ฝากติดตามเค้าด้วยน้าาา💕

บทที่ 4 : ช่วยเหลือ

ชื่อตอน : บทที่ 4 : ช่วยเหลือ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.8k

ความคิดเห็น : 30

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ค. 2561 14:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 : ช่วยเหลือ
แบบอักษร

หลังจากวันนั้นเสวี่ยม่านก็ถูกพามาห้องทรงอักษรทุกวันโดยที่เหวินซานกล่าวว่าอยากจะตรวจดูอาการที่มือว่าเป็นเช่นไร


“เป็นอย่างไรบ้าง”


ฮ่องเต้ทรงตรัสถามอย่างปกติแต่วันนี้เสวี่ยม่านกลับเงียบงันนัก


“ข้า..”


“มีสิ่งที่ใดจะกราบทูลเรา” ทรงย้ำอีกครั้งแล้ววางพู่กันลง


“ข้าไม่สามารถจับเครื่องดนตรีได้อีก”


“ไว้เราจะให้หมอที่มีสามารถมากที่สุดในแคว้นมาช่วยตรวจอีกที”


พระหัตถ์ของฮ่องเต้ช่างเย็นเฉียบนักขณะที่สัมผัสเกลี่ยไล้อยู่บนใบหน้าใสสะอ้าน พระสุรเสียงที่ตรัสออกมาช่างหนักแน่นในคำพูดตนแต่จะเป็นไปได้หรือ


“ทรงอย่าทำเช่นนี้เลย” ใบหน้านั้นละออกมาจากมือหนาด้วยตนเอง


“เอาล่ะ วันนี้เราพอแค่นี้เราจะออกไปข้างนอกเสียหน่อยและอยากให้เจ้าตามเรามา”


เหวินซานลุกจากเก้าอี้แล้วถอดเสื้อคลุมลายปักมังกรที่วิจิตรงดงามออกแต่สวมเพียงเสื้อผ้าไหมสีขาวคลิบทองทั้งตัว


“หลี่กงกง วันนี้เราอยากล่องเรือเข้าชมเมือง” 


ทรงตรัสสั่งแล้วพาเสวี่ยม่านขึ้นมานั่งเรือด้วย ขบวนที่ไม่ใหญ่ขนาดตอนล่องเรือในทะเลสาบเหมาะแก่การล่องผ่านคลองคูแม่น้ำที่ไหลผ่านในเมืองจนออกสู่แม่น้ำสายใหญ่ไหลลงทะเล


“เจ้าเคยอยู่ในเมืองแห่งนี้ใช่หรือไม่ ร่องแม่น้ำจะไหลผ่านตลาดใหญ่และหวงตี้องค์ก่อนๆทรงรับสั่งให้ขุดคลองน้ำเพิ่มเพื่อขยายทางให้กว้างอีกสี่สายผ่านเขตตระกูลขุนนางหรือหน่อเนื้อเชื้อพระวงค์ ผ่านหน้าโรงเตี๊ยมร้านอาหาร และบ่อนพนันที่ใหญ่สุดในเมือง สุดท้ายคือหอโคมแดงของเจ้า ที่ทั้งหมดตกทอดมาอยู่ภายใต้การดูแลแบ่งกันทั้งเรา เหลียงอ๋อง เทียนหลงและหลี่เซวียน”


เสวี่ยม่านไม่ได้ตอบอันใดยังคงเซื่องซึมหากแต่พยักหน้ารับรู้ได้ แผ่นหลังบางแอ่นพิงหมอนอิงใบใหญ่แล้วเอาศอกวางพาดไปข้างหนึ่งวางคางเกย


ฟึ่บ! ตุ้บ!


ใครบางคนกระโดดลงเรือมาทันควันแล้วมุ่งตรงไปยังร่างที่นั่งอิงหมอนอยู่จับลุกขึ้นมานั่งบนหน้าตักของตนเองแทนอย่างดื้อรั้น


“หากเสด็จพี่ไม่ว่าอะไร กระหม่อมขอไปด้วย มีชายงามปานนี้ยิ่งน่าร่วมทางนัก”


“จงอย่าเสียกิริยาเทียนหลง”


“ฝ่าบาททรงครอบครองคนผู้นี้ไว้หลายคืน ใจน้องถวิลหานักจวนจะขาดใจ”


ว่าจบก็สูดกลิ่นกายที่หอมรัญจวนราวกับมวลบุปผกา แต่เสวี่ยม่านเองไม่ได้ก่นด่าเท่าใดนักหากแต่อยากลงจากตักอ๋องวิปลาสผู้นี้เต็มทน จะตามตนไปถึงเมื่อไหร่กัน


“ปล่อยข้าเถิด ข้ารู้สึกเมาเรือนัก”


เสวี่ยม่านแงะมือปลิงออกแล้วค่อยๆก้าวลงจากตักคนผู้นี้ไปนั่งลงข้างๆแทน


“เรามิได้กระทำอันใดกับคุณชายหรงอย่าที่เจ้าเข้าใจ เพียงแค่ตรวจดูที่มือเท่านั้น”


เทียนหลงเลิกคิ้วมองแล้วหันมาพูดคุยกับทั้งสองฝ่าย


“น่าเสียดายของนัก หากอยู่กับข้าหลายคืนเช่นนี้คงจะรีบทำให้คุณชายหรงเป็นของข้า ดูอย่างพระปิตุลายังแอบเลี้ยงคุณชายหรงมาหลายปี...”

 เทียนหลงยังกล่าววาจาดูแคลนไม่หยุดแล้วหันมาถามเสวี่ยม่านต่อ


“เจ้าเทิดทูนเสด็จอาใช่หรือไม่ เขาคงทำให้เจ้าร้องครวญครางอย่างสุขสม.. ชายผู้ผ่านมากี่คนคร่อมเช่นเจ้าเหตุใดจึงหยิ่งผยองกับข้านัก รีบนอนๆอ้าขาให้ข้าเสีย.. ข้าจะบันดาลทุกอย่างให้มากกว่าที่เหลียงอ๋องให้เจ้า”


“หยุดกล่าววาจาดูหมิ่นผู้อื่นและลงไปจากเรือก่อนที่เราจะโมโหมากกว่านี้”


“ไว้ข้าจะไปหา” น้ำเสียงน่าขนลุกกระซิบข้างใบหู


พูดจบก็กระโดดออกไปทันที วิชาตัวเบาของเทียนหลงเองก็ล้ำเลิศไม่น้อย เหาะเหินไปมาดั่งใจนึก หากเหวินซานไม่เห็นประโยชน์ในตัวพระอนุชาผู้นี้คงกำจัดทิ้งไปเสีย


“เจ้าเองก็ไม่รู้จักปฎิเสธ หรือจะเป็นจริงดั่งที่พระอนุชาเรากล่าว”


“ข้ามีอันใดต้องกล่าวในเมื่อน้องของฝ่าบาทพูดแทนหมดแล้ว.. ตัวข้ามาจากหอโคมแดง สถานที่นั้นฝ่าบาทก็ทรงทราบว่าเป็นเช่นไร”


ใบหน้างดงามหันหนีไปครึ่งซีกเพราะไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดใดใดแล้วอิงหมอนต่อ หากแต่นั่งไปสักพักก็มาถึงยังตลาดใหญ่ที่ว่า


“เรียกเราว่าหยาง ยามอยู่นอกวังหลวงเช่นนี้”


ฮ่องเตเทรงกำชับเพราะไม่อยากให้เปิดเผยฐานะ อยากจะมาตรวจตราบ้านเมืองไพร่ฟ้าราษฎรเสียหน่อย


ความที่เสวี่ยม่านมองไม่เห็นจึงคว้ามือบางที่เต็มไปด้วยบาดแผลนั้นไว้อย่างหลวมๆกลัวอีกคนจะเจ็บ


“ข้าเดินเองได้ฝะ..หยาง” รู้สึกไม่คุ้นชินที่เรียกเช่นนี้เลยแต่จำต้องทำ


เมื่อเดินไปเรื่อยเสวี่ยม่านแม้จะมองไม่เห็นแต่ก็ได้รับการแนะนำร้านค้าเครื่องของต่างๆจากคนที่เดินจูงมือนำอยู่ข้างหน้าเสมอตลอดทาง


จนเดินมาถึงร้านสุดท้ายที่ขายเครื่องประดับ.. มือเล็กๆนั่นสัมผัสมันอย่างสนใจ ปิ่นปักผมไม้ที่ตรงลายด้านบนหัวเป็นหูเตี๋ยดมกลีบเหมยฮวา


นึกอยากได้นักเพราะอันเก่าได้หายไปพร้อมเทียนหลงเสียแล้ว จำได้ว่านำไปป้องกันตัวแล้วหายไป


เห็นดังนั้นเหวินซานจึงซื้อให้เป็นของกำนัลเพราะไม่เคยมอบอะไรให้เลยตั้งแต่เสวี่ยม่านเข้าวังหลวง


“เราจะปักผมให้เจ้า หันหลังมาสิ” เมื่อขึ้นเรือแล้วก็รับสั่งเสวี่ยม่านทันที เส้นผมสีดำสยายด้านหลังช่างดูเข้ากับคนผู้นี้เหลือเกิน


“หากเจ้าชอบปิ่นปักผมก็ทูลขอเราเสียสิ เราจะหาให้เจ้าสักร้อยอันยังได้”


“พระองค์เกี้ยวข้าอีกคนงั้นรึ..” 


เสวี่ยม่านหันกลับมาแล้วเลื่อนวางมือเล็กทาบตรงอกด้านซ้ายอีกฝ่าย


“วันใดที่ฝ่าบาททรงเบื่อกระหม่อมแล้ววันนั้นกระหม่อมคงจะขอทูลลา.. วังหลวงช่างน่าระทมกว่าที่เคยคาดคิด ข้าอยากท่องไปทั่วใต้หล้า.. เพียงคนเดียว”


ข้าเคยอยากท่องไปลำเนาไพรเคียงข้างท่านอ๋องแต่บัดนี้ข้าทราบแล้วว่าอย่างไรข้าก็ไม่สามารถแทนที่คนผู้นั้นได้เลย ใจข้าเจ็บปวดนัก ข้าเกิดมาเพื่อเป็นสิ่งของให้ผู้คนหยิบยื่นให้ซึ่งกันและกัน..


“ไว้เราจะพาเจ้าไปท่องดินแดนทางตะวันออก อีกไม่กี่เดือนพระปิตุลาเราจะกลับมา และเราจะฝากวังหลวงไว้ในมือเขา”


“เหตุใดจึงพาข้าไป”


“หรืออยากอยู่รอรับเหลียงอ๋องก็ย่อมได้”


“งั้นจงพาข้าไปทิ้งไว้ที่ดินแดนตะวันออกเสีย”

.


.


นานวันไปตำหนักเหมยกุยที่เงียบเหงาก็งดงามขึ้นและนางกำนัลรับใช้เองก็เพิ่มขึ้นไม่ได้มีเพียงแค่เหลียนฮวาอีกต่อไป


ด้านหน้าตำหนักถูกขุดลอกคลองสร้างธารน้ำเล็กๆเลี้ยงปลาหลากหลายชนิด ต้นเหมยฮวาถูกนำมาปลูกเรียงรายไปด้วยสีสันงดงามหากแต่เหมยกุยก็ยังคงมีอยู่รอบตำหนัก


ยามนี้ผู้ที่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้คือ หรง เสวี่ยม่าน แทบทุกคืนจะต้องนั่งเป็นเพื่อนพูดคุยยามอยู่ห้องทรงอักษรและส่งตัวกลับยามออกว่าราชการ


น่าดีใจนัก ข้าน่ะหรือคนโปรด เสวี่ยม่านผู้นี้เป็นได้เพียงของชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น


“ไม่ได้ยินเสียงบรรเลงกู่เจิงจากเจ้านานแล้ว มือคู่นั้นคงไม่หายดีแล้วสินะ”


เสวี่ยม่านนั่งแต่งกวีใต้ต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่งขณะที่อ๋องวิปลาสนั้นนอนห้อยหัวบนต้นไม้อยู่แล้วโน้มตัวลงมาพูดคุย ทุกวันนี้ก็ยังตามเสวี่ยม่านอยู่ไม่ลดละ


“ถ้าท่านว่างมากนักองค์ชายสอง ท่านก็ไปสะสางฎีกาเถิด” เสวี่ยม่านออกปากไล่เพราะคร้านจะเสวนา


“ข้าไม่ว่างเจ้าก็รู้ว่าข้ายุ่งกับการเกี้ยวพาราสีเจ้า”


ยังไม่ทันพูดจาขาดคำ เทียนหลงก็ดันร่างเสวี่ยม่านนอนราบไปกับพื้นหญ้าแล้วกดทับข้อมือเล็กไว้


“ถ้าเจ้าทำอะไรข้า.. ข้าจะเรียกทหาร!”


“องค์รักษ์พวกนั้นข้าทำให้มันหลับสบายไปแล้ว”


“ข้าจะฆ่าตัวตายถ้าเจ้ากล้าแตะต้องข้า!”


ปึก!  เห็นดังนั้นจึงสะกัดจุดไว้ไม่ให้เสวี่ยม่านขยับเขยื้อนได้ทันที ก่อนจะแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม มือหนาแหวกสาบเสื้ออีกคนอย่างคุ้นเคย


สายคาดเอวของเสวี่ยม่านโดนปลดออกแล้วนำมาปิดปากไว้ไม่ให้ส่งเสียง.. ดวงตากลมเบิกโพลนอย่างตกใจหากแต่น้ำตาหลั่งรินออกมาเป็นสาย


เกลียดนักที่ตัวเองอ่อนแอและตาบอด 


ปิ่นปักผมหูเตี๋ยถูกดึงออกมาแล้วโยนทิ้งไปอย่างไม่ใยดีทั้งที่ตอนนี้มันคือสิ่งเสวี่ยม่านหวงแหนมาก ของกำนัลชิ้นแรกจากฮ่องเต้เย็นชานั่นที่ซื้อให้ตน


เส้นผมอีกครึ่งเกล้าเป็นมวยสยายออกบนพื้นหญ้า งดงามจนอยากจะย่ำยีเป็นพันครั้ง เสวี่ยม่านไม่เคยรับรู้เลยว่ารูปร่างและใบหน้าตนเป็นเช่นไร มันดึงดูดผู้คนให้เข้าหาแค่ไหน 


“อึก ฮ..ฮือ” 


“ร้องไห้ไปก็ไม่มีคนสนใจ วันนี้เสด็จพี่ทรงไปหาหวังกุ้ยเฟยเพราะนางประชวร”


หากครั้งนี้มันผ่านไปอย่างเลวร้ายที่สุดก็ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่ออีกแล้วหากหนีไปจากกรงทองแห่งนี้ไม่ได้


เสวี่ยม่านหยุดร้องไห้โวยวาย ผ้าปิดปากคลายออกแต่ไม่ส่งเสียงใดเลยเพราะสิ้นหวังนัก



.

“หยุด!” พระสุรเสียงดุดันน่าเกรงขามดังขึ้น ใบหน้าที่ฉายแววโกรธจนแทบจะฆ่าคนได้ของเหวินซานทำให้เทียนหลงนึกสนุก


“มาขัดจังหวะน้องได้เยี่ยงไร นึกว่าท่านอยู่กับหวังกุ้ยเฟยเสียอีก น้องเลยกำลังจะทำให้เสวี่ยม่านมีความสุข”


เทียนหลงคลายที่สะกัดจุดทำให้เสวี่ยม่านผุดลุกขึ้นมาได้


“อย่าเข้ามาใกล้เราตอนนี้ เนื้อตัวเจ้ามันดูสกปรกนัก”


คำพูดเฉือดเฉียนจากปากผู้ที่พยายามทำดีกับตนเรื่อยมา.. ความจริงแล้วเขารู้สึกเช่นนี้งั้นหรือ


“ฝ่าบาท..”


ยังไม่ทันจะได้กล่าวอันใด..

เทียนหลงยังยืนนิ่งไม่ไปไหน หากแต่ผู้ที่เดินลับไปคือเหวินซาน ไกลสุดทางจนเสียงฝีเท้าหายไป..


เทียนหลงแย้มพระสลวลอย่างสมพระทัย พอใจตนเองแล้วก็เดินหายไปอีกคน เพียงทิ้งท้ายว่าจะมาต่อกับเสวี่ยม่านอีกแน่ ถ้าวันนี้ยังฝืนทำ พระเชษฐาทรงกริ้วขนาดนี้ตนคงอยู่ยาก


แต่เสวี่ยม่านหาได้ขยับเขยื้อนออกจากอาณาบริเวณ เอาแค่คลำหาปิ่นปักผมที่เทียนหลงโยนทิ้งไปเพราะถือว่ามันสำคัญกับตน

.


.


นานวันผ่านไปฮ่องเต้ก็ไม่ได้เรียกเสวี่ยม่านไปห้องทรงอักษรอีกเพราะขุ่นเคืองนัก..


“พระชายาเพคะนี่ก็เข้าเดือนสองที่ทรงครรถ์แล้ว หม่อมฉันว่าต้องเป็นพระราชโอรสอย่างแน่นอนเพคะ”


“อ่ะ..อึก”


แหมะ.. แหมะ


คราบเลือดไหลหยดเป็นจุดวงเล็กวงใหญ่บนพื้น พระชายาเอนตัวทรุดลงล้มด้วยความตื่นตระหนก


“ลูกข้า!! อ๊ากกก เลือด! เลือด!”


“พระชายาเพคะ!!  ทหาร!  ตามหมอ ทหาร!”


ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวเพราะความสับสน มือเล็กเรียวงามกุมท้องตนอย่างรู้สึกเจ็บปวดนัก หวังกุ้ยเฟยทุรนทุรายสักพักก็สลบไป


.

และเมื่อตื่นขึ้นมาก็พบหน้าพระสวามีที่พระนางเทิดทูนกว่าชีวิต


“ฝ่าบาท..”


“อย่าพึ่งขยับเลยลี่จูอาการเจ้ายังไม่ฟื้นคืนดี”


“ฝ่าบาท..ลูกของเราล่ะเพคะ”


หยาง เหวินซาน ส่ายพระพักตร์กำมือแน่นเสียจนเส้นเลือดปูด ดวงตารีเรียวฉายความโกรธจัดแล้วเรียกตัวหมอหลวงเข้ามาสอบถามให้แน่ชัด


“ฝ่าบาท..กระหม่อมทรงตรวจดูแล้วพบว่าพระชายาได้รับตังกุยติดต่อกันเป็นจำนวนหลายวันซึ่งเป็นอันตรายต่อสตรีมีครรถ์.. ตังกุยนั้นโดนบดผสมกับยาบำรุงครรถ์ที่ทรงเสวยอยู่ทุกมื้อพะยะค่ะ”


“นำตัวนางกำนัลในครัวทุกคนไปสืบสวนมาให้หมดแล้วหาแหล่งที่มาของตังกุยนี้!!”


หวังกุ้ยเฟยทรงเสียพระทัยอย่างหนักและไม่ยอมเสวยพระกายาหารอยู่หลายมื้อจนพระสวามีต้องเข้ามาดูแลอยู่บ่อยนัก พระนตรอมใจที่เสียลูกที่ยังไม่ทันจะเกิดมาเสียด้วยซ้ำ


.

.

“หลิ่วซูเฟยเพคะ.. หม่อนฉันได้นำสิ่งนี้ออกมาจากตำหนักเหมยกุยให้แล้ว”


นางกำนัลรับใช้ที่ตอนนี้ทำงานอยู่ตำหนักเหมยกุยได้นำซองขาวที่บรรจุบางอย่างมาให้ นางยิ้มอย่างเลือดเย็นแล้วโยนมันลงเตาเผาทิ้งอย่างไม่ใยดี


ดูซิ..เจ้าจะสวมหน้ากากอ่อนโยนนั่นได้อีกกี่น้ำ


มุมปากยกยิ้มอย่างกุมชัย อย่างไรเสียแค่เขี่ยหวังกุ้ยเฟยให้พ้นทางเป็นพอ ในเมื่อฮ่องเต้ไม่เคยรักนางแต่กลับแต่งงานกันเพราะการเมือง นางก็จะไม่วิงวอนขอความรักจากพระองค์ แต่ตำแหน่งสตรีผู้สูงศักดิ์ที่สุดในวังหลังต้องเป็นของนาง!

.


เมื่อคดีสืบไปมาพบว่าตังกุยที่พบในยาบำรุงนั้นแหล่งที่มีมากและใช้กันเยอะที่สุดคือหอโคมแดงเนื่องจากนางคณิกาต้องใช้หลังการใช้ยาคุมกำเนิดเพื่อปรับสภาพร่างกายให้โลหิตไหลเวียนดี


เป็นเสวี่ยม่านที่โดนนำตัวมาสอบสวนอีกครา เพราะเคยมีปัญหากับพระชายามาก่อนและยังมาจากหอโคมแดงนั่น หากแต่การซักถามครั้งนี้ไม่มีผู้ใดเลยนอกจากพระชายากับนางกำนัลรับใช้ ฮ่องเต้ เสวี่ยม่านและทหารหนึ่งนาย


“ฝ่าบาทเพคะต้องเป็นเขาที่เอาตังกุยให้ข้าดื่ม! คุณชายหรงคงเกลียดชังข้าที่มีส่วนทำให้มือของเขาเป็นเช่นนั้น!”


“ฝ่าบาทคิดว่าคนตาบอดอย่างหม่อมฉันยังทำอันใดได้อีกหรือ หม่อมฉันมิได้ทำ!”


“หรือเจ้าโกรธเคืองที่เราไม่ได้เรีบกพบงั้นหรือ”


“มิได้ กระหม่อมเพียงคิดว่าสมควรแล้ว”


“ฝ่าบาทต้องให้ความเป็นธรรมแก่หม่อมฉันและลูกนะเพคะ” พระชายาแย้งขึ้นทันที ทำให้ฮ่องเต้ต้องสั่งตรวจค้นตำหนักเสวี่ยม่านอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ


คนฟังได้แต่นั่งนิ่งไม่แสดงอาการใดใด ในเมื่อถูกใส่ร้ายจนชินแล้ว อีกอย่างเขาเป็นใคร ชายคนรักของฮ่องเต้ก็ไม่ใช่ เป็นเพียงคนภายใต้การปกครองแค่นั้น มีหรือพระองค์จะฟังคำพูดตน


.


“ฝ่าบาท.. พบแล้วพะยะค่ะ”


“เจ้าพบสิ่งใด”


เหวินซานขอเพียงอย่าเป็นสิ่งที่เขาคิดเลย เสวี่ยม่านน่ะหรือจะทำเรื่องเช่นนี้

“เราพบตังกุยห่อใส่ซองวางไว้ใต้หมอนพะยะค่ะ”


“มิใช่ตังกุยของข้า!”


“ฝ่าบาท..หม่อมฉันไม่ยอมเพคะ”


อีกฝ่ายก็เอาแต่เรียกร้องสิทธิ์ขณะที่ร่างบางตรงหน้าไม่ยอมกล่าววาจาอันใดเอาแต่นั่งเงียบ.. ในเมื่อบอกไปไม่มีใครเชื่อจะพูดไปเพื่ออันใด


เหวินซานเดินออกจากห้องไตร่สวนหากแต่ทรงรับสั่งไว้ว่าให้แค่ขังอย่าพึ่งทำอะไรจนกว่าจะตรวจสอบเหล่านางกำนัลในห้องอาหารเสียก่อน


แต่มีหรือหวังกุ้ยเฟยจะยอมกลับสั่งทหารให้จัดการ เสวี่ยม่านโดนไม้พายขนาดใหญ่โบยหลังจนรู้สึกกระอักมาถึงลำคอเพราะเลือดจำนวนหนึ่งมากระจุกอยู่รอทะลักออกมา


ผ่านไปเพียงแปดไม้ก็สลบไปทันทีเพราะทนไม่ไหวจากนั้นเสวี่ยม่านก็ถูกนำตัวไปขังที่คุกใต้ดินมืดๆ


ข้ามันโง่เองนั่นแหละถึงต้องถูกกระทำเช่นนี้ แม้ข้ามีหรือไม่มีความผิด คนโง่เช่นข้าก็สมควรโดนแล้ว ใบหน้าใสสะอ้านแค่นยิ้มเย้ยหยันให้แก่ตัวเอง..


พลันนึกไปถึงตอนที่ยังอยู่หอโคมแดงที่วุ่นวายแต่กลับรู้สึกมีความสุขมากกว่านี้ ปากก็ขับร้องเพลงไปเรื่อยขณะที่มือก็ดีดผีผา


เหลียงอ๋องทั้งหัวเราะและพออกพอใจไม่ว่าตนจะแสดงอันใด มักจะมาอยู่เป็นเพื่อนเสมอ ไม่เคยได้รับบาดเจ็บ ไม่เคยอยู่ในอันตราย แม้ข้าตาบอด ที่หอโคมแดงไม่มีใครรังแก


“อึก..เหวินเหลียงข้าช่างโง่เขลา งมงายในรักและลุ่มหลงท่านจึงต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้ใช่หรือไม่”


กายบางสั่นสะท้านเพราะความหนาวเหน็บของพื้นเย็นเฉียบและเริ่มสะอื้น  แม้พยายามจะกลั้นน้ำตาแต่เป็นไปได้ยากนัก..


ข้ามิสามารถบรรเลงกู่เจิงหรือดีดผีผาให้ท่านฟังได้แล้วเหลียงอ๋อง ท่านคงหมดความชื่นชมในตัวข้าอย่างสิ้นเชิง


ข้าเกลียดท่าน หยาง เหวินซาน! ท่านไม่เคยฟังข้าเลยแม้สักครา..


เสวี่ยม่านดึงปิ่นปักผมที่หาแทบตายออกมากำแน่นเพื่อจะทิ้ง.. แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้และเก็บมันไว้ในอกเสื้อตนแทน


.

ไม่รู้ค่ำคืนนี้ผ่านไปกี่ชั่วยามแล้ว หนาวสั่นจนนอนไม่หลับซ้ำยังปวดจากการถูกโบย


แกร็ก!


“เสวี่ยม่าน..ข้าเอง”


เหอะ.. จะมีผู้ใดใจกล้าบ้าบิ่นแหกคุกมาหาในยามนี้หากไม่ใช่คนผู้นั้น


“ข้าจะพาเจ้าหนี..ออกไปนอกวังหลวงและกลับมารับโทษจากเสด็จพี่ทีหลัง ข้ารู้ว่าเจ้ามิได้ทำอะไรนาง โถ่เอ้ย! แม้แต่คนหูหนวกตาบอดยังรู้ว่าเจ้าไม่ได้ทำ เหตุใดถึงถูกลงโทษเพียงนี้”


ปากก็ว่าไปเรื่อย ส่วนมือก็สอดเข้าใต้ขาและจับแผ่นหลังอย่างระวังเพื่อช้อนตัวเสวี่ยม่านขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน สองแขนเล็กคล้องคออีกคนทันทีเพราะกลัวตก


“ท่านจะพาข้าไปที่ใด..”


“ข้ายังไม่รู้แต่เตรียมทางหนีไว้แล้ว อย่างไรเสียเสด็จพี่ก็เลิกสนใจในตัวเจ้าแล้วควรปล่อยเจ้าไป เจ้าไม่เหมาะกับที่นี่สักนิด..”


เสวี่ยม่านไม่ได้ตอบอะไรหากแต่อยู่นิ่งในอ้อมแขนให้อีกคนพาตนออกไปจากที่แห่งนี้


“รบกวนท่านอีกแล้ว..” อ๋องวิปลาสเดาใจยากผู้นี้บางวันก็มาเพื่อจะปลุกปล้ำ บางวันก็มานั่งมองตนเฉยๆ คนในวังหลวงเป็นอะไรกันหมดหรือ


“ตอบแทนข้าด้วยร่างกายเจ้าสิ ข้ายินดีช่วยอีกนับพันครั้ง” องค์ชายสองยกยิ้มมุมปากก่อนจะฉกฉวยจูบตนอย่างที่ชอบกระทำนัก


“อึก.. อื้อ!”


มือเรียวกำมาทุบอกนั่นแรงๆเพื่อประท้วงแต่เทียนหลงหาได้สะทกสะท้านไม่


เมื่อจูบจนพอใจแล้วก็ละออกมา.. เทียนหลงเดินไปเรื่อยๆแล้วจูงเชือกอาชาสีดำตัวใหญ่มาด้วย ผ้าคลุมสีขาวบางๆถูกนำมาคลุมเสวี่ยม่านทั้งตัวก่อนจะช่วยเสวี่ยม่านให้ขึ้นหลังม้าแล้วตนตามขึ้นไป


“อึก..”


“เป็นอะไร ปวดแผลงั้นหรือ


เสวี่ยม่านพยักหน้ารับ เทียนหลงจึงกล่าวว่าไว้ออกจากเขตวังหลวงจะขช่วยทายาให้ 


TBC........... 

มาต่อแล้วนะคะ เจอกันตอน 4  เต็มตอนค่ะ

ปล.เทียนหลงมาตอนนี้บทพระเอกเฉิดฉายมาก55555555555 เอามงไปเลย!!!

//คอมเม้นให้กำลังใจหรือมาพูดคุยสอบถามกันได้นะคะ ขอบคุณค่ะ💕💕

ความคิดเห็น