ถ้าใจจะหื่น กี่หมื่นคำโปรย ก็...โอ้ย... ไม่จำเป็น!!

#5 : อาการหนักแล้วนะคะ (50%) [18+] (รีไรท์)

ชื่อตอน : #5 : อาการหนักแล้วนะคะ (50%) [18+] (รีไรท์)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 223.6k

ความคิดเห็น : 406

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ม.ค. 2564 12:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
#5 : อาการหนักแล้วนะคะ (50%) [18+] (รีไรท์)
แบบอักษร

 

ฟองสมุทรรู้สึกตัวรุมๆ คล้ายจะเป็นไข้ หลังออกจากร้านเดอะล็อกเกอร์รูม ฝนก็ปรอยลงมาพอให้เปียกๆ เย็นๆ แต่กว่าจะฝ่าการจราจรติดขัดยามเที่ยงคืนพ้นถนนทองหล่อมาได้ แอร์ในรถสปอร์ตคูเป้ของพลอยชฎาก็ทำให้เธอหนาวจนสั่น ครั้นถึงห้องเธอก็รีบอาบน้ำสระผม แต่เหมือนจะไม่ทันการณ์

คีตศิลป์โทรหาตอนตีสองกว่า เธอหลับไปก่อนจึงต้องตื่นงัวเงียรับสาย ตอบอะไรไปบ้างไม่รู้ แต่ที่จำได้ชัดเลยคือมีคำว่า ‘คนจะนอน อย่ามายุ่ง’ รวมอยู่ในนั้นแน่... เช้านี้หลังตื่นมากินนมกับมูสลี่พอกันตาย กินยาแก้ไข้ เธอก็มานอนอืดอยู่บนโซฟา หาผ้าเย็นๆ แปะหน้า รู้สึกโชคดีเหลือหลายที่วันนี้ไม่มีงาน

อลิยาโทรมาหาตอนสิบเอ็ดโมงกว่า เตือนว่าพรุ่งนี้เย็นเธอต้องไปร่วมเดินพรมแดงและรับรางวัลซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์หัวใหญ่ระดับประเทศ ทว่าพอเธอบอกไปว่ากำลังรู้สึกเหมือนจะป่วย ผู้จัดการสาวก็โวยวาย

“...ทำไมไม่รีบบอก ตอนนี้พี่อยู่ฮ่องกงแล้วนะคะ กว่าจะกลับก็เที่ยงพรุ่งนี้...”

“ถ้าบอก พี่ลูกปัดก็ไม่ยอมไปอะสิ...” ฟองสมุทรตอบเนือยๆ อลิยานัดกับแฟนไว้ตั้งแต่ชาติปางก่อนว่าจะไปดินเนอร์หรูนอกประเทศด้วยกัน ซึ่งวันนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่วันที่เจ้าหล่อนว่างจึงรีบจองตั๋วกะทันหันเพื่อไปนอนหนึ่งคืน “...ฟองไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่ปวดหัวนิดหน่อย กินยานอนพักก็หาย”

“…ให้พี่หาเด็กไปดูแล...”

“อย่าเลยค่ะ พี่ไปเที่ยวเถอะ อย่าลืมของฝากก็พอ...”

หว่านล้อมจนสำเร็จ คุณผู้จัดการคนเก่งก็วางสายอย่างไม่เต็มใจนัก ฟองสมุทรเลื่อนผ้าชุบน้ำมาปิดตาซึ่งเริ่มปวดตุบ พลิกหาส่วนที่เย็นกดแนบดั้งจมูก หิวแต่ก็เวียนหัวเกินกว่าจะเข้าครัวทำอาหาร

เธอผลอยหลับไปชั่วครู่... ก่อนที่เสียงออดจะดังสนั่นห้อง ดังจนปวดหูปวดหัว ใจนึงเธอขี้เกียจลืมตา แต่เมื่อแขกจะตั้งใจกดระรัวไม่หยุด หญิงสาวจึงผุดลุกจากโซฟา เดินเซสะโหลสะเหลไปส่องช่องตาแมวตรงประตู

เขา...

“มาทำอะไร...”

เธอคุยกับคีตศิลป์ผ่านบานประตู แล้วก็เห็นเขาชูถุงในมือขึ้น

“พี่ลูกปัดโทรมาบอกว่าเธอป่วย ฉันเลยซื้อโจ๊กซื้อยามาฝาก”

“เอาแต่โจ๊กกับยาได้ไหม”

ชายหนุ่มยิ้มหวาน ตอบอย่างตรงไปตรงมา

“ไม่ได้”

เธอเลยจำใจเปิดประตูให้เขาเข้ามาเพราะหิวจนไม่ไหว ใจนึงก็ยินดีที่เขาเอาใจใส่ อีกใจก็หวาดระแวง ชายหนุ่มยังอยู่ในชุดสูทกับผมเรียบแปล้แข็งโป๊ก ดูรู้ว่าทำงานเสร็จคงตรงดิ่งมาทีเดียว แต่พอเขาสลัดรองเท้าออกแล้วอ้าปากพูด ความรู้สึกดีที่มีอยู่น้อยนิดก็ปลิวหายไป

“น่าจะปั๊มกุญแจไว้ให้ฉันสักดอก คราวหน้าเธอป่วยจะได้ไม่ต้องลำบากลุกมาเปิดให้เหนื่อย”

คนป่วยมองค้อนคนที่แสดงชัดว่ามีสิ่งอื่นแอบแฝง 

“เราไม่ป่วยบ่อยขนาดนั้นหรอก”

“งั้นเผื่อฉันป่วยก็ได้ ฉันจะมาขอข้าวกิน”

“มีคนรอดูแลคิงส์ตั้งเยอะ...”

เขาเดินเข้ามาแตะเอวเธอ บังคับให้เดินไปยังโต๊ะอาหาร

“เหมือนฉันที่รอดูแลเธอใช่ไหม” พอจับเธอนั่งลง มือแกร่งก็ยกขึ้นอังหน้าผากมน “ตัวอุ่นๆ นั่งรอตรงนี้ ฉันจะเอาโจ๊กไปใส่ถ้วยให้”

ช่วยไม่ได้เลยที่ใจเธอจะเต้นแรง สัมผัสอ่อนโยนจากเขาทำให้เนื้อตัวร้อนวูบวาบ หญิงสาวเอาคางเกยโต๊ะมองตามเจ้าของแผ่นหลังกว้างซึ่งกำลังเข้าครัวแล้วเปิดลิ้นชักหาถ้วยหาช้อน มองเขาเทโจ๊กไก่หอมฉุยใส่ถ้วย โรยขิง ต้นหอม ปาท่องโก๋กรอบ... เขาจำได้ว่าเธอไม่ชอบหมี่ทอด แล้วก็จำได้ว่าเธอชอบเติมขิงพูนๆ ลงด้านข้าง

ชายหนุ่มยกถ้วยมาวางไว้หน้าเธออย่างระมัดระวัง ก่อนเดินไปรินน้ำอุ่นใส่แก้ว ฟองสมุทรใช้ช้อนคนลงไปในโจ๊ก ตักชิมแล้วชมออกมาอย่างลืมตัว

“อร่อย”

“แหงสิ โจ๊กถุงละเกือบสามร้อย” เขาเดินกลับมา บุ้ยหน้าไปทางกล่องใส่อาหารที่มีตราโรงแรมดังซึ่งติดบีทีเอสสถานีนานา วางแก้วน้ำลงตรงหน้า “ฉันต้องโทรสั่งก่อนไปเอาเลยนะเธอ ไม่งั้นมีหวังรอนาน”

“สามร้อยจริ๊ง? เว่อร์อะ ทำไมซื้อแพงขนาดนี้”

“ก็อร่อยมากไหมล่ะ”

คนที่คิดว่าตัวเองป่วยจนลิ้นไม่รู้รสกินอีกคำ... แล้วก็อีกคำ... โจ๊กเค็มปะแล่มโดยไม่ต้องปรุง เนื้อข้าวเนียนไหลลงคอจนอุ่นวาบ ไก่เด้งดึ๋งอยู่ในปาก เห็นทีโจ๊กโรงแรมนี้จะได้เธอเป็นขาประจำอีกคน

“อือ”

“งั้นก็กินเข้าไปจะได้หายป่วย” คีตศิลป์หยิบถุงยาขึ้นมา แกะมันออกจากแผงแล้ววางไว้ในจานเล็กที่หยิบติดมือมาเมื่อครู่ “ยาหลังอาหาร กินข้าวหมดแล้วต้องกินทันที”

แล้วเขาก็ลากเก้าอี้ข้างๆ เธอออกจากใต้โต๊ะเพื่อนั่งเฝ้า ชายหนุ่มรู้จักคนที่กำลังกินดีเกินกว่าจะเสนอตัวช่วยป้อนเพราะเขาคงถูกตอกกลับมาว่า ‘มือเราไม่ได้เป็นง่อย’ หลังดูจนมั่นใจว่าเธอกินหมดแน่ เขาถือโอกาสกวาดสายตาสำรวจไปรอบห้อง มีภาพของเธออัดกรอบติดอยู่ตามฝา ทั้งภาพถ่ายแบบ กรอบรูปวันรับปริญญา แล้วก็ใบเกียรตินิยมที่ตั้งอยู่ในตู้ ห้องเธอแต่งในโทนอบอุ่น พื้นเป็นไม้ ชุดโซฟาสีครีม ตู้สีเข้าเซ็ตอย่างมีรสนิยม

พอเธอจัดการกวาดโจ๊กในถ้วยจนเกลี้ยงก็หยิบยาเข้าปากอย่างไม่อิดออด ดื่มน้ำที่เขาเทมาแก้วใหญ่จนหมด ทว่าดวงหน้าหวานที่ค่อนไปทางซีดเซียวทำให้เขารู้ว่าเธอยังต้องพักอีกสักหน่อย

เล่นทำงานติดกันไม่หยุด ซ้ำกลางคืนยังไปเที่ยวไปเม้าท์ต่อ สมควรล่ะที่เขาจะต้องห่วง

ครั้นเห็นเธอเหลือบไปทางโซฟาที่มีผ้าห่มผืนบางกองยู่ยี่ เขาก็เสนออย่างรู้ทัน

“ขึ้นไปนอนข้างบนไหม”

เธอนิ่งไป แล้วก็พยักหน้า แต่เมื่อหญิงสาวค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เขาก็ลุกตามแล้วช้อนเธอขึ้นจากพื้น

เธอตกใจจนผวากอดคอเขาแน่น

“ไม่ต้อง เราเดินเองได้”

เขาเหลือบมองเสื้อใส่อยู่บ้านที่... คอย้วยอย่างเซ็กซี่ ส่วนกางเกงนุ่งขายาวก็บางเหลือเกิน เนินทรวงซึ่งยังมีร่องรอยสีแดงวับแวมทำให้ชายหนุ่มต้องเบนหน้าไปทางอื่น หยุดคิดอกุศลกับเจ้าของห้องผู้น่าฟัด

“ฉันอุ้มแล้วขี้เกียจปล่อยว่ะเธอ”

ฟองสมุทรถลึงตาใส่เขา จะดิ้นขลุกขลักก็ไม่กล้า จึงได้แต่แนบหน้าเข้ากับอกแกร่ง ปล่อยให้เขาพาขึ้นชั้นสองเพื่อวางเธอลงบนเตียง

เขาจัดหมอนซ้อนเป็นตั้งให้เธอพิง ฝ่ามือแกร่งที่ลูบผ่านยามตลบผ้าห่มคลุมให้ถึงคอร้อนกว่าตัวเธอเสียอีก เธอรู้สึกมึนๆ ... ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่ จึงได้แต่นอนนิ่งมองเขานั่งลงบนที่ว่างข้างเตียง เอื้อมมือมาเกลี่ยผมซึ่งปรกหน้าผากให้พ้นทางพร้อมสายตาอ่อนแสง

แล้วแบบนี้จะร้ายกับเขายังไงไหว

“วันนี้ไม่มีงานแล้วเหรอ” ถามเสียงหงุงหงิงเหมือนจะอ้อน ย้ำกับตัวเองว่าคนป่วยก็อ้อนคนที่มาดูแลทุกคนนั่นแหละ “ไหนเมื่อคืนไลน์มาทิ้งไว้ว่าวันนี้มีงานถึงค่ำ”

“มีฟิตติ้งชุดที่ร้าน...” มือสากลูบลงข้างแก้มนวล พอใจที่เธอเอียงหน้าตาม “...แต่ช่างเถอะ ไปเลือกพรุ่งนี้ก็ได้” 

“เมื่อคืนน้องโซ่เป็นไงบ้าง”

“เมาแอ๋ กอดคอฉันไม่ปล่อยจนมีแต่คนมอง อ้อนวอนให้ฉันไปส่งมันถึงบ้านที่รามอินทรา”

“แล้ว...”

เขาใช้ปลายนิ้วแตะริมฝีปากอันอิ่มเอมที่แห้งผากเล็กน้อย สั่งเสียงเข้ม

“หลับซะ มีอะไรจะให้ช่วยก็เรียกฉัน”

เธอดันมือเขาออก “จะนั่งเฝ้าตรงนี้?”

“หรืออยากให้ลงไปนอนกอด?”

ฟองสมุทรจ้องตาเขา ทว่าพอเห็นความปรารถนาที่ฉายแววกรุ่นร้อนอยู่ในนั้น เธอก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธ

เชื่อเถอะว่าสำหรับเขา... แค่กอดคงไม่พอ

เมื่อตื่นขึ้นหลังจากการเอนตัวซุกลงกับเตียงแล้วหลับ คนป่วยรู้สึกดีขึ้นมากโข เธอเหลือบดูหน้าต่างแล้วก็พบว่าตะวันกำลังจะตกดิน แสงสีส้มสาดอยู่เหนือตึกสูง ส่วนคนที่เธอคิดว่าจะนั่งเฝ้ากลับหายไป มีเพียงกลิ่นหอมหวลที่ลอยขึ้นมาถึงชั้นสอง แล้วก็เสียงลากสลิปเปอร์ทางบันได

คีตศิลป์โผล่หน้าเข้ามาในห้องนอน เขาถอดเสื้อสูทออกเรียบร้อย พับแขนเสื้อขึ้นถึงศอกพร้อมสวมผ้ากันเปื้อนสีชมพูลายหมากรุกของเธอ... ดูน่าขันจนเธออยากจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหากไม่ติดว่ามันยังอยู่บนโซฟาข้างล่าง เขามุ่นคิ้วราวรู้ทันว่าเธอคิดอะไร จากนั้นจึงชูถาดอาหารเย็นแบบเบาๆ ให้ดู

“หิวรึยัง ฉันค้นของในตู้เย็นทำแซนวิชให้”

แซนวิชไส้เบค่อนกรอบทับด้วยผักสลัดทำให้เธอน้ำลายสอ ที่มาของกลิ่นคือขนมปังที่เขากริลกับชีสบนกระทะ... ก่อนนอนก็กิน ตื่นมาก็ได้กิน วันนี้เป็นวันหยุดที่เลิศเลอมากหากไม่ติดว่าเหงื่อออกจนรู้สึกเหนียวเหนอะไปทั้งเนื้อทั้งตัว... เมื่อหญิงสาวพยักหน้ารับ เขาก็เดินเข้ามาในห้อง

“ดีขึ้นแล้วใช่ไหม”

“อือ”

“งั้นกินให้หมด”

ชายหนุ่มหาที่วางถาดอาหารลงบนเตียง แล้วหยิบจานส่งให้เธอถือไว้ ทว่าคราวนี้เขาทำท่าลุ้นจนตัวโก่งทีเดียวเมื่อเธอหยิบแซนวิชซื้อตัดเป็นชิ้นเล็กพอดีมือขึ้นกัด เคี้ยวหงุบหงิบแล้วกลืนลงคอ

เธอกินจนหมดทั้งสี่ชิ้นที่เขาทำให้... เยอะมากจนรู้สึกผิด คิดในใจว่าพรุ่งนี้ทั้งวันอาจจะต้องกินแต่ซีเรียลบาร์เพื่อให้สวมชุดราตรีสวย กินเยอะทีไรแล้วหน้าบวมออกแก้มทุกที...

“อร่อยไหม”

“ก็งั้นๆ ...” หญิงสาวส่งจานคืนให้เขา รู้ว่าขืนชมคงดีใจระริกระรี้จนน่าหมั่นไส้ “...คิงส์กลับเถอะ เราอาบน้ำเสร็จจะลงไปจัดการล้างจานเอง”

เขาเอียงคอเลิกคิ้ว แต่พอฟองสมุทรพลิกผ้าห่ม ตะเกียกตะกายลุกทางอีกฝั่งของเตียงเพื่อไปหาเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนในห้องแต่งตัว เขากลับเดินตามติดเข้ามา

“จะอาบน้ำ? เดี๋ยวก็ไข้ขึ้นสิเธอ”

ฟองสมุทรหันไปหาคนที่ชักจะเจ้ากี้เจ้าการขึ้นเรื่อยๆ

“งั้นแค่เช็ดตัวก็ได้ พอใจรึยัง”

“ยัง” เขาถอดผ้ากันเปื้อนออก เหวี่ยงลงพื้นแล้วฉวยเสื้อผ้าในมือเธอไปถือไว้เอง “ฉันอยากช่วย”

“จะบ้าเหรอ”

“มาถึงขั้นนี้จะอายอะไรอีกเธอ ให้ฉันช่วยเช็ดจะได้ไม่ต้องเสียเวลานาน...” แล้วเขาก็ตรงเข้ามาอุ้มเธอเข้าห้องน้ำ “...ปะ”

เจ้าของห้องอิดเอื้อนอย่างยิ่ง แต่เขาแรงเยอะมากโดยเฉพาะตอนยกตัวเธอขึ้นนั่งบนเคาน์เตอร์หินอ่อนข้างอ่างล้างหน้า ซ้ำเจ้าตัวยังตีหน้าระรื่น ผิดกับคีตศิลป์คนขี้โมโหที่ชอบทำตาขวางใส่เธอยามถูกกวนอารมณ์

“ถอดสิเธอ หรือจะให้ฉันถอด”

ฟองสมุทรกอดเสื้อตัวเองไว้แน่น

“อย่าบอกว่าเข้ามาช่วยเพราะจริงๆ แค่อยากเห็น...”

“ช่าย ฉันอยากเห็น...” เขาพยักหน้า จับมือเธอออกแล้วดึงชายเสื้อขึ้น แต่เมื่อไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าตัวก็แอบส่งเสียงจิ๊จ๊ะ “...ในนี้เย็นนะเธอ อากาศชื้นด้วย รีบแก้ผ้าเช็ดตัวจะได้ไปนอน”

“เป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”

“ตั้งแต่แรก” เขาเปลี่ยนทิศทางเป็นสอดมือสากเข้าในขอบกางเกง เธอสะดุ้งเฮือกเมื่อปลายนิ้วทั้งสิบกดลงบนบั้นท้าย ซ้ำบางนิ้วยังวางใกล้จุดล่อแหลม ใกล้กับ... “ถอดแค่ชิ้นนอกก็พอ ชิ้นในไม่ต้องถอด... เหอะน่า ยกก้นขึ้น”

เขาพุ่งชนเธอชนิดไม่ทันตั้งตัวอย่างกับกระทิงดุ ฟองสมุทรอยากแกล้งเป็นลมให้รู้แล้วรู้รอด รู้มาแต่ไหนแต่ไรก็จริงว่าเขาช่างเอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้ แต่คิดไม่ถึงว่าจะลามมาถึงเรื่องนี้ ใจเธออยากปฏิเสธ แต่รู้ว่าเขาไม่ยอมลงให้โดยง่ายแน่

กะ... ก็แค่เช็ดตัว... นอนเปลือยแนบชิดกันยังทำมาแล้ว

โอ้ยยย ซะที่ไหนล่ะ เธอ-ทำ-ใจ-ไม่-ได้-หรอก!

ทว่าเมื่อเขาโน้มหน้ามาชิด กลิ่นกายบุรุษเพศอันรุนแรงก็ทำให้เธอตัวแข็งทื่อ

“หรือจะให้จูบจนขาดใจก่อนถึงจะยอมถอด... คราวนี้ฉันถอดทุกชิ้นนะเธอ”

“รังแกคนป่วย!”

“ดูแล ไม่ใช่รังแก” เขาแก้พลางดึงขอบกางเกงเธอลง เผยให้เห็นชุดชั้นในลูกไม้สีงาช้าง “จะถอดไม่ถอด ห้า สี่ สาม สอง...”

 

----------------

ภาพโจ๊กราคาสามร้อยของอิพี่

**​ข้างในมีถุงค่ะ แต่ไม่ได้ถ่ายตอนแกะใส่ถ้วยไว้ เทกินเลย ถถถถถถ **

​(อร่อยนะ อร่อยกว่าร้านโจ๊กเด็ดๆบางร้านที่ฮ่องกงอีกกก ห้องอาหารโรงแรมนี้เปิด24ชม. ตามไปกินๆ)

 

ความคิดเห็น