facebook-icon

พี่เมฆจาก 'รักสุดท้ายนายเพื่อนสนิท' นายไผ่จาก 'บ่วงรักจ้าวทะเลทราย'

ข่าวลือที่ 27 : การจากลา

ชื่อตอน : ข่าวลือที่ 27 : การจากลา

คำค้น : พี่เมฆ, นายไผ่, ใบสน, ผี, เมียผี, V, Taehyung, BTS, นิยายวายไม่ติดเหรียญ, นิ้วกลาง, 3p

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2561 21:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ข่าวลือที่ 27 : การจากลา
แบบอักษร

วันนี้เป็นหนึ่งวันที่ผมต้องทนอยู่กับความรู้สึกอึดอัด อึดอัดที่สองพี่น้องมีทีท่าเปลี่ยนไปเหมือนพยายามทำตัวเป็นปกติแต่ลึก ๆ แล้วก็มีบางอย่างที่ตั้งใจจะปกปิดผมอยู่ วันนี้ผมปิดร้านสั่งเด็ก ๆ ว่าไม่ต้องเข้ามาทำงานเพราะพอมีเรื่องให้คิดมากอารมณ์มันก็ขุ่นไปหมด ครับ งานฝีมือพวกนี้จำเป็นต้องใช้อารมณ์ใช้ความรู้สึกร่วม ถ้าวันไหนอารมณ์ไม่ดีหรือมีเรื่องให้คิดมากมันก็จะเป็นแบบนี้แหละ มันเป็นเวลาหกโมงกว่าที่เลือกที่จะนอนดูทีวีอยู่บ้านและไม่ทำอะไรนอกจากหาหนังดูไปพลาง ๆ ส่วนสองแฝดตอนนี้กำลังนอนหลับอยู่บนโซฟาหลังจากเพิ่งกินยาแก้ไข้ไปเมื่อตอนบ่ายกว่า ๆ ก็เมื่อคืนเล่นตากฝนมาซะขนาดนั้นจะไม่ให้ไม่สบายได้ไงล่ะครับ

และขณะที่ผมกำลังนอนดูทีวีอยู่นั้นเสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้น ผมเหลียวหลังไปมองผ่านบานหน้าต่างของบ้านพบว่าไอ้กรนี่เองที่ถ่อมาถึงที่นี่

หลังจากเดินออกไปรับให้มันเข้ามาในบ้านมันก็มีทีท่าลุกลี้ลุกลนอยู่ไม่ค่อยจะนิ่งเหมือนระแวงไปทุกอย่างแถมยังเอาแต่ถามว่าไผ่กับสนอยู่ไหน

“น้องก็นอนอยู่ชั้นล่างนี่แหละ” แน่นอนว่าผมก็ตอบไปแล้วไปรู้กี่ครั้ง

“ให้ขึ้นไปนอนบนห้องไม่ได้อ่อ กูมีเรื่องต้องคุยกับมึง !” มันว่าแล้วฉุดข้อมือผมไว้

“หรือไม่มึงก็ยืนคุยกับกูตรงนี้แป๊บนึงแล้วค่อยเข้าไป กูคุยไม่นานหรอก” มันพูดต่อแล้วอยู่ ๆ ก็ทิ้งตัวลงนั่งที่ม้านั่งหน้าบ้านซะงั้น

“จะนั่งร้อน ๆ ทำไมไปนั่งตากแอร์ในบ้านนู่นไป” ซึ่งผมไม่เห็นด้วยจึงลากให้มันเดินตามเข้ามาในตัวบ้านจนได้ และทันทีที่มาถึงสองแฝดก็ยืนอยู่หน้าทีวีทั้งที่เมื่อกี้ยังหลับสนิทกันอยู่เลย

“อ้าว ตื่นแล้วหรอ” ทันทีที่ถามจบสองแฝดก็พยักหน้าตอบพร้อมกันตามด้วยสนที่เป็นคนเริ่มทักทายไอ้กรก่อน

“พี่กรมาที่นี่มีอะไรรึเปล่าครับ”

“ฮ่า ๆ ไม่ ไม่มี ๆ พี่แค่… ว่าง ๆ เลยแวะมาหา” มันพูดเสียงกุกกักทั้งยังย้ายมายืนหลบอยู่ด้านหลังทำอย่างกับว่าแฟนผมมีพิษภัยอย่างไรอย่างนั้น

“งั้นไผ่กับน้องไปนอนบนห้องดีกว่า พี่สองคนคุยกันตามสบายเถอะ” พูดจบไผ่ก็จูงมือสนและทำท่าจะเดินขึ้นบันไดบ้าน ผมเห็นว่ามันใกล้เวลากินยาอีกมื้อหนึ่งแล้วเลยเตือนไปว่าอย่าลืมลงมากินข้าวกินปลาซะจะได้กินยา

“อีกครึ่งชั่วโมงอย่าลืมลงมากินข้าวกินยานะครับ” สิ้นสุดประโยคบอกเล่าไผ่กับสนก็พยักหน้าตอบก่อนที่ไอ้กรจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่ง ๆ

“โอย…” มือข้างขวาเงื้อขึ้นมาตบอกตัวเองซ้ำ ๆ ผมนั่งลงข้างมันแล้วเอามือตบไหล่ไปหนึ่งครั้ง

“มีอะไร” หลังจากถามจบมันก็ชะโงกหน้ามองออกไปนอกบ้านแล้วบอกว่า

“มึงรู้ป้ะว่ากูไม่ได้มาคนเดียว”

“เอ้า แล้วมากับใคร”

“กูพาเด็กจัดดอกไม้ในร้านมึงมาด้วย ให้เข้ามาคุยด้วยกันเลยมั้ย”

“คุย ? คุยอะไรของมึง”

“เออ ! ค่อยบอกทีเดียว แต่ตอนนี้ให้พวกมันเข้ามาเลยมั้ย” ขณะพูดมันก็ป้องปากทำอย่างกับกลัวว่าใครจะได้ยิน และผมก็ถอนหายใจออกมา นับวันไอ้กรยิ่งบ้า ๆ บอ ๆ ชอบทำอะไรมีลับลมคมใน

“ไป ๆ ไปรับเข้ามา กูขี้เกียจออกไปละ ร้อน” เพื่อตัดรำคาญผมจึงปัดมือไล่แล้วเอนหลังนั่งลงบนโซฟา ถึงจะรู้สึกตงิด ๆ อยู่บ้างว่าจะแห่มากันทำไมทั้งที่ปกติก็ไม่เคยพูดไม่เคยคุยกันอยู่แล้วนอกซะจากอยู่ในเวลางาน ไอ้กรไม่รอช้ารีบโกยอ้าวไปรับเด็ก ๆ ที่โผล่หน้ามาจากข้างรั้ว สงสัยก่อนหน้านี้แอบกันอยู่สินะผมถึงได้ไม่เห็น

หลังจากที่ทุกคนเข้ามาในบ้านแต่ละคนก็ยกมือไหว้ ผมพยักหน้ารับอนุญาตให้นั่งลง และคนที่เปิดประเด็นการสนทนาที่ทำให้ผมรู้สึกตงิดได้ขนาดนี้ก็คือไอ้กร มันวางสมุดเล่มหนึ่งลงบนโต๊ะแล้วเปิดหน้าแรกค้างไว้ก่อนยื่นมาให้ผมอ่าน ข้อความในนั้นเขียนไว้ว่า

“นายไผ่ พิทักษ์ธากุล เสียชีวิตเมื่อสิบเจ็ดกรกฎาไม่ทราบปีแน่ชัด เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบศพอยู่ใต้สะพานทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาหลังจากใช้เวลางมหาอยู่ประมาณสองชั่วโมงกว่า ๆ” พออ่านจบผมก็ปิดหน้าสมุดทันทีแล้วตะโกนออกมาทั้งที่ปกติ

“นี่มันอะไรกัน !”

“ไอ้เมฆ ! ฟังกูก่อน” สองมือเอื้อมมาจับตัวผมไว้ขณะที่ผมกำลังลุกขึ้นยืน ไอ้กรกดผมให้นั่งลงพร้อมกับเด็กในร้านที่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก

“ถ้าจะมาคุยเรื่องนี้ ! กูไม่คุย !” ผมสะบัดมือไอ้กรออกแล้วลุกขึ้นพรวดพร้อมชี้นิ้วไปหน้าบ้าน ทายจึงเดินมาหาทำท่าจะปรามผมให้อารมณ์เย็นลงบ้าง

“เอ็งด้วยไอ้ทาย ! เป็นไปกับเค้าด้วยใช่มั้ย !”

“ผมเปล่านะพี่ ! แต่ แต่ไผ่กับสนเป็นผีจริง ๆ”

“หยุดพูดเดี๋ยวนี้ !” ครั้งแรกที่ผมชี้นิ้วใส่หน้าทายรวมถึงเด็ก ๆ ในร้านที่มาด้วยอีกสองคน

“กูจะพูด ก็เมียมึงเป็นผีจริง ๆ ทั้งสองคนเลย !” คนเป็นเพื่อนพูดต่อแล้วหยิบสมุดมากางออก หน้าที่สองเป็นรูปวาดของไผ่กับสนที่ดูไม่ดีนัก ไอ้กรไม่ได้วาดให้สองคนในภาพนั้นออกมาเป็นคนผมจึงแย่งสมุดมาแล้วโยนทิ้งลงพื้นก่อนเอาเท้าเหยียบไว้ไม่ให้ใครหยิบ

“พวกมึงออกไปจากบ้านกูให้หมด !” น้ำเสียงกรรโชกตะโกนดังลั่นเป็นสิ่งที่แม้แต่ตัวผมเองยังไม่เชื่อว่าตัวเองจะทำแบบนี้

“มึง กูปล่อยให้มึงอยู่กับผีไม่ได้ มึงเชื่อกูเถอะว่าเมียมึงเป็นผี” ครั้งที่สองที่ไอ้กรยังไม่ยอมหยุดพูดประเด็นนี้

“กูบอกให้หยุด !” ผมก้มลงหยิบสมุดแล้วปาใส่หน้ามันด้วยความโมโห ความอดทนในอกเกินขีดจำกัดผมจึงผลักอกมันแรง ๆ เป็นการไล่ให้ออกไปจากที่นี่

“ออกไปจากบ้านกูได้แล้ว ! เมียกูไม่ได้เป็นผี !” น้ำตาสีใสไหลอาบแก้มจนได้ ผมกลั้นมันไม่ไหวอีกต่อไปจึงสะอื้นอย่างหน้าไม่อายต่อใครหลายคน

“กูบอกให้ออกไปไง ! ฮึก ! ออกไป !” ในเวลาเดียวกันไฟในบ้านก็กะพริบถี่มันติด ๆ ดับ ๆ ส่องแสงสลัวพร้อมกับเมฆฝนบนฟ้าที่ก่อขึ้นเป็นเมฆดำก้อนหนา

“นั่นไง ! เห็นมั้ย ! ถ้าไผ่กับสนโมโหไฟจะดับฝนจะตก!” ไอ้กรชี้นิ้วไปนอกบ้านแล้วกลับมาชี้หลอดไฟซ้ำ ๆ จังหวะเดียวกันสองแฝดก็เดินลงมาจากห้องพอดี

“มีอะไรกันหรอครับ เสียงดังไปยันข้างบนเชียว” ทั้งสองพูดพร้อมกันแล้วมายืนข้างหลังผม แค่นั้นไอ้กรกับเด็กในร้านก็พากันไปยืนชิดกำแพงห้อง

“กูไม่กลัวมึงหรอก ! วันนี้แหละกู !” พูดไม่ทันจบไผ่ก็โพล่งพูดเสียงดังขึ้นมา

“กูกับน้องไม่ได้เป็นผี !!!” หลอดไฟบนเพดานแตกดังเพล้ง เศษแก้วร่วงหล่นเต็มตัวไผ่แต่ไผ่กลับไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“มึงเป็นผี ! มึงจมน้ำตายทำไมกูจะไม่รู้ !” ไอ้กรพูดต่อ จังหวะนั้นทายกับเด็กในร้านรวมเป็นสามคนก็เข้ามาฉุดตัวผมไปยืนด้วยแล้วเอาตัวบังผมไว้ทั้งยังช่วยกันจับไม่ให้ผมดิ้นไปไหนโดยที่พวกเรายืนอยู่หลังไอ้กรอีกที

“ไอ้กร ! มึงทำเหี้ยอะไรของมึงวะ !” ผมถามเพราะดูท่าแล้วมันคงเป็นคน

“มึงปล่อยพี่เมฆมาเดี๋ยวนี้” ไผ่พูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ไอ้เมฆ เมียมึงเป็นผี ! ไม่เชื่อมึงมองลอดหว่างขาดูสิวะ !” มันหันหน้ามาพูดกับผม แค่นั้นไผ่ก็เดินมาอย่างไวก่อนใช้มือจับเข้าที่ข้อมือของไอ้กรก่อนออกแรงบีบจนอีกคนร้องเสียงหลง

“โอ๊ย ! ปล่อย ! กูบอกแล้วไงว่ากูจะแช่งให้มึงสองคนไม่ได้ไปผุดไปเกิด !”

“กูบอกแล้วไงว่ากูกับน้องไม่ได้เป็นผี !” นัยน์ตาคู่นั้นแข็งกร้าวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ไผ่มองไอ้กรตาค้อนแล้วค่อยไล่สายตามองเด็ก ๆ ที่กำลังรั้งตัวผมอยู่

“กูบอกให้ปล่อยพี่เมฆเดี๋ยวนี้” ทันทีที่ไผ่พูดจบเสียงฟ้าผ่าก็ดังสนั่น จังหวะเดียวกันสนจึงรีบเดินเข้ามาชิงตัวผมให้เดินกลับไปที่เดิมแล้วยืนเอาตัวบังผมไว้บ้าง

“ไอ้เมฆ ทำไมมึงไม่ฟังกูบ้างวะ ! ถ้าเมียมึงไม่ได้เป็นผีแล้วกูจะหน้าด้านมาบอกทำไม !” ไอ้กรทำท่าจะเดินมาฉุดตัวผมแต่ไผ่ก็มายืนกลั้นไว้อีก

“มึงมันสร้างเรื่อง !” ว่าจบผมก็ทำท่าจะเข้าไปหามันเพื่อเอาเรื่อง ไผ่ที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างเราสองคนหันหน้ามาหาผม และแล้วน้ำตาของไผ่ก็ไหลรินอาบแก้ม มันเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากเห็นที่สุด

“ใช่ พวกเขาสร้างเรื่อง ไผ่กับน้องไม่ได้เป็นผี พี่เมฆเชื่อไผ่นะ” ไผ่เดินมากอดผมส่วนสนก็เข้ามาสวมกอดจากด้านหลัง

“ฮึก ! พี่เมฆเชื่อพี่ไผ่ใช่มั้ย” สนพูดแล้วเอาหน้าซบไหล่ ใบหน้านั้นเปื้อนน้ำตาแถมในคอยังส่งเสียงสะอื้น แสงสว่างวาบจากสายฟ้าฟาดสาดมาจากด้านนอกมันทำให้ผมเห็นเงาในกระจกว่าทั้งสองมีสีหน้าซีดเผือดแถมยังร้องไห้เป็นสายเลือด

“ไผ่กับน้องไม่ได้เป็นผีจริง ๆ นะ” แฝดคนพี่ผละผมออกแล้วเอื้อมมือมาเช็ดน้ำตาให้อย่างเบา ๆ ภาพตรงหน้ามันทำให้ผมไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลยจริง ๆ ว่ากายหยาบของไผ่จะมาปรากฏเอาตอนนี้

หัวใจในอกเต้นดังไม่เป็นจังหวะ นัยน์ตาที่เคยสดใสไม่สะท้อนเงาของผมอีกต่อไป มันออกสีเทา ๆ และเคล้าไปด้วยหยาดน้ำตา ริมฝีปากบางซีดเผือดมีเลือดไหลซึมที่รูจมูก เสื้อผ้าที่สวมใส่เปียกโชกขาดหลุดลุ่ยเหมือนเพิ่งไปลงน้ำมาหมาด ๆ รวมทั้งเส้นผมยังเปียกยุ่งไม่เป็นทรง ฝ่ามือเรียวบางที่เคยสัมผัสเปลี่ยนเป็นเขียวช้ำ นิ้วมือคล้ำเป็นสีเขียวเข้มทั้งยังมีกลิ่นเหม็นเหมือนตะไคร่น้ำ ในเวลาต่อมาทันทีที่ผมหันหน้าไปมองสนก็พบว่ารอบลำคอของแฝดคนน้องมีรอยเขียวช้ำเหมือนโดนเชือกรัด เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากปากและจมูก สนร้องไห้เป็นเลือดเหมือนไผ่ สิ่งที่เป็นอยู่ทำให้ผมขยี้ตาแรง ๆ แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด

“ไอ้เมฆ ! กูบอกแล้วว่าเมียมึงเป็นผี !” ไอ้กรรวบรวมความกล้าแล้วรีบเข้ามาฉุดตัวไปกอด ไผ่กับสนมองหน้ากันเหวอ ๆ เมื่อเห็นว่าตัวเองไม่ได้เป็นอย่างที่เคยเป็น ตอนนี้ร่างกายของทั้งสองเป็นไปตามสภาพที่ควรจะเป็นแล้ว

“ฮึก ! ไม่ ! ไม่จริงใช่มั้ย…” สองขาทรุดลงนั่งกับพื้น ผมถึงกับยืนไม่อยู่เมื่อเห็นภาพดังกล่าว ครั้นแค่ไผ่กับสนก้าวขามาใกล้ ๆ เด็ก ๆ ก็ร้องเสียงดังแล้วรีบหลับตาปี๋เอาหน้าซุกสองมือหลังผมแน่น ๆ

“พี่เมฆ ๆ เอามันออกไป !” ทายที่เคยสนิทกับไผ่ที่สุดปัดมือไล่ไผ่ ถามว่าผมกลัวมั้ย ก็มีบ้างแต่มันเป็นอารมณ์ตกใจปนรับไม่ได้มากกว่า

“กลัวกูหรอ ! กลัวแล้วก็ขอร้องกูสิ !”

“เชี่ย ! ขอร้องล่ะ อย่ามายุ่งกับกูเลย ไปไหนก็ไปไป มึงจะไปเกิดที่ไหนก็ไป” ทายพูดเสียงสั่นทั้งยังปัดมือไล่ไผ่ซ้ำ ๆ

“กูไม่ไปไหน กูจะอยู่ที่นี่ ! กูจะอยู่กับพี่เมฆ ! และสักวันถ้าพวกมึงไม่หยุดปากมากสาระแนมาเสือกเรื่องของกู กูก็จะพามึงมาอยู่ด้วย !!!”

“ฮื่อ !!! พี่เมฆ ! ช่วยพวกเราที” ทายกอดผมแน่นกว่าเก่าแล้วเอาหน้าซบหลัง สองขาขดเข้าหาตัวเพื่อทำให้ตัวเองออกห่างจากไผ่มากที่สุด

“ไผ่ อย่าทำให้พวกเค้ากลัวเลยนะ พี่ขอร้อง” ผมยกมือขึ้นห้าม แค่นั้นไผ่ก็หยุดชะงักก่อนที่ร่างของสนจะสลายจางหายไปในอากาศ

“สน !” ผมเรียกเมื่อเห็นว่าสนหายไปและกลายเป็นผงขาว ๆ กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ถึงจะอยากเข้าไปหาแต่รูปลักษณ์ของไผ่ก็ทำให้ผมตื่นกลัวไม่น้อย

“พี่เมฆกลัวไผ่หรอ” ไผ่ถามแล้วทำท่าเอื้อมมือมาหา ผมส่ายหน้าเป็นการตอบแต่สัญชาตญาณกลับสั่งให้ถดตัวหนีออกห่าง ๆ

“พี่กลัวไผ่ใช่มั้ย…”

“มึงเป็นผีเค้าก็ต้องกลัวสิวะ !!!” ไอ้กรไม่พูดเปล่ามันเอื้อมมือหยิบแจกันมาปาใส่ไผ่อย่างจัง ไผ่เบือนหน้าหนีน้อย ๆ แล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นในคอก่อนเงยหน้ามามองอย่างขอร้อง… เหมือนกำลังขอร้องว่าอย่าให้ผมกลัวเขาเลย

“พี่เมฆกลัวไผ่ใช่มั้ย…”

“ไม่ พี่ไม่ ไม่ได้กลัว” ตัวผมสั่นดั่งลูกนกทั้งยังร้องไห้ไม่หยุด สองมือผมกำแน่นแล้วส่ายหน้าซ้ำ ๆ น้ำตาสีใสไม่สามารถบดบังภาพตรงหน้าได้เลย

“ถึงไม่กลัวคนกับพี่ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ !!!” ไอ้กรพูดขึ้นอีก ทันใดนั้นแววตาของไผ่ก็เปลี่ยนเป็นจ้องเขม็งก่อนลุกขึ้นยืนแล้วหันหน้ามามองผมก่อนตะโกนด้วยน้ำเสียงกำชัยพาให้ขนลุกชันไปทั้งตัวว่า

“ถ้าอยู่ด้วยกันไม่ได้ก็ตายซะเถอะ !!!” ไผ่พุ่งตัวมาทางผม ทุกคนดีดตัวออกห่างแล้ววิ่งไปหลบหลังโซฟาก่อนที่อีกร่างจะออกแรงบีบรอบลำคอ

แผ่นหลังผมชิดติดกำแพงขณะที่ไผ่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า ผมหลับปี๋แล้วปล่อยให้น้ำตาไหลรินโดยไม่คิดขัดขืน ก็ได้ เป็นแบบนี้ก็ได้ ถ้าคนกับผีอยู่ด้วยกันไม่ได้ผมยอมตายก็ได้ ยังไงซะเรื่องวุ่นวายจะได้จบลงสักที อีกอย่าง ผมรักเขาไปแล้วทั้งหัวใจจะให้มายอมรับว่าอีกคนเป็นผีทั้งที่คบกันมาจนครึ่งปีแบบนี้มันทำใจไม่ได้หรอก ผมหายใจหอบก่อนสำลักในคอเมื่อฝ่ามือเย็นเฉียบออกแรงบีบหนักขึ้นอีก ผมตัดสินใจลืมตามองอีกครั้ง ไผ่คนนี้ไม่ใช่ไผ่ที่ผมเคยรู้จักอีกต่อไป ทำไมสายตาคู่นั้นถึงได้มีแต่ความเคียดแค้นล่ะ แต่แล้วอยู่ ๆ ก่อนที่ไผ่จะบีบให้แรงขึ้นและแรงขึ้น ไผ่ก็ปล่อยมือออกแล้วร้องไห้อย่างหนักไม่แพ้กันกับผม

“พี่เมฆกลัวไผ่จริง ๆ ใช่มั้ย…” น้ำเสียงสั่นเทาเคล้าสะอื้นเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากได้ยินที่สุดเพราะมันทำให้หัวใจในอกเจ็บจนแทบทนไม่ไหว

“ครับ…” ผมตอบออกไปตามความจริงทั้งที่ไม่ได้กลัวอะไรขนาดนั้นแต่ก็อย่างที่บอกแหละครับ ว่าผมรับไม่ได้ที่คนรักของผมเป็นผีอย่างที่เขาพูดกันจริง ๆ

“ไผ่ขอโทษ ไผ่ไม่ได้อยากทำให้พี่กลัวไผ่เลยสักนิด” ไผ่พูดยิ้ม ๆ แล้วทำท่าจะเอื้อมมือมาเช็ดน้ำตาให้ และเมื่อเห็นว่ามือตัวเองซีดเผือดมีน้ำซึมอยู่ตลอดจึงชักมือกลับไปเหมือนกลัวว่าผมจะรังเกียจ

“ไผ่ขอโทษที่โกหกพี่ แต่ แต่ไผ่ ไผ่ก็ไม่กล้าบอกพี่เหมือนกัน…”

“มึงหยุดพูดมากแล้วไปผุดไปเกิดได้แล้วไอ้ไผ่ !!!” ขณะที่กำลังเริ่มเจรจา ไอ้กรก็ตะโกนแทรก ผมเลยตวาดมันกลับไปเพราะยังไงมันก็ไม่ควรพูดกับไผ่แบบนี้

“มึงนั่นแหละหยุด !”

“ไอ้เมฆ ! เพื่อนกับผีมึงเลือกฟังผีหรอวะ !!!”

“กูรู้นานแล้วว่าไผ่กับสนเป็นผี ! รู้ก่อนที่มึงจะบอกอีก !!!” ประโยคดังกล่าวทำเอาทุกคนในที่นี้เบิกตากว้างรวมทั้งไผ่ด้วย ไผ่ส่ายหน้าซ้ำ ๆ ไม่อยากเชื่อคำที่ผมพูด แต่สิ่งที่กล่าวออกไปมันก็เป็นความจริง

“พี่รู้นานแล้ว แต่พี่โกหกตัวเองมาตลอด เวลาไอ้กรบอกพี่ก็ทำเป็นสับสนทำเป็นไม่แน่ใจว่าเราจะเป็นอย่างที่มันพูดจริงมั้ย แต่จริง ๆ พี่รู้นานแล้ว” ผมขยับตัวไปหาไผ่แล้วดึงมือไผ่มาจับอย่างหลวม ๆ ก่อนเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้อย่างปลอบโยน

“ถ้าพี่กลัวเราพี่กลัวนานแล้ว แต่ถามว่าตอนนี้พี่กลัวมั้ย ก็ต้องกลัวสิครับ ก็ดูเราตอนนี้สิ เหมือนพี่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย…”

“ไผ่ขอโทษที่ทำให้พี่กลัว ไผ่ไม่อยากให้พี่กลัวไผ่เลย ไผ่อยากให้พี่เมฆรักไผ่มาก ๆ รักมากกว่าใครทั้งนั้น และไผ่ก็ขอโทษที่โกหกพี่มาตลอด”

“ครับ… ไผ่ ไผ่จะอยู่กับพี่ตลอดไปได้มั้ย ไผ่จะหายไปแบบสนรึเปล่า” ผมถามเพราะในใจลึก ๆ รู้สึกกลัวขึ้นมาว่าจะไม่เหลือใคร

“ไผ่ไม่หายไปไหนหรอก แต่พี่เมฆต่างหาก จะหนีไผ่ไปเพราะกลัวไผ่รึเปล่า”

“ถึงไอ้เมฆไม่หนีกูก็จะพาหนี !!!” สิ้นสุดคำพูดของไอ้กรไผ่ก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันหน้าไปหา

“ถ้ามึงพรากพี่เมฆไปจากกู กูก็จะตามหาจนกว่าจะเจอเหมือนกัน”

“ไผ่ พี่ไม่ไปไหนแน่ ไม่ว่ายังไงพี่ก็ไม่ไป แต่… อย่าเป็นแบบนี้ได้มั้ย” เพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ลงไปอีกผมจึงรีบฉุดมือไผ่ไว้แล้วเอื้อมมือไปประคองใบหน้าที่เคยหวาดหวานและทำให้ผมยิ้มได้เสมอหันมาทางผม

“เป็นแบบไหน” ไผ่ถามแล้วเอาแก้มถูกับฝ่ามือผมเบา ๆ

“เป็นแบบนี้ไง มาแบบนี้บ่อย ๆ พี่กลัวนะ” ผมขำทั้งน้ำตา บางทีผมอาจจะเป็นผู้ป่วยทางจิตก็ได้ที่รักชอบกับผีโดยไม่เกรงกลัวสักนิด

“บางที เวลาของไผ่คงใกล้หมดแล้วมั้ง มันเลย… ไม่เป็นแบบแต่ก่อน…” ไผ่หลบตาไปทางอื่นไม่ยอมสบตามองมา คำพูดดังกล่าวทำเอาผมจุกในคอไปหมดเมื่อมันทำให้ผมคิดว่าไผ่อาจจะไม่ได้อยู่กับผมอีก

“หมายความว่ายังไง !” ผมเขย่าแขนไผ่ซ้ำ ๆ แค่นั้นร่างของไผ่ก็เริ่มเลือนรางและสามารถปัดมือผ่านได้

“ไผ่ ! ไม่ ! อย่าทิ้งพี่ไป !” ถึงพยายามจะกอดแต่ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวังไว้ ไผ่ส่งยิ้มให้จาง ๆ ใบหน้าที่เคยซีดเผือดเปลี่ยนเป็นสีเนื้อปกติ ไผ่กลับมาเป็นดั่งเดิมแต่ผมกลับไม่สามารถจับต้องร่างกายนั้นได้

“ก่อนจากกันไผ่อยากให้พี่จำภาพดี ๆ ของไผ่เอาไว้ ไผ่รักพี่เสมอนะ…” ร่างของไผ่สลายกลายเป็นผง มันเริ่มตั้งแต่เท้าแล้วลามมาที่กลางลำตัว ตอนนี้เหลือแต่ช่วงอกกับหัวที่พอจะมองเห็นเป็นภาพจาง ๆ

“ขอโทษที่ไผ่ไม่มีเวลาบอกความจริงว่าจริง ๆ แล้วสนมันเป็นอะไรกับไผ่” น้ำตาสีใสของไผ่หยดลงพื้น มันกลายเป็นผงขาว ๆ เหมือนฝุ่นแป้ง

“แต่ยังไงไผ่ก็รักพี่เสมอ ห่วงพี่เสมอ อย่าทำงานหนักมากนะรู้มั้ย อย่ากลับบ้านดึกด้วย เดี๋ยวนี้มันอันตราย แล้วก็อย่านอนดึก พักผ่อนบ้างจะได้ไม่ป่วยบ่อย”

“ไผ่ ไผ่ล้อพี่เล่นใช่มั้ย ไผ่ไม่ได้จะทิ้งพี่ไป”

“ไผ่ไม่ได้ทิ้ง แต่ทุกอย่างมันต้องเป็นไป เป็นไปตามขั้นตามตอนของมัน…”

“ไม่ ! แล้วต่อไปนี้พี่จะ พี่จะอยู่ยังไง”

“พี่เมฆอยู่ได้ ก่อนหน้านี้ไม่มีไผ่พี่ยังอยู่ได้เลย”

“ไหนว่าไผ่จะอยู่เคียงข้างพี่ตลอดไปไง”

“ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสุดท้ายของไผ่ ไผ่ไม่อยากทำให้ทุกอย่างมันแย่ไปมากกว่านี้ ไผ่จะฆ่าเพื่อนพี่ไผ่ก็ฆ่าได้ แต่ไผ่ไม่ทำ”

“ถ้างั้นไผ่ฆ่าพี่ก็ได้ พี่ได้ไปอยู่กับเราแล้วก็สนไง แล้วพี่ก็จะได้รู้ด้วยว่าจริง ๆ แล้วสนเป็นอะไรกับเรา” ผมพูดแล้วทำท่าบีบคอตัวเองให้ดู ไผ่ยิ้มออกมาแล้วส่ายหน้าน้อย ๆ มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นและเจ็บปวดไม่น้อยไปในเวลาเดียวกัน

“ไผ่ฆ่าพี่ได้มั้ย… พี่ขอร้อง”

“ไม่ ไผ่ทำไม่ได้ แค่ทำให้พี่ร้องไห้ไผ่ยังไม่อยากทำเลย” ไผ่ไม่สามารถทำตามในสิ่งที่ผมต้องการได้

“พี่เมฆทำให้ไผ่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ไผ่จะไม่ทำแบบนั้น ไผ่จะไม่ฆ่าตัวตาย ไผ่จะรอ รอผ่านช่วงร้าย ๆ ของชีวิตแล้วมาพบพี่” ไผ่ยิ้มทั้งน้ำตาและเอ่ยคำพูดสุดท้ายที่ตราตรึงอยู่ในใจผมไปตลอด

“ในเมื่อคนกับผีอยู่ด้วยกันไม่ได้ แล้วจะให้ไผ่ทำยังไงล่ะ… ในเมื่อไผ่ย้อนเวลากลับไปมีชีวิตไม่ได้อีกแล้ว…”

“ไผ่ ! ไผ่กลับมาหาพี่ !” สองมือควานไปในอากาศหวังจะหาตัวไผ่ให้เจอแต่ผมกลับได้กลิ่นอ่อน ๆ จาง ๆ ลอยมาเตะจมูก มันเป็นกลิ่นกายของไผ่ที่ผมจำได้ดี จำได้ดีว่าทุกเช้าตื่นขึ้นมาผมมักได้กลิ่นนี้เสมอ

“ไผ่ ! อย่าทิ้งพี่ไป… ฮึก ! ฮือ ๆ…” ครืน… เสียงฟ้าร้องคำรามดังขึ้นพร้อมกับเสียงสะอื้นของผม ผมนั่งลงกับพื้นแล้วเอามือโกยเศษผงขาว ๆ ของสองพี่น้องมากองไว้ตรงหน้า

“ทำไมทิ้งไว้แค่นี้ล่ะครับ” ในเวลาเดียวกันไฟในบ้านก็สว่างทั่วกัน ฝนข้างนอกหยุดตกทันที บรรยากาศภายในตัวบ้านเงียบสงัดไม่มีใครพูดกับใครมีเพียงเสียงสะอื้นของผมที่มันดังกึกก้องอยู่ในโสตประสาทของตัวเอง ในหัวมีแต่คำว่าทำไม ทำไมพวกเขาต้องทิ้งผมไปด้วย แล้วทำไมผมถึง… ถึงหารักแท้ไม่เจอสักที ทั้งที่ทุกอย่างกำลังดีขึ้นแล้วแท้ ๆ แต่ไผ่กับสนก็ยังทิ้งผมไปด้วยเพราะภพภูมิที่ต่างกัน

---------------------------------------------

แก แต่งไปร้องไห้ไป สงสารไผ่มาก สงสารพี่เมฆด้วย สงสารที่น้องอยู่ต่อเพื่อดูแลพี่เมฆไม่ได้ ฮือ ๆ

สงสารสนอีก แม่งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

05.07.18

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว