงราวกับมันเป็นที่รองรับโทสะของใครบางคน เธอคิดว่าเธอล็อคประตูไว้เรียบร้อยแล้วเป็นอย่างดีแถมยังเป็นกลอนประตูเหล็กอีกด้วย

"นารา!!"

"คุณ!! คุณอีกแล้ว คุณพังประตูมาได้ยังไง" 

"เธอไปรู้จักกับไอ้ซ่งได้ยังไง" ชายหนุ่มถามขึ้นเสียงห้วน "ฉันถาม!!"

"รู้จักยังไง มันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วย" ใบหน้าสวยหวานที่บัดนี้ขยับหนีจนหลังชิดหัวเตียงแล้วก็ถามขึ้นอย่างหวาดระแวง

ร่างสูงค่อยๆเดินตรงมาก่อนจะก้าวขึ้นมาบนเตียงและคร่อมเธอไว้จนใบหน้าทั้งสองชิดกันเพียงฝ่ามือ มือหนาทั้งสองข้างจับหัวเตียงไว้จนไม้แทบจะหัก 

นาราพยายามใช้มือยันอกแกร่งนั้นไว้แต่แรงน้อยๆของเธอหรือจะสู้เขาได้ บัดนี้แววตาเขาช่างดูราวกับสัตว์ป่าที่กำลังมีโทสะรุนแรงแทบจะไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์

"ฉันจะไม่มีวันปล่อยเธอไป เธอต้องเป็นของฉัน ของนายพยัคฆ์แค่คนเดียว" น้ำเสียงเหี้ยมนั้นทำให้เธอต้องเบี่ยงหน้าหลบด้วยความหวาดกลัว

"อย่ายุ่งกับฉันเลยนะ ฉันก็แค่อยากอยู่แบบสงบสุข ทำไมต้องมาตามจองเวรจองกรรมกันด้วย"

มือหนาบีบคางเล็กๆนั้นให้หันมาเผชิญหน้าเขาอีกครั้ง 

"ไม่ ฉันเลือกเธอแล้ว เธอต้องอยู่กับฉันตลอดไป"

"ไม่เอา อย่าทำแบบนี้" ใบหน้าสวยน้ำตานองหน้าด้วยความหวาดกลัว มือบางใช้แรงทั้งหมดยันไม่ให้เขาเข้าใกล้เธอไปมากกว่านี้แต่เขายังคงรุกคืบเขามาหาเธอ

"ถ้าเธอยังขืนดื้อดึงอยู่ล่ะก็ ฉันจะจัดการคนที่เธอรักให้หมดทุกคนไม่ให้มันเหลือซักคน"

"หมายความว่ายังไง"

"เพื่อนของเธอทั้งสามคน" เขากล่าวเสียงแข็งจนนาราเผลอตบเขาไปจนสุดแรง

เพี๊ยะ!!

"อย่ายุ่งกับเพื่อนๆของฉัน แค่นี้ฉันก็ไม่เหลือใครอีกแล้ว คนอย่างคุณมันไม่มีวันเข้าใจหรอก!! ฮึก" เธอทุบใช้กำปั้นเล็กทุบอกเขารัวไม่มีหยุดก่อนที่พยัคฆ์จะใช้เพียงมือเดียวรวบแขนเล็กทั้งสองไว้

"ทำไมฉันจะไม่เข้าใจ เธอต่างหากที่ไม่เข้าใจ เธอไม่มีวันรู้หรอกว่าคนที่มันเหลือแต่ตัว คนที่มันไม่เหลือใครอยู่ข้างๆมันเป็นยังไง!!"

"แล้วฉันเกี่ยวอะไรด้วย ทำไมคุณต้องดึงฉันเขาไปในวงจรของคุณ" นารากล่าวตัดพ้อเขาอย่างหมดแรง เธอเห็นสายตาที่เจ็บปวดของเขาอย่างชัดเจนยามเขาพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา แต่ทำไมเธอต้องมารองรับอารมณ์ที่เลวร้ายของเขาด้วย

"ไม่เกี่ยว แต่ฉันต้องการเธอนารา ต้องการแบบไม่มีเหตุผล"

"ถ้าฉันให้สิ่งที่คุณต้องการกับคุณแล้ว คุณจะเลิกยุ่งกับฉันได้มั๊ย"

"..."  


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว