ฝากติดตามเค้าด้วยน้าาา💕

ชื่อตอน : บทที่ 1 : พบพาน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11k

ความคิดเห็น : 29

ปรับปรุงล่าสุด : 04 เม.ย. 2564 14:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 : พบพาน
แบบอักษร

.


หลังจากที่เสวี่ยม่านนอนตากลมจนรู้สึกไม่สบายเพราะลืมปิดหน้าต่าง วันนี้จึงนอนซมในตำหนักทั้งวันไม่ได้ออกไปไหนโดยมีเหลียนฮวาคอยดูแล


“ข้ารู้สึกดีขึ้นแล้ว ขอบใจเจ้ามากนะ”


“วันนี้ข้าให้ทหารช่วยเก็บดอกบัวในสระมาด้วยนะเจ้าคะ เห็นว่าคุณชายชอบไปนั่งที่นั่นข้าจึงนำมาปลูกไว้หน้าตำหนัก ลอยในอ่างอยู่ใกล้ๆดอกเหมยกุย”



เสวี่ยม่านพยักหน้าเป็นการขอบคุณ ก่อนจะนำกวีบทหนึ่งที่พึ่งแต่งเสร็จมาให้แก่นางเพื่อเป็นการทดแทนที่ต้องคอยดูแลตนเอง


“ข้าตอบแทนเจ้าได้เพียงเท่านี้”


“คุณชายให้ข้าหรือ ขอบคุณนะเจ้าค่ะ”


นางก้มคำนับพื้นราวกับคำนับเชื้อพระวงค์สูงส่งก็มิปานจนเสวี่ยม่านได้ยินเสียงหัวโขกพื้นดังไม่หยุดจึงบอกให้เลิก


“ยามข้าเห็นท่านขีดๆเขียนๆกวีแล้วพลันนึกถึงเหลียงอ๋องนักเจ้าค่ะ พระองค์ทรงชอบความสำราญและชอบบทกวีมากนะเจ้าคะ ข้าได้ยินมาว่าภายในพรุ่งนี้พระองค์ก็จะทรงเสด็จกลับมาถึงวังหลวง”


ใบหน้าใสสะอ้านตื่นตระหนกกับชื่อที่ได้ยินว่าจะกลับมายังวังหลวง เหตุใดจึงกลับมาเร็วถึงเพียงนี้ ห่างกันไปนานเท่าไหร่...  เสวี่ยม่านคิดว่ามันน่าจะสามเดือนได้แล้วที่ไม่ได้พบหน้า หยาง เหวินเหลียง..


“ข้าจะนอนพักสักหน่อย..”


เสวี่ยม่านเอ่ยดังนั้นทำให้เหลียนฮวากลับออกไปเพื่อไม่เป็นการรบกวนการหลับพักผ่อน หากแต่ช่วงนี้กลับรู้สึกขนลุกราวกับว่ามีสายตาแปลกๆส่งมาคุกคามเสมอแม้จะมองไม่เห็นแต่กลับสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ใกล้ตัว


.

.


.


“ถวายบังคมฝ่าบาท”


“ใยเหลียงอ๋องถึงทักทายเราเช่นนี้.. อย่างไรเสียก็เป็นดั่งพี่น้องและอาหลาน”


ฮ่องเต้ผู้นี้แย้มพระสลวลบนมุมปากให้แก่ผู้ที่มีศักดิ์เป็นเสด็จอาของตนแต่อายุที่ห่างกันเพียงไม่กี่ชันษา


“เราครองราชย์มาได้ 7 ปีแล้วสินะ ขอบคุณที่เหลียงอ๋องยอมกลับมาร่วมพิธีบรมราชาภิเษก”


“กระหม่อมย่อมทำตามประสงค์ของพระองค์”


“อีกแล้วนะ เราบอกท่านแล้วว่าไม่ต้องกล่าววาจามากพิธี”


“ย่อมได้.. และที่ข้ากลับมาคราวนี้ข้าจะนำของบางอย่างมาเยี่ยมเสวี่ยม่าน”


“ผู้ใดงั้นหรือ... ชายคนรักที่ท่านแอบเลี้ยงไว้ที่เมืองหลวงงั้นรึ”


เหลียงอ๋องขมวดคิ้วจนผูกเป็นปม.. พลันนึกได้ว่าฮ่องเต้ผู้นี้หาได้สนใจสิ่งใดนอกจากทำงานออกว่าราชการ ขนาดครองราชย์มาถึง 7 ปี พระแม่แผ่นดินยังไม่ได้แต่งตั้งขึ้นมาเสียด้วยซ้ำจนข้าหลวงในวังและฮองไทเฮาทรงร้อนพระทัยนัก


นี่เท่ากับเขาส่งคนผู้นั้นมาขังกรงนั่นแหละนะ..


“คุณชายหรงคือของกำนัลที่ข้าส่งให้ท่าน ข้าไถ่มาหลายหมื่นตำลึงทองเชียวล่ะ”


ฮ่องเต้ทรงพยักหน้าอย่างรับรู้พลันนึกขึ้นมาได้ว่าคนผู้นั้นที่เหลียงอ๋องกล่าวคือชายคณิกาแห่งหอโคมแดง ซึ่งตนเองได้จัดเตรียมตำหนักเหมยกุยพร้อมนางกำนัลรับใช้ไว้รออยู่แล้ว  


พระองค์ให้เข้ามาอยู่ในวังหลวงสถานะใดยังไม่ทราบได้ เพียงแค่รับรู้ว่าของกำนัลจากเหลียงอ๋องเป็นสิ่งมีชีวิตและที่สำคัญเป็นบุคคลหนึ่ง หากให้อยู่ในวังหลังก็คงจะไม่เป็นการดีเพราะเป็นบุรุษเพศยกเว้นจับตอนเป็นขันทีเสีย เลยต้องส่งไปอยู่ตำหนักเหมยกุยที่ค่อนข้างปลีกวิเวกและห่างไกล เป็นตำหนักที่สร้างใกล้กับวังตงเปียนขององค์รัชทายาทหรือตำหนักเก่าของพระองค์เอง


แต่พอนานวันไปก็ลืมเลือนว่ามีคนผู้นี้เสียแล้ว.. ขนาดพระสนมอีกหลายคน พระองค์ยังไม่ค่อยเลือกป้ายเข้ามาปรนนิบัติเลยด้วยซ้ำ ยกเว้นก็เพียงแต่พระอัครชายา หวังเต๋อเฟย ที่ได้มาตำหนักฮ่องเต้บ่อยนัก


“เรานึกออกแล้ว.. ที่ว่าท่านนำมาเพราะมีฝีมือบรรเลงดนตรีล้ำลึกหาจับตัวยาก”


“ถูกต้องแล้วฝ่าบาท”


“งั้นสินะ เราควรเรียกตัวคุณชายหรงมาแสดงที่ท้องพระโรงดีหรือไม่ เพื่อจัดงานต้อนรับแขกต่างแคว้น”


“แล้วแต่ประสงค์ของท่าน หากจะลองชมฝีมือการเล่นกู่เจิงของคุณชายหรงก่อนก็ย่อมได้”


“ย่อมได้”

.




ยามอิ่ว [ระหว่าง 17:00-18:59]


ยามอาทิตย์อัสดง..เพลานี้กลับพบร่างโปร่งยืนต้านสายลม นิ้วเรียวยาวกรีดลงบนเส้นสายเครื่องดีดสลับไปมาเรียงแถวซ้อนดีดดังกังวานกดทับเส้น ความนุ่มลื่นของจังหวะราวสายนาวารินไหลจากภูเขาสูง


ใบหน้างดงามราวกับเซียนลงมาจุติหลับตาพริ้มพลันดีดลงทำนองสุดท้ายแล้วสะบัดภูษาพลิ้วไหวอย่างน่ามองดู..


แฮ่กกก..


เสียงหืดกระหอบดูเหนื่อยหน่ายดังขึ้นเพราะร่างกายที่ยังไม่สู้ดีนักเพราะอาการป่วยแต่ดื้อดึงที่จะออกมานอกตำหนัก


“บทเพลงใหม่งั้นหรือ”


ใบหน้างามหันกลับมาตามเสียงเมื่อครู่เพราะเป็นน้ำเสียงที่คุ้นเคยมาตลอด 4 ปี


“เหลียงอ๋อง..”


“ถูกแล้วเสวี่ยม่าน..ไม่ได้พบเจ้าเสียนาน”


“ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร”


โกหก เป็นคำถามที่เสวี่ยม่านรู้อยู่เต็มอกว่ากลับมาเนื่องในวันครบรอบครองราชย์ 7 ปีของฮ่องเต้ แต่ก็ยังอยากจะถามไถ่ออกไป


“ข้านำผีผามาให้”


งั้นหรือ... เสวี่ยม่านคิดในใจว่ามันช่างเป็นคำตอบที่น่ายินดีที่เหลียงอ๋องนำผีผามาให้ด้วยตนเอง ช่างโกหกเขาได้น่าร้องไห้เสียจริง


“ขอบพระทัยที่พระองค์ทรงเมตตา”


จงใจตอบอย่างห่างเหินเพราะเสวี่ยม่านตั้งใจจะเว้นระยะห่างจากเหวินเหลียงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรเสียหากคนผู้นี้กลับดินแดนทางเหนือ ผู้ที่จะตรอมใจที่สุดก็คือเขาคนนี้มิใช่หรือ..


“อย่าได้มากพิธีกับข้าเสวี่ยม่าน”


นิ้วเรียวยาวสัมผัสแผ่วบนผิวแก้มนวลใสของคนตรงหน้า เหลียงอ๋องนำผีผามาวางบนมือบางที่นิ้วปลายนิ้วค่อนข้างด้านชาเพราะการฝึกฝนอย่างหนัก


'ข้าหวังท่องไปลำเนาไพรเคียงข้างท่าน..

บัดนี้ความฝันนั้นกลับโบยบินลับตา..'

เมื่อรับมาก็บรรเลงเล่นไปเพียงหนึ่งประโยคก่อนจะหันหลังกลับไปแล้วเลิกสนใจเหลียงอ๋องอีก.. ร่างกายเสวี่ยม่านสั่นสะท้านพลันน้ำตาร่วงเผาะ


“วันพรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปพบใครบางคน ที่อยากฟังเจ้าบรรเลงกู่เจิงหรือจะผีผาก็ดี”


คุณชายหรงพยักหน้าอย่างเข้าใจเพราะอย่างไรเสีย เหลียงอ๋องก็อยู่เหนือผู้คนทั่วใต้หล้าหากเป็นรองเพียงแค่หนึ่ง... คือ ฮ่องเต้เหวินซาน


“ยามนี้อาทิตย์อัสดงงามนัก ข้าจะวาดภาพไว้เพื่อเจ้า ยามใดที่เจ้าสามารถกลับมามองเห็นเจ้าสามารถมานำรูปต่างๆที่ข้าวาดไปชมด้วยตัวเจ้าเอง”


“วันนั้นคงไม่มาถึงในภพชาตินี้หรอก..”


มือหนาพยายามจะจับกุมที่มือคู่เรียวงามแต่ถูกปฎิเสธแล้วเดินนำไป เสวี่ยม่านจำเส้นทางกลับตำหนักตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเหลียงอ๋อง ร่างเล็กเดินนำไปโดยไม่สนคนข้างหลัง


.




ยามซื่อ [ระหว่าง 09:00-10:59]

“คุณชายหรงเจ้าคะ เหลียงอ๋องเชิญท่านไปยังสวนหูเตี๋ย[สวนผีเสื้อ]”


เสวี่ยม่านเพียงพยักหน้าและลุกเดินตามไป ครั้งนี้เลือกที่จะใช้ผ้าปิดตาดังเดิม มือเล็กของหญิงสาววัยแรกแย้มจับชายภูษาของคนตรงหน้าเดินเพื่อเว้นระยะห่าง


เมื่อใกล้ถึงจึงปล่อยให้เสวี่ยม่านได้เดินด้วยตนเอง ชายเสื้อที่ยาวมากจนเกินไปในวันนี้ เนื่องจากเหลียนฮวาเห็นว่าจะไปพบเหลียงอ๋องจึงจับเสวี่ยม่านแต่งกายเสียงดงาม เนื้อผ้าไหมละเอียดสีขาวคลิบชมพูอ่อน ปักลายเหมยฮวา


“ถึงแล้วเจ้าค่ะคุณชาย”


เหลียนฮวาพาเดินลัดเลาะเข้ามาถึงสวนหูเตี๋ยที่มีศาลาขนาดใหญ่อากาศถ่ายเทและมีวิวทิวทัศน์เป็นภูเขา..


 เสวี่ยม่านพยักหน้าแล้วเอ่ยขอบคุณก่อนจะวางกู่เจิงลงแล้วโค้งคำนับประสานมือแก่บุคคลที่ยืนเบื้องหน้า


“กระหม่อมนาม หรง เสวี่ยม่าน ถวายบังคมเหลียงอ๋องและ... เอ่อ”


“ท่านแม่ทัพหยาง” เหวินเหลียงเอ่ย


“ท่านแม่ทัพหยาง”


เสวี่ยม่านวางมือลงบนกู่เจิงก่อนจะเริ่มบรรเลงท่วงทำนองนุ่มนวล.. นิ้วเรียวยาวกรีดไล่เส้นสายกู่เจิงสลับซับซ้อนไปมาไล่ระดับขึ้นลงฟังดูราวกับน้ำตกไหลลงจากที่สูง ท่วงท่างดงามและสงบเยือกเย็นประหนึ่งเซียน


เส้นผมสีดำอีกครึ่งที่ไม่ได้ถูกรวบขึ้นสยายด้านหลังพริ้วไหวตามสายลม สาบภูษาบิดพริ้วตามร่างกายที่กำลังขยับเขยื้อนบรรเลงกู่เจิง ศีรษะมนโยกคลอนตามจังหวะกายที่เคลื่อนไป... ผ้าปิดตาสีขาวคลายลงพร้อมท่อนแสนโศกาสุดท้าย


“งดงาม..”


เสียงปรบมือดังเป็นระวิงบ่งบอกว่าไม่ได้มีคนรับชมเพียงสองคน


“นี่สินะที่ล่ำลือกันว่าเป็นยอดคณิกาชายแห่งหอโคมแดง”


“ข้าเคยพบเมื่อปีที่แล้วยังคงงดงามไม่เปลี่ยน ซ้ำยังดูงามขึ้นเสียด้วยซ้ำ”


“ฮูหยินเจ้าไม่รู้หรือว่าเจ้าไปหาเศษหาเลย” 


เสียงคุยจ้อแจ้ดังไม่หยุด บ้างก็ว่างามหมดจดบ้างก็ดูถูกดูแคลนว่าเป็นชายแต่กลับขายร่างกายให้ชาย


“เพ้อเจ้ออันใด ข้าเพียงไปชมการแสดงพิเศษวันนั้น อีกอย่างใช่ว่าเจ้าจะรวยอย่างเดียวแล้วนอนกับคุณชายหรงได้ น้อยคนนักที่จะได้รับการปรนนิบัติดูแล ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดได้รับสิทธิพิเศษมาก่อน ส่วนมากคนที่คุณชายหรงยอมรับค่าเลี้ยงดูมีเพียงเหลียงอ๋อง”


เสียงกระซิบกระซาบหยุดลงเมื่อมีสายตาดุคมส่งมองกวาดไปโดยรอบเพื่อบ่งบอกว่าพวกนั้นเสียกิริยาแค่ไหนกัน


“วันนี้น่าพอใจนัก.. เห็นด้วยหรือไม่ว่าคุณชายหรงสมควรได้ดูแลแคว้นอื่นที่จะเข้าร่วมงาน”


“เห็นด้วยพะยะค่ะ”


“กระหม่อมด้วยพะยะค่ะ”


หลายส่วนเห็นด้วยแต่ขุนนางบางคนก็คัดค้านเพราะอยากให้บุตรสาวตนได้รับหน้าที่นี้ เนื่องจากจะเชิดหน้าชูตา หากทำใพอใจอาจจะได้รับของกำนัลอย่างอื่นเช่นเป็นพระสนมในวังหลัง


“กระหม่อมทรงขออนุญาต”


เสวี่ยม่านสะบัดปลายเสื้อออกแล้วระบำไปพร้อมกับการเป่าเหิงชุย.. สะกดสายตานับสิบคู่ได้แทบไม่กระพริบ ยากจะละสายตาไปจากเรือนร่างที่ดึงดูดนี้ แม้นจะเป็นบุรุษแต่กลับดูงดงาม


ชายผ้าที่พริ้วไหว.. เสื้อคลุมตัวนอกถูกปลดออกโยนขึ้นสูงเหนือหัวแล้วร่วงหล่นลงมาอย่างอ่อนช้อยราวกับมีชีวิต..


ใบหน้าหลายผู้คนที่เคลิบเคลิ้มหลงใหลคนตรงหน้าฉายแววขึ้น ความงดงามทำให้มวลบุปผกาอายซ่อนกลิ่นหอมรัญจวนเพราะพ่ายแพ้แก่ร่างอรชรนี้


ความคิดตะกละตะกลามที่หมายอยากลิ้มลองบุปผางามตรงหน้า หากรู้สึกตัวอีกที.. หลายคนที่นั่งตรงนี้กลับพบเพียงความว่างเปล่า เสวี่ยม่านที่ตั้งใจปลดเสื้อคลุมพลันโยนทิ้งไปเสร็จก็สร้างกลิ่นหอมอ่อนๆจากตัวเสื้อคลุมเองทำให้หลบเลี่ยงความสนใจจากตนแล้วเดินออกมา


“คุณชายหรงเสร็จแล้วหรือเจ้าคะ”


“พาข้ากลับตำหนัก”

.

.


ระหว่างทางกลับที่เดินอยู่นั้นเหลียนฮวาก็ได้หยุดเดินทำให้เสวี่ยม่านชะงักจนเกือบล้มลง


“ถวายบังคมเพคะ พระราชเทวี หลิ่วซูเฟย”


ใบหน้างามหยาดฟ้ามาดินติดแต่ตรงสายตาดุๆนั่นปลายตามองมาอย่างไม่เป็นมิตร ริมฝีปากแต้มสีชาดจากเครื่องประทินผิวขยับเล็กน้อยเพื่อเปล่งเสียง


“ลุกขึ้นเถอะ” 


หลิ่วซูเฟยเอ่ย.. ปลายตามองแล้วเดินจากไป


“วันนี้ข้าจะไม่เอาผิดเจ้าโทษฐานที่ไม่แสดงความเคารพข้าผู้ที่อยู่เหนือสตรีทั้งวังหลังและอยู่เหนือเจ้าด้วยเช่นกัน”


“โปรดให้อภัยคุณชายหรงด้วยค่ะ คุณชายหรงตาบอดมาตั้งแต่กำเนิดทรงมองไม่เห็นพระชายา”


ใบหย้าเย่อยิ่งหลบพ้นไปขณะที่เหลียนฮวาสั่นสะท้านเป็นลูกนกตัวน้อย


“ไปกันเถอะเหลียนฮวา”


“จะ..เจ้าค่ะ”


เหลียนฮวาว่าพลันเดินนำเสวี่ยม่านไปต่อจนมาถึงยังตำหนักเหมยกุยดังเดิม พอเข้ามาถึงก็ครั่นเนื้อตัวอยากชำระล้างกายจึงให้เหลียนฮวาเตรียมน้ำอุ่นในถังไม้ดังเดิม ช่วงนี้เหมันต์ฤดูใกล้มาเยือนอากาศจึงเริ่มเย็นลงนัก


“วันนี้ข้ากลัวคุณชายถูกลงโทษนักเจ้าค่ะ เกือบไปแล้วแผ่นหลังงามๆของท่าน”


“พระนางเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์ที่สุดงั้นหรือ”


เสวี่ยม่านหลับตาพริ้มแช่น้ำอุ่นพอดีในถังไม้ขณะที่เหลียนฮวาคอยเติมกลีบเหมยกุยให้ 


“เจ้าค่ะ..  วังหลังร้างราฮองฮองมา 7 ปี ตำแหน่งกุ้ยเฟยก็ยังไม่ถูกแต่งตั้ง ตอนนี้เหล่าซื่อฟูเหรินก็มีเพียงแค่ หลิ่วซูเฟยและหวังเต๋อเฟยเจ้าค่ะ”


“งั้นหรือ..”


“เจ้าค่ะคุณชาย.. พระราชเทวีหลิ่วจึงมีตำแหน่งสูงสุดในวังหลัง หากแต่ตำแหน่งคงได้เปลี่ยนไม่ช้าก็เร็วเพราะองค์ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานหวังเต๋อเฟยมากเจ้าค่ะ”


ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกห่างไกลจากสิ่งที่ตนอยู่แต่ก็ไม่ได้ต่างจากการแย่งชิงอันดับในหอโคมแดงเท่าใดนัก ยิ่งอันดับสูง ค่าตัวก็สูงตามและความเป็นอยู่พร้อมทั้งสิทธิมากมายที่สามารถเอามาเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการวางตัวหรือเลือกแขกที่จะรับได้


“ความจริงหากหลิ่วซูเฟยอ่อนช้อยและลดความร้ายลงมาบ้างคงจะเป็นที่โปรดปรานไม่น้อยไปกว่าหวังเต๋อเฟยนะเจ้าค่ะ ชาติตระกูลสูงส่งเพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง ติดแต่ตรงหวังเต๋อเฟยอ่อนหวานช่างเอาใจกว่ามาก”


เสวี่ยม่านได้แต่พยักหน้ารับเหลียนฮวาบ่นไปเรื่อย เมื่ออาบชำระล้างกายเสร็จก็แต่งกายเรียบร้อยดังเดิมแต่เปนชุดสบายๆหากไม่นึกอยากทำสิ่งใดเลยเพราะเหนื่อยเพลีย จึงตัดสินใจมานอนรอสำรับอาหารมื้อเย็น..  


สำหรับเสวี่ยม่านแล้วชีวิตในวังหลวงช่างน่าหน่าย พรสวรรค์ในการเล่นดนตรีของตนเองก็ไม่ได้ใช้แล้ว หากเป็นตอนอยู่หอโคมแดงคงได้ใช้แทบทุกวัน ไม่เสียเปล่าที่ฝึกฝนอย่างหนัก


เหล่าพระสนมอุดอู้อยู่ที่นี่ไปได้อย่างไร.. เฝ้ารอฮ่องเต้เสด็จมาหาวันแล้ววันเล่าจนแก่ชราแล้วค่อยได้กลับออกไปงั้นหรือ 


หากแต่คิดอะไรไปเพลินๆเรื่อยเปื่อยก็อยากออกไปเดินตลาดที่เมืองหลวง ไม่ได้ไปมาเสียนาน..  แต่เสวี่ยม่านก็หลับไปเสียแล้ว


.

.


“คุณชายเจ้าคะ สำรับมื้อเย็นเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”


เมื่องัวเงียตื่นก็พบเหลียนฮวามารอก่อนอยู่แล้วเพื่อดูแลตน


“วางไว้ตรงนั้นแหละ” เสวี่ยม่านลุกขึ้นเดินออกไปยังโต๊ะสี่เหลี่ยม


“เหตุใดคุณชายหรงไม่แต่งกายเข้านอนให้เรียบร้อยเจ้าคะ เดี๋ยวก็ไม่สบายแบบวันก่อน”


เมื่อได้ยินดังนั้น เสวี่ยม่านรีบใช้มือตรวจตราเสื้อผ้าตัวเอง พบว่ามันรุ่ยออก แหวกเป็นทางยาวตรงแผงอกบางๆ..


“ขะ ข้า..” เสวี่ยม่านจำได้ว่าตนสวมใส่เรียบร้อยแล้ว หากจะนอนละเมอจนมันรุ่ยออกขนาดนี้ได้อย่างไร


“นั่นไงเจ้าคะ โดนแมลงกัดจนแดงเลย ข้าจะนำยามาทาให้คุณชายด้วยนะเจ้าคะ”


คิ้วขมวดจนเป็นปม.. เสวี่ยม่านไม่ได้รู้สึกคันระคายเลยแม้แต่น้อยว่าแมลงกัดแต่ก็พยายามไม่สนใจนัก


.


“นี่คือยาทาเจ้าคะ ท่านถูกกัดแถวนี้ ตรงเหนือไหปาร้าขึ้นมาเล็กน้อย”


หลังจากนำกระปุกยามาให้ก็จับมือเรียวของเสวี่ยม่านมาทาบตรงรอยแล้วบอกว่าจุดไหน พลันหมุนตัวดูรอบๆว่าโดนตรงจุดไหนอีก เพราะเสวี่ยม่านไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตนเอง


“อ่ะ.. นี่มีตรงเกือบหลังคอท่านอีกหนึ่งรอยหมดแล้วเจ้าค่ะ”


เสวี่ยม่านพยักหน้าแล้วจำตำแหน่งไว้ว่าตรงไหนก่อนจะสวมเสื้อผ้าให้มิดชิดตามเดิม แต่ฉงนใจนักว่าเรื่องนี้ค่อนข้างแปลก หากแต่ได้ยาทาแมลงกัดมาก็คงดีขึ้นเอง


“คุณชายหรงวันพรุ่งนี้ข้าอยู่ดูแลท่านได้ครึ่งวันได้หรือไม่เจ้าคะ ข้าต้องกลับไปเยี่ยมท่านพ่อข้า ท่านล้มป่วยหนักด้วยโรคร้าย”


“ย่อมได้”


ตึก!  ตึก

เสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาในตำหนักเป็นเหลียงอ๋องที่นำกู่เจิงของเสวี่ยม่านมามอบคืน


“วันพรุ่งนี้ยามเซินพาคุณชายหรงไปพบข้าที่สวนสระบัวตรงทางเชื่อม”


“จะ..เจ้าค่ะ” 


แผนกลับบ้านเยี่ยมพ่อของเหลียนฮวาพังลงเมื่อเหลียงอ๋องเดินเข้ามาบอกแบบนี้แล้วกลับออกไปจำต้องพาเสวี่ยม่านไปตรงสวนสระบัวที่โปรดปราน


“วันพรุ่งนี้เจ้ากลับบ้านเถอะ ข้าไปบ่อยนักจนชินเส้นทางเสียแล้ว”


“ข้าไม่อยากขัดคำสั่งเหลียงอ๋อง..”


“วันพรุ่งนี้ข้าไปเองได้ เจ้ากลับไปเยี่ยมท่านพ่อเจ้าเถอะ เดี๋ยวข้าจะให้โสมเป็นของเยี่ยมแทนข้า เจ้านำเงินไปซื้อที่ตลาดเสีย”


“ตะ..แต่”


“ไม่มีแต่ ทำตามที่ข้าบอกเถอะ”


เมื่อตกลงกันได้เรื่องราวแล้วเหลียนฮวาจึงกลับไปเตรียมของที่จะกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น


ก่อนนอนเสวี่ยม่านได้เคี้ยวใบชาและใบสาระแหน่เพื่อชำระช่องปากให้ไม่มีกลิ่นก่อนจะบ้วนทิ้งกลั้วน้ำในช่องปากให้สะอาด เมื่อรู้สึกสดชื่นแล้วหลังจากนอนกลางวันไปด้วย เสวี่ยม่านจึงลุกออกมาเก็บดอกเหมยกุยที่ปลูกล้อมเต็มตำหนักมาใช้เพื่ออยากจะทำน้ำอบหอม


“อ๊ะ..”


หากแต่ระวังไม่เท่าที่ควรจึงถูกหนามแหลมทิ่มตำเข้าปลายนิ้วจนเลือดไหลเป็นหยดเป็นจุดเป็นวงตามพื้น


“ข้านี่ใช้ไม่ได้เลย..”

หลังจากตำหนิตัวเองเสร็จแล้วก็หอบดอกเหมยกุยจำนวนหนึ่งเข้ามาเก็บไว้ในตำหนักแล้วไปทำแผล ตอนนี้เลือดหยุดไหลแล้วเพราะมันบาดไม่ลึกมากนัก


เสวี่ยม่านอยากจะอาบน้ำอุ่นอีกรอบนักเพราะอาบไปตั้งแต่ช่วงบ่ายแต่ถ้าหากจุดไฟทำน้ำอุ่นเองคงได้ทำตำหนักไหม้ ทหารเฝ้าหน้าตำหนักเองก็ไม่มีเพราะตนเองแทบไม่ได้เกี่ยวข้องสำคัญในที่นี้ มีเพียงเหลียนฮวาคอยดูแล


เสวี่ยม่านจึงตัดสินใจอาบน้ำเย็นๆนี้แทน..


“เห้อ.. เสร็จซะที ต่อไปข้าคงต้องลูบน้ำพอแล้ว มิเช่นนั้นคงหวัดกิน”


หลังจากหนาวสั่นอยู่ก็รีบขึ้นเตียงเพื่อสร้างความอบอุ่น เสวี่ยม่ารีบนอนห่มผ้าจากที่คิดว่าจะเล่นผีผาให้หายคิดถึงเครื่องสายชนิดนี้เสียก็ต้องหยุดความคิด


.


.

TBC

ตอนสองมาแล้ว สัญญาจะพยายามอัพทุกวันไม่ก็วันเว้นวันนะคะ

ถ้าไม่ว่างจริงๆจะอัพอาทิตย์ละครั้งค่ะ😭😭 


//คอมเม้นต์ติชมพูดคุยให้กำลังใจกันได้นะคะ

ความคิดเห็น