ฝากติดตามเค้าด้วยน้าาา💕

บทที่ 9 : เดินทาง

ชื่อตอน : บทที่ 9 : เดินทาง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.2k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ค. 2561 14:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9 : เดินทาง
แบบอักษร

การเดินทางครั้งนี้ต้องใช้เวลาเกินครึ่งเดือน หากแต่ถ้าเดินทางขบวนไม่ใหญ่นักจะใช้เวลาราวสิบวันเพราะไม่มีทหารเดินเท้า เหวินซานเห็นดังนั้นจึงจัดขบวนเล็กๆเพียงทหารม้าเก้านายซึ่งเป็นทหารองครักษ์ทั้งหมดและทหารที่คุมบังเหียนรถม้าหนึ่งคนซึ่งนับว่าการเดินทางคราวนี้มีเพียงทหารสิบนายเท่านั้น ซึ่งล้วนแล้วแต่มีฝีมือสูงส่ง


“อืม”


ยามนี้เสวี่ยม่านนอนหลับสนิทอยู่ในรถม้าโดยที่มีเหวินซานนั่งอยู่ตรงข้ามกัน ส่วนเหลียนฮวานั้นขอนั่งด้านหน้ากับผู้คุมบังเหียนเสีย.. 


ม่านในรถม้าเปิดออกเพื่อรับแสงแดดอุ่นๆเข้ามา แม้จะเป็นยามสายแล้วก็ตามเนื่องจากใกล้เข้าเหมันต์ฤดูที่หนาวเหน็บไปทั่วแคว้น 


เหวินซานเอื้อมแขนออกไปเพื่อรอบางอย่างและสักพักนกพิราบสื่อสารก็โฉบมาเกาะ กระดาษสีน้ำตาลถูกคลี่ออกพร้อมข้อความบางอย่างจากเหวินเหลียงที่ยามนี้คอยออกว่าราชการแทนตนกับหลี่เซวียน 



'อยู่เหนือทั้งทั่วหล้า ใต้เงาคนเพียงหนึ่ง'

ตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนพบว่าข้าควรพาตัวเฟิงหลินกลับมายังเมืองหลวง อีกทั้งความเคลื่อนไหวลับของผู้อยู่นอกเหนือกลุ่มกองกำลังและอำนาจเรา ข้าเห็นสมควรว่ามิอาจรั้งรอให้อำนาจขาดขั้วนานได้เกิน 2 ปี มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาเช่น 8 ปีก่อนและข้าได้เผยแก่หลี่เซวียนเรื่องกลุ่มกบฎ




เมื่ออ่านสารจบแล้วเหวินซานได้รับสั่งทหารที่ไว้วางใจนำไปเผาทันทีก่อนจะเขียนตอบกลับไปและม้วนสารผูกข้อเท้านกพิราบตัวนี้คืน


เหวินซานยิ้มเย็นพลันนึกถึงกาลก่อนที่เคยปราบกบฎไปแล้วครั้งหนึ่ง ในตอนนั้นเหวินซานพึ่งจะ 20 ชันษาและยังคงเป็นเพียงรัชทายาท



ยามเซิน [ระหว่าง 15:00-16:59]


รถม้าได้หยุดพักเพื่อให้เหล่าอาชาดื่มน้ำกินหญ้าเพราะเดินทางมาหลายชั่วยาม และทหารให้มาตั้งกระโจมเพื่อเป็นสถานที่หลับนอนพักพิงยามค่ำในคืนนี้ 


การเดินทางไปดินแดนตะวันออกค่อนข้างกันดาร ไม่มีผู้คนมาตั้งรกรากอาศัยไม่มีโรงเตี๊ยมใดหากมีเพียงแต่ป่าเขาลำเนาไพร ไม่เจริญเช่นทางใต้ที่มีมหานครต้าซานกู๋มาเป็นแผ่นดินเชื่อมซึ่งเป็นมหานครที่ติดกับเมืองแห่งการค้าจึงมีโรงเตี๊ยมน้อยใหญ่ให้พักอาศัยที่ยามนั้นเทียนหลงเคยพาเสวี่ยม่านหลบหนีไป


ดินแดนตะวันออกคราวนี้จุดหมายปลายทางคือ ไป๋ไห่ทัน ซึ่งเป็นเมืองท่าใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดของแคว้น ติดทะเลและชายหาดสีขาวดุจไข่มุกที่งดงาม


“กราบทูลฝ่าบาท กระโจมเรียบร้อยแล้วพะยะค่ะ”


ทหารองครักษ์เกราะทองได้เข้ามารายงานฺฮ่องเต้หนุ่มผู้ซึ่งกำลังทอดพระเนตรตรวจตราบริเวณโดยรอบ พระพักตร์ที่วิจิตรงดงามหันตามเสียงแล้วเดินไปตรวจที่บรรทมคืนนี้ของตน


ส่วนเหลียนฮวานั้นอยู่ตรงจุดที่กำลังช่วยเหล่าทหารองครักษณ์เข้าครัวทำอาหาร หากความเป็นจริงนั้นเป็นเพียงที่โล่งๆกลางแจ้งตั้งเตาวางเครื่องครัวทำอาหารเพียงเท่านั้น


ความจริงเมื่อทราบว่ามีสตรีนางกำนัลมาด้วยหนึ่งคนค่อนข้างโล่งใจนัก หากกล่างถึงความสามารถในการทำอาหารแล้วนั้นไซร้ ลิ้นค่อนข้างจะด้านชาจนแทบจะกินอะไรก็ได้เสียแล้ว แต่หากว่าการเดินทางนั้นมีหวงตี้แห่งแผ่นดินร่วมด้วยเห็นทีให้เสวยพระกายาหารเยี่ยงรสชาติจระเข้ยังฝืดเคืองคงน่าตายนัก


เหลียนฮวาเองนางค่อนข้างจะพูดคุยกับผู้อื่นฉะฉานและเข้ากับเหล่าทหารได้ดีอย่างมิน่าห่วงอันใด หากแต่เสวี่ยม่านกลับนั่งนิ่งดั่งศิลาไม่ไกลกันนัก ใบหน้างดงามหมดจดที่ไม่ขยับใดใดมาราวครึ่งชั่วยาม เหล่าทหารได้เพียงลอบมองดอกไม้งามแต่มิได้คิดแตะต้องเพราะทราบว่ายามนี้เป็นที่โปรดปรานของหวงตี้นักและห้ามเข้าใกล้เพราะมีอาการตื่นกลัว


“คุณชายหรง ดูนี่สิเจ้าคะ เอ๊ะ! ไม่สิ ลองจับดูสิ”


มือเรียวงามที่ยังคงทิ้งรอยแผลเป็นเล็กๆบนผิวเอื้อมไปด้านหน้าหมายจะจับสิ่งที่เหลียนฮวาบอก นิ้วสัมผัสพบความนุ่มฟูของขนบางอย่าง เจ้าสัตว์ตัวเล็กนั่นกระโดดลงมาบนตัก


“ทหารจับกระต่ายป่ามาได้เจ้าค่ะ มันน่ารักมากจริงๆนะเจ้าคะ ตัวอ้วนพีขนก็นุ่มฟู”


“อืม.. เจ้าดูน่าชังนัก” 


กระต่ายน้อยเคี้ยวผักกรุบๆบนตักเสวี่ยม่าน หูนุ่มนิ่มน่ารักสะบัดไปมา คนตัวเล็กนั้นลูบเจ้ากระต่ายอ้วนไปมาอย่างพอใจ


“หากเจ้าอยากเลี้ยง เหวินซานก็อนุญาต อยากเลี้ยงสักร้อยตัวเหวินซานก็ทำสวนเหล่าเสี่ยวทู่ให้เจ้าได้”


ดวงหน้าน้อยๆนั่นส่ายไปมาเพื่อปฎิเสธแล้วปล่อยเจ้ากระต่ายลงจากตักและมันก็วิ่งหนีหายเข้าป่าไปทันที


“ชีวิตย่อมไม่ควรถูกขังในกรง”


“เจ้าจะต่อว่าเหวินซานที่กักขังเจ้าไว้ในวังหลวงหรือ”


“ข้าเปล่า..”


เมื่อไม่มีบทสทนาใดเกิดขึ้นจึงตามเสวี่ยม่านเข้าทานข้าวร่วมตนภายในกระโจม สำรับอาหารที่มีหลายอย่างแปลกตาดูน่าทานไม่น้อย


เสวี่ยม่านที่นั่งตรงข้ามเหวินซานค่อยๆคีบอาหารเข้าปากแต่ไม่นานนักถ้วยข้าวก็พูนไปด้วยกับจนล้นตกออกมา


คนที่ถูกวางอาหารจนล้นหน้าหงิกแต่ก็ยอมกินเข้าไปแต่โดยดีเพราะหิวนัก เมื่ออิ่มเรียบร้อยแล้วมือก็เอื้อมควานหาใบสาระแหน่มาเคี้ยว เหวินซานเห็นดังนั้นก่อนจะยื่นให้เพราะตนเคี้ยวกลั้วปากด้วยน้ำเกลือจนเสร็จสรรพ


“อ่ะ ขอบพระทัย..”


เมื่อรับถ้วยมาทำให้นิ้วสัมผัสโดนเพียงน้อยแต่เสวี่ยม่านรีบชักมือกลับเพราะตกใจ ปากก็พลางเคี้ยวใบสาระแหน่ไปด้วยก่อนจะบ้วนทิ้งแล้วอมน้ำเกลือตาม


“วันนี้เจ้าต้องนอนกับเหวินซาน”


“ข้าไม่..”


“เราให้สัญญาว่าจะไม่ทำอะไรเจ้า จงอยู่กับเราเสีย”


เสวี่ยม่านพยักหน้ารับ หากแต่ยามนี้ยังไม่ถึงเวลาเข้านอนจึงขอออกข้างนอกกับเหลียนฮวาที่เข้ามาเก็บสำรับพอดิบพอดี ฮ่องเต้เองก็มิได้ขัดอันใดและตามออกไปด้วย


ยามนี้เริ่มหนาวเหน็บจนเหล่าทหารก่อกองไฟแล้วนั่งรอบๆเพื่อหาความอบอุ่น อากาศในยามค่ำคืนเริ่มเย็นลงนัก เสวี่ยม่านเองที่นั่งใกล้ๆกองไฟเอนหลังอิงขอนไม้ใหญ่


“ฝ่าบาท แถวนี้นั้นไซร้มิมีแม่น้ำลำธาร กระหม่อมกรงว่าจะต้องไปไกลหลายสิบลี้จึงจะพบ กระหม่อมจึงเตรียมน้ำไว้ให้บางส่วน เพื่อให้พระองค์สรงน้ำหรือหรือชำระล้างพระพักตร์พะยะค่ะ”


“อืม นำไปไว้ในกระโจมเราเสีย”


“พะยะค่ะ”


หลังสิ้นรับสั่ง ทหารก็ได้แบกถังน้ำเข้าไปยังภายในเพื่อเตรียมไว้ให้แก่องค์ฮ่องเต้ 


เหิงชุยที่เสวี่ยม่านนำมาด้วยได้เป็นสิ่งชะโลมใจต่ออากาศที่เริ่มหนาวเหน็บ นิ้วเรียวบรรจงวางลงบนเนื้อหยกชิ้นดีที่ถูกนำมาทำเป็นเหิงชุยของกำนัลจากเหวินเหลียงเมื่อสองปีก่อน คนเป่าขลุ่ยยามนี้มิได้รู้เนื้อรู้ตัวเลยว่าสามารถสะกดผู้คนให้นั่งนิ่งดั่งศิลา คนฟังนั้นเคลิบเคลิ้มราวกับตกอยู่ในความฝัน


เสียงหมู่มวลแมกไม้ดังสอดประสานจิ้งหรีดเรไรในป่าช่างเข้ากันกับท้วงทำนองที่ราวกลับอยู่บนเขาเหลียงซาน หุบเขาเหล่ากอของเทพเซียนสวรรค์


“ไพเราะยิ่งคุณชายหรง”


เสียงชมเปราะมิขาดปาก หากแต่เหลียนฮวากลับทำลายบรรยากาศให้เศร้าหมองลงอย่างลืมตัว ได้กล่าวถึงยามที่เสวี่ยม่านยังเล่นเครื่องดนตรีชิ้นโปรดได้ว่าไพเราะนักหนาเพียงไร หากมือคู่นี้กลับมาจับกู่เจิง ผีผามิได้ดังกาลก่อน


“คุณชาย ข้าขออภัยเจ้าค่ะ”


เหลียนฮวาก้มต่ำหมอบคำนับขอโทษขออภัยจนเสวี่ยม่านที่ไม่ได้คิดโกรธเคืองแค่เพียงเศร้าหมองบอกให้ลุกขึ้น


ยามดึกสงัดมาเยือนเสวี่ยม่านที่นอนแทบจะตกจากฟูกเพราะถอยห่างจากเหวินซาน เห็นดังนั้นก็อ่อนใจแต่ก็กลัวเสวี่ยม่านจะหนาวตายจึงเอาผ้าพันรอบกายอีกคนจนหนาเตอะแล้วคว้าเข้ามานอนกกกอดในอ้อมแขน


“ฝ่าบาทปล่อยกระหม่อม”

“อยู่เฉยให้เหวินซานกอดเถิด หลายวันมานี้ไม่ได้กอดเจ้า อ้อมแขนเหวินซานช่างอ้างว้างนัก”


“อึก... ท่านคือผู้ทอดทิ้งข้า ฮึก.. ฮือ”


ร่างเล็กดิ้นขลุกขลักในอ้อมแขนแล้วร้องไห้ออกมาอย่างอดสู รู้สึกกลัวนักที่ยามนี้ต้องถูกคนผู้นี้สัมผัส ใบหน้าใสสะอ้านเปื้อนคราบน้ำตา เสวี่ยม่านกลั้นสะอื้นแล้วเอ่ยต่อ


“ท่านทิ้งข้าไว้ให้พบกับการกระทำต่ำช้าป่าเถื่อน! แล้วท่านกลับสุขสมกับพระชายาของท่านสามวันสามคืน! ปล่อยข้านะ ข้ามิต้องการอ้อมกอดของท่าน!!”


เสวี่ยม่านเริ่มต่อต้านหนักเข้าจนเหวินซานต้องยอมถอยกลัวเสวี่ยม่านจะได้รับบาดเจ็บหรือเป็นอันตราย


“เอาล่ะ เป็นความผิดของเหวินซานเอง.. เจ้าจงหยุดขัดขืนแล้วนอนพักเถอะ เหวินซานจะไม่แตะต้องใดใดเจ้า แค่เพียงกลัวเจ้าหนาวจนเจ็บไข้ได้ป่วย”


แม้จะกล่าวเช่นนั้นเหวินซานก็ยังคงเอื้อมไปลูบศีรษะเล็กๆนั้นให้หลับลง ยามแรกเสวี่ยม่านก็ต่อต้านแต่สุดท้ายก็ยอมให้เหวินซานปลอบประโลมลูบศีรษะจนหลับไป


แม้จะอยากกอดเพียงไรก็อยากจะรักษาคำพูด หากเหวินซานไม่หักห้ามใจแล้วกอดเสวี่ยม่านเกรงว่าตนจะไม่ได้รับความไว้ใจให้เข้าใกล้อีก


.


.


แสงแห่งรุ่งอรุณอันอบอุ่นสาดกระทบผิวกายขาว ความอบอุ่นปลุกให้เสวี่ยม่านตื่น พบว่าข้างกายนั้นเย็นจัดแสดงว่าเหวินซานตื่นก่อนตนไปซักพักแล้ว


“คุณชายเจ้าคะ น้ำยังอุ่นอยู่เลย รีบมาอาบนะเจ้าคะ ฝ่าบาทรับสั่งว่าถ้าคุณชายหรงตื่นแล้วให้มาร่วมเสวยพระกายาหารเช้าด้วย”


เหลียนฮวาเข้ามาปรนนิบัติภายในกระโจม ที่บรรทมของผู้สูงศักดิ์และเสวี่ยม่านถูกเก็บเรียบอย่างดี แม้จะไม่ได้สุขสบายเท่าวังหลวงแต่ก็ไม่ได้ลำบากอะไรนัก


เมื่อทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงจัดการมื้อเช้าและออกเดินทางไปต่อทันที.. ช่วงนี้นั้นผืนป่าและภูเขาลำเนาไพรไกลหลายร้อยลี้จึงต้องกางกระโจมนอนจนกว่าจะเข้าเขตเมืองไป๋ไห่ทัน


เหวินซานยามนี้นั้นดีดกู่เจิงเพื่อให้อีกคนที่อยู่ตรงข้ามกันฟัง เสวี่ยม่านยามนี้ดูไร้เดียงสาราวเด็กเล็ก สองแขนท้าวหน้าต่างหลับตาพริ้มแหงนหน้ารับลมอย่างสบายอุรา หมู่มวลแมกไม้สั่นไหวตามแรงลม กลิ่นป่าเขาที่เขียวขจีทำให้รู้สึกสงบนัก


มุมปากเล็กๆอมยิ้มอย่างอารมณ์ดีแล้วซบใบหน้าใสสะอ้านของตนฝังลงบนแขน หูเตี๋ยตัวน้อยบินเฉียดหน้าเข้ามาเกาะไปทั่วรถม้าคันใหญ่ก่อนจะบินกลับออกไป


เห็นดังนั้นก็นึกจะอดเอ็นดูเสียมิได้ เหวินซานหยุดดีดกู่เจิงแล้ววางลงข้างกายเพราะพบว่าเสวี่ยม่านหลับไปเสียแล้ว ภายในผืนป่ากว้างใหญ่แห่งนี้ร่มรื่นดีนัก เหล่าสิงสาราสัตว์ที่บ้างก็หวาดกลัวบ้างก็สู้คนออกมาอยู่ริมทางให้พบเห็นล่ำไป


ดวงตาเรียวรีดุจดั่งพญานกอินทรีย์ทอดพระเนตรออกไปข้างนอกเรื่อยเปื่อย ช่วงเวลานี้ช่างเหมือนกับยามพักผ่อนของตนจริงๆนัก ไม่ต้องมีฎีกา ไม่จำต้องออกว่าราชการ เพียงนั่งมองธรรมชาติไปอย่างสงบจิตใจ หากแต่ช่วงเวลาเช่นนี้มันสั้นนัก เหวินซานที่อยู่กับการเป็นฮ่องเต้มาเจ็ดปีและจะต้องอยู่กับบังลังค์ไปอีกกี่ปีมิอาจทราบ


“อือ..” 


เสียงครางในลำคอบ่งบอกว่าอีกคนที่หลับใหลอยู่กำลังจะตื่น เสวี่ยม่านลืมตาขึ้นแต่ก็ยังไม่ทราบว่าเป็นเวลาใดเพราะมองไม่เห็น


“เจ้าหิวหรือไม่”


คนตัวเล็กพยักหน้ารับพลันบิดคร้านไปมาแล้วกระถดออกจากหน้าต่างมานั่งอิงหมอนใบใหญ่ในรถม้าดังเดิม หน้าตางัวเงียแต่ดูหิวโซช่างดูน่าชังนัก


“มานี่สิ เรามีขนมก้านบัวที่เจ้าชอบ ครั้งนี้มีแบบเคลือบน้ำเชื่อมด้วย”


เสวี่ยม่านลุกขึ้นอย่างว่าง่ายเพราะต้องการกินขนม แต่แล้วร่างเล็กๆนั้นก็เซจนเกือบล้มเพราะรถม้าตกหลุมกระทันหัน 


เหวินซานรับไว้ทันด้วยสองมือที่กุมมือเสวี่ยม่านไว้ คนโดนจับตัวมีอาการตัวสั่นและอยากจะถอยหนีแต่เหวินซานกลับจับแน่นกว่าเดิมและสั่งให้อยู่เฉย


เสวี่ยม่านยอมหยุดนิ่งสักพักก็เริ่มสั่นน้อยลง เห็นดังนั้นจึงให้เสวี่ยม่านนั่งลงข้างตนและวางถาดขนมก้านบัวไว้บนตัก


“ขอบพระทัยฝ่าบาท”


เมื่อได้รับถาดขนมแล้วก็นำมาเคี้ยวกรุบอย่างชอบใจ ริมฝีปากที่อวบขึ้นเพราะพึ่งตื่นนอนยัดก้านบัวไว้กระพุ้งแก้มเคี้ยวขนมจนแก้มตุ่ย


“ฝ่าบาทข้าอยากกลับไปนั่งที่ตัวเอง”


เมื่อไม่ได้รับคำตอบก็จำต้องนั่งตรงนี้ต่อไป เสวี่ยม่านรู้สึกถูกใจก้านบัวที่เคลือบน้ำเชื่อมนักจนกินเข้าไปเสียหมด


“หากเจ้าชอบเหวินซานจะเอาให้เพิ่ม”


เสวี่ยม่านส่ายหน้าไปมาเพื่อปฎิเสธเพราะวันนี้ตนก็กินไปเยอะเกินควรแล้ว



.



.

วังหลวง


ยามนี้หยางเหวินเหลียงนั้นใต้ตะเกียงภายในตำหนักของตนที่เคยอาศัยยามอยู่วังหลวง และในห้องนั้นมิได้มีเพียงบุคคลเดียว หลี่เซวียนหรือองค์ชายสี่นั้นได้มาหารือบางอย่างกับเหลียงอ๋อง


“ยามนี้นั้นอำนาจในวังสั่นคลอน เหล่าข้าหลวงขุนนางล้วนแล้วแต่เป็นมีอำนาจบาตรใหญ่”


เหวินเหลียงกล่าวแล้ววางกระดาษสารใบหนึ่งซึ่งเป็นรูปคดีที่สืบมาจากดินแดนทางตอนเหนือ นิ้วเรียวยาวของหลี่เซวียนคลี่กระดาษออกมาตรวจดู


“เหวินซานแม้เก่งกาจวรยุทธ์สูงส่งแต่ในวังหลวงนั้นขาดกำลังทหาร เกรงว่าทหารของเหล่าขุนนางขั้นหนึ่งยังจะมีจำนวนไม่แพ้กันนัก หากขุนนางหลิ่วคิดจะก่อกบฎคงจะวุ่นวายใหญ่โต และเจ้าก็ทราบว่าขุนนางหวังนั้นก็อำนาจเติบโตไม่แพ้กันเพราะหวังกุ้ยเฟยเป็นที่โปรดปราน”


“นั้นสิ..” หลี่เซวียนกล่าวพลางพินิจดูกระดาษ


“หากตระกูลหลิ่วก่อกบฎก่อนแล้ว ตระกูลหวังที่ข้าคิดว่ามีอำนาจคงจะต้องลุกขึ้นมาต่อต้านไม่จบไม่สิ้น เป็นสงครามทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานทำให้บ้านเมืองเราได้รับผลกระทบ”


“อืม.. หลานคิดว่าตระกูลหวังน่าสงสัยยิ่งกว่าเพราะอาจจะมีส่วนพัวพันกบฎ” หลี่เซวียนพลันนึกถึงตระกูลที่คิดว่าอาจจะเสี่ยงมากกว่า


“แต่ข้ามิพบหลักฐานใดมากนัก กลับคิดว่าสิ่งที่ตรวจพบจากทางตอนเหนือมาจากตระกูลหลิ่ว อย่างไรเสียจะตรวจสอบให้ถี่ถ้วนอีกครั้งยามเหวินซานกลับมา”





TBC..........

มาต่อแล้วค่ะ เจอกันตอน 9 นะคะ💕

ถ้าชอบฝากเม้นเป็นกำลังใจให้ด้วยค่ะ💗

ปล.อาการดีขึ้นแล้วแต่พรุ่งนี้มีฉีดวัคซีน😭


//ตอนนี้เรื่อยเปื่อยไม่มีอะไรมากค่ะ แอบมีตอนวังหลวงที่ค่อนข้างจะเครียดๆเล็กน้อย เอาล่ะสรุปใครจะก่อกบฎกันแน่😂😂

ความคิดเห็น