ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

โทรครั้งที่ 10 :: ถ้าโกหกต้องเป็นแฟนแล้วล่ะ [ครบ - 100% -]

ชื่อตอน : โทรครั้งที่ 10 :: ถ้าโกหกต้องเป็นแฟนแล้วล่ะ [ครบ - 100% -]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.2k

ความคิดเห็น : 41

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ค. 2561 17:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
โทรครั้งที่ 10 :: ถ้าโกหกต้องเป็นแฟนแล้วล่ะ [ครบ - 100% -]
แบบอักษร

โทรครั้งที่ 10 ถ้าโกหกต้องเป็นแฟนแล้วล่ะ

            หลังร่างสูงปล่อยผมออกจากอ้อมแขนแล้ว ผมก็ทำมึนๆ ลืมๆ มันไปไม่พูดถึง ก็ขอบคุณพอลมันด้วยที่ไม่แซวอะไรให้ผมต้องอาย ผมเดินนำอีกฝ่าย พามายังจุดเกิดเหตุ

            “นั่นอะ” ว่าพลางชี้นิ้วไปยังก๊อกเจ้าปัญหา ไอ้นี่แหละน้องพอลที่มันทำพี่เปียกซู่ซ่าแบบนี้

            คิ้วเข้มสวยของอีกฝ่ายเลิกขึ้น สีหน้าดูงงๆ เพราะมองด้วยตาเปล่าแบบนี้ก๊อกน้ำมันปกติดี “ก็ไม่เห็นมันเป็นอะไรเลยนี่ครับ”

            เออก็ใช่อยู่ เพราะกูเพิ่งยัดหัวก๊อกกลับเข้าไปไง วิธีแก้ไขเบื้องต้นของคนไม่รู้วิธี มองตาเปล่าอาจจะคิดว่าทุกอย่างปกติ ไอ้แจนมึงมันเด็กเลี้ยงแกะ ไหนก๊อกเสียวะ ไม่เห็นจะมีเลย แต่คุณอย่าได้ไปสัมผัสลูบไล้ (?) พี่ก๊อกเด็ดขาด น้ำแตกแน่นอน

            “ก๊อกนี้แหละ ถ้ามันไม่พังพี่จะเปียกแบบนี้เหรอ” ว่าแล้วก็กางแขนโชว์สภาพลูกหมาตกน้ำไปหนึ่งที พอลโคลงศีรษะ สีหน้าคล้ายจะบอกว่า...โอเค ผมเชื่อพี่ก็ได้ ขายาวก้าวเข้าไป จากนั้นเอื้อมมือไปลองเปิดก๊อกดู

            เท่านั้นแหละ…

            “เหี้ย!” ช่างจำเป็นสบถลั่นเมื่อแตะโดนนิดหน่อยหัวก๊อกก็หลุดออกมา (แบบเดียวกับผมเป๊ะ) ก็อย่างที่บอกไปว่าปั๊มน้ำบ้านผมทำงานดีมาก แรงดันนี่ต้องยกนิ้วให้เขา เพราะอย่างนั้นน้ำเลยพุ่งแรงเป็นพิเศษ และมันก็เพียงพอที่จะทำให้ร่างสูงเปียกนิดหน่อย

            แต่อะไรก็ไม่เท่าความโง่ของเจ้าตัว จากที่กลั้นขำเป็นอันต้องปล่อยก๊าก หัวเราะแบบไม่เกรงใจอะไรทั้งนั้น ก็ดูพอลมันทำดิ แทนที่จะถอยออกมาคนตัวสูงกลับยัดก๊อกกลับเข้าไปอย่างเดิม แบบเดียวกับผมเป๊ะเลย (โง่คลานตามกันมา) จากที่เปียกนิดๆ คราวนี้ซู่ซ่าเทียบเท่าผมแล้ว

            เออดี ผมมีเพื่อนละ

            “ทำไมพี่ไม่ปิดปั๊มก่อนห้ะ!” พอลล้มเลิกความคิดที่จะยัดหัวก๊อกกลับคืน ก้าวถอยออกมาขมวดคิ้วถามผม ผมยังขำไม่หยุด ไม่คิดว่าจะมีคนโง่พอๆ กับผมนะเนี่ย

            “หยุดขำเลย”

            “โทษๆ ฮ่าๆ ก็ไม่รู้นี่หว่า ใครจะคิดว่านายจะอยากเล่นน้ำ” แหย่ไปหนึ่งดอก ขอเอาคืนเรื่องเมื่อกี้ละกัน

            “เล่นตามพี่นั่นแหละ” แหมะ...รู้สึกเจ็บจี๊ดๆ แฮะ

            “แล้วเอาไงต่ออะ” ผมเอียงคอถาม

            “ก่อนอื่นเลยนะ...” พอลถอนหายใจพลางใช้มือเสยผมที่เปียกไปด้านหลัง ผมเผลอจ้องภาพตรงหน้าอย่างลืมตัว ท่าทางแบบนั้นมันน่ามองจนละสายตาไม่ได้

            พอลมัน...หล่อว่ะ

            “พี่ไปปิดปั๊มก่อนเลย”

            “อะ...อ่า...โอเคได้” ผมได้สติกลับมาเมื่อดวงตาคมเลื่อนมาสบ เดินไปปิดปั๊มตามที่อีกคนสั่งมา

            หลังจากนั้นพอลก็กลับไปที่บ้าน ขนอุปกรณ์ในการซ่อมออกมาวางกองไว้ที่บ้านผม จากนั้นขับรถเข้าตลาดไปซื้อหัวก๊อกตัวใหม่มาเปลี่ยนให้ ก็เกรงใจบวกรู้สึกผิดอยู่หน่อยๆ ล่ะนะ ไอ้ครั้นจะทำเองก็ง่อยแดก ไม่เป็นสักอย่างเลยฮับ จึงทำได้เพียงยืนให้กำลังใจอยู่ใกล้ๆ

            พอของครบพอลก็ลงมือซ่อมก๊อกน้ำด้วยท่าทางชำนาญเหมือนเป็นช่างซ่อมมาสิบปี ผมยืนมองอยู่ห่างๆ อดทึ่งไม่ได้นะ มึงจะเป็นทุกอย่างเลยใช่ไหม ทำไมเกิดมาครบแบบนี้วะ

            เวลาผ่านไปสักพักก๊อกน้ำตัวใหม่ของผมก็พร้อมใช้งาน คนเก่งยืนเต็มความสูง ดวงตาคมมีเสน่ห์มองผลงานของตนเองอย่างพึงพอใจ จากนั้นก้มดูสภาพตัวเองที่ยังคงเปียกอยู่ก็ถอนหายใจ พอลเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผม

            “เลี้ยงข้าวเลย!”

            “อ่า เอาดิ” ผมตอบรับ เพราะความเกรงใจและรู้สึกผิด บวกแววตาของคนตรงหน้านั่นแหละที่บอกว่า...ถ้าพี่ไม่เลี้ยงผมเคืองจริงๆ ด้วย ผมจึงตอบรับอย่างว่าง่าย

            “เข้าบ้านดิ เดี๋ยวทำอะไรให้กิน” ผมเดินเข้ามาในครัว เปิดตู้เย็นมองหาของที่พอจะเอามาทำมื้อค่ำได้ ถือว่าพอลมันโชคดีนะ เมื่อสองวันก่อนผมเพิ่งซื้อของสดเข้าบ้าน พักหลังๆ มานี้ผมไม่ค่อยซื้อของสดติดตู้เย็นเท่าไหร่ เหตุผลหลักๆ เลยคือขี้เกียจ

            “ไปกินร้านหมวยเล็กกันเถอะ อย่าทำเลย เดี๋ยวไฟไหม้บ้าน” เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลัง ดูมึงฝังใจกับไฟไหม้กระทะของกูเนอะ

            “อย่าดูถูก คราวนั้นลืมเฉยๆ คราวนี้รับรองไม่พลาด อร่อยแน่นอน” พอลเลิกคิ้วตอบรับ พยักหน้าหงึกหงักแต่ทว่าสีหน้ากลับดูไม่เชื่อผมสักเท่าไหร่ มึงนี่น่าตบเนอะ

            “แต่ก่อนอื่นนะ…” พอลมองข้ามผมไปยังตู้เย็นที่เปิดค้างอยู่ก่อนจะดึงสายตากลับมาที่ผมอีกครั้ง ดวงตาคมกวาดมองร่างกายผมตั้งแต่หัวจรดเท้า รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากเผยขึ้น

            “ผมว่าพี่ควรไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่ก็อาบน้ำเลยก็ได้”

            เพราะแววตาวับระยิบระยับแปลกๆ นั่นทำให้ผมก้มมองตาม และก็เข้าใจในทันทีว่ามันมองผมแบบนั้นเพราะอะไร

            ก็เพราะเสื้อที่ผมใส่อยู่นี่ไง ไม่บางนะ สีเข้มด้วย ถึงจะผ่านมาสักพักแล้วแต่ผ้ายังคงอมน้ำอยู่ มันเลยแนบกับเนื้อตัวผม แต่ไม่สำคัญเท่าหัวนมที่มันกำลังชูชันดันเสื้ออยู่ในขณะนี้!

            ก็รู้สึกหนาวๆ อยู่หรอก แต่ไม่คิดว่าร่างกายจะออกอาการขนาดนี้

            และดูไอ้พอลมัน...มองไม่วางตาเลยนะ!

            ผมแกล้งยักไหล่แล้วกอดอก เหมือนจะเก่งนะแต่จริงๆ คือบังหัวนม “ทำไม หวั่นไหวหรือไงหนุ่มน้อย”

            ทว่าพอเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายที่เปลี่ยนไปก็ทำให้ผมคิดได้ว่าตัวเองนั้นพลาดแล้ว เหมือนไปปลุกเสือร้ายเข้าให้ ขายาวก้าวเข้าหา สัมผัสได้ถึงท่าทีคุกคามหน่อยๆ

            แบบนี้มัน...ไม่ปลอดภัย!

            “ขออยู่ใกล้กว่านี้ได้ไหมครับ เผื่อจะตอบได้ว่าหวั่นไหวหรือเปล่า”

            ไม่ต้องมาใช้เสียงนุ่มๆ กล่อมกู! ขอบอกเลยว่ามันไม่ได้ผล!

            “เอ่อ...พี่ว่าพี่ไปอาบน้ำดีกว่า นายก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ บ้านใครบ้านมัน แยก! อีกสามสิบนาทีกลับมาเจอกัน” ผมบอกรัวๆ แล้วก้าวหลบมาอีกทางก่อนจะวิ่งขึ้นบันไดโดยไม่รอฟังอะไรจากคนตัวสูง ไม่วายได้ยินเสียงหัวเราะดังตามหลัง

            แม่ง...แกล้งผมอีกแล้ว

            เราทั้งคู่แยกย้ายกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า หลังผมอาบน้ำเสร็จก็ลงมาทำกับข้าว สองอย่างง่ายๆ เต้าหู้ทรงเครื่องกับแกงจืดสาหร่าย ระหว่างที่ทำนั้นก็มีตัวเกะกะวอแวซ้ายขวาไม่เลิก พันแข้งพันขาเหมือนเจ้าตัวมันขาดความอบอุ่นอะ ผมว่าและไล่ให้ไปนั่งรอตั้งหลายที

            จนเมื่อกับข้าวเสร็จเรียบร้อยพร้อมกิน ผมตักข้าวให้คนที่กำลังมองกับข้าวตรงหน้าด้วยแววตาไม่มั่นใจ

            “ทำไมมองแบบนั้น ถ้าไม่อร่อยให้ตบเลย” ผมว่าพลางส่งจานข้าวให้ อย่าดูถูกฝีมือพี่แจนนะน้องพอล

            “ผมตีพี่ไม่ลงหรอก” ร่างสูงเงยหน้ามาส่งยิ้มละมุนอ่อนโยนให้หนึ่งทีก่อนจะตักกับข้าวใส่จานแล้วส่งเข้าปาก เคี้ยวอยู่ครู่หนึ่งรอยยิ้มกว้างก็ตามมา

            “อร่อย”

            “แน่นอนอยู่แล้ว อันนี้รู้ตัว บอกเลยว่าใครได้พี่เป็นแฟนถือว่าแต้มบุญสูงมาก มีของอร่อยให้กินตลอด” ถ้าผมขยันทำล่ะนะ ผมนั่งลง พร้อมที่จะลงมือทานบ้างแล้ว

            พอลวางช้อน “พี่รู้ไหม ผมทำบุญบ่อยมาก”

            หืมมมมม

            ผมชะงัก หรี่ตามองคนตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ

            พอลหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าผม “ล้อเล่นน่ะ สายบุญไม่ค่อย”

            “พอลมึง!” ผมว้ากเลย จะแกล้งกูอีกนานไหมห้ะ

            “ไม่เอาดิ ไม่แยกเขี้ยว” มันยังคงอารมณ์ดี หัวเราะสนุกสนาน เท่านั้นไม่พอ ยังส่งมือมาหยิกแก้มผมอีก

            เดี๋ยวงับซะหรอก!

            “พอล!” เอนหน้าหนี เรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงเข้ม

            “ค้าบ~” มันไม่สำนึกสักนิด

            มึงมันเลี้ยงเสียข้าวสุก เสียเต้าหู้เสียสาหร่ายด้วย มึงคายออกมา!


- 35% -

            ทั้งๆ ที่คิดเอาไว้ว่าคงไม่มีงานกับทาง Mass Games อีกแล้ว เพราะเล่นโวยใส่พี่ณะไปแบบนั้น แต่ไม่ครับ ไม่ใช่อย่างที่ผมคิด เพราะวันนี้พี่หญิงนัดผมให้เข้าไปที่บริษัทเพื่อคุยเกี่ยวกับโปรเจ็กต์งานตัวใหม่

            พนักงานประจำที่นี่ก็มีบ้างที่ไม่ชอบขี้หน้าผม ก็นะ วางท่ากล้าโวยวายหัวหน้าอย่างไม่เกรงกลัว แถมได้กลับมาทำงานร่วมกันต่ออีก ตอนที่ประชุมคุยงานผมนี่ได้รับสายตาทิ่มแทงไม่พอใจเป็นระยะ

            ก็รู้ว่าต้องมีคนเหม็น แต่เรื่องนี้มึงไปโวยกับพี่ณะเอาเอง กูไม่เกี่ยว ไปถามพี่แกนู่นว่าทำไมถึงเอากูกลับมาทำงานอีก

            “ทั้งหมดก็ตามที่คุยกันไว้นะ” พี่ณะพูดปิดท้าย ทุกคนพยักหน้ารับ ผมก้มอ่านรายละเอียดต่างๆ อีกครั้ง หลังจากโดนด่าไปคราวที่แล้วพี่แกเล่นเรียกผมมาคุยตั้งแต่ครั้งแรกเลยครับ ก็ถือว่าดี

            “แจน”

            “อะ...ครับ” ผมเงยหน้าขึ้นเมื่อพี่ณะเรียก พี่แกกลับไปเป็นพี่กฤษณะจอมโหดอย่างเดิมแล้วครับ ไม่ได้ยิ้มให้เหมือนตอนไปส่งบ้าน หรือท่าทีที่อ่อนลง ก็เข้าใจได้ตอนนี้คือเวลางาน แถมอยู่ต่อหน้าลูกน้องด้วย ซึ่งมันจะดีมากถ้าเกิดพี่คงท่าทีแบบนี้ไว้ตลอด

            พี่ณะผายมือไปทางผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งผมไม่คุ้นหน้า “เพทาย เขาเพิ่งมาใหม่ รู้จักกันไว้สิ”

            อ๋อ มิน่าไม่คุ้นเลย

            “สวัสดีครับ เรียกทายก็ได้นะ” เจ้าตัวยิ้มกว้าง ดูเป็นมิตรและเป็นกันเอง ช่างต่างจากผมยิ่งนัก

            “แจนครับ”

            “คุณกลับเลยก็ได้นะ ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมผมจะเรียกอีกที” พี่ณะบอกก่อนจะลุกขึ้นยืน ผมพยักหน้ารับ

            “ครับ”

            ทุกคนลุกขึ้นแยกย้าย ผมเดินรั้งท้าย พร้อมกับดึงพี่หญิงให้มาเดินด้วยกัน ร่างบางเอียงคอ มองผมด้วยสายตาไม่เข้าใจ

            “น้องแจนมีอะไรสงสัยหรือเปล่าคะ”

            “พี่หญิง เมื่อวันอาทิตย์นั้นน่ะ”

            “ทำไมคะ”

            “พี่รู้ใช่ปะ ว่าพี่ณะ…” จะพูดยังไงดีวะ

            ท่าทางของผมยิ่งทำให้พี่หญิงงงหนักขึ้นไปอีก คิ้วสวยๆ นั่นขมวดเข้าหากัน “คุณณะทำไม เขาว่าอะไรแจนเหรอ”

            “เอ่อ...ก็เปล่า”

            “อย่าใส่ใจเลยค่ะ คุณณะเขาก็ดุแบบนี้ประจำอยู่แล้ว”

            ไม่เลยฮับ เมื่อวันนั้นไม่ดุเลยฮับ อ่อนโยนมาก ประดุจน้ำยาปรับผ้านุ่มเด็ก แต่อาการแบบนี้พี่หญิงคงไม่รู้สินะ

            “ครับ ไม่มีอะไรแล้วล่ะ พี่ไปทำงานต่อเถอะ”

            “จ้ะ กลับบ้านดีๆ นะ” พี่หญิงโบกมือให้ผมนิดหน่อยก่อนเดินจากไป ผมถอนหายใจ เผลอคิดไปแล้วว่าพี่หญิงรู้เห็นเป็นใจช่วยพี่ณะเรื่องผม ผมส่ายหน้า เดินเลี้ยวไปทางห้องน้ำ และก็เจอเข้ากับเพทายที่กำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่หน้าทางเข้าพอดี

            “เออ กูย้ายมาทำงานที่นี่ อยู่ใกล้บ้านมึงเลยนะ ไว้ว่างๆ ไปหาอะไรแดกกัน”

            “...”

            “มึงเอาที่อยู่บ้านมึงมา วันไหนกลับบ้านก็บอกกู เดี๋ยวกูเข้าไปหา”

            “...”

            “เออๆ เจอกัน”

            ไม่ได้ตั้งใจแอบฟังนะ มันเข้าหูเองเหอะ เพทายเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกง ใบหน้าเป็นมิตรนั่นส่งยิ้มกว้างให้ผม

            “เพื่อนน่ะครับ บ้านมันอยู่ใกล้ๆ นี้พอดี ก็เลยว่าจะนัดเจอกันสักหน่อย” ผมยิ้มแหยๆ รับ เล่นรายงานเสร็จสรรพเลย แต่ที่อยากบอกคือ...เพทาย พี่ไม่ได้ถาม บอกกูทำไม! เป็นคนพูดมากใช่ไหมกูจะได้จำเอาไว้

            เข้าห้องน้ำเสร็จก็ไม่มีอะไรให้อยู่ต่อแล้วผมก็ตรงกลับบ้านเลย ขับรถกลับเจอแดดร้อนๆ แล้วรู้สึกเพลีย เข้าบ้านปุ๊บผมทิ้งตัวนอนเหยียดที่โซฟาทันทีเหมือนคนหมดแรง เปลือกตาปิดลง กะว่าจะพักสายตาสักครู่

            ไลน์!

            ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเมื่อเสียงแจ้งเตือนดัง เบิกตากว้างนิดๆ กับชื่อคนที่ไลน์เข้ามา

            Chanagun’ P: //สติ๊กเกอร์หมีขาวเคาะเรียก

            ผมมีไลน์อีกฝ่ายได้เพราะมันแอดอัตโนมัติเมื่อเมมเบอร์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีรูปของชนกันต์ให้ดูหรอกนะ เพราะเขาใช้เป็นรูปแมวอาจารย์เหมียวมาดาระแทน น่ารักซะ

            Chanagun’ P : คุณแจนครับ อยู่ไหมเอ่ย ผมมีคำถาม

            Je T’aime Janz : อยู่ครับ ว่าไงครับ ถามมาได้เลย

            ผมพิมพ์ตอบกลับอย่างไว เรื่องชนกันต์ไว้ใจแจน แจนจริงจังและไวเสมอ

            Chanagun’ P : ไม่คิดถึงกันบ้างเหรอครับ เงียบหายไม่เห็นโทรหากันเลย :(

            เห็นข้อความที่เจือไปด้วยอาการน้อยใจนั่นแล้วผมก็อยากแหกปากร้องให้ลั่นซอย ถามตรงๆ แบบนี้ถึงผมจะหน้าด้านแต่ก็ยอมรับว่าตอบกลับไม่ถูกเหมือนกัน เขินอะไอ้บ้าเอ้ย! ใจจริงอยากโทรหาที่สุด แต่มันติดอยู่นิดเดียว

            ผมไม่รู้ว่าชนกันต์ว่างเมื่อไหร่เนี่ยสิ

            ผมจำได้ว่าอีกฝ่ายตอนทำงาน เขาโทรหาผมหลายช่วงเวลา เยอะเกินจนผมสับสน ถ้าโทรไปตอนชนกันต์ทำงานมันก็รบกวนใช่ไหมล่ะ พอเป็นตอนกลางคืน ก็ไม่รู้ว่าเขาหลับไปหรือยัง

            สุดท้ายเลยไม่ได้โทร

            ผมลูบหน้าลูบตา ปลอบตัวเองให้หายใจสั่นแล้วกดโทรออกหาคนน้อยใจ ซึ่งทางนั้นก็รับอย่างไว

            [นึกว่าลืมกันแล้ว] ทักทายคำแรกได้น่าปลอบประโลมยิ่งนัก

            “ไม่ลืมครับ ผมแค่...เอ่อ...ไม่กล้าโทรน่ะ”

            [หืม ทำไมครับ]

            “ก็...ผมไม่รู้ว่าคุณว่างตอนไหน ทำงานหรือเปล่า ถ้าผมโทรไปมันก็เป็นการรบกวนใช่ไหมล่ะ จะโทรตอนกลางคืนก็กลัวคุณนอนไปแล้ว สุดท้ายเลย...งื้อ ไม่ได้โทรเลยอ่า~” ผมว่าเสียงหงอยๆ ถ้าคนในสายอยู่ใกล้ๆ จะเอาหัวไถอ้อน

            [อ่า...นั่นสินะ] คุณชนกันต์พนักงานดีเด่นครางรับ ผมเม้มปาก ยอมรับแบบไม่อายฟ้าดินเลยว่าตอนนี้ผมใจบาปมาก เขาครางรับแต่ผมดันคิดเป็นอย่างอื่น อ่ามาทีผมนี่วูบวาบที่ท้องน้อยเลย จิตอกุศลสุดๆ

            “ผมอยากคุยกับคุณจริงๆ นะ แต่...งืม นั่นแหละ”

            [คุณแจนครับ]

            “ครับ?”

            [ผมทำงานจันทร์ถึงศุกร์ หยุดเสาร์และอาทิตย์ จันทร์ถึงพุธสี่โมงถึงตีหนึ่ง พฤหัสกับศุกร์แปดโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น นอกนั้นผมว่าง เวลานอนของผมไม่แน่นอน ลองทักมาก่อนก็ได้ครับ] ผมกะพริบตาปริบๆ เมื่อปลายสายรายงานตารางชีวิตมาหมดเลย

            อยู่ๆ ก็รู้สึกดี เหมือนได้รับคำอนุญาตให้มีส่วนร่วมในเวลาว่างของอีกฝ่าย

            [จดหรือยังครับ]

            “เออลืม”

            [ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมส่งเข้าไลน์เนอะ]

            “ขอบคุณมากครับ ส่วนผม...เวลาว่างไม่แน่นอน ทำงานแล้วแต่อารมณ์ แต่ถึงจะทำงานผมก็รับสายได้ตลอด เพราะงั้น...อยากโทรเมื่อไหร่ก็โทรได้เลยนะ”

            [อย่างนี้ก็โทรก่อนนอนได้น่ะสิ ผมต้องการคนบอกฝันดี] ชนกันต์ว่าอย่างขี้เล่น ผมนี่ตะแคงตัวหน้าเอาซุกกับพนักพิงโซฟาทันทีเมื่อจบประโยค รู้ซึ้งเลยถึงคำว่าเขินจนอยากมุดหนี นี่แหละผมกำลังเป็นอยู่

            “จะว่าไป รายงานตารางชีวิตเหมือนเรากำลังจีบกันเลยนะ”

            [อ้าว ก็จีบกันอยู่ไม่ใช่เหรอครับ] ชนกันต์ถามกลับเสียงนุ่ม เต็มไปด้วยความอ่อนโยนดอกไม้บานล้นทุ่ง แต่มันไม่อ่อนโยนกับใจผมเลยแม้แต่น้อย รุนแรงมาก ฮึก!

            ขอยาแก้เขินหนึ่งแผงฮะ

            [หืม เงียบเก่ง ถ้าเขินกดหนึ่ง] น้ำเสียงล้อเลียนมันมาละ

            “ไม่ได้เขินเว้ย!”

            [จริงเหรอ ถ้าโกหกต้องเป็นแฟนแล้วล่ะ]

            โอ๊ยยยยยยยย! ตามหมอ! ตรงนี้มีคนเป็นโรคหัวใจ


- 75% -

            “ชนกันต์!”

            [ครับผม] ไอ้คุณชนกันต์ขานรับเสียงนุ่ม แวบหนึ่งผมเผลอนึกถึงไอ้เด็กข้างบ้าน รายนั้นเวลาเรียกชื่อมันก็ชอบขานรับแบบนี้

            แต่จะว่าไป พอลกับชนกันต์ก็มีน้ำเสียงและโทนเสียงคล้ายกันอยู่นะ ซึ่งถ้าสังเกตดีๆ มันก็...คล้ายมาก

            ผมส่ายหน้า โยนเรื่องไร้สาระนั่นออกจากหัว “คุณกำลังทำให้ผมอยากดำดินหนี”

            [จะหนีไปไหนครับ อยู่กับผมก่อนสิ] ชนกันต์อ้อนกลับมา

            “อ้อนเก่งจังนะ ชักสงสัยแล้วสิว่าคุณอ้อนแบบนี้กับทุกคนหรือเปล่า”

            [หึงพูดแบบนี้นะครับ]

            โอ๊ยชนกันต์ มึง! เอาใหญ่เลยนะ

            “ใจคอจะทำให้ผมเขินทุกประโยคเลยหรือไงครับ”

            [จริงๆ อยากให้เขินแค่ประโยคบอกรักนะ แต่คุณเล่นเขินหมดเลยแบบนี้ดูท่าจะเป็นไปไม่ได้แล้วแหละ] เมื่อคนเสียงหล่อว่ามาแบบนั้นผมนี่ยกมือปิดหน้าเลย แก้มร้อนจนแทบระเบิด ไม่ต้องตามแล้วนะหมออะ ตามปอเต็กตึ๊งแทนได้เลย มาเก็บศพแจนไปที

            แกร๊ก

            “ฮายยยยเตี้ย~ คิดถึงกูไหมคะ”

            เหี้ย!

            ผมเด้งตัวขึ้นมานั่งเมื่อจู่ๆ  มีคนโผล่เข้ามาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง หรือจริงๆ อาจจะมีเสียงแต่ผมสนใจอยู่แต่กับคนในสาย จึงไม่สนหินสนแดดอย่างอื่นเลย ไอ้หงส์ถอดรองเท้าส้นสูงปรี๊ดของตนวางเก็บอย่างดี ดวงตาเรียวสวยที่กรีดอายไลน์เนอร์จนกลายเป็นลุคเซ็กซี่เหลือบมองผมก่อนเลิกคิ้ว

            “ทำหน้าตกใจทำไม แล้ว...คุยกับใครน่ะ”

            “หงส์ จะมาทำไมไม่บอกก่อน” ผมดึงหน้าใส่เพื่อน จริงใจอยากแหกปากด่ามันว่ามึงจะเสือกเสนอหน้ามาตอนนี้ทำพ่อง! ขัดจังหวะกูฉิบหาย แต่เพราะมีชนกันต์อยู่ด้วยไง แจนเลยต้องเรียบร้อยและนุ่มนิ่มเข้าไว้

            ไม่ได้แอ๊บ แค่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีงาม

            ร่างบางกอดอกหรี่ตามอง มันมองหน้าผมสลับกับโทรศัพท์ที่กำลังแนบหูอยู่ ครู่เดียวก็ยิ้มเลวออกมา จากการที่เป็นเพื่อนกันมาตลอดทั้งชีวิต แน่นอนว่าเราเดาท่าทีของกันและกันได้หมด มันขยับปากพูดแบบไม่มีเสียงว่า ‘คุยกับผู้’

            [คุณแจนวางก่อนไหมครับ] ชนกันต์ถามเพราะเห็นว่าผมเงียบไปนาน

            “ไม่เป็นไรครับ”

            หงส์มันเบ้ปากให้น้ำเสียงที่ผมใช้พูดกับคนในสาย จากนั้นมันก็ยิ้มเลวอีกครั้ง ผมได้กลิ่นความฉิบหายลอยมาจางๆ

            “ที่คุยนั่นใคร แฟนเหรอ” เอาแล้วไง แค่เห็นยิ้มเลวๆ ของมันก็พอจะเดาได้ และใช่ ไอ้หงส์มามุกนี้จริงๆ ด้วย ท่อนขาเรียวสวยของเพื่อนรักก้าวเข้ามานั่งข้างๆ นี่มึงกลัวชนกันต์ไม่ได้ยินว่างั้น

            “ไปไกลๆ น่า”

            “ปิดบังแบบนี้ไม่ใช่แฟนสินะ”

            “หงส์” ผมกดเสียงเข้ม อยากด่าฉิบหายแต่กำลังอยู่ในโคตรคิตตี้ไง ด่าไม่ด้าย~

            “ใช่เด็กที่หน้าเซเว่นนั่นปะ”

            หุบปาก!

            [หืม?] คนในสายครางเบาๆ เหมือนสงสัย บ่งบอกเลยว่าพี่แกได้ยินทุกคำ

            “หรือว่าลูกค้าประจำที่จีบมึงอยู่” ไอ้หงส์เดินหน้าแกล้งผมต่อ แต่ลูกค้าประจำอะไรของมึง! คนจ้างประจำน่ะมี แต่ไม่มีใครจีบกูเว้ย! ไอ้บ้านี่

            “ไม่มีเถอะ” ผมปฏิเสธเสียงแข็งพลางสาดสายตาสาปแช่งใส่คนข้างตัว แต่อีกฝ่ายหาได้สำนึกไม่

            “งั้นหรือจะเป็นไอ้บาสที่เรียนด้วยกันสมัยมัธยม เห็นมึงบอกว่าเพิ่งกลับมาเจอกันนี่ จำได้ว่ามันเคยชอบมึง” มันสาดความฉิบหายใส่ผมอย่างต่อเนื่อง จัดมาเป็นคอมโบ ดอกสุดท้ายนี่ตีติดคริด้วยไง รุนแรงเหลือเกิน แล้วบาสอะไร บาสไหน ไม่รู้จัก! จำไม่เห็นได้เลยเว้ย!

            “เงียบเถอะ อย่ามาปั่น ไม่มีทั้งนั้นแหละ”

            “ไม่ใช่สักคนเลยเหรอ เยอะนะมึงเนี่ย ไม่ไหวๆ กูไปหาน้ำกินดีกว่า” แกล้งผมจนหนำใจแล้วมันก็สะบัดก้นหนีไปที่ห้องครัว

            [เสน่ห์แรงจังเลยนะครับ]

            !!

            ผมใจหล่นวูบเมื่อปลายสายว่าด้วยน้ำเสียงน้อยใจ

            ไอ้เหี้ย ของจริงปะเนี่ย

            “ไม่ใช่สักหน่อย หงส์มันแกล้งผม อย่าไปเชื่อมัน มันแกล้งแจน!”

            [ไม่มีอย่างที่เพื่อนบอกจริงเหรอครับ]

            “อื้ม! จริงแท้แน่นอน” ผมพยักหน้าหงึกหงักยืนยัน แม้อีกฝ่ายจะไม่เห็นก็ตาม

            [เพื่อนสมัยมัธยม?]

            “ไม่มี เหลือรอดคนเดียวคือไอ้หงส์นั่นแหละ นอกนั้นหายไปไหนหมดแล้วก็ไม่รู้” เรื่องที่เราเกรี้ยวกราดเกินจนเพื่อนไม่คบอันนี้จะเป็นความลับตลอดไป

            [ลูกค้าประจำล่ะ]

            “ลูกค้าประจำน่ะมี แต่ที่มาจีบไม่มีเลยสักคน” ไม่มีเลยเจ้าค่ะ ชนกันต์ได้โปรดรับรู้ด้วย

            [เด็กหน้าเซเว่น?]

            “มะ...อ่า…” เอ่อ…จะว่าไปก็มีอยู่คนหนึ่งนะ หน้าตาหล่อเหลา ตัวสูง เสียงหล่อ และ...เจ้าเล่ห์!

            [อืม มาละหนึ่ง]

            ผมย่นคิ้ว “อะไรมาครับ”

            [คู่แข่ง] ชะงักกึก คือ...ผมยิ้มได้ไหมกับประโยคนี้

            “โอ๊ยไม่ต้องแข่ง ผมให้คุณชนะไปเลย” ได้ทีขอหยอดมั่ง หยอดเองแล้วก็เขินเอง ผมคว้าหมอนอิงมากอด เอาหน้าซุกลงไป ถูๆ ไถๆ จนหน้าจะยับเจ็บไปหมดค่อยเงยขึ้นมา ทางด้านไอ้หงส์มันชงน้ำแดงเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังยืนพิงขอบประตูห้องครัวมองมาที่ผม สีหน้าอย่างกับคนเห็นของประหลาด

            นี่เพื่อนไงหงส์

            [หืม น่ารักเก่ง]

            ใจบางอีกครั้ง ฮึก!

            “ตกลงคุยกับใครวะ ใช่พ่อหนุ่มเสียงหล่อคนนั้นของมึงหรือเปล่า” ไอ้หงส์ยกน้ำแดงขึ้นจิบพลางเอ่ยถาม

            [คนนั้นใช่ผมหรือเปล่าเอ่ย] ชนกันต์ร่วมถามด้วย

            “งื้อ” ผมครางตอบ คือ...มาถึงขนาดนี้ละคงไม่ต้องปิดแล้วล่ะ

            “ชอบเขาจริงเหรอหืมน้องแจน จำที่พี่หงส์บอกไม่ได้เหรอคะ อย่าไปหลงแค่เพราะว่าเขาเสียงหล่อ เขาอาจจะมีครอบครัวแล้วก็ได้” รอยยิ้มเลวปรากฏบนริมฝีปากบางสีแดงสดนั่นอีกครั้ง ผมชักสีหน้าใส่คนพูดทันที มึงอย่ามาปากหมา เดี๋ยวตีปากเลย~

            [แต่ผมยังโสดนะครับ]

            ห้ามยิ้มไม่อยู่เลยทีนี้ เขาโสด!! ชัดไหม ชนกันต์ยังโสด!

            “เขาอาจจะชอบผู้ชาย” ไอ้หงส์ปั่นต่อ ผมชี้นิ้วเข้าที่ตัวเองอย่างต้องการถามว่า...กูไม่ใช่ผู้ชายตรงไหน ร่างบางทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ถามจริง ปกติมึงมองกูเป็นเพศอะไรวะ

            [ก็ใช่นะครับ คนที่ผมเริ่มชอบเขาเป็นผู้ชาย] ไอ้ทางนี้ก็ตอบรับทุกประโยคเลยวุ้ย และแต่ละคำที่พูดออกมาก็ทำให้ผมยิ้มจนปากจะฉีก หน้าผมกับจานเคเบิ้ลอะไรใหญ่กว่ากันให้ทาย

            “และอาจจะเป็นตุ๊ด”

            [ผมไม่ได้อยากแต่งหญิงนะ]

            “หรือไม่ก็หน้าตาไม่ดี”

            [ตอนเรียนผมติด 1 ใน 5 คนหน้าตาดีที่ของสุดฝ่ายชายนะครับ] ว่าจบก็ตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะอันน่าฟัง

            โอ๊ยยยย โซผัวมากๆ!


- 100% -


○○○○○○○○○○○○



ฮัลโหลลลลล~ มาต่อแล้วจ้าาาา

ไม่ได้เล่นเกมมาสองวันละ ได้นิยายมาเพิ่มด้วยหนึ่งตอน ปรบมืออออ 5555

เห็นมีคนถามว่าเขาจะได้เจอกันเมื่อไหร่ อันนี้บอกได้ เขาเจอกันตอนที่ 13 จ้าาา หึๆ ตั้งตารอไว้เล้ยยยย อุอิๆ

เดี๋ยวพรุ่งนี้มาอัพต่อให้นะคะ ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์ด้วยจ้า ต่อกำลังใจให้ได้อย่างมากเลย ♥

เจอกันตอนหน้าจ้า ขอบคุณที่เข้ามาอ่านน้า ยักๆ ♥


ความคิดเห็น