ถ้าใจจะหื่น กี่หมื่นคำโปรย ก็...โอ้ย... ไม่จำเป็น!!

#5 : อาการหนักแล้วนะคะ (75%) [NC++] (รีไรท์)

ชื่อตอน : #5 : อาการหนักแล้วนะคะ (75%) [NC++] (รีไรท์)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 210.3k

ความคิดเห็น : 306

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ม.ค. 2564 12:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 0
× 0
แชร์ :
#5 : อาการหนักแล้วนะคะ (75%) [NC++] (รีไรท์)
แบบอักษร

ไม่ทันได้นับเลขสุดท้าย ฟองสมุทรก็จับข้อมือทั้งสองของเขาไว้แน่น กำไว้ทั้งที่สั่นระริกอย่างไร้เรี่ยวแรง เขาแปลกใจ นึกว่าเธอจะมีปฏิกิริยาสะท้านสะเทือนเช่นทุกครั้งที่ถูกเขาแตะต้อง ทว่าหญิงสาวกลับสั่งด้วยเสียงเรียบต่ำ

“คิงส์ เอามือออกไป”

เขานิ่ง

เธอจ้องตาเขาอย่างเว้าวอน

“ถ้าเราไม่ยอม... คิงส์จะฝืนใจเราจริงเหรอ”

ปลายเสียงที่เริ่มสั่นพลิ้ว กับนัยน์ตาคู่หวานซึ่งมีน้ำตาเอ่อคลอทำให้คีตศิลป์สบถอุบในใจ เขารีบชักมือออก ดึงขอบกางเกงของเธอขึ้นสูงเท่าที่จะสูงได้ รู้สึกผิดกับการกระทำอันไร้ความยับยั้งของตน ตอนแรกเขาแค่อยากเรียกร้องความสนใจจากเธอ ทำยังไงก็ได้ให้อยู่ใกล้กันนานขึ้น เพราะหลังจากตกลงว่าจะคุยกันในครั้งก่อน เขาแทบไม่ได้เจอเธออีก

ไอ้ห่วงเรื่องป่วยน่ะก็ใช่ แต่อยากคุยกับเธอด้วย อยากอยู่ใกล้เธอ แกล้งกันเหมือนเคย เลยเถิดไปถึงการสัมผัสนิดหน่อย

แต่ไม่คิดว่าเธอจะกลัว...

ยิ่งเธอเบนหน้าหนีโดนมีหยดน้ำตากลิ้งผ่านแก้มนวลเป็นทาง เขายิ่งใจแป้ว หน้าเจื่อนไม่รู้จะปลอบยังไง กอดก็กลัวว่าจะทำให้เธอร้องไห้หนักกว่าเดิม แต่จะถอยออกห้องก็ดูเหมือนผู้ชายขี้แพ้หนีความผิด จึงได้แต่ยืนละล้าละลังอย่างเป็นห่วง จนกระทั่งคนที่แกล้งบีบน้ำตาหันมาแลบลิ้นใส่ด้วยรอยยิ้มซุกซน อาการขัดเคืองหายเป็นปลิดทิ้ง

“แหม หลอกง่ายจัง”

แอคติ้งระดับรางวัลถ้วยทองคำทำให้เขาจ้องตาค้าง หลังเงียบกันไปชั่วครู่ เธอจึงเอื้อมมือสองข้างมาตบแก้มสากเบาๆ เรียกสติ

“คิงส์... โกรธเหรอ”

มันไม่เชิงโกรธ... โอเค เขาอาจจะโกรธตัวเอง แต่เธอเพิ่งทำให้เขาตระหนักอย่างลึกซึ้งว่าเธอเป็นผู้หญิงอันควรค่าแก่การทนุถนอม ที่ผ่านมาทั้งคู่อาจจะมันส์มือแกล้งกันแรงไป สนิทจนบางครั้งนึกอยากทำอะไรก็ทำ คิดว่าอีกฝ่ายจะรับได้ทุกสิ่ง

ชายหนุ่มจะดึงมือเธอออก แต่เหมือนกับรู้ใจ เธอจึงขยับโน้มลำคอเขาให้ก้มลงซบลาดไหล่บอบบาง เลื่อนมือขึ้นบนท้ายทอยที่เต็มไปด้วยผมสั้นนุ่ม ลูบเบาๆ ปลอบโยน

“รู้จักกันมาตั้งนาน อันไหนร้องไห้จริงอันไหนบีบน้ำตายังมองไม่ออกอีกเหรอ”

“ฉันขอล่ะ... อย่าทำแบบนี้อีกนะเธอ”

เธอตัวเล็กนิดเดียวจนเขาเริ่มไม่กล้ากอด ไม่รู้ที่ผ่านมาทั้งผลักทั้งจับโยนได้ยังไง

“คิงส์ก็อย่าทำแบบนี้อีกสิ” เธอสางปลายนิ้วเข้าไปในผมเขา ม้วนเล่นจนเริ่มไม่เป็นทรง “ไม่ใช่ว่าเราไม่เต็มใจนะ แต่มันอาย คิงส์ก็รู้ว่าแม่เราสอนให้หวงเนื้อหวงตัวแค่ไหน แถมคิงส์ยังไม่นิ่มนวล ทำท่าอดอยากปากแห้งเหมือนจะปล้ำเราให้ได้วันนี้คืนนี้ ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นเราเอาไดร์เป่าผมฟาดหัวแตกไปแล้ว”

“ขอโทษ”

“เราเข้าใจว่าคิงส์เป็นผู้ชาย จะมีอารมณ์บ้างเป็นธรรมดา แต่ค่อยเป็นค่อยไปหน่อยเถอะ ให้เวลาเราปรับตัวสักนิด...” เธอดันไหล่เขาออก ก่อนจะหยิบผ้าขนหนูซึ่งวางอยู่ด้านข้างยัดใส่มือแกร่ง “...อยากเช็ดก็เช็ด แต่เสื้อผ้าเราจะจัดการเอง ตกลงนะ”

หมายความว่าเธอจะไม่ถอด แต่เท่านี้ก็ลงให้มากโขหากเทียบตามมาตรฐานฟองสมุทรคนเดิม ในขณะที่คีตศิลป์เอื้อมมือไปเปิดก๊อกน้ำอุ่น เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกทดสอบความอดทนจากคนที่มีสีหน้าเขินอายนิดๆ

“เธอกับแม่เป็นยังไงบ้าง”

เมื่อบิดผ้าจนหมาด เขาก็เริ่มเช็ดจากลำแขนกลมกลึง ตอนผ้าแตะลงเธอสะดุ้ง แต่ก็เก็บอาการได้มิดชิด นึกโล่งใจที่เขาชวนคุยแทนที่จะเงียบอึดอัด

“ก็เหมือนเดิม... เจอกันบ้างแต่ไม่บ่อย”

พิมพ์พิศยังคงมึนตึงแม้เวลาจะผ่านมาถึงห้าปี แม้เธอจะเรียนจบและคว้าเกียรตินิยมในสาขาอาชีพที่ท่านหวัง แต่ทางที่เธอเลือกเดินคงไม่ทำให้ท่านปลื้มเท่าไหร่ ท่านกับไทธัชยังคงอยู่ด้วยกัน ส่วนเธอหาโอกาสเท่าที่จะอำนวยกลับไปกินข้าวด้วยที่บ้าน

“แค่เธอเป็นดารา ต้องโกรธขนาดนั้นเลยรึไง”

“…”

แม้เขาจะไม่รู้เรื่องทั้งหมด แต่คำถามอันละลาบละล้วงนี้ไม่เคยหลุดออกจากปากมาก่อนหญิงสาวจึงไม่ได้เตรียมคำตอบไว้... คีตศิลป์เหลือบตาขึ้นกวาดทั่วดวงหน้าหวาน เห็นร่องรอยความอึดอัดซึ่งเขาไม่อยากให้เกิดขึ้นในเวลานี้

“ถ้าคำถามไหนลำบากใจที่จะตอบ... ก็ไม่ต้องตอบฉัน”

หญิงสาวผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ส่วนเขาเช็ดแขนอีกข้างพลางเปลี่ยนหัวข้อ

“ฉันเคยได้ยินเรื่องหมอศัลย์ที่เธอกุ๊กกิ๊กด้วย”

ได้ทีก็เริ่มซักฟอกเชียว ไหนบอกว่าไม่อยากรู้ เธออมยิ้มขณะตอบ

“พี่ขุนเป็นพี่ชายที่รู้จัก”

“หนุ่มวิศวะไฮโซ”

“นั่นพี่จอม ก็พี่เหมือนกัน”

“ไอ้น็อต”

“ข่าวไม่อัพเดทนะ น็อตโดนเราด่าเปิงไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้คบกับน้องพิ้งค์อยู่ไง”

คีตศิลป์เอาผ้าชุบน้ำอุ่นอีกครั้งก่อนจะเช็ดลำคอระหง มือหนารวบผมให้พ้นทาง หลังทำความสะอาดจนรอบก็เริ่มไล่ลงมาตามลาดไหล่... ไหปลาร้า... และผิวเนื้อนุ่มนิ่มซึ่งอยู่เหนือคอเสื้อ

“คุณชาคร”

“…”

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องตอบก็ได้”

เธอเงียบไป ส่วนเขาค่อยๆ เลิกส่วนปลายเสื้อขึ้นแล้วสอดมือเข้าไปเช็ดอย่างระมัดระวัง พยายามให้มีเพียงผ้าเท่านั้นที่ได้สัมผัสผิวเนื้อ แม้สายตาจะจับจ้องอยู่ตรงคางมน แต่ทุกครั้งที่เขาเฉียดใกล้ชุดชั้นใน เธอจะสูดหายใจเข้าแล้วกลั้นไว้จนได้ยินเสียง

แค่นั้นก็เพียงพอจะปลุกเร้าให้เขาแข็งขึงอึดอัดในกางเกงสแล็ก

เขาอยากจะถอดเสื้อผ้าออก ครอบครองเธอตรงนี้อย่างล้ำลึก เสพสมกันอย่างถึงแก่น เป็นเรื่องทรมานยิ่งกว่าการตื่นมากลางดึกทุกคืนเพื่อวิดพื้น ซิทอัพ ออกกำลังกาย หรือทำอะไรก็ตามที่เป็นการปลดเปลื้องตนเองออกจากความฝันอันคั่งค้าง เขาเกลียดมัน แต่ที่เกลียดยิ่งกว่าคือการทำให้เธอเจ็บ

ดังนั้นเขาจึงเก็บอาการ ทว่ายิ่งอ้อมมือไปเช็ดแผ่นหลังเนียน ขยับเข้าใกล้จนคล้ายการโอบกันไว้กลายๆ เรื่องที่ยังกังขาและตั้งใจจะถามจึงค่อยๆ มลายเลือน ครั้นเผลอสะกิดปลายนิ้วโป้งใส่ตะขอบรา ไหล่บางก็ไหวเฮือก เธอขบริมฝีปากสีฉ่ำไว้แน่น บิดตัวนิดหนึ่งเพื่อหนี แก้มเริ่มซับสีชมพู

คนเราจำเป็นต้องเซ็กซี่ขยี้ใจขนาดนี้เลยรึไง!

“ข้างบนสะอาดพอแล้วมั้ง” เขากระซิบ ชักมือกับผ้าออกจากส่วนล่อแหลมอันตราย ผละออกอีกครั้งเพื่อให้เธอได้พักหายใจหายคอ ชายหนุ่มโยนผ้าทิ้งลงอ่าง ปิดน้ำแล้วกลับมาเผชิญหน้ากับความจริงอย่างตรงไปตรงมา

“เธอคงไม่ให้ฉันเช็ดข้างล่างใช่ไหม”

ฟองสมุทรหลบตา ตอบเสียงแผ่ว “ก็กลัวว่าจะไม่ทำแค่เช็ด...”

“ถูก ความจริงฉันไม่ได้อยากเช็ดแค่อย่างเดียว ฉันอยากทำมากกว่านั้น”

แม้จะรู้อยู่แล้ว แต่พอเขายอมรับเธอก็อดอึ้งไม่ได้ ชายหนุ่มเชยคางให้เธอหันกลับมาสบตา เลื่อนใบหน้าเข้าใกล้อย่างลังเล พอเขาเอียงคอทำท่าจะขออนุญาตมอบจุมพิต เธอก็เตือนเสียงแปร่ง

“ป่วยอยู่นะ”

“อือฮึ”

“อย่า... อย่าทำรุนแรงอีกนะ”

แววตาเขาไหววูบ ก่อนตัดสินใจเริ่มจูบเธออย่างอ่อนโยน

เป็นความรู้สึกที่ทำให้ใจพองโตอย่างเหลือเชื่อเมื่อเธอเต็มใจ... เป็นฝ่ายเปิดทางให้ลิ้นของเขาพลิกพลิ้วอวดความรู้สึกอันล้นปรี่ ฟองสมุทรยอมให้เขากอดแต่โดยดี ยอมให้เขาลูบไปตามผิวเรียบนุ่มใต้ร่มผ้า เธอถึงขั้นโยกตัวเข้าหาเขาด้วยซ้ำเมื่อเขางับลิ้นเล็กเบาๆ ยามที่เธอจูบตอบ ภายในห้องน้ำเหมือนจะร้อนระอุขึ้นหลายองศายามเธอเปล่งเสียงไร้ความหมายออกมาจากลำคอ

เขาผละจูบออกเล็กน้อย แซวเมื่อเห็นสีหน้าของคนที่อยู่ในอ้อมกอด

“ที่หน้าแดงนี่เพราะป่วยหรือเพราะมีอารมณ์”

“ก็... ก็เรื่องธรรมดาไหม... ถ้าถูกสัมผัสมันต้องมีกันบ้าง”

เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ส่วนเธอก็ทำหน้าท้าทาย ดูเหมือนว่าจะเกรงใจกันได้แค่แป๊บเดียวเท่านั้นเพราะความสัมพันธ์ที่ดุเดือดเลือดพล่านมาแต่ไหนแต่ไร ชายหนุ่มตัดสินใจสอดมือเข้าในกางเกงนอนของเธอ พรมปลายนิ้วสัมผัสผิวเนื้ออันอ่อนไหว

เธอสะดุ้งจนตัวโยน

“สัมผัสแบบไหน...” ถ้าเธอห้าม เขาจะถอย ปลายนิ้วชี้ลากวนเป็นวงกลมบนผ้าลูกไม้ซึ่งบางจนแทบไม่มีความหมาย ก่อนทิ้งน้ำหนักลงตรงจุดกึ่งกลางอย่างยั่วเย้า “...แบบนี้?”

อะไรบางอย่างที่เปียกฉ่ำซึมผ่านเนื้อผ้าออกมา เขากดอีก มุมปากคลายเป็นยิ้มบาดใจ

“หรือแบบอื่น?”

ฟองสมุทรไม่อาจต้านทานเขาไหว ดูเหมือนเรี่ยวแรงของเธอจะเหือดหายตั้งแต่ถูกเขาจูบอย่างถนอม เป็นศีตศิลป์คนเก่า เป็นคนที่แคร์ความรู้สึกของเธอมากกว่าใครบนโลกใบนี้... ยิ่งเขายิ้มอย่างอารมณ์ดี คำห้ามปรามก็ติดอยู่บนปลายลิ้น

แค่นี้คงไม่เป็นไร...

“อ๊ะ…”

เธอสะท้านเฮือกเมื่อเขาขยับแล้วแทรกเข้าผ่านขอบกางเกงชั้นใน ใช้ปลายนิ้วซุกซนวางลงยังจุดที่ไวต่อสัมผัสที่สุด ซ้ำยังเริ่มจูบต่อ เบี่ยงเบนความสนใจของเธอด้วยการบดริมฝีปากดูดดื่มเป็นจังหวะเดียวกันกับข้างล่าง... กดเพียงข้างนอก ใช้ปลายนิ้วโป้งโยกคลึง ส่วนนิ้วกลางหยอกเอินอย่างเจนประสบการณ์

เขา... กำลังทำ... กับตรงนั้นของเธอ...

แบบนี้ชักจะเป็นแล้ว!

“ยังรู้สึกแย่ไหม?”

ถอนจูบออกเพียงนิดเดียวแล้วกระซิบถามอย่างห่วงใย แต่มือยังไม่หยุดขยับ เท่านั้นก็เพียงพอจะทำให้เธอหลงคว้าง สติกระจัดกระเจิงไปกับความหวามหวิว ฟองสมุทรกระถดสะโพกหนี แต่เขาตามติด ซ้ำยังเริ่มลงน้ำหนักอย่างหนักหน่วงจนเธอตัวเกร็ง ต้องจิกขอบเคาน์เตอร์ไว้แน่น

“อื๊อ... แย่…” เธอทวนอย่างสับสน

“หมายถึงป่วย” คีตศิลป์แยกกลีบเนื้อของเธอออกด้วยสองนิ้ว จรดจดจ่อสู่เส้นทางอันอ่อนนุ่ม ก่อนจะขอกันหน้าตาเฉย “ฉันอยากวัดอุณภูมิข้างใน...”

 

---------------

มิติใหม่แห่งการวัดไข้

ปรอทไม่มีไม่เป็นไร! พระเอกจะเป็นปรอทให้เอง!

(หมอเถื่อนมากพรี่คิงส์ ไม่มีความน่าเชื่อถือเลย)​

ความคิดเห็น