ฝากติดตามเค้าด้วยน้าาา💕

บทที่ 0 : เริ่มต้น

ชื่อตอน : บทที่ 0 : เริ่มต้น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.6k

ความคิดเห็น : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ก.ค. 2561 16:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 0 : เริ่มต้น
แบบอักษร

“ขอบใจเจ้ามากที่มาส่งข้าและอยู่เป็นเพื่อน เคียงข้างข้าเสมอมา..”


“อย่าร้องไห้อีกเลยเจ้าค่ะคุณชายเสวี่ยม่าน ใบหน้างดงามของท่านจะเปื้อนเอา”


“ข้าสัญญาว่าถ้ามีโอกาสจะกลับไปเยี่ยมเจ้า”


ใบหน้าใสสะอ้านที่มีผ้าคาดสีขาวมัดปิดตาไว้แย้มรอยยิ้มที่งดงามออกมาแล้วดึงม่านของรถม้าลงมาเพื่อบ่งบอกว่าพร้อมเดินทาง


หรง เสวี่ยม่าน เป็นคุณชายอันดับหนึ่งแห่งหอโคมแดงในเมืองหลวงครั้นถูกชุบเลี้ยงจนเติบโตมาจากหอโคมแดงแต่ก็เพื่อนำมาใช้งานให้คุ้มค่ากับข้าวสารสุกที่เสียไปหลายหม้อ


เนื่องจากคณิกาชายที่งดงามเพียบพร้อมเปรียบเสมือนสิ่งหายากในหอโคมแดงเพราะเป็นหอคณิกาของเหล่าชนชั้นสูงและเหล่าผู้มั่งมีทรัพย์สินมาเยี่ยมชม จึงต้องมีการคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นชายคนรักที่เพียบพร้อมบริสุทธิ์และกิริยางดงาม


โดยเหลียงอ๋องที่เปรียบเสมือนเสด็จอาหรือพระปิตุลาของหวงตี้แห่งแผ่นดินในยามนี้ ได้ไถ่ตัวของเสวี่ยม่านออกมาแล้วส่งเข้าวังไปเป็นของกำนัลก่อนที่เหลียงอ๋องจะขึ้นไปอยู่ดินแดนทางเหนือ

....ตอนนั้นเหลียงอ๋องอายุราว 27 ชันษา มาเที่ยวชมดอกไม้แห่งหอโคมแดงตามประสาองค์ชายเจ้าสำราญและได้พบกับเสวี่ยม่านโดยบังเอิญ


.


.

........ท่านเลี้ยงดูข้าได้ก็เลิกได้สินะ


“คุณชายหรงท่านต้องการสิ่งใดเรียกข้าได้ทุกเมื่อ”


ใบหน้าหวานยิ้มให้ก่อนจะเดินไปจับตามขอบประตูเมื่อนางกำนัลเดินพ้นไปแล้ว เสวี่ยม่านคลำทางไปเรื่อยๆจนพบกับเตียงภายในห้องนอนใหม่ของตน..



คุณชายผู้เป็นหนึ่งในใต้หล้าทั้งความงดงามและพรสวรรค์ในการเล่นดนตรีเป็นที่รู้กันดีว่าสิ่งเดียวที่ขาดไปของเสวี่ยม่านคือแสงสว่าง.. เพราะตัวเขาตาบอดตั้งแต่ถือกำเนิด


“เห้อออ..คงไม่ได้พบกับท่านหรือบรรเลงกู่เจิงให้ท่านได้ฟังอีกแล้วสินะ”


เสวี่ยม่านตัดพ้อพลันน้ำตาก็ร่วงเผาะอย่างระทมใจทั้งที่ควรจะดีใจที่ตนได้ออกจากสถานที่ที่ราวกับกรงขัง


.....ไม่สิ ท่านส่งข้ามาอยู่กรงทองต่างหาก


ได้แต่คิดน้อยเนื้อต่ำใจสะอื้นไห้จนตัวโยนแล้วเผลอหลับไปบนเตียงเสียดื้อๆ..


.



.


“คุณชายหรงวันนี้ท่านอยากดื่มชารสชาติใดเจ้าคะ”



เหลียนฮวา หญิงรับใช้หรือนางกำนัลที่ดูแลรับใช้เสวี่ยม่านมาร่วมสองสัปดาห์เอ่ยถาม.. มองๆพินิจดูแล้วนางคิดว่าคุณชายท่านนี้ช่างงดงามและเงียบขรึม อีกทั้งยังรักสงบและเก็บตัวไม่ค่อยออกไปพบผู้คนเท่าใดนัก แต่ชอบธรรมชาติเสียเหลือเกิน


“ชาเหมยกุย[ดอกกุหลาบ]ดีไหม ข้าว่าวันนี้กลิ่นเหมยกุยข้างหน้าต่างตรงเตียงข้าหอมดีนัก”


“เดี๋ยวข้าจะรับนำชาเหมยกุยมาให้คุณชายนะเจ้าคะ”


เหลียนฮวาเดินไปยกสำรับชาที่เตรียมมาไว้อยู่แล้วเข้ามาให้แล้วนำผงเหมยกุยที่บดละเอียดอบแห้งจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆมาโรยตรงขอบถ้วยชา


“คุณชายหรง ข้าได้ยินนางกำนัลในวังหลังพูดกันว่าฮ่องเต้ทรงให้สร้างสะพานผ่านสระบัวเพื่อตัดเข้าไปเชื่อมทะเลสาปล่องเรือออกไปนอกวังหลวง ข้าเห็นคุณชายชอบออกไปเดินสวนตรงหน้าตำหนักเหมยกุยเลยอยากชวนคุณชายไปสวนที่กำลังสร้างใหม่เจ้าค่ะ”


หลังจากที่พูดยืดยาวอยู่นานที่แท้เหลียนฮวาแค่อยากชวนเสวี่ยม่านออกไปยังนอกตำหนักเพื่อเปิดหูเปิดตาเท่านั้น แต่สำหรับเสวี่ยม่านจะที่ใดก็เหมือนกันเพราะตนเองนั้นมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความมืดเท่านั้น


“คุณชายเจ้าคะ ตรงทางเชื่อมนั้นงดงามมากแถมยังมีน้ำตกจำลองอีกนะเจ้าคะ บรรยากาศก็ดีทั้งยังมีศาลาบงกซยาวออกไปยังกลางทะเลสาบอีกนะเจ้าคะ แล้วก็ยังมี..”


“ไว้เจ้าค่อยพาข้าไปพร้อมเขียนแผนผังการเดินไปให้ข้าด้วยดีหรือไม่ เผื่อข้าอยากจะไปคนเดียวโดยไม่ต้องเรียกใช้เจ้า”


เสวี่ยม่านตัดบทขึ้นเพราะคิดว่าถ้าปล่อยให้เหลียนฮวาพูดจะยืดยาวไปมากกว่านี้จึงตกปากรับคำไปเป็นที่เรียบร้อย


“จริงนะเจ้าคะคุณชาย งั้นข้าจะพาคุณชายไปพรุ่งนี้เลยดีหรือไม่”


เสวี่ยม่านไม่ได้ตอบอะไรเพียงพยักหน้ารับไปเท่านั้น


.


.


“วันนี้ข้านำชาอู่หลงมาพร้อมขนมก้านดอกบัวด้วยนะเจ้าคะ.. คุณชายลองทานดูสิ แล้วข้ายังนำกระดาษกับ น้ำหมึกมาตามที่คุณชายขอไว้ด้วย อ้อ.. ส่วนกู่เจิงข้าจะกลับไปเอามาให้ท่าน”


เหลียนฮวาที่ดูจะกระตือรือร้นมากกว่าเสวี่ยม่านพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดแล้วนำของออกมาตั้งไว้ตรงหน้าไปด้วย


“ตรงนี้เงียบดีนัก ข้าชอบ..”


“ข้าบอกแล้วว่าคุณชายจะต้องโปรดปราน อยากให้ท่านได้เห็นรอบๆบริเวณนี้จริงๆนะเจ้าคะ”


“หากข้านั่งซักชั่วยามจะเป็นอะไรไหม”


“ตรงนี้ไร้ผู้คนสัญจรเจ้าค่ะ จะมีก็แค่ทหารเฝ้าเวรยาม อีกทั้งยังห่างไกลวังหลัง เหล่าพระสนมจึงไม่ค่อยได้มาเยี่ยมชมตรงสวนนี้เท่าใดนัก”


เสวี่ยม่านพยักหน้ารับรู้แล้วให้เหลียนฮวากลับไปก่อนหลังจากหนึ่งชั่วยามค่อยกลับมาใหม่


เมื่อเงียบสงบจริงแล้ว มือคู่เรียวงามที่ได้มาจากฝึกฝนกู่เจิงและผีผาจึงกางกระดาษออกแล้วฝนหมึกมาเขียนอะไรบางอย่าง..


เสวี่ยม่านชอบเขียนกลอนกวีอีกทั้งยังแต่งเพลงที่เล่นเองทุกเพลง จึงออกมาเปลี่ยนบรรยากาศที่ด้านนอก..

.


.


หลังจากที่เข้าวังหลวงมาร่วมเดือน เสวี่ยม่านแทบไม่เจอหน้าผู้ใดนอกจากออกไปสวนสระบัวและอยู่ในตำหนักเหมยกุย อีกทั้งฮ่องเต้คงทรงลืมเลือนว่าตนเองได้รับของกำนัลจากพระปิตุลา..


อย่างไรเสียพระองค์ก็มีพระสนมนับร้อยนับสิบและนางในอีกมากในวังหลัง จะมานึกถึงอะไรกับแค่ชายคณิกาจากหอโคมแดงแค่คนเดียว นานวันไปเสวี่ยม่านคิดว่าตนคงแก่ตายลงอยู่ที่นี่เงียบๆ ชีวิตที่สงบและเรียบง่าย ไม่ต้องคอยเอาใจผู้ใดอีกต่อไป ก็คงดีแล้ว..


“เห้ออ..” เสวี่ยม่านถอนหายใจพลางกวาดมือคู่เรียวเล่นไปมาปะทะสายลม พลันคิดว่าคืนนี้ดวงจันทร์เป็นเช่นไร.. แสงแดดคงหมดไปอีกวันแล้ว


คิดได้ดังนั้นจึงลุกไปหยิบเอาแผนผังทำมือของเหลียนฮวามาแล้วกอดกู่เจิงออกไปด้วยเพื่อไปยังสวนสระบัวแล้วออกไปนั่งที่ศาลาบงกซ วันนี้เสวี่ยม่านไม่ได้คาดผ้าปิดตาออกมาด้วยเพราะคิดว่าไม่จำเป็นอีกต่อไป


ความมืดหรือแสงสว่างก็ไม่ได้แตกต่างกัน ในเมื่อมองไม่เห็น ตะเกียงจึงไม่จำเป็นแต่ไม่ลืมถือเทียนหอมออกไปด้วยเพื่อไล่ยุงหรือแมลงในยามค่ำคืน


'เคลิบเคลิ้มกลิ่นรัญจวนมวลบุปผกา ข้านั้นเดียวดายแสนเปลี่ยวนาน เพื่อรอท่านกลับมาสุดจะทานทน กล้ำกลืนขื่นขมระทมใจ..'


“ที่นี่เงียบดีนัก” หลังจากบรรเลงกู่เจิงด้วยอารมณ์ขุ่นมัวเสร็จก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากด้านหลัง


“นั่นเจ้าหรือเหลียนฮวา”


เสวี่ยม่านหันกลับไปถามแต่ไม่ได้รับคำตอบจึงเลิกสนใจแล้วหันกลับมาดับเทียนแล้วนำกู่เจิงกลับไปยังตำหนักเหมยกุย


แต่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าแท้จริงแล้วมีผู้มาเยือนอยู่เงียบๆแต่ไร้วาจาใดด้านหลังก่อนจะมองว่าอีกฝ่ายจะมีท่าทางเช่นไรเมื่อหันกลับมา.. แต่กลับพบว่าอีกคนไม่มีทีท่าใดใดนอกจากหันหลังกลับไปเก็บของ


มองไม่เห็นงั้นหรือ...

.


.


เสวี่ยม่านนอนน้ำอุ่นแช่ในถังไม้ขนาดพอดีตัวสักพักหลังจากที่กลับมาถึงรู้สึกเมื่อยกายเพราะนั่งอยู่ศาลาบงกซมาถึงสองชั่วยาม ดวงตาคู่งามหลับพริ้มลงด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย


ไม่ได้รู้สึกตัวเลยสักนิดว่ามีคนจ้องตนตั้งแต่เมื่อครู่ที่กลับมาถึงและได้เข้ามารอด้านในสักพักแล้ว


“เหลียนฮวา วันนี้เจ้ากลับไปพักเถอะ ที่เหลือข้าจะจัดการเอง”


เสวี่ยม่านคิดว่าวันนี้ตนกลับถึงตำหนักดึกสงัดนักทั้งยังให้เหลียนฮวาคอยจนป่านนี้


เสียงประตูปิดลงเสวี่ยม่านจึงนั่งเอาแขนค้ำถังไม้ก่อนจะวางเกยคางแช่ตัวอีกสักพักแล้วลุกขึ้นจากน้ำ


เส้นผมสลวยสีดำสนิทยาวสยายถูกปล่อยแนบลู่อยู่กลางแผ่นหลังเลยสะโพกมนลงมา นิ้วเรียวยาวสอดเข้าใต้ผ้าที่วางพาดประตูกั้นถังไม้แล้วเอาชุดผ้าไหมสีขาวมาสวมไว้ลวกๆก่อนจะเดินออกไปนั่งเก้าอี้สี่เหลี่ยม


“พวกเจ้ายาวเกินไปจนข้าเริ่มรำคาญแล้วนะ.. หากหวงตี้ไม่มีกฎเช่นบุรุษที่ไว้ผมยาวจะต้องปล่อยเลยกลางหลังข้าคงหั่นพวกเจ้าเหลือเพียงบ่าแล้วกระนั้นคงดูเหมือนโจรป่าไปแล้ว”


คนนั่งเก้าอี้หวีผมตัวเองอย่างใจเย็นแล้วพูดในสิ่งที่ตนคิดไปด้วยเพราะรำคาญเสียเหลือเกิน


เสวี่ยม่านนำผ้าคาดเอวออกเพราะรู้สึกอึดอัดจนชุดที่สวมร่นจากตัวและหัวไหล่ไปบางส่วน ผิวกายขาวนวลเผยออกมาอาบแสงจันทร์อยู่ข้างหน้าต่าง ดวงตาใสเหมือนเหม่อมองไปไกลแต่ความเป็นจริงกลับไม่เห็นสิ่งใด ทำได้เพียงแหงนมองดวงจันทร์ที่ไม่เคยเห็นแล้วเป่าเหิงชุยคลายความระทมใจ


“ข้าเคยอยากท่องไปทั่วใต้หล้าแดนไกล..”


“.....พร้อมกับท่าน”


หลังจากวันนั้นที่เข้าวังหลวงมาเสวี่ยม่านก็ไม่ร้องไห้อีกเลยแต่วันนี้กลับรู้สึกเปราะบางนัก.. ร่างบางของเสวี่ยม่านทิ้งตัวนอนแผ่หลาลงบนเตียงด้วยสภาพที่แทบดูไม่ได้แล้วปล่อยให้น้ำตาไหลอาบลงข้างแก้มนอนร้องไห้ไร้ซึ่งเสียงใดใด..


จากคุณชายผู้เป็นหนึ่งแห่งหอโคมแดง หรง เสวี่ยม่าน ผู้เย่อหยิ่งและเย็นชา.. กายบางสั่นสะท้านแผ่นอกขาวนวลกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจ ริมฝีปากบางที่ขบเม้มกันแน่นจนแดงเป็นริ้วเพราะพยายามกลั้นเสียงสะอื้น


หากผู้ใดมาพบเจอภาพนี้ในยามนี้คงยากจะหักห้ามความคิดที่ว่าร่างบางตรงหน้าถูกกระทำย่ำยีมาเป็นแน่...


.


เมื่อร้องไห้จนเหนื่อยล้าเสวี่ยม่านก็หลับไปอีกวันด้วยความเพลียเพราะนั่งดีดกู่เจิงติดกันถึงสองชั่วยามและกลับมานั่งเขียนบทกลอนกวีต่ออีก..


“งั้นรึ..”


เสียงหนึ่งดังขึ้นเมื่อพบว่าเสวี่ยม่านหลับสนิทไปแล้ว บุคคลแปลกหน้าผู้ที่ตามตนเองมาตั้งแต่ตอนที่อยู่ศาลาบงกซจนเห็นว่าเสวี่ยม่านหลับแล้วจึงกลับออกไป



TBC............

เปิดมาก็ถูกส่งเข้าวังไปแล้ว

//ชอบก็ฝากเม้นเป็นกำลังใจให้ผู้แต่งด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็น