ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและเป็นกำลังใจให้เรานะคะ รักมาก ๆ ค่ะ <3

บทที่ 6 รับความแข็งแกร่ง

ชื่อตอน : บทที่ 6 รับความแข็งแกร่ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.พ. 2562 16:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6 รับความแข็งแกร่ง
แบบอักษร

บทที่ 6

รับความแข็งแกร่ง

การเดินทางในช่วงหลังมานี้ไม่มีอุปสรรคใดอีก หรงเมิ่งอิงส่วนมากอยู่ในรถม้า ได้พบหน้าเว่ยเจียเล่อเฉพาะตอนแวะพักเท่านั้น มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาผ่อนฝีเท้าม้าให้ช้าลง หรงเมิ่งอิงยามนั้นกำลังเปิดม่านในรถม้ามองทิวทัศน์อยู่พอดีจึงเป็นฝ่ายเอ่ยทักขึ้นก่อน

“ท่านประมุขคิดถึงข้าหรือ”

เว่ยเจียเล่อกลอกตา

“ข้าเพียงจะถามว่าบาดแผลเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”

หรงเมิ่งอิงแตะที่คอตนเอง บาดแผลจากฝีมือของหลิ่วถิงเฟิงหาได้สำคัญมากนัก เนื่องด้วยหลิ่วถิงเฟิงเพียงกดปลายมีดลงมาเบา ๆ ยามนี้บาดแผลก็กำลังตกสะเก็ดแล้ว ไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วงอีก

“ไม่เป็นอะไรมากแล้ว ท่านประมุขเป็นห่วงข้าหรือ”

“ข้าเป็นห่วง” เขายอมรับง่ายดายจนนางนึกแปลกใจ “ข้าเป็นห่วงกลัวว่าเจ้าจะตายเสียก่อนพวกอาจารย์จะได้พบ”

หรงเมิ่งอิงเกือบแยกเขี้ยวใส่ นางขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงอีกจึงถามด้วยเสียงจริงจังขึ้น

“ท่านประมุข คนพวกนั้นเป็นใครกันหรือ”

“อดีตสมาชิกพรรคข้า” สีหน้าของเว่ยเจียเล่อคล้ายจะไม่อยากพูดถึง “สองสามปีก่อนหลิ่วถิงเฟิงทะเลาะกับข้าใหญ่โตจนลาออกจากพรรค ตอนนี้หันเข้าหาฝ่ายอธรรม ทำตนเยี่ยงโจร”

“อ้อ”

“วันหน้าเจ้าจะถูกผู้อื่นเอามีดจ่อคอไม่ได้อีก” เขากวาดตามองนาง สีหน้าเหยียดหยัน “หากว่าที่ฮูหยินต้องตายด้วยสาเหตุนี้ ข้าก็คงหมดคำจะพูด”

“ข้ายังไม่รีบตายหรอก ท่านประมุข” นางพยักหน้าแสดงความมั่นใจ “จนกว่าเราจะได้มีลูกด้วยกันสักสิบคน”

เว่ยเจียเล่อถึงกับหันขวับ

“ลูกของเรา?” เขาทวนคำ “ลูกของเรามาจากที่ใด”

“ท่านประมุขไม่รู้จริง ๆ หรือเจ้าคะว่าลูกจะมาจากวิธีใด” หรงเมิ่งอิงก้มหน้างุดราวกับเขินอายเสียเต็มประดา “ข้ารู้มาว่าต้องอยู่กันสองคน บรรยากาศเหมาะสม ถึงยามนั้นหากท่านประมุขอยากรู้ว่าจะมีลูกได้อย่างไรก็ลองทำ ‘เช่นนั้น’ กับข้าดู”

เว่ยเจียเล่อขบฟัน เขารีบกระชากบังเหียนควบม้าคล้ายต้องการหนีบางสิ่ง หรงเมิ่งอิงทันเห็นปลายใบหูของเขาเป็นสีแดงเล็กน้อย ครั้นเขาจากไปไกลแล้วนางก็ชักปิดม่านรถม้าพลางกลั้นยิ้มจนแก้มปริ


ประมาณสิบกว่าวันขบวนเดินทางก็เข้าเขตภูเขาทางเหนือ เริ่มมีชาวยุทธ์ปะปนกับชาวบ้านหนาตามากขึ้น หลายคนล้วนรู้จักเว่ยเจียเล่อ ตลอดทางจึงมีผู้แวะทักทายเขาไม่ได้หยุด

“ท่านประมุข” เสียงพูดคุยด้านนอกดังเข้าหู หรงเมิ่งอิงนั่งอยู่ในรถม้า ตั้งใจฟัง “ฟังว่าพบว่าที่ฮูหยินแล้ว ไม่ทราบว่านางคือใครกัน”

“นางสกุลหรง เป็นบุตรสาวพ่อค้าใหญ่ในเมืองหลวง” เว่ยเจียเล่อเพียงตอบสั้น ๆ

หรงเมิ่งอิงเพิ่งนึกได้ถึงเรื่องหนึ่ง คนในพรรคหมอกอัสดงคงได้รู้ประวัติของนางบ้างแล้ว เรื่องนางเคยเป็นนางคณิกามาก่อนไม่รู้คนพวกนี้จะรับได้สักเพียงใดกัน แต่เท่าที่สังเกตและฟังมาบ้าง คนในพรรคหมอกอัสดงส่วนใหญ่ไม่ค่อยเคร่งครัดเรื่องชายหญิงมากนัก ศิษย์ของพรรคก็เป็นเพศหญิงไปแล้วสามส่วน ท่าทางของเว่ยเจียเล่อที่มีต่อนางก็หาได้เคยแสดงท่าทางรังเกียจเลยสักครั้ง

หรงเมิ่งอิงถอนใจ รู้สึกเบาใจขึ้นมาบ้าง

ตอนเย็นของวันนั้นก็มาถึงที่ตั้งของพรรคหมอกอัสดง หรงเมิ่งอิงเพิ่งได้รู้ว่าพรรคหมอกอัสดงมีลักษณะเป็นกึ่งพรรคกึ่งสำนักวิชา อาณาเขตที่ตั้งพรรคจึงกว้างใหญ่จนคล้ายกับหมู่บ้าน ผู้คนคลาคล่ำสวมชุดหลากสีสันละลานตา รถม้าวิ่งผ่านส่วนหน้าลึกเข้าไปอีกจนถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ กลุ่มคนจำนวนหนึ่งยืนเป็นแถวรอต้อนรับ ทุกคนล้วนประสานมือเอ่ยเสียงดัง

“คารวะท่านประมุข คารวะว่าที่ฮูหยิน!”

หรงเมิ่งอิงสูดลมหายใจ รู้สึกประหม่าเล็กน้อย ซูฮุ่ยจูลงไปก่อนแล้วรอประคองนางออกไป ไม่มีใครกล้าเงยหน้าหรือลอบมองอย่างอยากรู้อยากเห็น เว่ยเจียเล่อคงเป็นคนเข้มงวดไม่น้อย

เท้าข้างหนึ่งของหรงเมิ่งอิงแตะเหยียบพื้น นางพลันสะดุ้ง รู้สึกคล้ายมีลมร้อนไล้ผ่านผิวกาย กลิ่นหอมของบางสิ่งอวลอยู่ในกระแสลมอย่างเบาบาง หากไม่ตั้งใจสูดกลิ่นย่อมไม่รู้สึก เป็นกลิ่นหอมที่นางไม่เคยพบมาก่อน ค่อนข้างหอมเย็นเคล้าอารมณ์โศกเศร้าชนิดหนึ่ง

หรงเมิ่งอิงลอบมองสีหน้าผู้อื่น ไม่มีใครแสดงท่าทางผิดแปลกไป แม้กระทั่งซูฮุ่ยจูก็ยังมีสีหน้าปกติราวกับว่าไม่ได้รู้สึกถึงลมร้อนและกลิ่นหอมประหลาด นางจึงเก็บความสงสัยไว้ในใจพลางเดินตามเว่ยเจียเล่อที่กำลังเดินนำเข้าไปในคฤหาสน์ กวาดตามองสำรวจเล็กน้อย พบว่าที่นี่ใหญ่โตโอ่โถงมากจริง ๆ มีทั้งเรือนหลังเล็กแยกย่อยออกไป มีทางเดินแยกไปศาลากลางสวน นางยังเห็นสะพานข้ามสระบัวอยู่ทางขวามืออีกด้วย

ในห้องโถงใหญ่ คนในพรรคกลุ่มเล็กยืนรออยู่ เว้นที่ตรงกลางไว้เป็นทางเดินไปสู่เก้าอี้ของประมุขพรรค ข้างเก้าอี้ประมุขที่ยังว่างเปล่าเป็นที่นั่งของผู้อาวุโสสามคนขนาบซ้ายขวา ฝั่งซ้ายเป็นบุรุษหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ส่วนฝั่งขวาคนหนึ่งเป็นบุรุษหน้าตาหมองคล้ำเครียดขรึม มือกุมไม้เท้า อีกคนหนึ่งเป็นสตรีที่นั่งหลับตาอยู่ตลอดเวลา มีสาวใช้ยืนถือไม้เท้าอยู่ด้านหลัง คงเป็นสตรีตาบอดแน่แล้ว

“ศิษย์คารวะอาจารย์ทั้งสาม” เว่ยเจียเล่อประสานมืออย่างนอบน้อม ที่แท้แล้วสามคนนี้ก็เป็นอาจารย์ของเว่ยเจียเล่อ หรงเมิ่งอิงประสานมือน้อมกายตาม

“หรงเมิ่งอิงคารวะผู้อาวุโสทั้งสาม”

“ใช่นางหรือไม่” อาจารย์หน้าตาอารมณ์ดีราวกับพระสังกัจจายน์ถามขึ้น เขากระโดดลงจากเก้าอี้ เดินเข้ามาหานาง ท่าทางกระฉับกระเฉง “คุณหนูท่านนี้ไม่ทราบว่าเจ้าเป็นว่าที่ฮูหยินของเสี่ยวเล่อ?”

“ข้ายังไม่แน่ใจขอรับ อาจารย์” เว่ยเจียเล่อตอบแทน “รบกวนอาจารย์หญิงช่วยดู”

เขายกมือขึ้นโบกให้คนอื่น ๆ ในพรรคถอยออกจากห้องโถง เว้นไว้เพียงพวกองครักษ์เกือบสิบคน อาจารย์หญิงเพียงหนึ่งเดียวเรียกขึ้นยิ้ม ๆ

“เสี่ยวอิงรีบมาหาข้าเร็วเข้า”

เว่ยเจียเล่อหันมาพยักหน้าให้แทนคำสั่ง หรงเมิ่งอิงจึงเดินเข้าไปหาอาจารย์หญิง รู้สึกตัวลีบอยู่เล็กน้อย หลวนกุ้ยหรูคว้ามือของหรงเมิ่งอิงไว้ วางมือตนเองทาบไปอยู่อึดใจก็ยิ้มแจ่มใส

“หน้าตางดงาม ร่างกายแข็งแรงเหมาะแก่การให้กำเนิดทายาทตระกูลเว่ย”

“อาจารย์หญิงรบกวนช่วยดูก่อนว่าใช่นางหรือไม่” เว่ยเจียเล่อกระแอมขัด รู้สึกกระดากอยู่บ้าง

“เสี่ยวเล่อ ข้าพูดถึงเพียงนี้ยังไม่รู้อีกหรือ” หลวนกุ้ยหรูหัวเราะอารมณ์ดี ตบหลังมือหรงเมิ่งอิงเบา ๆ “เป็นนาง”

“ฮ่า ๆ” หม่าจือฉินตบไหล่ศิษย์เอกดังป้าบ เขาหัวเราะเสียงดังลั่นห้องโถง “อาจารย์ยินดีกับเจ้าด้วย ไม่เสียแรงตามหานางมานาน ในที่สุดเจ้าก็จะได้ทำลายคำสาปเสียที!”

เว่ยเจียเล่อลูบไหล่ตนครั้งหนึ่ง ยังดีที่เขามีวรยุทธ์ทั้งยังเดินพลังป้องกันไว้ได้ทัน หากเป็นผู้อื่นเกรงว่าโดนฝ่ามือนี้ของอาจารย์หม่าเข้าไปคงลงไปนอนทรุดอยู่กับพื้นแล้ว

“ดี” อาจารย์อีกคนที่นั่งหน้าขรึมอยู่ข้างหลวนกุ้ยหรูพยักหน้าพอใจ เสียงของเขาเบาเป็นอย่างยิ่ง “จะแต่งงานกันเมื่อใด”

“ข้าไม่รีบร้อน” เว่ยเจียเล่อตอบ “นางควรฝึกฝนก่อน”

“ฝึกฝน? ฝึกฝนสิ่งใด” หลวนกุ้ยหรูถามขึ้น หรงเมิ่งอิงเองก็เหลียวมองเขาด้วยความประหลาดใจ

เขาหมายถึงการฝึกฝนสิ่งใด เหตุใดเขาจึงไม่บอกกล่าวกับนางก่อน? นี่ไม่ใช่ว่า...

“ฝึกฝนวิชาในพรรคเรา” เว่ยเจียเล่อยิ้มมุมปาก แววตาเป็นประกายร้ายกาจขึ้นมาอีกแล้ว “นางไร้วรยุทธ์ เพียงลมพัดมาก็แทบจะปลิวตามลมแล้ว พรรคหมอกอัสดงเป็นพรรคใหญ่ ชื่อเสียงล่วงรู้กันทั้งยุทธภพ แล้วข้าจะมีฮูหยินที่มีฝีมืออ่อนด้อยถึงเพียงนั้นได้อย่างไรกันเล่า อาจารย์”

“ความคิดของเจ้าเข้าที” หลิ่วอีเหยียนพยักหน้าช้า ๆ “เช่นนั้นก่อนถึงวันแต่งงาน ระหว่างนี้ก็ให้นางเรียนรู้วิชาในพรรคเราไปพลางก่อน”

“ดีมากแล้ว” หลวนกุ้ยหรูพยักหน้าตามสามี หรงเมิ่งอิงกลับมองผู้อาวุโสทั้งสามคนละที

ไม่ดี...ไม่ดีสักนิดเดียว! เหตุใดเรื่องเช่นนี้จึงไม่ปรึกษานางก่อนเล่า!

“สองสามวันข้างหน้าค่อยให้นางกราบอาจารย์ขอเป็นศิษย์” เว่ยเจียเล่อยิ้มร้ายกาจยิ่งกว่าเก่า “นางควรถูกเคี่ยวกรำให้มากเข้าไว้ ดีหรือไม่ฮูหยิน”

อยู่ต่อหน้าผู้อาวุโสถึงสามคนเช่นนี้หรงเมิ่งอิงไหนเลยจะพูดอะไรได้ ยิ่งรวมเข้ากับรอยยิ้มของเว่ยเจียเล่อนางก็ยิ่งรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเข้าไปอีก

“ย่อมดีแล้วท่านประมุข” หรงเมิ่งอิงกัดฟันยิ้มรับ ในใจคิดไว้ว่าหากเขาจะข่มเหงเคี่ยวกรำนาง นางก็จะข่มเหงเคี่ยวกรำเขากลับอย่างสาสม “สามีดุจท้องฟ้าของภรรยา ท่านประมุขว่าสิ่งใดดี ข้าย่อมเห็นดีด้วย”

รอยยิ้มของเว่ยเจียเล่อชะงักไปแทน แต่พวกอาจารย์ไม่ทันสังเกต

“ว่าง่ายดีแท้!” หลวนกุ้ยหรูยิ้มแย้ม รู้สึกเอ็นดูหรงเมิ่งอิงเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน “หลังจากนี้ควรให้นางพักที่เรือนรับรองไปพลางก่อน?”

“เหตุใดยังต้องพักที่เรือนรับรอง” หม่าจือฉินแย้งขึ้นหลังเงียบไปนาน เขาหัวเราะฮ่า ๆ ตบไหล่เว่ยเจียเล่ออีกหน “จะแต่งงานกันอยู่แล้ว ควรพักเรือนเดียวกันไปเลย!”

“อาจารย์หม่า นั่นคงไม่ดีกระมัง” เว่ยเจียเล่อคัดค้าน

“เมิ่งอิงเชื่อฟังผู้อาวุโสเจ้าค่ะ” หรงเมิ่งอิงพูดเอียงอาย “หากผู้อาวุโสบอกว่าควรพักด้วยกัน ข้าก็คิดว่าควรพักด้วยกันเจ้าค่ะ”

หลิ่วอีเหยียนมองเว่ยเจียเล่อ ถามเสียงอ่อนแรง

“เจ้าคิดว่าอย่างไร เสี่ยวเล่อ”

“ข้าจะไม่พักกับนาง” เว่ยเจียเล่อตอบทันที หรงเมิ่งอิงก็คลี่ยิ้มอย่างเศร้าหมองทันทีเช่นกัน ใบหน้าเล็กก้มต่ำ ดวงตาหลุบลงคล้ายพยายามซ่อนความน้อยเนื้อต่ำใจ แม้นางไม่ปริปากสิ่งใดทุกคนในห้องกลับสังเกตเห็น

หัวคิ้วของเว่ยเจียเล่อขยับเข้าหากัน ไม่รู้ว่าท่าทางเช่นนี้ของนางหมายความว่าอย่างไรอีก

“เสี่ยวอิงเป็นอะไรหรือไม่ เหตุใดสีหน้าจึงดูไม่ดีเล่า” หม่าจือฉินถามขึ้น

“ผู้อาวุโสหม่า หลายเดือนก่อนครอบครัวข้าประสบชะตากรรมเลวร้าย มีเพียงข้าคนเดียวที่ยังมีชีวิตรอด” หรงเมิ่งอิงตอบเสียงแผ่ว “แท้จริงแล้วข้าอาจเป็นผู้นำภัยร้ายมาสู่ครอบครัว ข้าคงไม่เหมาะสมกับท่านประมุขหรอกเจ้าค่ะ”

ทุกคนในห้องโถงใหญ่ล้วนเข้าใจตรงกัน ว่าที่ฮูหยินกำลังโทษตัวเองว่าเป็นตัวอัปมงคล คำปฏิเสธและท่าทางไร้เยื่อใยของท่านประมุขยิ่งตอกย้ำให้นางรู้สึกแย่เสียยิ่งกว่าเก่า ดูท่าท่านประมุขคงรังเกียจนางเสียจนยังไม่คิดอยากพักอยู่กับนางเลยกระมัง

ว่าที่ฮูหยินช่างเป็นเด็กสาวที่น่าสงสาร ส่วนท่านประมุขก็ช่างเย็นชาเสียจนไม่ใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่น ใช้ไม่ได้เอาเสียเลย!

หรงเมิ่งอิงไม่ได้เงยหน้าขึ้นจึงไม่รู้ว่าสายตาที่สาดไปทางเว่ยเจียเล่อล้วนดุดัน ไม่เว้นแม้แต่องครักษ์บางคนที่ยังลอบมองราวกับจะหาว่าท่านประมุขคือผู้กระทำความผิดร้ายแรง เว่ยเจียเล่อตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ เขาไม่รู้ว่าควรจะพูดคำใดดี ยิ่งเห็นมุมปากของอาจารย์หญิงแข็งทื่อเขาก็ถอนใจออกมา

“เช่นนั้นพักเรือนเดียวกันก็ได้”

หรงเมิ่งอิงเอียงหน้ามองเขา สีหน้ายังมีเค้าของความเซื่องซึม

“นอนห้องเดียวกันหรือไม่เจ้าคะ”

“แค่เรือนเดียวกันก็พอแล้ว!”

“เข้าใจแล้ว” นางพยักหน้าอย่างรันทด “ท่านประมุขใจดีกับข้าถึงเพียงนี้ข้าก็ควรจะพอใจแล้ว”

“เสี่ยวอิงอย่าเศร้าใจไป” หลวนกุ้ยหรูลูบศีรษะหรงเมิ่งอิง “หากเสี่ยวเล่อใจร้ายกับเจ้าก็ไม่ต้องแต่งให้บุรุษใจดำเช่นนี้ดีหรือไม่”

“ผู้อาวุโสหลวนปรานีต่อข้ายิ่งนัก” นางหลุบตาลงมองพื้น “หากเขาไม่ต้องการข้า ข้ายินดีจะบวชชีไปตลอดชีวิตเจ้าค่ะ”

“ช่างน่ารักแสนดี” หลวนกุ้ยหรูรำพึง นางบีบมือของหรงเมิ่งอิง ท่าทางเอ็นดูยิ่งกว่าเก่า หลิ่วอีเหยียนปรายตามองลูกศิษย์ที่ยืนกำหมัดนิ่งอยู่

“เสี่ยวเล่อ เจ้าก็ไม่ควรใจดำถึงเพียงนี้” หม่าจือฉินกลั้นยิ้มแทบไม่อยู่ “ที่เจ้าให้นางฝึกวรยุทธ์ก็ไม่ใช่ว่าเพื่อเหตุนี้หรอกหรือ”

เว่ยเจียเล่อมองหรงเมิ่งอิงปราดหนึ่ง ก่อนถามอาจารย์

“ไม่ทราบอาจารย์หม่าหมายถึงสิ่งใด”

“เจ้าเป็นผู้มีวรยุทธ์แข็งแกร่ง ส่วนเสี่ยวอิงไร้วรยุทธ์ ร่างกายบอบบาง” หม่าจือฉินกล่าวเป็นเหตุเป็นผล เว่ยเจียเล่อเลิกคิ้วขึ้น หรงเมิ่งอิงก็ยังตั้งใจฟัง “เจ้าเกรงว่าในคืนส่งตัวนางจะทนรับความแข็งแกร่งของเจ้าไม่ไหวจนเป็นลมไป”

“...”

“เช่นนี้แล้ว” หม่าจือฉินยิ้มกับความปราดเปรื่องของตน “นางจึงต้องฝึกวิชาให้พอจะรับความแข็งแกร่งของเจ้าได้ใช่หรือไม่”

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ หรงเมิ่งอิงกลั้นขำอย่างยากเย็น นึกแล้วก็อดผิวแก้มร้อนขึ้นมาไม่ได้ หม่าจือฉินกล่าวไม่ผิด เว่ยเจียเล่อตัวสูงใหญ่ นางกลับตัวเล็กแบบบางจนเขาหิ้วนางด้วยมือเดียวก็คงทำได้ ในคืนส่งตัวนางรู้มาว่าสตรีมักจะเจ็บร้าวแสนสาหัส เขาทั้งเป็นวรยุทธ์ ทั้งแข็งแรง นางอาจตกใจจนเป็นลมตายไปเสียก่อน

นับว่าดีแล้วที่นางควรรู้วรยุทธ์ไว้ อย่างน้อยก็คงพอรับมือเขาได้บ้างกระมัง...

หรงเมิ่งอิงลอบเอียงหน้ามองเขา ยังดีที่พวกอาจารย์นั่งอยู่อีกฝั่งจึงไม่ทันสังเกต นางขยับริมฝีปากถามช้า ๆ

‘ท่านประมุขแข็งแกร่งดุดันมากหรือไม่’

‘เจ้ามันสมควรตาย!’ เว่ยเจียเล่อถลึงตาใส่อย่างขุ่นเคือง

‘ท่านประมุข...’ หรงเมิ่งอิงแสร้งห่อปากราวกับหวาดกลัวและตื่นเต้นในคราวเดียวกัน ‘ท่านต้องเบามือกับข้าหน่อย’

เว่ยเจียเล่อแทบอยากกระโจนเข้าไปบีบคอนางในยามนี้เลย

มารดามันเถอะ! ว่าที่ฮูหยินของเขาช่างเป็นสตรีน่าตายจริง ๆ

ความคิดเห็น