ฝากติดตามเค้าด้วยน้าาา💕

ชื่อตอน : บทที่ 7 : สมรส

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.2k

ความคิดเห็น : 25

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ค. 2561 14:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7 : สมรส
แบบอักษร

​กำหนดวันหมั้นหมายและพิธีอภิเสกสมรสใกล้เข้ามาแล้วอีกไม่กี่สัปดาห์


ในยามนี้ตำหนักเหมยกุยและตำหนักของฮ่องเต้ยังคงเป็นสถานที่ไปมาหาสู่ของเหวินซานและเสวี่ยม่าน


“เหวินซานสั่งทำปิ่นปักผมอันใหม่ให้เจ้า เป็นเนื้อหยกขาวชิ้นดี”


คนพูดหมายจะถอดอันเก่าออกให้แต่เสวี่ยม่านกลับห้ามและบอกว่าจะขอรับไว้และเก็บรักษาไว้อย่างดีเพราะของมีราคาแพงกลัวจะทำพังแต่จะขอใส่ปิ่นไม้อันเดิมนี้


“แม้พังเหวินซานก็สั่งทำให้เจ้าได้อีกเป็นร้อยเป็นพัน”


“หากท่านมีของสิ่งหนึ่งที่มีเพียงชิ้นเดียวและไม่สามารถสั่งทำมันได้อีกท่านจะเข้าใจว่าบนโลกใบนี้ไม่มีสิ่งทดแทนกันได้ฝ่าบาท..”


“เอาล่ะๆ เหวินซานเข้าใจแล้ว เจ้ามานั่งนี่สิ ใกล้ๆเหวินซาน”


คนเรียกนั้นทั้งจูงมือให้มานั่งข้างๆเพราะใช้เวลากับเสวี่ยม่านเป็นปกติ ยามนี้เสวี่ยม่านจึงคอยช่วยฝนหมึกให้แม้จะไม่ได้ทำอันใดมากก็ตาม


เสวี่ยม่านก้มหน้างุดอย่างตั้งอกตั้งใจต่อการช่วยฮ่องเต้ ไม่สังเกตุเลยว่าถูกจ้องมองอยู่เพราะใบหน้าใสสะอ้านของตนเลอะหมึกให้เสียแล้ว


พระหัตถ์เอื้อมไปเช็ดคราบเลอะให้ก่อนจะเอานิ้วเกลี่ยไล้แก้มเนียนเบาๆอย่างเอ็นดู


“ตั้งอกตั้งใจเพื่อนเหวินซานจนหน้าเจ้าเลอะไปหมดแล้ว” ใบหน้าแย้มพระสลวลก่อนจะรับสั่งให้พอเสียแล้วรอเสวยพระกายาหารกับตน


“มิได้ฝ่าบาท จะมาทานร่วมกับข้าได้เยี่ยงไร”


“แม้เหวินซานจะทานกับเจ้าก็มิมีผู้ใดนำตัวเหวินซานไปประหารหรอก”


ฮ่องเต้แย้มยิ้มขำให้แก่ใบหน้าบูดบึ้งแต่น่ารักน่าชังของเสวี่ยม่านเพราะหากไม่ถูกใจก็จะทำหน้าบึ้งๆใส่ตนทันทีเพราะอย่างไรเสียก็ขัดพระทัยมิได้



.


.


เพล้ง!!! เพล้ง!! เพล้ง!!


“กรี๊ดดดดด!! ข้าจะฆ่านางเสีย”


สายตาอามาตจ้องมองไปยังศพนางกำนัล ข้าวของเครื่องใช้หล่นแตกกระจายตามพื้นห้องด้วยโทสะที่มากล้นในยามนี้ได้ไประบายลงศพนั้นอีกครา


“พระชายาเหตุใดจึงเลี้ยงงูพิษไว้ข้างตัว หากข้าจับไม่ได้คงต้องเป็นหมันต่อไปเสีย” เสียงแห่งบุรุษหนึ่งเอื้อยเอ่ยขึ้น


“ข้านึกอยู่แล้ว เหตุใดตลอดสามปีที่ข้าเป็นพระชายาเหตุใดจึงไม่ตั้งครรถ์ทั้งที่ฝ่าบาทจะเสด็จมาสามเดือนครั้งตามกฎ!!”


ยิ่งคิดกลับยิ่งแค้น นางไม่เคยทำร้ายใดใดหวังกุ้ยเฟยเลยตั้งแต่เข้าวังมาเหตุใดนางถึงทำเช่นนี้กับตน


“ข้าจะไม่ปล่อยนางไว้แน่!” มือบางกำซองขาวที่บรรจุผงบางอย่างก่อนจะเผาทิ้งอย่างไม่ยี่หระ


“ข้าจะออกนอกวังหลวงเตรียมเรือให้ข้าด้วย” พระนางผู้สูงศักดิ์หันไปพูดคุยกัยนางกำนัลรับใช้ก่อนจะไปหยิบเอาเสื้อคลุมสีดำสนิทมาสวม 


อย่างไรเสียช่วงนี้ฝ่าบาทก็คงจะเสวยสุขกับชายผู้นั้น และหน่วยงานต่างๆคงวุ่นวายกับการจัดเตรียมพิธีอภิเสกสมรส นางจะแอบออกนอกวังยามวิกาลเช่นนี้คงไม่มีใครจับได้



.


.


“ไหนเสวี่ยม่าน วันนี้เจ้ามีอันใดมาให้เหวินซานเชยชมงั้นหรือ”


ร่างขาวผุดผาดเปลือยเปล่านอนหายใจรวยรินหลังจากโดนหยอกล้อ เย้าแหย่อย่างมีชั้นเชิงของผู้ที่คร่อมขี่อยู่ข้างบน วาจาที่กล่าวเนิบนาบแต่แฝงด้วยถ้อยคำลามกฟังดูขวยเขิน


แผ่นอกบางแต่งแต้มร่องรอยดูดเม้มกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงหายใจที่หืดกระหอบ ยอดอกชูชันถูกถูไถและบีบเค้นจนแข็งสู้มือ..


ยามนี้ช่างดูน่ารักน่าหลงใหล เอกบุรุษผู้ทะนงตน หากใครได้ลิ้มลองคงคล้ายดั่งอยู่ในห้วงแห่งปราถนา ร่างกายบริสุทธิ์มิเคยแปดเปื้อนละอองโลกีย์ บัดนี้โดนครอบครองอย่างคุ้มคลั่ง


กลิ่นกายหอมรัญจวนคุ้นเคยที่เสพสมแทบทุกคืนวัน ยากจะถอนกายจากความลุ่มหลง แต่กลับยิ่งโผกระโจมใส่


แผ่นหลังเว้าสวยแอ่นขึ้นเพราะความกระสันที่ถูกอีกคนหยอกล้อปรนเปรออยู่บนยอดอกชูชัน


“อ๊ะ..อ่ะ อ๊าาา!”


 มือเล็กเอื้อมสะเปะสะปะไปทั่วสอดเข้าใต้เส้นผมสีนิลขยุ้มเบาๆบ่งบอกว่าเสียวจนทนไม่ไหว


นิ้วเรียวยาวกำลังลูบวนรอยจีบสีชมพูไปด้วยก่อนจะค่อยๆดันเข้าไปทีเดียวเสียสามนิ้ว 


“อ๊ะ..ข้า..รู้สึก อื้อ ปะ แปลกๆ”


แฮ่ก แฮ่กกก..


ความไม่ประสาของคนใต้ร่างครวญครางขึ้นขณะที่จีบชมพูนั่นตอดรัดกลืนกินนิ้วของฮ่องเต้อย่างเร่าร้อน.. หาได้ทราบไม่ว่ายามนี้ตนดูยั่วยวนราคะเพียงไร


ยิ่งทำบ่อยๆกลับลุ่มหลงผิวหนังร่างกายนี้นัก หาได้เบื่อหน่ายซ้ำยังมีแต่ความหวงแหนมิอยากให้ผู้ใดเชยชม


“เหวินซานอยากให้เห็นนัก ยามนี้ของเจ้ามันตอดรัดนิ้วเหวินซานอย่างไร”


“อื้อ!”


 เสวี่ยม่านส่ายใบหน้าไปมาคล้ายจะปฎิเสธแต่เมื่อเหวินซานถอนนิ้วออกกลับกัดปากอย่างไม่พอใจ จนอีกคนได้นำท่อนเนื้อร้อนใหญ่โตมาแหย่เข้าผลุบๆโผล่ๆ..


“อ่ะ.. วะ เหวินซาน อื้อ ข้าขอ.. ใส่เข้ามาในกายข้า..อ๊ะ”


เสวี่ยม่านทนไม่ไหวแล้วจึงออดอ้อนพัวพันแก่เหวินซานที่พร่ำสอนตนว่าอยู่บนเตียงให้ปฎิบัติเช่นไร


ร่างเล็กแม้จะตัวจะกระดากอายจนต้องหันหลังใบหน้าซุกหมอน.. ขาอ้าตั้งเข่ากับพื้นเตียงขณะที่หลังแอ่นจนก้นโด่งขึ้นพลันถูกมือหนาจับแยกสะโพกนิ่มออกรอรับความใหญ่โตเสียแล้ว... 


แฮ่ก!  แฮ่ก


เสียงหอบหายใจสลับกับเสียงครวญคราง


“อ๊ะ..อ๊าา อื้มมม!”


ปึก!  ปึก!  ปึก!


ซ้ำยังเสียงชื้นแฉะในรูก้นที่ตอดรัดกลืนกินเหวินซานช่างฟังหยาบโลนน่าอายนัก


“ข้า..อ๊ะ สะ เสียว!  อ๊าาา เบาๆ”


แผ่นหลังขาวหัวไหล่นวลเผยอยู่ล่อตาล่อใจนักจึงก้มลงไปกัดจมเขี้ยวจนเสวี่ยม่านร้องแผ่วราวสัตว์บาดเจ็บ ปาดเล็กๆก็ก่นด่าในความรุนแรงนั่นแต่ก็ต้องครางระงมต่อเพราะเหวินซานซอยสะโพกถี่รัว


“ขะ ข้าไม่ไหว..อื้อออ ช้าๆ อ๊ะ”


นิ้วเรียวจิกเกร็งกำผ้าปูยับไปหมด เหวินซานกุมมือเล็กสอดประสานแล้วยกตัวเสวี่ยม่านขึ้นมาในท่วงท่าน่าอาย


เสวี่ยม่านแอ่นหลัง ชันเข่าแล้วโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยขณะที่เหวินซานซ้อนอยู่ด้านหลังโดยที่ของทั้งสองยังเชื่อมต่อกันแนบแน่น


ความใหญ่โตถูกถอนออกมาแล้วดันเข้าออกเนิบนาบ.. จนรู้สึกเสียวไปหมด แม้จะเนิบนาบอยู่ชั่วครู่แต่ก็ดันเข้าสุดความยาว


“อย่า..แกล้งข้า อื้อ!” 


ร่างเล็กร้อนใจจนทนไม่ไหวเพราะถูกกลั่นแกล้งอยู่เนืองๆจึงหันกลับมากอดคล้องคอด้วยแขนข้างนึงแล้วจับเอาแกนกายแข็งดั่งหินนั่นสอดเข้ามาในกายจนสุด


“ข้าจะ.. อื้อ ทำเอง”


สองขานั้นเกี่ยวเอวอันแข็งแรงไว้แนบแน่นแล้วเริ่มขย่มท่อนเนื้อใหญ่โตนั่น.. ไม่นานนักเหวินซานก็ลุกยืนจนท่วงท่านี้ทำให้สอดลึกขึ้นไปอีก ใบหน้าหวานแหงนขึ้นเพราะความเสียว เหวินซานเห็นซอกคอขาวๆจึงก้มลงเม้มรอยรักจนดูชอกช้ำ


“เหวินซานจะเอ็นดูเจ้าเอง เด็กดี..”


วันนี้เสวี่ยม่านดูร้อนแรงนัก หรืออาจจะเพราะพรุ่งนี้ตนจะเข้าพิธีอภิเสกงั้นหรือ ซึ่งตามธรรมเนียมต้องอยู่ในห้องนั้นสามวันสามคืนกับพระชายา..


“ขะ ข้า.. อื้อ! จะเสร็จแล้ว อ๊าาา!”


ลำคอเอนเอียงอย่างยินดีให้อีกคนขบเม้มทำรอย ช่วงนี้เสวี่ยม่านทำตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หาได้พยศเท่าเมื่อก่อน เอาอกเอาใจเก่งเหลือเกินและเมื่อเห็นดังนั้นจึงแย้มพระสลวลอย่างพอพระทัย


“เหวินซานจะมอบความสุขสมให้เจ้าทั้งคืน”


คนพูดนั้นกระทำอย่างที่พูด.. เพราะกว่าจะได้เข้านอนก็สลบไปหลายครา.. แรงคนหรือแรงม้ากันแน่ หากเป็นเยี่ยงนี้ทุกคืนเสวี่ยม่านไม่ตายคาอกก่อนหรือ


.


.


เช้านี้เหวินซานออกไปเร็วกว่าปกติเพราะต้องไปเตรียมตัวเข้าพิธีอภิเสกสมรสแล้วกล่าวไว้ว่าจะรีบกลับมาหาเสวี่ยม่านในทันทีหลังจากที่ครบกำหนด


ภูษาปักลวดลายมังกรสีแดงสลับแดงวิจิตรงดงามช่างดูเข้าภูมิฐานกับผู้สวมใส่ ขบวนเกี้ยวของเหยียนเสียนเฟยเคลื่อนมาตั้งแต่หน้าประตูวังจนถึงที่หมาย ใบหน้าหวานของหญิงแรกแย้มแต่งแต้มด้วยสีสันน่ามองดู เห็นครั้งแรกรู้สึกประทับใจและตะลึงงันในความงดงามของพระชายาองค์นี้นัก..


พระหัตถ์ยื่นไปข้างหน้าหมายถึงช่วยประครองนางให้มายืนเคียงข้างตน


งานรื่นเริงย์ผ่านไปตลอดทั้งวัน เห็นทีผู้ที่จะยิ้มแย้มยินดีที่สุดคงจะมิใช่ผู้ใดนอกเหนือจากขุนนางเหยียน เหล่าข้าหลวงเสนบาดีคนอื่นๆต่างเข้าร่วมยินดีที่ตระกูลขุนนางเหยียนนั้นได้เกี่ยวดองกับพระเจ้าแผ่นดิน ซ้ำยังได้เป็นถึงตำแหน่งซื่อฟูเหริน อีกไม่นานคงเจริญรุ่งเรืองขึ้นในภายภาคหน้า


“ฝ่าบาท.. หม่อมฉัน เหยียน เหม่ยหลินเพคะ ”


นางก้มหน้าอย่างเขินอายต่อหน้าพระพักตร์ขณะที่นั่งอยู่ในห้องหอ.. มือหนาเอื้อมจับเชยคางมนขึ้นเชยชมความงาม


“มาเถอะ.. เราจะดูแลเจ้าเองคืนนี้เหม่ยหลิน”


ภูษาที่ปกปิดกายขาวถูกจับถอดลงจนเผยหัวไหล่มน.. ผิวกายขาวเนียนต้องแสงเทียนสลัวภายในห้องดูงดงามนัก พระพักตรฺ์กระถดเข้าไปชิดใกล้แล้วประกบจูบแผ่วเบา หญิงสาวตัวเล็กที่บัดนี้เป็นถึงเสียนเฟยตกในห้วงรักหลังจากเห็นพระพักตร์ที่วิจิตรงดงามของฝ่าบาท ใบหน้าหล่อคมคายราวเทพสวรรค์จนนางพร้อมพลีกายใจให้หมดสิ้น


“หากเจ้าสามารถประสูติประโอรสให้เราได้คงจะดีไม่น้อยเหม่ยหลิน เราช้ำใจนักที่พึ่งเสียบุตรที่ยังไม่ทันจะเกิด”  มือหนาเชยคางมนขึ้นสบพระเนตรแล้วเอ่ยถ้อยคำหวานจนอีกคนเขินตัวแดง


เหวินซานนั้นจัดการกับร่างบางตรงหน้าจนอ่อนระทวยไปหมด ร่างเล็กของหญิงสาววัยแรกแย้มนอนหายใจหอบกระหืดให้แก่ความช่ำชองอย่างสุขสม นิ้วเรียวสวยจิกผ้าปูระบายความใคร่ 


ใบหน้าสวยยังคงยิ้มกริ่มหวังว่าน้ำเชื้อพระองค์จะเติมเต็มในกายนางจนสามารถตั้งครรภ์และประสูติพระราชโอรสอย่างที่พระองค์ต้องการ



.


 .

ผ่านไปสองคืนแล้วที่เหวินซานไม่ได้มาหา.. อย่างไรเสียก็รับปากกับตนไว้แล้วว่าจะมาหาตนอย่างแน่นอน..


แล้วเสวี่ยม่านน่ะหรือกำลังหวังสิ่งใดกันอยู่


“คุณชายหรงเหตุใดถึงดูเซื่องซึมนัก”



น้ำเสียงคุ้นเคยที่เคยเฝ้าถวิลหาเอ่ยขึ้นจนเสวี่ยม่านต้องมองไปตามเสียง.. ใบหน้าขาวนวลถูกเกลี่ยไล้แผ่วเบา


ร่างเล็กอรชรดูยั่วยวนขึ้นนักจากแต่ก่อน.. แผ่นหลังแอ่นเว้าสองแขนวางเกยหมอนอิงแล้วเอียงหน้าซบลงไป รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของเรือนร่างนี้


“ข้าคงบรรเลงกู่เจิงให้ท่านฟังไม่ได้อีก”


“เกิดอันใดขึ้นงั้นหรือคุณชายหรง เจ้าเบื่อเครื่องดนตรีแล้วหรือ”


ใบหน้างามส่ายไปมาเพื่อปฎิเสธพลันเหลียงอ๋องจ้องมองไปยังมือคู่งามกลับพบรอยบาดที่เหลือแผลเป็นบางส่วนบนนิ้วเรียว..


“มือเจ้า..”


เสวี่ยม่านพยักหน้าแล้วหลับตาพริ้มลง.. เหวินเหลียงจึงไม่ได้ถามไถ่ต่อไว้จะไปสืบสาวทีหลังว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่ตนไม่อยู่


ทั้งสองใช้เวลาพูดคุยกันหลายๆเรื่องหลังจากที่ไม่ได้พบกันเสียนาน เสวี่ยม่านเล่าเรื่องระหว่างที่ตนอยู่ที่นี่ให้ฟังว่าวุ่นวายเพียงใดแต่ไม่ได้บอกสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างตนและฮ่องเต้ ที่เคยถูกขืนใจหรือจะเป็นปัจจุบันที่ร่วมเสพสมกันอย่างคุ้มคลั่ง ...ได้แต่คิดว่าตนช่างโสมมในโลกีย์สมควรแล้วที่จะไม่ได้เคียงคู่เหลียงอ๋อง


.


.


ผ่านไปจนครบสามวันสามคืน.. เสวี่ยม่านนั้นในใจได้แต่เฝ้ารอคอยแต่สมองและฝีปากกลับปฎิเสธว่าตนไม่ได้หวังให้เหวินซานมาหา


แต่แล้วกลิ่นคุ้นเคยก็ปรากฎกายขึ้นมาพร้อมสวมกอดอย่างเต็มรัก


“ข้านึกว่าท่านลืมวันลืมคืนเสียแล้ว” 


เสวี่ยม่านทักท้วงแล้วแย้มยิ้มก่อนจะผละจากอ้อมแขนแกร่ง แล้วเดินคลำไปนำขนมก้านบัวที่เหลียนฮวาทำมาให้เหวินซานลองชิม


“ข้าอยากให้ท่าน.. อื้อ!” 


ยังไม่ทันจะได้กระทำอันใด เสวี่ยม่านกลับถูกฉกฉวยจูบ.. ถาดวางขนมหล่นกระจายเต็มพื้นขณะที่เสวี่ยม่านถูกดันร่างเล็กๆจับนอนราบไปบนผืนเตียง


“อื้อ!.. วะ เหวินซาน เดี๋ยวก่อน”


มือเล็กดันแผงอกอีกคนที่วู่วามออก เหตุใดวันนี้เหวินซานถึงได้ตะกละตะกลามนักจนน่าแปลกใจ


ริมฝีปากยังถูกดูดดึงอย่างถวิลหา.. เหวินซานไม่กล่าวอันใดหากล่วงล้ำเข้ามาในสาบเสื้ออย่างร้อนรน


แผงอกขาวผุดผาดแอ่นรับริมฝีปากที่ดูดครอบอย่างเคยชินแต่กลับแปลกนัก วันนี้เหวินซานช่างรุนแรงจนรู้สึกเจ็บแปลบ


“อื้อ! ข้าเจ็บ ปล่อยนะ!”


เสวี่ยม่านผลักอีกคนออกแล้วลุกนั่งกระถดชิดหัวเถียง ขณะที่ร่างนั้นถลาตัวตามมาคร่อมทับ


“อ้ะ เหวินซานข้าบอกให้หยุด..” 


คนตัวเล็กถูกจับมัดข้อมือไพร่หลัง.. เพราะยังดิ้นรนที่จะหลีกหนี


“อ๊าา! ท่านวิปลาสไปแล้วงั้นหรือ ข้าเจ็บ!” 


เหตุใดวันนี้เหวินซานถึงรุนแรงกับตนนัก.. ก้นงอนงามโผล่พ้นชายผ้า หลังแอ่นหน้าซุกลงหมอนหายใจอย่างยากลำบาก


แฮ่ก.. แฮ่ก


“อื้อ..” 


แก่นกายปวดหนึบความคับพองกำลังถูไถสะโพกนิ่มเพราะต้องการสอดใส่เข้าไปเต็มทน


“อ๊ะ.. เหวินซาน มะ..ไม่ วันนี้ไม่” 


เสวี่ยม่านรู้สึกแปลกนักไม่มีความต้องการให้เหวินซานสอดกายเข้ามาเพียงนิด.. จีบชมพูขมิบตอดรัดแน่นจนไม่สามารถเข้ามาได้จนหมด ส่วนหัวยังคงแช่ค้าง


มือหนาจึงบีบลงสะโพกนิ่มแล้วตีดังเพียะ! จนขึ้นรอยมือ


“อะ อ๊ะ ข้าเจ็บ..” 


 เสียงครางแผ่วดังขึ้นแล้วกระถดตัวหนีอย่างไม่ชอบพอ.. กลับถูกลากกลับมาอีกคราแล้วถูกแยกเรียวขาออกกว้าง ท่อนแขนแข็งแรงจับยึดสะโพกไว้แน่น


เสวี่ยม่านอยากจะผลักออกนักแต่มือกลับโดนมัดแน่น ร่างเล็กดิ้นขลุกขลักในอ้อมแขนแข็งแรงจนเหนื่อยหอบ แปลกนัก.. จนฉุกคิดว่าคนผู้นี้หาใช่เหวินซาน


“อื้อ! ปล่อยข้านะ! เจ้าเป็นใคร” 


มุมปากแค่นยิ้มอย่างพอใจแล้วก้มลงซุกไซร้ซอกคอขาว.. เสวี่ยม่านดิ้นหนีแต่มิอาจรอดพ้นเงื้อมือมัจจุราชตนนี้ไป แม้จะร้องเรียกให้ผู้ใดช่วยแต่ศพทหารหน้าตำหนักไม่สามารถลุกขึ้นมาทำอะไรได้ในยามนี้


“อึก..อื้อ ปล่อยข้านะ!” 


เสวี่ยม่านร้องไห้อย่างอัปยศอดสู.. ร่างกายถูกสอดแทรกสิ่งแปลกปลอมเข้ามาจนปวดสะโพก ริมฝีปากบางถูกขบเม้มจนเลือดซึม กลีบปากปริแตก ร่างกายร้อนรุ่มดั่งไฟสุม ยาที่ถูกยัดเข้ามาในช่องทางเมื่อครู่ทำให้เสวี่ยม่านเกิดความกระสันขึ้นทั้งที่ไม่ต้องการ



.


.


เหวินซานเมื่ออยู่ภายในห้องหอจนครบกำหนดก็เตรียมจะออกมาพบเสวี่ยม่านแต่กลับพบว่าเหลียงอ๋องมาหาตนเสียก่อน


ยามนี้พระปิตุลาย่างก้าวมาหาด้วยใบหน้าเคร่งเครียดนัก


“มีเรื่องใดหรือพระปิตุลาถึงร้อนรนมาพบเราเช่นนี้หากมิใช่เรื่องของเฟิงหลิน” 


“เกิดอะไรขึ้นกับเสวี่ยม่านหลังจากที่ข้าไม่อยู่” 


“เรานอนกับเขาและเราสั่งลงโทษเสวี่ยม่านจนมือคู่นั้นใช้งานไม่ได้ เราทราบว่าเราผิด..” 


“นี่ฝ่าบาททำอะไรลงไป ข้าหวังเพียงฝ่าบาทจะเป็นเพียงผู้เดียวที่ไม่ทำร้ายเสวี่ยม่านและปกป้องดูแลคนผู้นั้น เสวี่ยม่านบริสุทธิ์ไม่เคยผ่านมือผู้ใด เขาไม่ใช่ชายคณิกาธรรมดาคนนึง” 


“เราทราบ..” 


“งั้นฝ่าบาทควรทราบว่าการบรรเลงดนตรีให้แก่ผู้อื่นชื่มชมความสามารถคือความภาคภูมิใจที่มีทั้งหมดของเสวี่ยม่านสำหรับคนตาบอดเช่นเขา” 


คนฟังพยักหน้ารับรู้.. หากแต่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขเหตุการณ์ใดได้


“ข้าไถ่ตัวมาเท่าไหร่จะมอบคืนแก่ฝ่าบาทสองเท่า เสวี่ยม่านไม่ควรอยู่ที่นี่ เป็นข้าที่ผิดพลาดเอง ดินแดนทางเหนือข้าจะพาเสวี่ยม่านไปอยู่ในความดูแล” 


“อย่าหวังว่าจะพาเสวี่ยม่านไปจากเรา หากเราไม่อนุญาตหรือเรายังไม่เบื่อ!!” 


“ข้าหวังจะให้เสวี่ยม่านใช้ชีวิตในวังเงียบๆอยู่ตำหนักที่ห่างไกลผู้คน แต่ข้ากลับดูถูกใบหน้าใสสะอ้านงามหมดจดนั่นเกินไป” 


“ท่านมอบให้เราแล้ว ย่อมเป็นคนของเรา ยามนี้ผู้ใดก็ห้ามแตะต้อง” 


“ฝ่าบาทได้โปรดอย่าดึงเสวี่ยม่านถลำลึกกับเรื่องภายในวังหลวงเช่นนี้อีกเลย” 


เหลียงอ๋องพอกล่าวจบก็เดินสะบัดชายภูษาออกไปจากตำหนักทันทีด้วยอารมณ์ขุ่นมัว






 TBC....... 


อ่าว.. ใครมาปล้ำน้องอีกแล้ว จะช่วยทันหรือไม่ -..-*  จริงๆเขียนฉากนี้ก็สะเทือนใจเช่นกันนะคะ รับไม่ได้ที่นายเอกโดนคนอื่นแตะต้องนอกจากพระเอก แงงง


//จริงๆแล้วนิยายเรามีปมอยู่พอควร ทุกอย่างจะเป็นปมไปเรื่อยๆค่ะ ถึงจะค่อยๆเผยออกมากับแต่ละคน TwT 


ถ้าชอบฝากเม้นเป็นกำลังใจให้ด้วยค่ะ

แล้วเจอกันตอนหน้านะคะ

ความคิดเห็น