ฝากติดตามเค้าด้วยน้าาา💕

ชื่อตอน : บทที่ 8 : ทรยศ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.4k

ความคิดเห็น : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ค. 2561 14:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8 : ทรยศ
แบบอักษร

หยาง เหวินซาน นั้นเดินมาตำหนักเหมยกุยตามปกติ แต่กลับพบว่ามีเรื่องราวเกิดขึ้น หน้าตำหนักมีนางกำนัลและขันทีบางส่วนวิ่งห้อมล้อมมุงดูหากไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไป


จากเดินปกติก็พลันเปลี่ยนเป็นวิ่งด้วยความเร็วกว่าเดิมมากนักแล้วผลักประตูเข้าไปพบร่างที่ตนถวิลหาแทบทุกค่ำคืน เสวี่ยม่านนอนซมในสภาพที่แทบไม่น่ามอง



สองมือถูกมัดติดหัวเตียง เสื้อผ้าหลุดรุ่ยไม่ต่างจากเปลือยกาย.. ท่อนขาเปลือยเปล่าเปรอะเปื้อนคราบน้ำสีขาวขุ่นอยู่ทั่วไปหมด ใบหน้างดงามยามนี้หลับใหลแต่คางมีรอยบีบจนขึ้นรอยช้ำ มุมปากมีคราบเลือดแห้งกรัง


มองไปอีกคราที่หน้าประตูพบว่าองค์รักษ์มีฝีมือที่ตนส่งมาถูกฆ่าอย่างเหี้ยมโหด เมื่อแกะเงื่อนที่ผูกมือเสวี่ยม่านเสร็จเรียบร้อยก็อุ้มร่างหมดสตินั้นออกไปด้วย เอาแต่ถามตนเองในใจว่าใครทำเจ้าเช่นนี้..



บริเวณหน้าประตูศพทหารสองนายถูกเข็มพิษสกัดจุดแถวลำคอ สภาพโดนมีดกรีดเฉือนเนื้อแหว่ง ใบหน้าแทบจำมิได้ว่าคือใคร.. รสนิยมการสังหารเช่นนี้มีเพียงผู้เดียวคือเทียนหลง องค์ชายสองผู้ชอบฆ่าคนเฉกเช่นโรคจิต ทั้งยังรวมไปถึงวิธีสกัดจุดนั่นอีก


เมื่อพินิจดูแล้วจึงเดินไปเรื่อยๆเมื่อการเดินทำให้ไม่พอพระทัยจึงเปลี่ยนเป็นกระโดดเหาะเหินข้ามกำแพงด้วยพลังลมปราณและวิชาตัวเบาที่เป็นเลิศ


เสวี่ยม่านถูกนำตัวมาไว้ในตำหนักแล้วตามหมอหลวงมาตรวจดูอาการขณะที่เหวินซานยังคงมุ่งไปยังทิศประจิมเพื่อไปยังตำหนักพระอนุชา


ทันทีที่เข้าไปได้ก็พบกับปลายดาบตวัดมาที่ตนแต่ก็รับได้ทันท่วงที เหวินซานดึงกระบี่เงินอาวุธประจำกายออกมาเพื่อต่อสู้กับเทียนหลง ความคล่องตัวและความว่องไวเหนือชั้นกว่ามาก เทียนหลงถูกจัดการได้เพียงไม่กี่กระบวนท่า ร่างกายบาดเจ็บแต่ยังไม่พ้นถูกฝ่ามือซัดมากลางอกจนล้มหงายบนพื้นกระอักเลือด..


ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บ กระบี่เงินปักลงพื้นเฉียดผิวหน้าไปจนเลือดซึม.. พลันเหวินซานก้มลงกระซิบบางอย่างที่ได้ยินกันเพียงสองคนแล้วยัดกระดาษสีแดงใส่อกเสื้อไป


เหวินซานลุกยืนเต็มพระวรกายแล้วรับสั่งให้เทียนหลงออกไปให้พ้นสายตาก่อนจะฆ่าทิ้งเสีย หากไม่เห็นว่าเคยทำงานสำคัญให้ตนมาก่อน


แล้วสั่งว่าห้ามกลับเข้าวังหลวงอีกเพราะละเมิดฝ่าฝืนคำสั่งตน แม้เทียนหลงจะพยายามปฎิเสธไปแล้วว่าตนไม่ได้ทำแต่ก็ไม่ยอมเชื่อ


“เทียนหลง เจ้าฝ่าฝืนรับสั่งเราก็ไม่ต่างจากคนทรยศ หากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย แค่คำสั่งง่ายๆเจ้ายังทำไม่ได้ในภายภาคหน้าจะไม่คิดกบฎเราเลยหรือ.. จงไปซะ ไปให้พ้นสายตาของเราก่อนที่เราจะเปลี่ยนใจสังหารเจ้า”


เหวินซานแย้มพระสลวลมุมปากเล็กๆจนแทบสังเกตุไม่ทันแล้วเดินกลับออกไปจากตำหนักของเทียนหลง เพื่อกลับไปดูเสวี่ยม่านว่าเป็นอย่างไร


.


“อืม.. อื้ออ หยุดเถิด!!”


 เสวี่ยม่านขยับเปลือกตาไปมาเล็กน้อยแล้วสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย พบว่ามือเล็กถูกกุมไว้อยู่โดยใครบางคนแต่เสวี่ยม่านชักมือกลับทันทีด้วยความตกใจ


เหวินซานเห็นดั้งนั้นหมายจะเข้าไปกอดปลอบแต่อาการต่อต้านของเสวี่ยม่านมีมากจนต้องยอมล่าถอยออกไป


ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาเสวี่ยม่านไม่ยอมพูดด้วยสักคำไม่ว่าใครจะเข้ามาหาก็มีทีท่าหวาดกลัวพร้อมอาละวาดไม่กล้าเข้าใกล้ไม่ให้ผู้ใดแตะเนื้อต้องตัวไปเสียหมด หากมีเพียงผู้เดียวที่เสวี่ยม่านยอมคุยด้วยและยอมให้เข้าใกล้คือ เหลียนฮวา


ยามนี้เสวี่ยม่านดูน่าสงสารและน่าเวทนานัก เสื้อผ้าที่ยังใส่ไม่เรียบร้อยเผยผิวส่วนน่าอาย ช่องทางรักที่เคยเป็นจีบสวยชมพูบัดนี้ชอกช้ำและมีเลือดไหลย้อนออกมาปนคราบขาวขุ่นที่ยังเอาออกไม่หมด เนื้อตัวบางจุดมีรอยมัดจนม่วงเขียว


คนมองได้แต่อ่อนใจและรู้สึกสำนึกผิดนัก


“เรื่องนี้เหวินซานผิดเอง แต่เหวินซานมิอาจละทิ้งเจ้าไว้วังหลวง อย่างไรเสียอีกสามวันเหวินซานจะพาเจ้าไปดินแดนตะวันออกด้วย”


“หากเจ้าไม่ใช่หลานข้าและเจ้ามิใช่ฮ่องเต้ข้าคงจะทำทุกวิธีทางเพื่อสังหารเจ้า” 


เสียงที่ดังไม่ไกลยืนมองเหตุการณ์สักพักเอ่ยขึ้นแล้วเดินเข้ามาภายในห้อง แทบจะทนมองไม่ได้ นี่น่ะหรือบุคคลที่เคยเป็นถึงบุปผางามอันดับหนึ่งแห่งหอโคมแดงที่ตนเคยรู้จัก 


ยามนี้ช่างอ่อนแอ บอบช้ำและเปราะบางนัก ภายในอกเหวินเหลียงปวดร้าวเพราะตนเป็นผู้นำมาซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ และหากไม่ใช่เพราะตนที่เห็นแก่ตัวส่งเข้าวังหลวงเสวี่ยม่านคงจะมีทางเลือกและชีวิตที่ดีกว่า


“เสวี่ยม่าน ข้ามาเยี่ยมเจ้า”


น้ำเสียงที่คุ้นเคยและถวิลหาของเหลียงอ๋องทำให้ผู้อยู่บนเตียงกระโจนเข้าหา เสวี่ยม่านสวมกอดเหลียงอ๋องอย่างไม่กระดากอายแล้วร้องไห้ออกมา..


ยามนี้ชายเพียงผู้เดียวที่หลงเหลืออยู่ในจิตใจคือ หยาง เหวินเหลียง อย่างไรเสีย คนที่มิเคยทำร้ายตนเลยซ้ำยังฉุดขึ้นมาจากใต้ตมมีเพียงชายผู้นี้.. ที่เสวี่ยม่านเคยอยากท่องไปลำเนาไพรเคียงข้าง... แต่พลันนึกถึงเหตุการณ์ที่นั่งรถม้าเข้ามาในวังหลวงวันนั้นกลับสะอื้นไห้อย่างหนักกว่าเดิม..


“เหตุใดจึงส่งข้าเข้าวัง.. ท่านมิโปรดปรานดนตรีของข้าแล้วหรือ”


คำถามที่ไม่เคยได้รับคำตอบเลย...  เจ็บปวดใจนักกับการเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่ง


.


ยามนี้เหวินซานแทบไม่ได้ขยับไปที่ใดนอกจากท้องพระโรงที่ว่าราชการ ห้องทรงอักษรและตำหนักเหมยกุย อาการทางกายของเสวี่ยม่านดีขึ้นนัก หากแต่อาการทางจิตใจกลับไม่ปกติ


“หลี่กงกง ไปตามหมอจางมาให้เราที”


เดินวนไปมาในห้องทรงอักษรสักพัก เหวินซานก็เปลี่ยนมาใส่ชุดลำลอง ไม่นานนักหมอจางก็ได้เข้ามาในห้องพร้อมหลี่กงกง


เหวินซานได้ถามไถ่ถึงวิธีการรักษาตาของเสวี่ยม่านให้กลับมาเป็นปกติ แต่หากระหว่างการรักษาต้องห้ามเคลื่อนย้ายเพราะจะได้รับอันตรายเนื่องด้วยเกี่ยวกับการรักษาเส้นประสาททั้งหมด ต้องนอนอยู่นิ่งเป็นเวลา 3-7 วันเพื่อมิให้กระทบกระเทือน


“หม่อมฉันขอกราบทูลฝ่าบาทเพคะ วันนี้คุณชายหรงยอมทานมากขึ้นแล้ว หากแต่เรื่องเดินทาง.. หม่อมฉันคิดว่า.. คุณชายอาจจะยอมไปแต่จำต้องได้อยู่คนเดียว แต่หม่อมฉันจะคอยรับใช้อย่างดี”


เหลียนฮวาที่คอยมารายงานตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นยามนี้ต้องได้คอยเฝ้าเสวี่ยม่านเกือบจะทุกเวลา


“วันนี้เหวินซานจะเล่นบทเพลงนี้ให้เจ้าฟัง”


ฮ่องเต้ถึงกับยอมเรียนดนตรีต่อจากที่เคยศึกษามาแล้วแต่ต้องหยุดไปเพราะคิดว่ามิใช่แนวทางของตนแต่เพื่อจะบรรเลงกูเจิงให้เสวี่ยม่านฟังคอยบรรเทาอาการตื่นกลัวจำต้องศึกษาเพิ่มเติม หมอกล่าวว่าหากให้อยู่กับสิ่งที่รักและคุ้นชินกับมันจะค่อยๆปรับสภาพขึ้นมาได้เรื่อยๆจนหายเป็นปกติ ซึ่งสิ่งที่เสวี่ยม่านหลงใหลที่สุดคงมิใช่สิ่งใดนอกจากเจ้าเครื่องดีดชนิดนี้


“ออกมานี่สิ”  เมื่อรู้ว่าเหวินซานมาหาตนก็เอาแต่ยืนหลบหลังเสา


'สายลมมิอาจหวน สายน้ำมิอาจย้อน

เช่นเจ้าที่จากไปมิอาจกลับคืน..

ตามหาสุดขอบฟ้า ไขว่คว้าแม้พลิกผืนน้ำ

เยี่ยงเหล่าวีรชนจากไป.. เหลือไว้เพียงอาดูร'


นิ้วเรียวยาวกดสายเส้นสุดคร่อมทับไปสองเส้นดีดดังก้องกังวานพลันทิ้งจังหวะในท่วงทำนองสุดท้ายแล้วปลายตามองไปยังอีกบุคคลที่เริ่มโผล่ออกมาจากหลังเสา เหวินซานแย้มพระสลวลแล้วลุกไปใกล้ๆเสวี่ยม่านแต่กลับโดนผละออกมา


“เหวินซานไม่ทำอะไรเจ้าหรอก มานี่สิ.. เสวี่ยม่าน เราจะเล่นให้เจ้าฟังอีก หรืออยากออกไปข้างนอกตำหนัก”


คนตัวเล็กพยักเพยิดใบหน้าหวานระรัวราวกะบอยากออกไปใจจะขาด แต่อย่างไรเสียกลับไม่ยอมให้ถูกเนื้อต้องตัวอยู่ดี


“ข้าอยากไป.. ศาลาบงกซ”


เสวี่ยม่านพลันนึกถึงสถานที่แสนสงบที่ตนเคยครอบครองไว้คนเดียว ทั้งเสียงน้ำไหล ดอกไม้ลู่ลม ทั้งยังเหล่ามัจฉาแหวกว่ายไปมา


เหวินซานเดินนำอยู่เพียงสองก้าวโดยที่เสวี่ยม่านเดินตามเงียบๆ โดยรับสั่งไว้ว่าไม่ต้องให้ผู้ใดตามมาและเมื่อมาถึงเสวี่ยม่านก็นั่งลงบนพื้นหากแต่ฮ่องเต้นั้นนั่งเฉลียงด้านบนเพื่อความถนัดในการเล่นดนตรีให้คนผู้นี้ฟัง 


ยามเมื่อผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม คนตัวเล็กกลับมีอาการงัวเงียนัก คล้ายจะง่วงนอน และผ่านไปเพียงหนึ่งก้านธูปก็หลับสนิทเสียแล้ว


ตำแหน่งที่นั่งไม่ไกลกันนัก เสวี่ยม่านไม่ได้รู้ตัวสักนิดเลยว่าบัดนี้ได้หลับเอียงหน้าซบตักกว้างของเหวินซานอย่างสบายอุรา


พระหัตถ์ได้เอื้อมไปลูบศีรษะนั่นอย่างเบา เส้นผมสีดำสนิทยาวสยายด้านหลังพริ้วไหวเพียงน้อยตามแรงลม


ใบหน้าครึ่งซีกนั้นรอยแผลและรอยมือจางลงไปบางส่วน แต่รอยปริแตกที่มุมปากยังไม่สู้ดีนักเพราะต้องขยับปากเล็กๆนั่นตลอดทั้งกินข้าวกินยา


เหวินซานเมื่อพินิจจนพอใจก็ปล่อยให้เสวี่ยม่านฟุบหลับเช่นนั้นจนกว่าจะตื่นเอง..


และอีกครึ่งชั่วยาวผ่านไป..


“อือ..”


“ตื่นแล้วหรือ.. วันนี้เหวินซานจะพาเจ้ากลับแล้ว”


เสวี่ยม่านไม่รู้ว่าตนมานอนซบตักอยู่ใกล้ชิดได้ขนาดนี้เพียงไร คิดเพียงอยากได้หมอนอิงแต่มิต้องการเข้าใกล้ดังนี้! พลันนึกได้จึงผละออกมาอย่างรวดเร็ว เหวินซานเห็นดังนั้นแต่ก็มิได้ติเตียนอะไร


“วันรุ่งขึ้นเราจะเดินทางกันแล้วเสวี่ยม่านและเจ้าต้องไปกลับเรา”


“แต่ข้า..มิอยากไป”


เสวี่ยม่านเริ่มพูดคุยตอบได้แค่เพียงกลัวการสัมผัสเท่านั้นที่ต้องใช้เวลา.. แล้วอย่างนี้เหวินซานจะทำอย่างไรเล่า เหวินซานปราถนาเจ้านัก และเหวินซานอยากจะสังหารพระอนุชาที่แตะต้องเจ้าและทำให้เจ้าเป็นถึงเพียงนี้ หากแต่ยังไม่ถึงเวลาที่สมควรนัก..


“อย่างไรเสียเจ้าก็ขัดรับสั่งของเรามิได้”


ฮ่องเต้นำเสวี่ยม่านกลับมาส่งถึงตำหนักแล้วเรียกตัวเหลียนฮวากลับมาคอยดูแลดังเดิม ส่วนตัวเหวินซานได้กลับมาเตรียมการบางอย่างเพื่อส่งข่าวสารไปยังเหล่าผู้ภักดี


'อยู่เหนือผู้คนทั้งแผ่นดิน'

ข้อความแรกที่แสดงถึงฐานะ นกพิราบสื่อสารสองตัวถูกผูกกระดาษที่ส่งข้อความออกไปต่างกัน หากที่ต้องการจะสื่อสารมีเพียงฉบับเดียวที่ข้อมูลถูกต้อง



.



.


อีกด้านหนึ่งของการประชุมลับ.. หลังจากมาทราบภายหลังว่าตนมิสามารถตั้งครรภ์ได้เพราะได้รับยาหมัน หรือยาคุมกำเนิดทุกครั้งที่ได้เข้าปรนนิบัติฮ่องเต้ จนรู้สึกคับแค้นใจนัก แต่การจะล้มตระกูลหวังยามนี้หาใช่เรื่องง่าย


“ข้าจะรอใบสั่งของจากท่านเผื่อนำไว้เป็นหลักฐานในการกราบทูล”


“พระชายาซูเซียวจงอย่าไว้ใจดื่มอะไรอีกเสีย” 


ผู้เป็นบิดาเอ่ยเตือนแก่บุตรสาวที่ตนรักยิ่งเพราะมีนางเพียงผู้เดียวก่อนเสียฮูหยินใหญ่


“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อ”


“แล้วใครบอกเจ้าในแผนการลอบวางยาหมัน”


“ข้าเกือบแย่หากไม่ได้องค์ชายช่วยไว้เสียก่อน นางกำนัลที่รับใช้ข้าตั้งแต่เข้าวังมันเคยเป็นคนของพระชายาหวัง”


“เจ้าทราบได้อย่างไรว่าเป็นนางทำจริงๆ”


“วังหลวงนั้นไซร้มิมีผู้ใดกล้าทำอันใด นางถึงกับยอมลงทุนฆ่าลูกในท้องของตนที่จะถือกำเนิดจากฝ่าบาท เพื่อการใดข้าเองก็มิทราบ อาจจะเพราะ หรง เสวี่ยม่าน ในยามนั้นได้รับความสนอกสนใจจนเกินไปและนางเริ่มถูกลืมเลือน นางหลงรักฮ่องเต้ยากจะถอดถอน ที่ข้าทราบเพราะเคยเห็นคนของนางไปวนเวียนตำหนักเหมยกุยจนคนของข้าพบกับตังกุยที่นั่นและไม่มีทางที่เสวี่ยม่านจะมีของเช่นนั้น เขาเป็นเพียงคนตาบอดมีนางกำนัลรับใช้ผู้เดียว”



“จริงงั้นหรือ แต่ข้ากลับคิดว่าอาจจะมีสิ่งใดมากกว่านี้และหากเป็นจริงเมื่อเจอใบสั่งสินค้าแล้วจะนำมาให้เจ้าเองและหาหลักฐานเรื่องการวางยาหมันให้เรียบร้อย”


“มีเรื่องบางอย่างที่ข้ากังวลอีกคือตระกูลนางพัวพันกับกลุ่มเจิ้งหยางชุนอย่างที่ท่านสงสัยมาตลอด”


“ถูกแล้ว ข้าตรวจพบการเคลื่อนไหวของกลุ่มกบฎที่ยังหลงเหลือและพบจดหมายลับจากตระกูลหวัง อาจจะเพราะสิ่งนี้ด้วยทำให้นางตัดสินใจทำแท้งตัวเอง เบี่ยงเบนความสนใจ และสร้างความเห็นใจจากฝ่าบาท ทำให้ดูว่าตระกูลนางนั้นถูกปองร้าย”


หลิ่วซูเฟยเมื่อพูดคุยกับทางบิดาตนเสร็จก็ได้นำผ้าคลุมสีดำมาสวมดังดิมก่อนจะกลับขึ้นเรือไปเพื่อกลับวังหลวง

.



TBC..... 


ไม่สบายหนักมากค่ะเลยยังไม่มาต่อซักที พอจะเริ่มแต่งต่อก็ไม่ไหวต้องนอนค่ะ😢😢 ถ้ามาช้าอีกแสดงว่ายังไม่หายป่วยนะคะ


.......................................

ชอบก็ฝากเม้นเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ บางทีเห็นคอมเม้นแค่ตอนละ 10 เม้นก็แฮปปี้แล้วค่ะ เพราะไรท์อ่านทุกคอมเม้นเลยเพราะบางอันติชมเรายังไงจะได้เอามาปรับปรุงนิยายค่ะ <3


//คาดว่าคงโดนเผาบ้านสาปแช่งก่อนนิยายจบ เหวินซานร้ายกาจกว่าที่คิดมากค่ะ😭😭😭 แต่ร้ายในที่นี้คือตามหน้าที่ของฮ่องเต้เนอะ ทุกอย่างทำไปเพราะจำเป็น... แม้บางอย่าง ไม่ต้องทำก็ได้อะไรแบบนี้!!


//ส่วนเรื่องขอเปลี่ยนพระเอกเป็นเหวินเหลียงบ้าง คนดีดีที่ไหนเค้าจะไถ่ตัวคนเข้าวังยามเข้าตาจน อยากให้มองหลายๆมุมค่ะเหลียงอ๋องเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าเหวินซานอะไรมากนักหรอก แค่มีความประพฤติดีในบางเรื่องมากกว่า ถึงจะรู้สึกผิดที่ส่งเสวี่ยม่านเข้ามาแต่ไม่มีใครกลับไปแก้ไขอดีตได้.. ไรท์ก็เช่นกัน วางพล็อตไปแล้ว ฮือออ 😭😭😭

ความคิดเห็น