ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
1/ พันไท แสงสุริยะ

พันไท Part

"นายพันไท แสงสุริยะ นักเรียนชั้นม.สี่ทับสอง มาพบอาจารย์ขนิษฐาที่ห้องดนตรีด้วยค่ะ" เวลาพักเที่ยงของโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง ในช่วงอาทิตย์นี้ชื่อผมถูกอาจารย์เรียกขาน ผ่านห้องประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนเป็นครั้งที่สามแล้ว และอาจารย์ก็คงเรียกไปเรื่องเดิม ๆ ล่ะมั้ง

"กูไปหาป้าขนิษฐาก่อน เรียกไปเจรจาทุกวันไม่เบื่อรึไงก็ไม่รู้"

"มึงก็ทำตามความต้องการของป้าเขาสักทีสิวะ ไม่งั้นก็คงเรียกหามึงอยู่อย่างนี้แหละ กูไปก่อนดีกว่าเดี๋ยวโดนจับได้ว่าโดดรั้วมาอีก เออแล้วคืนนี้ว่าไงมึงจะไปยิมปะ" ไอ้ป้อนเพื่อนคนแรกตั้งแต่ผมย้ายมาเรียนม.สี่ที่นี่เอ่ยถาม เพียงแต่ผมกับมันไม่ได้เรียนที่เดียวกัน เพราะโรงเรียนของไอ้ป้อนอยู่รั้วชิดติดกับโรงเรียนของผม จะต่างกันก็ตรงที่โรงเรียนของมันเป็นโรงเรียนเอกชนชั้นนำในจังหวัดสมุทรปราการ ค่าเทอมแพงหูฉี่จนน่ากลัวซะจริง

"คงไม่ได้ไปหรอกว่ะ ช่วยยายขายของเสร็จแล้วกูว่าจะปักชื่อให้ทิมอีก มันขึ้นป.สี่ จะสองเดือนอยู่แล้ว กูยังไม่ได้ปักชื่อให้มันเลย เดี๋ยวค่อยคุยกันใหม่กูไปหาป้าก่อน" ไอ้ป้อนยักไหล่พยักหน้าหงึกหงักแล้วเดินกลับไปทางหลังห้องน้ำ ซึ่งเป็นกำแพงกั้นกลางระหว่างโรงเรียนผมกับโรงเรียนมัน แต่ถึงเจ้าตัวจะเดินไปลับตาแล้วก็ตาม กลิ่นบุหรี่ของมันยังคงเหลือทิ้งไว้ติดเต็มเสื้อผ้าผมเผ้าของผม จนน่าหวั่นใจว่าจะโดนป้าขนิษฐาเล่นงานเอาอีกไหม ถ้ากูโดนเข้าใจผิดหาว่าแอบสูบบุหรี่ กูจะลากแขนป้าไปดมกลิ่นบุหรี่จากตัวมึงถึงค่ายมวยพ่อมึงเลยไอ้ป้อน


"นายพันไท เมื่อไหร่จะมีเวลาว่างมาเข้าชมรมดนตรีของโรงเรียนสักที นี่ก็ใกล้จะมีงานโรงเรียนแล้วนะยะ อีกอย่างอีกสองเดือนข้างหน้าอาจารย์ได้ยินว่าค่าย ggg เขาจะมีการประกวดคัดเลือกเด็กหน้าใหม่ เธอน่าจะลองดูนะ อาจารย์ว่าเธอมีแววมาแรงมาก"

"เลิกเรียนแล้วผมต้องกลับไปช่วยยายขายของ ไม่ค่อยมีเวลาหรอกครับอาจารย์" อาจารย์ที่ปรึกษาของชมรมดนตรีชักสีหน้ารำคาญขึ้นมา เมื่อถูกผมปฏิเสธอีกครั้ง รู้แบบนี้คืนวันอาทิตย์ที่แล้วผมไม่ไปรับจ๊อบร้องเพลงที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งหรอก ก็คิดว่าไกลบ้านไกลโรงเรียนตั้งยี่สิบกว่ากิโลแล้วนะ ใครจะคิดว่าอาจารย์ขนิษฐา จะไปฉลองครบรอบแต่งงานกับสามีที่นั่นกันล่ะ

"ถ้าเธอปฏิเสธ อาจารย์จะเอาเรื่องที่เธอร้องเพลงกลางคืนไปเล่าให้อาจารย์อุดมฟังนะ เธอเพิ่งย้ายมาเรียนม.ปลายที่นี่ คงยังไม่รู้กิตติศัพท์ของอาจารย์ฝ่ายปกครองล่ะสิว่าน่ากลัวแค่ไหน ลองไปถามเพื่อนที่เรียนม.ต้นที่นี่ดูก็แล้วกัน"

"โห อาจารย์เล่นแบล็กเมล์กันแบบนี้เลยเหรอครับ เห็นใจผมหน่อยเถอะอาจารย์ ถ้าเข้าชมรมดนตรีผมก็ต้องซ้อมทุกเย็น แล้วผมจะไปช่วยยายขายของได้ยังไงครับ บ้านผมไม่มีความพร้อมถึงกับปล่อยให้เวลาหายไปกับเรื่องไม่ใช่เรื่องแบบนั้น ถึงผมจะอยากเป็นส่วนหนึ่งของชมรมดนตรีก็เถอะ" ผมก้มหน้าพึมพำในคำพูดสุดท้าย เมื่อนึกไปถึงสถานะครอบครัวที่ไม่ได้มีอันจะกิน อาจจะถึงขั้นย่ำแย่ด้วยซ้ำไป

เพราะครอบครัวผมมีแค่ยายวัยเจ็ดสิบกว่ากับน้องชายวัยสิบขวบเท่านั้น ตีสี่ของทุกวันผมจะตื่นมานึ่งข้าวเหนียว ตักข้าวใส่ถุงพลาสติก เพื่อให้ยายขายข้าวเหนียวหมูปิ้งที่หน้าโรงเรียนประถม ซึ่งเป็นโรงเรียนที่น้องชายผมเรียนอยู่ และไม่ไกลจากโรงเรียนผมสักเท่าไหร่ ส่วนตอนเย็นก็ต้องเข็นรถไปขายขนมหวานที่ตลาดนัด ท้ายซอยแถวหมู่บ้านที่เราเช่าอยู่นั่นแหละ ถ้าผมต้องอยู่ซ้อมดนตรีที่โรงเรียนทุกเย็น แล้วใครจะเป็นคนไปช่วยยายเข็นรถขายของ

"เฮ้อ เธอนี่นะ ไม่เสียดายความสามารถของตัวเองรึไง เผื่อมีโอกาสฟอร์มวงส่งไปประกวดเหมือนที่เด็กโรงเรียนอื่นทำกันน่ะ อาจารย์ไม่ได้อยากบังคับขืนใจอะไรเธอหรอกนะ เพราะรู้ว่าเธอมีหน้าที่ต้องทำจริง ๆ แต่ก็ไม่อยากให้เธอพลาดโอกาสแบบนี้ไป เก็บเอาไปคิดดี ๆ บางทีเธออาจจะทำให้ยายกับน้องเธอสบายเพราะพรสวรรค์ที่เธอมีก็ได้ ดูเหมือนว่าเธอก็มีความฝันอยู่ไม่ใช่เหรอพันไท" ผมได้แต่ก้มหน้ารับฟังความหวังดีจากอาจารย์แค่นั้น พรสวรรค์กับความฝันน่ะเหรอ สิ่งพวกนี้มันจะมีไปทำไม ถ้าทำให้พ่อแม่ของผมต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับมา


"สวัสดีครับยาย เตรียมของเสร็จแล้วเหรอรอไทแป๊บหนึ่งนะ ไทขอแช่เสื้อนักเรียนก่อน"

"ไม่ต้องรีบนะไทเอ๊ย อาบน้ำอาบท่ากินข้าวกินปลาก่อนก็ได้ลูก นี่เดินเข้าซอยมาอีกแล้วใช่ไหม ยายบอกแล้วว่าให้นั่งวินมอเตอร์ไซค์เข้าบ้านสิบบาทเองจะขี้เหนียวไปทำไมกัน" ฝ่ามือเหี่ยวย่นของผู้หญิงที่เลี้ยงผมกับน้องมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน ยกขึ้นมาปาดเช็ดเหงื่อไคลให้ ดวงตาใกล้จะฝ้าฟางตามวัยคู่นั้น ทอดมองผมด้วยแววตาที่ทั้งรักและสงสาร จนผมสัมผัสถึงความกังวลใจจากคนที่รักได้ชัดเจน เป็นแบบนี้อีกแล้ว ยายมักจะมองผมแบบนี้เสมอทั้งที่ผมก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมีอะไรน่าเวทนาขนาดนั้นสักหน่อย

ฟุบ "งั้นไทขอนอนหนุนตักหน่อยดีกว่า เผื่อจะได้มีกำลังใจในการร้องเพลงเรียกลูกค้า แต่ขึ้นชื่อว่าขนมของยายจันคำไม่ต้องมีนางกวัก ไม่ต้องมีพรีเซนเตอร์ก็ขายหมดยกถาดทุกวันอยู่แล้ว" ภายในบ้านปูนชั้นเดียวมีสองห้องนอนหนึ่งห้องน้ำ ส่วนครัวถูกสร้างลวก ๆ ด้วยการเทปูนทับไปและมี กระเบื้องแค่สิบแผ่นคุ้มแดดคุ้มฝนเท่านั้น ตรงห้องโถงโล่งไม่กว้างมากเท่าไหร่แต่ก็ไม่คับแคบจนเกินไป ถูกปูด้วยเสื่อน้ำมันมีถาดขนมไทยหลายอย่างวางเรียงราย เตรียมพร้อมสำหรับการค้าขายของวันนี้

ผมกวาดสายตามองไปรอบบ้านเช่าที่มีเพียงตู้เย็นหลังเก่า พัดลมที่ใช้งานมาตั้งแต่ผมม.หนึ่ง ทีวีขนาดยี่สิบสี่นิ้วอายุไม่แตกต่างจากพัดลมเลย ไม่มีโซฟาไม่มีแม้กระทั่งโต๊ะรับแขก ห้องนอนสองห้องถูกแบ่งเป็นห้องยายหนึ่งห้อง และผมกับน้องชายนอนด้วยกันอีกหนึ่งห้อง การเริ่มต้นใหม่ของเรา เกิดขึ้นภายในบ้านเช่าเดือนละสองพันห้าร้อยแห่งนี้ บ้านหลังที่เราเพิ่งย้ายมาจากซอยข้าง ๆ ได้ไม่ถึงสามเดือน ก็ตั้งแต่ผมย้ายโรงเรียนขึ้นม.สี่นี่แหละ

"ยายอยู่ที่นี่อึดอัดมากไหม บ้านหลังเก่าของเราถึงจะไม่ได้สวย ไม่ได้ใหญ่โตกว้างขวางมากมาย แต่ก็พอจะมีที่ให้ยายนั่งทำขนมได้สบาย ๆ เลยเนอะ ถ้าไทไม่เรียนต่อเราคงไม่ต้องประหยัดเงินจนต้องย้ายบ้านหรอก ไทนี่เป็นตัวซวยแท้ ๆ ทำให้คนรอบข้างเดือดร้อนกันไปหมด"

"ไอ้เด็กตัวซวย เพราะมึงนั่นแหละเอาแต่ใจจนทำให้พ่อกับแม่มึงต้องตาย อยากได้ไปทำไมกีตาร์น่ะ เพราะความอยากได้ทำให้พ่อแม่ของมึงตายมันคุ้มกันแล้วใช่ไหม ทำไมวันนั้นไม่ใช่มึงที่ตาย ๆ ไป ทำไมต้องเป็นลูกชายของกู ที่นอนตายเหมือนหมาข้างถนนเพื่อให้มึงรอดด้วย! กูขอให้ชีวิตมึงมีแต่ความโชคร้าย จมอยู่กับน้ำตาทุกข์ทรมานอยู่กับความเสียใจไปจนตาย! ไอ้ตัวซวย ไอ้เด็กกาลกิณี! "

คำด่าทอของย่าเมื่อหลายปีก่อน ยังติดหูผมอยู่จนถึงทุกวันนี้ รวมทั้งน้ำตาทั้งเสียงคร่ำครวญปานจะขาดใจ เมื่อเธอต้องสูญเสียลูกชายเพียงคนเดียวก็ยังติดตาผมอยู่เช่นกัน

"คิดเรื่องไร้สาระอีกแล้วเหรอหลาน อะไรก็ตามที่จะทำร้ายเราไม่ว่าจะเป็นทางความคิด คำพูด หรือการกระทำ หลานอย่าไปจดไปจำ ไปฉุดรั้งให้มันเข้ามาอยู่ในหัวสมองเลย หลานยายยังต้องใช้ความคิดเพื่อสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับยายกับน้องกับตัวเองอีกเยอะ ใครจะโกรธจะเกลียดจะชังก็ช่างเขาเถอะลูก คำพูดก็เหมือนลมปาก อย่าเอาแต่สูดดมลมปากเน่า ๆ เลย" หลายปีที่ผ่านมายายมักจะคอยพร่ำบอกผมเสมอ ว่าให้ผมมองข้ามกับสิ่งที่เคยได้ยิน เบือนหน้าหนีกับสิ่งที่เคยได้เห็น ไม่ว่าใครจะทำร้ายจิตใจเรามากเท่าไหร่ ขอแค่เราอย่าทำร้ายจิตใจตัวเองให้ตกต่ำดั่งคำที่เขาสาปแช่งเอาไว้ก็พอ

ตุบ ๆ ๆ "พี่ไทมาแล้วเหรอ กินข้าวเหนียวสังขยาไหม ทิมเป็นคนช่วยยายทำเองเลยนะ"

"สวัสดีพี่หรือยังทิม" เสียงเรียกพร้อมกับจังหวะวิ่งของเด็กชายทับทิมน้องชายวัยสิบขวบ ทำให้ผมต้องรีบปรับสีหน้าตัวเองให้แข็งแรงขึ้น แต่ก็ยังนอนหนุนตักตะแคงหน้าไปมองเด็กชายตัวน้อย ที่วิ่งหน้าเริดในมือถือจานพลาสติกมาจากประตูหลังบ้าน หน้าตามอมแมมอย่างนี้สงสัยขุดหลุมปลูกผักอะไรของเขาอีกแล้วล่ะมั้ง

"ทิมลืม แหะ ๆ สวัสดีครับพี่ไท วันนี้โรงเรียนเลิกครึ่งวัน ทิมกลับมาช่วยยายทำขนมด้วยแหละเนอะยาย"

"คิก ๆ ช่วยได้เยอะเลยช่วยป่วนนะ แล้วปลูกตะไคร้ได้กี่ต้นแล้วล่ะ" นั่นไงคิดไว้แล้วเชียวว่าต้องปลูกอะไรอยู่แน่ ๆ น้องผมคนนี้ถึงจะตัวเล็กเพราะสุขภาพไม่สู้ดี แต่ก็ขยันปลูกพริกปลูกผักให้ได้เก็บกินมาตั้งแต่ป.สองแล้ว

"เอาวางไว้นี่ก่อนพี่ไปอาบน้ำแป๊บเดียว เดี๋ยวไปขายของช้าลูกค้ายายจะบ่นหาอีก ทิมก็ล้างไม้ล้างมือซะ ขายของเสร็จกลับมาพี่จะตัดเล็บให้" น้องชายผมพยักหน้ารับแล้วรีบวิ่งไปล้างมือหลังบ้าน ผมเองก็ต้องรีบไปอาบน้ำจัดการตัวเองเหมือนกัน เพราะเวลาทุกนาทีของคนหาเช้ากินค่ำอย่างพวกเรา มันมีค่าเกินกว่าจะมานอนคิดถึงเรื่องบางเรื่องที่ผมสมควรลืมไปสักที เพราะไม่ว่าผมจะจดจำไปจนตาย หรือจมอยู่กับความทุกข์ทรมานตามคำสาปแช่งของย่า กับญาติพี่น้องฝั่งพ่อมากแค่ไหน ไม่ว่ายังไงทั้งพ่อกับแม่ก็จะไม่มีวันได้กลับมาหาผมอีกแล้ว


"ขนมไหมครับ ขนมยายคำมาแล้วค้าบ วันนี้มีข้าวเหนียวสังขยาที่ผมทำด้วยนะ"

"มาแล้วเหรอหนุ่มน้อย ป้าก็วนมาดูสองรอบแล้วนึกว่าวันนี้จะมาเก้อซะอีก ป้าเอาแกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากรายมาฝาก ป้าทำเองกับมือเลยนะอุ๊ย วันนี้สังขยาฟักทองก็มีเหรอจ๊ะ" สตรีวัยสี่สิบกว่าดูจากการแต่งตัวก็รู้ว่าเป็นคนมีฐานะ แต่คุณเขาไม่เคยถือเนื้อถือตัวเลยสักครั้ง ตั้งแต่ครั้งแรกที่มาซื้อขนมยายเมื่อปีก่อนจนถึงทุกวันนี้ คุณเขาก็ยังให้ความเอ็นดูผมกับน้องไม่เปลี่ยนไปจากวันแรกเลยสักนิด

"สวัสดีค่ะคุณ ไม่น่าต้องลำบากเอามาให้เลยค่ะ"

"อุ๊ย คุณป้าหนูบอกแล้วว่าไม่ต้องยกมือไหว้หนู ไหว้มาปีกว่าหนูอายุสั้นขึ้นทุกทีแล้วนะคะ พอดีวันนี้ลูกชายอยากกินแกงเขียวหวานน่ะค่ะเลยทำเอาใจเขาหน่อย รายนี้เอาแต่ใจตัวเองไม่น่ารักเหมือนหนุ่มน้อยสองคนนี้หรอก ใช่ไหมหนุ่ม ๆ ไหนป้าดูหน่อย ไม่เจอกันเกือบเดือนโตขึ้นบ้างไหมเนี่ย อุ๊ย! นี่ทับทิมเม็ดงามจากที่ไหนน้า ตัวสูงขึ้นรึเปล่าลูก"

"สวัสดีครับ" ผมกับน้องยกมือไหว้คุณเขาพร้อมกัน แต่น้องชายไม่แค่ไหว้เท่านั้น ยังเดินไปกอดคุณเขาที่อ้าแขนรอเหมือนทุกครั้งที่พบเจอกันตอนแรกที่ทิมเจอคุณเขาก็โผเข้ากอดร้องไห้โฮอยู่กลางตลาด ผมก็ได้แต่ยกมือไหว้ขอโทษคุณเขาเท่านั้น พอสอบถามความเป็นไปเป็นมา ผมถึงกับเก็บตัว อยู่ในห้องน้ำทั้งคืน เพราะคำตอบของน้องที่ว่าคุณเขาเหมือนแม่ของเรา และน้องเองก็คิดถึงแม่กับพ่อมากเหลือเกิน

"ทิมโหนต้นมะม่วงข้างรั้วทุกวันครับแม่นุ่ม อีกหน่อยทิมจะตัวสูง ๆ แล้วเป็นคนเข็นรถขนมแทนพี่ไทเอง"

"คิก ๆ ๆ จะเข็นเป็นหรือเปล่านะ ไม่ใช่ว่าทำขนมของคุณยายคว่ำข้างทางหมดล่ะ ไทสบายดีไหมลูก แม่เอาดิกชันนารีมาให้ ขึ้นม.สี่แล้วจำเป็นต้องใช้นะ อ้อ แม่ซื้อชุดนักเรียนมาให้ทั้งคู่ด้วยนะ ตอนเปิดเทอมแม่ก็มัวยุ่งกับงานกับลิงอีกสามตัวที่บ้าน จนลืมว่าเด็ก ๆ ทางนี้ก็เปิดเทอมกันหมดแล้ว" ถึงผมจะซาบซึ้งกับความเมตตานี้มากแค่ไหน แต่ก็เป็นความเมตตาที่ผมไม่อยากรับไว้ให้เป็นภาระทางใจเหมือนกัน เพราะครึ่งปีมานี้คุณเขาเริ่มซื้อนั่นซื้อนี่ให้ผมกับน้องจนมากเกินความพอดี ยายก็คงจะรับรู้และรู้สึกไม่ต่างจากผมเท่าไหร่นัก

"ขอบคุณมากครับ แต่ว่าผมมีชุดนักเรียนเยอะแยะแล้ว ทิมเองก็มีแล้วเหมือนกัน"

"ใช่ค่ะคุณ เด็ก ๆ มีกันครบหมดแล้ว คุณเอาไปให้ลูกหลานเถอะนะคะ" คุณเขาอมยิ้มส่งสายตารู้ทันมาให้ผมกับยาย กระเป๋าถือราคาแพงถูกยื่นให้ผู้ชายในเสื้อเชิ้ตสีฟ้ากางเกงขายาว ที่ยืนอยู่ด้านหลังให้ถือไว้ แล้วเจ้าตัวก็กอดไหล่น้องชายผม พาเดินมานั่งเบียดอยู่บนโต๊ะไม้ยาวหลังรถเข็นขนมหวาน พอมีลูกค้ามาซื้อของคุณเขาก็จะกระวีกระวาดเป็นคนหยิบใส่ถุงให้เอง จวบจนกล้วยเชื่อมถุงสุดท้ายหมดไปในเวลาสองทุ่มเศษ ผู้หญิงที่ดูยังไงก็ไม่มีสภาพเหมือนแม่ค้าถึงจากไป พร้อมกับผู้ชายที่เดินถือกระเป๋าเดินตามหลัง โดยไม่บอกกล่าวอะไรสักคำ

ใจหนึ่งผมก็แป้วไปเหมือนกัน ด้วยกลัวว่าคุณเขาจะไม่พอใจอะไรหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าผมแคร์เธอเพราะเธอเหมือนคนมีเงิน หรือเพราะได้ของฝากจากเธอบ่อย ๆ หรอกนะ แต่ผมคิดถึงใจของเด็กชายบางคนต่างหาก ถึงคุณเขาจะไม่ใช่แม่ของเราและไม่มีอะไรเหมือนกับแม่เราเลยสักนิด แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้องยอมรับนั่นก็คือ บางสิ่งบางอย่างซึ่งเขามีกลิ่นอายเหมือนคนที่ผมกับน้องจะไม่มีวันได้พบเจออีก กลิ่นอายของความอบอุ่น ความปลอดภัย และความอุ่นใจของคนเป็นแม่

"ปะทิม กลับบ้านเรากันเถอะ ยายหิวไหมครับจะได้ซื้ออะไรไปกินที่บ้าน"

"ไม่ต้องหรอกลูก คุณเขาให้แกงเขียวหวานมาตั้งเยอะ ค่อยไปหุงข้าวที่บ้านกินกับแกงเขียวหวานเอา วันนี้ขายขนมหมดเกลี้ยงเลย ยายว่าพรุ่งนี้จะทำแกงส้มชะอมกุ้ง เลี้ยงลูกมือที่อุตส่าห์ช่วยทำสังขยาสักหน่อย" เสียงร้องไชโยจากเด็กชายที่กำลังเต้นแร้งเต้นกา ทำให้ผมกับยายหัวเราะออกมาพร้อมกัน สองมือผมอุ้มน้องชายให้ไปนั่งบนรถเข็น ก่อนจะจับที่มือจับพร้อมกับออกแรงเข็นรถสองล้อขนาดกลาง มุ่งหน้ากลับไปยังบ้านเช่าที่อยู่ไกลออกไปเกือบกิโล

ถามว่าเหนื่อยไหมกับสิ่งที่ทำอยู่ ผมคงตอบว่าเหนื่อยมากแต่ก็จะสู้ไม่ถอย เพราะว่าคนที่เหน็ดเหนื่อยกว่าผม ก็คือผู้หญิงวัยชราคนที่เดินอยู่ข้างกัน และสิ่งที่ทำให้เรี่ยวแรงของผมกลับมา ก็คือผู้หญิงคนนี้กับเด็กผู้ชายคนข้างหน้า คนสองคนที่เป็นสองคนสุดท้ายบนโลกกว้างใหญ่ใบนี้ สองคนที่เป็นจุดหมายให้ผมไม่ลืมว่าตัวเองต้องต่อสู้เพื่อดูแลและปกป้องใคร สองคนที่เป็นครอบครัวสุดท้ายที่ผมยังมีอยู่


"ยายอาบน้ำก่อนเลยนะ เดี๋ยวไทหุงข้าวก่อนเอาไข่เจียวด้วยดีกว่า เผื่อว่าเด็กแถวนี้จะกินไม่อิ่ม" ทันทีที่ประตูบ้านเปิดออก ผมก็ต้องรีบพูดดักคอให้ยายไปอาบน้ำก่อน ขืนไม่พูดมีหวังยายจะมานั่งหุงข้าวเตรียมกับข้าวให้เหมือนทุกวันอีก

"ไทไปอาบก่อนเถอะลูก เข็นรถมาเหนื่อย ๆ เหงื่อท่วมตัวแล้วน่ะ ยายแค่เดินออกกำลังกายไม่ได้เหนื่อยอะไรมากมาย เจ้าทิมอย่าเพิ่งเปิดทีวี เอากระเป๋านักเรียนไปเก็บไว้ก่อน การบ้านทำครบหมดแล้วแน่นะ"

"แน่นอนครับผม" ในระหว่างที่ยายถูกน้องชายหยอกล้ออยู่ ผมก็รีบไปหลังบ้านจัดการหุงข้าวเจียวไข่ทันที มันอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่แค่ได้ผ่อนแรงของสตรีสูงวัยแค่นี้ ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เธอเหนื่อยไปเสียทุกอย่าง ไหนจะต้องมานั่งเสียบหมูเพื่อไปปิ้งขายหน้าโรงเรียนวันพรุ่งนี้อีก ดีหน่อยตรงที่ว่าอาจารย์ใหญ่ใจดี ให้ยายฝากรถเข็นอีกคันไว้ที่ป้อมยามหน้าโรงเรียน เช้ามาผมก็แค่หิ้วกล่องหมูกับกระติกข้าวเหนียว นั่งวินมอเตอร์ไซด์ไปก่อไฟทิ้งไว้ให้ยายกับทิมที่นั่งวินคันหลังตามมา

แต่ค่ามอเตอร์ไซค์ก็เป็นภาระของเราในแต่ละเดือนมากพอดู อืม สงสัยผมต้องเก็บเงินซื้อมอเตอร์ไซค์เก่า ๆ สักคันแล้วมั้ง อย่างน้อยเวลาไปขายของ ยายจะได้ไม่ต้องนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไป เรื่องนี้ไอ้ป้อนคงพอจะหาให้ได้อยู่ ในขณะที่มือขวาสาละวนอยู่กับการพลิกไข่ในกระทะ สมองผมก็เริ่มใช้งานมองหาลู่ทางในการหาเงินซื้อมอเตอร์ไซค์คันที่คิดไว้ หรือจะไปขอร้องเพลงร้านที่เคยไปรับจ๊อบ จนอาจารย์ขนิษฐาเห็นสักครึ่งปีดีวะ

ปี๊น ๆ ไข่เจียวสามฟองถูกวางบนจานในจังหวะที่มีเสียงบีบแตรจากหน้าประตูรั้ว สองคิ้วของผมขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย เป็นใครกันนะที่มาในเวลาเกือบสามทุ่มอย่างนี้

"เดี๋ยวไทออกไปดูเองครับยาย" จานไข่เจียวสีเหลืองกรอบส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วกลางบ้าน ผมต้องละทิ้งความหิวตัวเองไว้แล้วเดินออกไปดูหน้าบ้าน แสงไฟจากรถเก๋งสีขาวคันโตถูกปิดลง พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์และประตูหลังถูกเปิดออกให้เห็น ว่าใครที่เป็นแขกยามวิกาลอย่างนี้

"แม่แวะซื้อกับข้าวมากินด้วยน่ะ ขอเข้าไปข้างในหน่อยนะ" ผู้หญิงคนที่ผมใจแป้วด้วยเกรงว่าเขาจะไม่มาหาอีก แต่บัดนี้เขากลับยืนยิ้มอยู่ ตรงหน้าผม จะมีก็เพียงประตูรั้วสนิมเขรอะเท่านั้นที่กางกั้นเราอยู่

"เอ่อ เชิญครับ เรากำลังทานข้าวพอดี แต่ว่ามีแค่แกงเขียวหวานกับไข่เจียวแค่นั้นนะครับ ไม่รู้ว่าคุณจะทานได้ไหม" ประตูรั้วถูกเปิดจากมือผมและคุณเขาก็เดินมาควงแขน ปล่อยให้คนขับรถหิ้วของตามมาอีกหลายถุง

"ก็บอกแล้วไงว่าแม่แวะซื้อกับข้าวมาแล้ว อีกอย่างแม่บอกกี่ครั้งว่าไม่ต้องเกร็งเวลาคุยกับแม่ พูดสบาย ๆ เหมือนที่พูดกับยายกับน้องเถอะ คุณป้าคะหนูขอฝากท้องด้วยสักมื้อนะคะ แม่ซื้อกุ้งอบวุ้นเส้นมาให้ทับทิมด้วยนะ จำได้ว่าก่อนเปิดเทอมหนุ่มน้อยที่ไหนบ่นว่าอยากกินน้า" ยายเหลือบตาสบกับผมด้วยความสงสัยว่าคุณเขามาที่ถูกได้ยังไง แต่ไม่มีคำถามอะไรระหว่างเราเล็ดลอดออกมา นอกจากมือเหี่ยวย่นหันไปตักข้าวอีกสองจานด้วยรอยยิ้มละมุนเหมือนเคย

"ลุงทานข้าวด้วยกันนะครับ"

"ไม่เป็นไรครับคุณไท ลุงจะกลับไปทานกับคนที่บ้านน่ะ ผมออกไปรอข้างนอกนะครับคุณผู้หญิง" ข้าวของทุกอย่างในมือของลุง ถูกวางไว้บนพื้นที่ว่าง ก่อนจะหันหลังกลับไปรอผู้เป็นนายอยู่ที่รถ พอถึงตอนนี้ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมฉุกใจคิดถึงสาเหตุ ของการพยายามมากจนเกินความจำเป็นของคุณเขา ทำไมเขาต้องพยายามเอาตัวเองมาเกี่ยวข้องกับครอบครัวของผม ทั้งที่ดูแล้วเราสามคนไม่มีผลประโยชน์อะไรต่อคุณเขาแม้แต่น้อย

"แม่นุ่มไปล้างมือหลังบ้านกันเถอะ ทิมพาไปเองครับ"

"คิก ๆ โอเคค่ะหนุ่มน้อย แม่นุ่มขอรบกวนด้วยนะ" จะเอ่ยปากถามในความสงสัยก็ดูจะยังไงอยู่ สุดท้ายผมก็ได้แต่เก็บงำความเคลือบแคลงนี้เอาไว้ก่อน แต่คิดว่าคำตอบที่อยากรู้ ผมคงต้องเอ่ยปากถามกับคุณเขาในเร็ววันนี้แน่

"ต้องขอโทษด้วยนะคะคุณ ที่ต้องให้มานั่งทานข้าวบนพื้นแบบนี้ อีกอย่างป้าต้องขอบคุณคุณมากที่เอ็นดูหลานป้าทั้งสองคน แต่วันหลังคุณไม่ต้องซื้อของมาให้เด็ก ๆ เยอะแยะแบบนี้หรอกนะคะ สิ้นเปลืองเปล่า ๆ "

"หนูไม่ได้จะโอ้อวดว่าตัวเองร่ำรวยอะไรนะคะ แต่คิดว่าคุณป้าคงจะไม่สบายใจ ที่อยู่ ๆ คนแปลกหน้าก็พาตัวเองเข้ามาใกล้ชิดแบบนี้ แต่ขอให้คุณป้าสบายใจได้เลยค่ะ หนูไม่มีจิตคิดร้ายอะไรกับสามชีวิตที่อยู่ในบ้านหลังนี้แน่นอน ส่วนข้าวของทั้งหมดนี้รวมกัน หนูพูดได้เต็มปากเลยว่ามูลค่าน้อยกว่าค่าขนมอาทิตย์เดียวของเจ้าลูกชายตัวดีเสีย อีกรายนั้นใช้เงินอย่างกับกระดาษ ไม่รู้จักคุณค่าของเงินที่ตัวเองยังหาไม่ได้ด้วยซ้ำ พอเห็นหลาน ๆ ของคุณป้าแล้วหนูอดอายไม่ได้ ถ้าเจ้าตัวดีนั่นได้ครึ่งหนึ่งของเด็ก ๆ ก็คงดี

"นี่คงเป็นอีกเหตุผลที่หนูเอ็นดูพวกเขา ไทจ๊ะอดทนเอานะลูก ถึงต้นทุนชีวิตคนเราจะไม่เท่ากัน แต่แม่เชื่อว่าความพยายามและความอดทน มันจะเป็นใบเบิกทางให้เราได้ครอบครองในสิ่งที่หลายคนที่เพียบพร้อม แต่พวกเขาอาจจะไม่มีวันได้แตะต้องมันก็ได้ เพราะการมีต้นทุนชีวิตสูงกว่าคนอื่น ไม่ได้หมายความว่าชีวิตของคนนั้น จะอยู่ในจุดที่สูงกว่าคนอื่นเสมอไป ถ้าเขาไม่มีคำว่าอดทนกับพยายาม ต่อให้สูงแค่ไหนก็ตกลงมาได้เหมือนกันทุกคน" หลังจากเก็บกวาดจานชามเสร็จเรียบร้อย ผม ยายกับคุณเขาก็มีโอกาสได้นั่งคุยกันอย่างจริงจังสักที น้ำเสียงที่เอ่ยถึงลูกชายตัวดีคนนั้น อาจฟังดูคล้ายกับว่าจะมีแต่ความเอือมระอา แต่ความรักความห่วงใยอย่างมากมายก็ยังปะปนมากับประโยคนั้นอยู่ดี

"มันคือปัญหาโลกแตกที่มีให้เห็นทุกครอบครัว ค่อยสั่งค่อยสอนเขาไปค่ะคุณ เด็กก็คือเด็ก อาจมีบางอารมณ์ที่เขายังไม่เข้าใจความหวังดีของพ่อแม่ จนในวันที่ต้องเป็นพ่อแม่เองนั่นแหละ เขาจะรับรู้และเข้าใจความรู้สึกนี้ได้ดีทีเดียว หลานป้าเองก็ไม่ได้ดีไปหมดทุกเรื่อง เพียงแต่ความดื้อรั้นของพวกเขาไม่ค่อยแสดงให้เห็นแค่นั้น สักวันหนึ่งคุณหนูก็จะรู้จักคิดเป็นเองค่ะ"

"คิก ๆ ก็หวังว่าคุณหนูตัวน้อยจะรู้จักคิดได้เหมือนอย่างที่คุณป้าพูดนะคะ หนูขอตัวกลับก่อนดีกว่าค่ะ เมื่อเย็นเอาแกงเขียวหวานไปใส่ตู้ไว้ให้ ทานไปหรือยังก็ไม่รู้ เดี๋ยวหนูจะไปดูเขาสักหน่อย ไม่รู้ว่าวันนี้ลูกชายจะก่อเรื่องอะไรให้ได้ปวดหัวอีก แม่กลับก่อนนะไท บอกน้องด้วยว่าถ้าว่างเมื่อไหร่แม่จะมาหาอีก เจ้าเด็กตัวเล็กคนนี้กินง่ายนอนง่ายจริงเชียว" ฝ่ามือเรียวมีแหวนเพชรสวมใส่ที่นิ้วนางข้างซ้าย ยกลูบหัวน้องชายผมที่นอนหลับตาพริ้มหนุนตักคุณเขาอยู่

ดูก็รู้ว่าน้องมีความสุขมากแค่ไหน ผมเอื้อมมือไปอุ้มน้องเข้าไปนอนในห้อง ในใจก็นึกขอโทษที่ความสุขนี้ผมเป็นคนพรากมันไปจากน้อง แถมยังไม่สามารถเติมเต็มให้น้องได้ อย่าว่าแต่น้องเลย หัวใจผมเองก็ต้องการไออุ่นอย่างที่น้องต้องการเหมือนกัน ผมคิดถึงอุ่นไอนั้นเหลือเกิน อยากขอให้เข้ามาโอบอุ้มให้ผมหายจากความหนาวเย็นนี้ไปบ้างแค่สักครั้ง เพียงครั้งเดียวก็ยังดี


"น้องพันไทวันนี้ชุดใหม่ทั้งชุดเลยนะ หล่ออยู่แล้วยังหล่อได้อีกนี่แน่ะ ขอหยิกแก้มคนหล่อสักทีเถอะ"

"รักนวลสงวนตัวหน่อยก็ดีนะมึง กูเห็นแลบลิ้นเลียปากจ้องจะงาบเด็กตั้งแต่เปิดเทอมวันแรกแล้ว เดี๋ยวน้องมันก็ตกใจกลัว คิดว่าผู้หญิง โรงเรียนนี้เป็นแบบมึงเหมือนกันทุกคนหรอกอิอ่อย! "

"อิมะยงชิด กูชื่อออยไม่ใช่อ่อย อย่าเอาความประพฤติและสันดานของมึงมาแปลงเป็นชื่อของกู อิผู้หญิงมีงู! " นอกจากจะโดนอาจารย์ขนิษฐาเรียกเข้าพบบ่อยครั้งแล้ว นี่ก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมต้องพบเจอเป็นประจำ

จะว่าไปก็คงตั้งแต่เดือนแรกของการเปิดเทอมตอนจับฉลากเลือกสีละมั้ง พี่ประชิดพี่ม.ห้าหน้าตาดี ถึงตัวจะเป็นผู้ชายรูปร่างบึกบึน แต่จิตใจนี่เป็นผู้หญิงเต็มร้อย กับพี่ออยนักเรียนชั้นม.ห้า แถมยังเป็นนักตบมือหนึ่งของทีมวอลเลย์บอลสีเขียว สีที่ผมจับฉลากได้เป็นสมาชิกสีเดียวกับพี่เขา พี่ออยชอบเดินเข้ามาหยิกแกมหยอกด้วยทุกครั้งที่เจอหน้ากัน

ถึงแม้บางทีจะอยู่คนละฝั่งของสนาม พี่เขายังตะโกนโบกไม้โบกมือเรียกหาอยู่ตลอด จนผมกลัวว่าจะถูกผู้ชายเกือบครึ่งของโรงเรียนเขม่นเอา เพราะพี่ออยคนนี้ถึงจะเป็นที่ร่ำลือว่าตบหนัก ทุกครั้งที่กระโดดตบเมื่อไหร่น้อยมากที่ทีมตรงข้ามจะรับไหว แต่ความน่ารักของพี่เขาก็มีไม่น้อยไปกว่าฝีมือกระโดดตบเลย

"เอ่อ พอดีแม่ซื้อให้เมื่อคืนน่ะครับ" ใจผมกระตุกวูบทันทีที่ตัวเองหลุดปากตอบไปแบบนั้น แม่งั้นเหรอ? ทำไมผมถึงคิดอะไรใฝ่สูงนักวะ การที่คุณเขาให้ความเอ็นดูผมกับน้อง แทนตัวเองว่าแม่ทุกครั้งที่พูดจากัน แต่ในความเป็นจริงแล้วผมก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นไปไม่ได้ และไม่มีวันจะได้เป็นอย่างนั้น

"น้องไท ไทคะ! เป็นอะไรน่ะหน้าจ๋อยไปเลย มีเรื่องอะไรรึเปล่า"

"นั่นสิคะ พี่กับอิอ่อยเรียกตั้งนานก็เอาแต่นั่งคอตกก้มหน้าอยู่ได้ มีอะไรขอให้บอกพวกพี่ ไม่ว่าจะเป็นเด็กม.หนึ่งถึงพี่ม.หก พี่สองคนเคลียร์ได้หมด เพราะโรงเรียนนี้เราสองคนคุมตั้งแต่สมัยอยู่ชั้นม.สามแล้ว ใช่ไหมอิอ่อย" สองเพื่อนซี้กอดอกหน้าเชิดอย่างมั่นอกมั่นใจ ในการเป็นมาเฟียคุมโรงเรียน จนผมอดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้

เอาเถอะน่ะ คำพูดที่หลุดออกไปเมื่อกี้คงไม่ถึงหูคุณเขาหรอก และผมเองจะคอยตอกย้ำตัวเองอยู่เสมอ ว่าอย่าเพ้อฝันสิ่งที่ไม่มีวันเป็นไปได้อีก ผมรู้ว่าคนเราสามารถมีความฝันได้ แต่อย่าลืมว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ลืมตาตื่นขึ้นมา เราก็ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงอยู่ดี..


***ภูมิใจในสิ่งที่มี ตั้งใจในสิ่งที่ฝัน มั่นใจในสิ่งที่ทำ แล้วสักวันจะเป็นวันของเรา

มาสวัสดีค่ะกับตอนที่ 1 ของนัทไท  มันคือการเริ่มต้นใหม่ที่ฟางว่ายากกว่าเรื่องหลงกับโย เพราะคู่นี้ฟางต้องย้อนไปตั้งแต่ทุกคู่ยังไม่เกิด แล้วค่อย ๆ ดำเนินเรื่องจนทุกคู่เกิดและผ่านเรื่องราวหลากหลายเหมือนที่อ่านคู่อื่น ๆ มา แต่ในเรื่องนี้จะไม่เน้นอีก 3 คู่ที่ผ่านมานะคะ เพราะเหตุการณ์หลักเรื่องคู่นี้ ไม่ค่อยมีความเกี่ยวพันกับอีก 3 คู่ นอกจากมีบางเหตุการณ์ที่เอ่ยถึง เช่นฉากมินถูกรถชน อาจมีการหยิบยกมาบ้าง เพราะช่วงนั้นไทอยู่กับมิน อีกทั้งเหตุการณ์ถนนสีแดงนั้นทั้งไทและนัทก็อยู่ในเหตุการณ์ เพียงแต่ฟางไม่โฟกัสไปที่ทั้งคู่มากนัก เอาไว้มาเอ่ยถึงในเรื่องหลักของเขาดีกว่า

อย่างที่บอกไว้ว่าเรื่องนี้ฟางได้ย้อนมาไกลมาก ตั้งแต่ไทม.4 นัทม.5 ฉะนั้นความรุนแรงของคำพูด การกระทำ ความวู่วาม เลือดร้อน ไม่ยั้งคิด อาจมีบ้างตามประสาเด็กวัยทีน พวกเขาจะค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามสถานการณ์และวัยอันเหมาะสมเอง บางเรื่องเช่นการเรียน วันเวลาสอบ งานกิจกรรมโรงเรียน ฟางอาจลืมไปบ้างก็มีนะ คือผ่านจุดนี้มาน๊านนาน 20ปีได้แล้ว หลายสิ่งหลายอย่างคงเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ฟางอาศัยเต๊าะรั้วถามน้องม.4 ข้างบ้านมั่ง ถามลูกชายซึ่งนางไม่ได้เรียนสายสามัญมามั่ง ดูตามข่าวมั่ง ค้นตามเน็ตมั่ง เลยออกมาเป็นแบบที่จะเล่าให้ฟังในเรื่องนี้เลยเน้อ 

เรื่องนี้จะดำเนินเรื่องแบบช้ามาก รักกันช้า ดีกันช้า ช่วงแรกโฟกัสไปเรื่องชีวิตในชั้นม.ปลาย คือเขียนตามวัยนะคะ ไม่ได้เจาะจงไปที่รัก ๆ ใคร่ ๆ ของคนสองคนมากนัก เพราะเขาทั้งสองต่างก็มาจากคนละสังคม การดำเนินชีวิตไม่เหมือนกัน ถ้าน้ำไปต้องขออภัยล่วงหน้าด้วยเน้อ*****อย่าเชื่อในทุกตอนที่ได้อ่าน**

ขอบคุณที่ยังรอฟางนะคะขอบคุณที่ยังอยู่เป็นเพื่อนกัน เรื่องนี้ขอให้เราหอบหิ้วไปจนถึงปลายทางอีกเรื่องเน้อจ้าว

และด้วยความดีใจที่หมูออกจากถ้ำได้ ทำให้สภาพหนังหน้าฟางไม่ต้องอดหลับอดนอนอีก ฉะนั้นขอแจ้งให้เจ้าของหนังสือดิวโยทราบว่า นอกเหนือจากรายการแถมที่ฟางได้แจ้งไว้ ฟางจะมีของขวัญชิ้นเล็ก ๆ แนบไปเพิ่มให้อีกหนึ่งรายการนะคะ รอบรีปริ้น(พิมพ์ครั้งต่อไป) ฟางจะไม่มีของขวัญอันนี้ให้นะ แจ้งก่อนว่ามันคือของขวัญที่ฟางดีใจหมูออกจากถ้ำเฉย ๆ

ส่วนเล่มตัวอย่างดิวโยมาถึงมือฟางเมื่อวานแล้ว สวยงามโอเคมากสำหรับฟางนะ ฟางรอเล่มเล็กที่พี่เขาส่งตามมาอยู่คือเขาลืมใส่มาด้วย คาดว่าเล่มเล็กจะถึงมือฟางวันเสาร์นี้เป็นอย่างช้า ฉะนั้นฟางจะอัปเดตหนังสือตัวอย่างและของแถมให้ในวันเสาร์เย็น หรืออาทิตย์ **ถ้าได้เล่มเล็กมาแล้วนะ แล้วพบกับตอนที่ 2 วันจันทร์หน้าจ้าว

รายชื่อเถ้าแก่ ฟางจะมาแจ้งในวันจันทร์หน้าตอนท้ายนัทไท ท่านใดสนใจหนังสือดิวโย ยังสามารถสั่งได้เรื่อย ๆ จนถึงวันที่3สค. รายละเอียดสอบถามได้ที่เพจ ฟาง นิยายวาย36 นะคะ

**อีกนิด ฟางว่าจะปรึกษาเรื่องบ็อกดิวโย ฟางได้ตัวอย่างบ็อกมาเดี๋ยวฟางเอาไปโพสต์ถามที่เพจเน้อ เผื่อว่าอยากทำกันจ้าว

ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น