มี Ebook แล้วนะคะ ^^

บทที่ 14 :: คนป่วย

ชื่อตอน : บทที่ 14 :: คนป่วย

คำค้น : น่ารัก,นักรบ,เติมรักให้เต็มใจ,อลิสา,อัลวิส

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ค. 2561 00:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 1,000
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 14 :: คนป่วย
แบบอักษร

Talk ::ฮัลโหลๆ มีใครรออยู่บ้างเอ่ย มีข่าวดีมากบอกว่าต่อจากนี้ไรต์จะพยายามอัพนิยายทุกสัปดาห์นะคะ เย้!รู้สึกว่าหายไปนานๆ แล้วอารมณ์สะดุดกึก! เค้าต้องอ่านทวนตั้งแต่บทแรกถึงบทปัจจุบันกว่าจะเขียนต่อได้ (ไม่เทค่ะ ไรต์ไม่เคยเทใคร มีแต่โดนเทTT) ดังนั้นจากนี้เราจะเจอกันบ่อยๆนะคะ อร๊าย >_< แต่อาจจะมาทีละมากน้อยตามภาระงานเจ้าค่ะ ไม่โกรธกันเน้อ เลิฟๆ จุ๊บๆ

ปล.เปลี่ยนชื่อนิยายนะคะ ชื่อซ้ำค่ะ^^

บทที่ 14 คนป่วย

คฤหาสน์ราเมอเรส

อลิสาอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่อย่างเดียวดาย ใช้เวลาส่วนใหญ่ตามหาเบาะแสของอัลวิสที่ถูกจารุฬีอุ้มพาตัวไปด้วย

มีบางครั้งที่เธอโผล่ไปกินข้าวกับพิชญ์จิราและจอมทัพที่ปีกซ้ายของบ้านให้คลายเหงา แต่ดูเหมือนว่าเมื่อได้เห็นความอบอุ่นน่าอิจฉาของคู่แม่ลูกแล้วยิ่งทำให้เหงากว่าเดิม

และอลิสายังคงเก็บความสงสัยเอาทุกอย่างไว้จนล้นอก รอแล้วรอเล่าจนล่วงเลยมาเกือบสิบวันก็ยังไม่เห็นใบหน้าของนักรบเพราะเขายังไม่กลับจากต่างประเทศ ด้านพิชญ์จิราดูไม่เดือดร้อนกับการหายหน้าหายตาของอัศวิน จะด้วยความชินชาหรืออะไรก็แล้วแต่ พิชญ์จิราดูมีความสุขและใช้ชีวิตเป็นปกติกับลูกชายตัวน้อย

อลิสาเองก็ไม่เข้าใจว่าเธอจะมัวมานั่งรอนักรบทำไม เอาเป็นว่าเธอมีที่นอน มีอาหารให้อยู่ฟรีกินฟรีแบบนี้ก็สบายดี ถ้าถึงวันที่เขากลับมา เธอจะได้เจอเองนั่นแหละ อลิสาหาข้อสรุปให้ตัวเองได้ในที่สุด

ก๊อกๆ ๆ

“มีอะไรจ๊ะ” อลิสาเปิดประตูถามแม่บ้านด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง

“คุณอาเรซรอทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารฟินีเซียค่ะ”

!!!!

ประโยคนั้นทำให้อลิสาหน้าซีดเผือด ตาคู่สวยมีแววความตกใจปนประหม่า หญิงสาวรีบถามแม่บ้านก่อนที่ร่างท้วมจะเดินหนี “เขามาตั้งแต่ตอนไหนคะ”

“เมื่อคืน ราวเที่ยงคืนค่ะ คุณหลับไปแล้ว” พูดแล้วแม่บ้านสูงวัยก็เดินนำลงไป

ห้องอาหารฟินีเซียอยู่ประจำคฤหาสน์ปีกขวา หรือห้องอาหารขนาดเท่าๆ กับห้องอัลแบร์โต้ที่เป็นห้องอาหารปีกซ้ายของอัศวิน ซึ่งเล็กกว่าห้องอาหารรวมหรือห้องอาหารเลี้ยงแขกชื่อห้องแคทเธอรีน

นักรบเลือกห้องอาหารส่วนตัว แสดงว่าเขาต้องการกินข้าวกับเธอสองต่อสอง ไม่มีพิชญ์จิรา ไม่มีอัศวิน และไม่มีจอมทัพแบบที่อลิสาคาดการณ์ไว้

...แต่ก็ดีเหมือนกัน ผู้ชมเยอะมากไปก็อึดอัด เธออยู่กับเขาสองคนจะได้แสดงละครง่ายๆ หน่อย

ร่างอรชรเดินมาสำรวจเสื้อผ้าหน้าผมของเธอบนกระจก อลิสาหยิบลิปกลอสสีชมพูอ่อนขึ้นมาแต่งแต้มปากอิ่ม ก่อนจะหยิบน้ำหอมมาฉีดซ้ำ มือเล็กเลื่อนไปหยิบบลัชออนมาเติมแต่ก็ชะงักค้างกลางอากาศ

นี่เธอกำลังทำอะไร?

เธอต้องลงไปคุยกับนักรบให้รู้เรื่องไม่ใช่หรือแล้วเหตุใดต้องมาแต่งหน้าทาปากด้วย!

อลิสาบ่นพึมพำกับตัวเองแล้วรีบก้าวออกจากห้องนอนไปโดยไม่ปล่อยให้นักรบคอยนาน



ร่างบางเดินเข้าห้องอาหารด้วยความประหม่า หญิงสาวเห็นร่างสูงใหญ่ของนักรบนั่งอยู่ตำแหน่งหัวโต๊ะ ดวงตาคมกริบสีน้ำตาลทอดมองออกไปยังสนามหญ้า แสงแดดส่องผ่านผ้าม่านลายประณีตบางเบาเข้ามาทำให้ใบหน้าของชายหนุ่มอาบไปด้วยแสงตะวันสีทอง

ร่างหนาสูงใหญ่สมชายชาตรี ลำคอตั้งตรงบนไหล่ผึ่งผาย หญิงสาวจ้องร่างกายกำยำนั้นด้วยตาไม่กะพริบ อลิสาไม่ได้ตกใจกับใบหน้าหล่อเหลาร้ายกาจของเขาดังเช่นหลายครั้งที่ผ่านมา ดวงตาสีเทาคู่สวยเบิกกว้างเพราะตกใจกับรอยแผลทั่วร่างกายของนักรบ

แขนแกร่งยังคงมีรอยเย็บขนาดใหญ่ ใบหน้าที่เคยผ่องใสนั้นมีรอยขีดข่วน ปลายคางที่เคยมีหนวดเครารกครึ้มยามนี้ถูกโกนออกบางส่วนและเปิดเผยให้เห็นรอยแผลลากเฉือนเป็นทางยาว

ดวงตาเด็ดเดี่ยวคู่นั้นดูคาดเดายากและเย็นยะเยือก

มอร์นิ่ง นักรบเอ่ยทักทายก่อน ตาสีน้ำตาลทรงเสน่ห์จ้องเธออย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา

“มะ มอร์นิ่งค่ะ” ใบหน้านวลยามนี้แสดงความกังวลฉายชัด อลิสาลืมสิ้นแล้วว่าเธอตั้งใจเข้ามาพูดกับนักรบเรื่องอะไร “ทำไมคุณมีแผลเยอะขนาดนี้คะ”

นักรบยกมือให้แม่บ้านลำเลียงอาหารเข้ามา “เครื่องบินตก”

อลิสายังคงยืนจ้องร่างหนาของนักรบด้วยความรู้สึกที่เธอเองก็บอกไม่ถูก

...เธออยากถามเขาว่าเจ็บมากไหม...

ยิ่งมองบาดแผลของเขาก็ยิ่งคิดถึงอัลวิส เจ้าสุนัขตัวน้อยของเธอถูกคนใจร้ายพวกนั้นรังแกก็คงมีบาดแผลไม่น้อยเช่นกัน

“นั่งสิ” ตาสีน้ำตาลจ้องเธอแกมบังคับ อลิสาเดินไปนั่งเก้าอี้ให้ห่างจากเขามากที่สุด เธอเริ่มแสร้งทำสีหน้าบึ้งตึงแบบที่แสดงละครมาตลอดสองปีได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน

“มานี่” นักรบใช้ดวงตาทรงอำนาจจ้องเธออีกครั้ง ตาของเขาก็ยังคงแผ่ไอกดดันเหมือนราชสีห์รอขย้ำเหยื่อได้ทุกครา

แม้อยากเอ่ยเถียง แต่เธอเห็นชายหนุ่มทำท่าทีกัดฟันคล้ายเจ็บปวดยามต้องส่งเสียงพูดนั้นอลิสาก็ต้องสงบปากสงบคำไว้ก่อน ร่างน้อยขยับไปนั่งเก้าอี้ใกล้นักรบ

เขาเจ็บขนาดนี้แล้วยังจะฝืนตัวเองไปเพื่ออะไร อลิสาได้แต่งุนงง

เสียงหวานเอ่ยแผ่วเบาติดแดกดันเล็กน้อย “ถ้าเจ็บก็ไม่ต้องพูดค่ะ ฉันไม่อยากทรมานคนป่วย” อลิสาทำตัวไม่ถูก เสียงหวานแสร้งทำหงุดหงิด “เรื่องเครื่องเพชรกับสัญญาว่าจ้าง คือฉันว่า...”

“เอาไว้คุยวันหลัง” ชายหนุ่มเอ่ยแทรกตัดบทแล้วหันมาจ้องเธอไม่วางตา

ใบหน้าเนียนร้อนผ่าวขึ้นทีละน้อย นักรบนั่งนิ่งจ้องเธอเหมือนจะเขมือบเธออย่างไรอย่างนั้น อลิสาเริ่มเสียความมั่นใจ

“มีอะไรติดหน้าฉันหรือเปล่าคะ”

“เปล่า”

“แล้วทำไม...”

“ทำไม”

“ก็คุณจ้องเหมือนมี”

นักรบข่มใจเบนสายตาออกจากใบหน้างามล้ำที่เขาเฝ้าฝันถึงมาหลายวัน ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะเป็นไปได้ขนาดนี้ และไม่เข้าใจว่าทำไมต้องฝันถึงผู้หญิงโง่คนนี้ด้วย

อาจเป็นเพราะเขาอยู่กับเธอมานานเกินไป นานจนเก็บล็อกเธอไว้ในความทรงจำเสียเรียบร้อยแน่นหนา นานจนดวงตาสีเทาคู่สวยทำให้เขาตกอยู่ในภวังค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ไม่เพียงแต่ใบหน้าเธอที่เขาจำได้ ทั้งเสียงเธอและกลิ่นหอมของเธอเขาก็จำได้อย่างแม่นยำ ทำไมสัญชาตญาณและประสาทสัมผัสว่องไวของสัตว์สี่เท้ายังติดตัวมาทั้งๆ ที่คืนร่างเดิมแล้ว!!!

“นี่คุณอาเรซคะ”

“อะไร”

มือที่เต็มไปด้วยบาดแผลกำลังตักข้าวต้มเข้าปาก รอยขีดข่วนน้อยใหญ่มากจนนับไม่ถ้วน เห็นชัดว่านักรบกำลังใช้ความพยายามอย่างมากในการยกแขนแต่ละครั้งไม่ให้กระทบแผลที่ต้นแขน

“ถ้าคุณตักข้าวไม่ไหวก็อย่าฝืนสิคะ” หญิงสาวเอ่ยแล้ววางช้อนลงอย่างเหลืออด

ดวงตาดุดันยามนี้ปรากฏแววขบขัน “จะให้ผมก้มเลียหรือไง”

“เป็นหมาเหรอคะ”

ปากหยักสีซีดเผลอยกยิ้มจางๆ “ก็อาจเคยเป็น”

หญิงสาวไม่ตลกกับคำพูดนั้นสักนิด “ไม่ไหวก็ให้คนป้อนสิคะ เป็นคนป่วยก็ควรรู้ว่าตัวเองป่วย ไม่ใช่เอาแต่ฝืนแบบนี้ ร่างกายคุณจะรับไม่ไหว”

“ผมดูป่วยมากเลยเหรอ”

“ใช่ค่ะ”

ทั้งๆ ที่มีแผลทั่วร่างแต่ท่าทีของนักรบดูผ่อนคลายและสบายใจ อลิสาตกใจกับพฤติกรรมแปลกไปของชายหนุ่ม เขาจ้องมองเธอได้อย่างเป็นธรรมชาติราวกับว่ามองเธออยู่ทุกวันจนเคยชินกับความห่วงใยของเธอเป็นอย่างดี

แล้วยังคุยกับเธอมากกว่าสองปีที่ผ่านมารวมกันด้วยซ้ำ!!

จู่ๆ มือหนาก็วางช้อนลง ใบหน้าหล่อคมขยับเข้าใกล้ “ป้อนผมสิ”

“คะ? ”

“เป็นห่วงผมไม่ใช่หรือไง” นักรบพูดออกมาโดยไม่มีท่าทีขัดเขินสักนิด

“เปล่าสักหน่อย” ใบหน้านวลร้อนผ่าวตั้งแต่แก้มใสลามไปทั่วใบหูและต้นคอ ดวงตาฉ่ำวาวหลุบต่ำ หัวใจดวงน้อยคันยุบยิบ

“อย่าโกหกกันเลย ผมรู้ว่าคุณคิดอะไร” เสียงราบเรียบเอ่ยไม่ต่างกับใบหน้าเรียบเฉยของเขา

“เอ๊ะ! คุณนี่ยังไงกันนะ!! ”

นักรบยกคิ้วหนึ่งข้าง ดวงตาสีน้ำตาลเจือไปดวงความเบิกบานคล้ายเจอของเล่นถูกใจ อลิสาบอกเองไม่ใช่หรือว่าเขาซื้อเธอมาทิ้งขว้าง บางทีการหยิบของเล่นเก่าๆ ขึ้นมาเล่นบ้างก็ไม่เลวนัก

“กินข้าวเถอะ” นักรบตัดบทแล้วหยิบช้อนมาตักข้าวต้มโดยไม่สนใจท่าทีขัดเขินจนแก้มแทบระเบิดของอลิสาสักนิด

อลิสาสังเกตว่าเขาแอบยิ้ม ถึงแม้ปากหยักจะขยับยกขึ้นเล็กน้อยเท่าเม็ดทรายก็เถอะ แต่เธอจะถือว่านั่นคือรอยยิ้ม!

หญิงสาวพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วหันมาสนใจข้าวต้มของตัวเองบ้าง ตาสีเทาก็อดไม่ได้ที่จะแอบมองมือสั่นเทาของชายหนุ่มข้างกายเป็นระยะ แต่กระนั้นก็อยากโทษความใจอ่อนของเธอเหลือเกิน ถ้าเธอเย็นชาได้เท่าครึ่งหนึ่งของนักรบก็คงดีไม่น้อย

“ฉันป้อนเองค่ะ”

นักรบปล่อยมือจากช้อนมาวางไว้บนตักคล้ายรู้ว่าสุดท้ายเธอต้องใจอ่อน อลิสามองใบหน้าด้านชาแต่แววตาฉาบความระยิบระยับของนักรบ หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะค้อนวงใหญ่ใส่ชายหนุ่มไปหนึ่งทีก่อนหยิบช้อนของเขาขึ้นมา มือบางตักข้าวต้มในถ้วยมาจ่อที่ปากสีซีดของคนป่วย

“รีบทานสิคะ”

นักรบอ้าปากรับไปโดยทันที เขานั่งเคี้ยวข้าวโดยไม่ได้รู้สึกประดักประเดิดแต่อย่างใด อลิสาได้แต่งุนงงเพิ่มเท่าทวี

ตอนนี้เธอกลายสภาพเป็นทาสของเขาโดยไม่มีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ ดวงตาคมกริบมองเธอเป็นเบี้ยล่างไม่ต่างจากยามอัลวิสมอง อลิสาคล้ายเห็นภาพหางสีน้ำตาลอันใหญ่กำลังกระดิกพลิ้วไหวอยู่ข้างหลังของเขา

บ้าจริง นักรบเป็นคน จะมีหางได้อย่างไร เธอคงคิดถึงอัลวิสมากจนฟุ้งซ่านตาฝาดไปเอง

“ยิ้มอะไร” ชายหนุ่มหรี่ตามอง

“อ่านใจเอาเองสิคะ”

“ห้ามมองผมเป็นสัตว์เลี้ยงแบบนั้น ผมไม่ใช่หมาของคุณ” ชายหนุ่มบอกเสียงเข้ม ตาคมของเขาล้อเลียนเธอกลายๆ

อลิสาชาวาบไปทั้งตัว ผู้ชายแปลกประหลาดคนนี้อ่านใจได้อย่างนั้นหรือ!?

นักรบยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนที่ปากหยักสีซีดของเขาจะกลับไปเหยียดตรงเช่นเดิม “ทายถูกล่ะสิ”

อลิสารีบปกปิดอาการถูกจับได้ “รีบกินสิคะ ฉันมีงานมีการต้องไปทำ ไม่ได้ว่างมาป้อนข้าวคุณทั้งวันหรอกนะ! ”

“ทำอะไร นัดใครไว้” เสียงเย็นเยียบเอ่ยถาม

“ฉันว่าจะออกไปตามหาลูกหมา”

นักรบนิ่งไปแล้วรีบหยิบผ้ามาเช็ดปาก แววตาของเขาไม่หลงเหลือความเบิกบานใจ “ผมอิ่มแล้ว”

ขาแกร่งก้าวเดินออกไปจากห้องอาหารโดยไม่สนใจอลิสาสักนิด เขาทำราวกับว่าเธอมีประโยชน์แค่ป้อนข้าวให้อิ่มท้องเท่านั้น อลิสานั่งอึ้งเพราะเธอยังไม่ได้กินข้าวเลยสักคำ

ตาบ้านั่นจะชวนเธอลงมาป้อนข้าวแค่นี้หรือ!

นักรบเมินเธอได้เหมือนอัลวิสเมินเธอตอนกินนมอิ่มแล้วไม่มีผิด ดวงตาคู่สวยมองแม่บ้านที่ยืนรอบห้องอาหาร ทั้งหมดทำสีหน้าเหมือนกันคือพยายามกลั้นยิ้มอย่างสุดกำลัง อลิสาได้แต่กำมือแน่นพร้อมกัดฟันกรอด

ตาบ้านักรบ!!!! ทำไมเขาต้องทำเป็นรู้ทันเธอด้วย รู้จักเธอดีนักหรือไง!!!

อลิสาตักข้าวต้มใส่ปากด้วยใบหน้าง้ำงอ เธอนึกขึ้นมาได้ว่ากำลังกินช้อนคันเดียวกับนักรบก็รีบวาง ในใจทั้งโกรธเคืองทั้งสับสน อธิบายไม่ได้ว่าความรู้สึกคุ้นเคยเช่นนี้ก่อตัวตั้งแต่ตอนไหน

มันคุ้นเคยราวกับว่าเธอและเขานั่งกินข้าวด้วยกันมาเป็นร้อยครั้ง...



เซฟเฮ้าส์

ร่างของชายฉกรรจ์นับสิบคนถูกมัดมือแขวนไว้กับคานเหล็กกลางห้อง ชายตรงกลางนั้นมีใบหน้าหล่อเหลาโดดเด่นกว่าบุคคลรอบข้าง ฌอนหลับตาไล่ความแสบเมื่อเลือดเหนียวหนืดไหลมาโดนดวงตาแต่ไม่สามารถเอามือปาดมันออกไปได้

ปากที่เคยสีสดสุขภาพดียามนี้แห้งกร้านปริแตกจากการถูกทำร้ายติดต่อกันหลายวัน

ฌอนรู้ว่าคนของนักรบมีวิธีการรีดความลับออกจากปากอย่างไรบ้าง แต่เขาสาบานว่าจะไม่มีวันคายความลับออกมาแน่ ร่างนับสิบที่ถูกแขวนไว้ยามนี้ยังมีชีวิตเหลือไม่ถึงครึ่ง นอกนั้นทนรับความเจ็บปวดไม่ไหวตายไปเสียก่อน

กลิ่นเหม็นคลุ้งในอากาศชวนวิงเวียนเพราะศพถูกแขวนประจานตอกย้ำคนที่ยังอยู่ แผนการหลอกลวงและปลอมตัวเข้ามาเป็นนักรบครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงฌอนเท่านั้นที่ปลอมตัวเข้ามา เดวิดให้คนอีกกลุ่มปลอมเป็นพ่อบ้านคนสนิท เลขาคนเก่ง บอดี้การ์ดคู่ใจ และเหล่าผู้ช่วยของนักรบอีกหลายคน

รวมแล้วทั้งหมดก็สิบคนพอดี และพวกเขาทั้งสิบคนไม่คาดคิดว่าจะจบชีวิตลงด้วยสภาวะน่าอนาถใจแบบนี้

เเกร๊ก!!

แม้ได้ยินเสียงเปิดประตูห้องอันหนาวเหน็บราวกับห้องแช่แข็งแห่งนี้ แต่ฌอนไม่มีแรงเงยหน้ามองว่าผู้มาใหม่คือใคร คาดเดาว่าเป็นกลุ่มชายคนเดิมที่เข้ามาซ้อมเขาทุกวัน และวันนี้มันอาจหาอุปกรณ์โหดเหี้ยมมารีดความลับจากเขาอีก

อาจจะเป็นการนั่งเก้าอี้หนามทิ่มแทงทุกส่วนของร่างกาย หรือจับกรอกน้ำเพื่อบีบคั้นทุกเส้นประสาทให้ทรมานเกินรับไหว โหดที่สุดมันอาจจะเผาเขาในตู้เหล็กให้ดิ้นทุรนทุรายก่อนตายก็เป็นได้

“สวัสดี”

เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้น ฌอนรู้ทันทีว่าเป็นเสียงของนักรบ!!

ทำไมมันยังไม่ตาย!!

เดวิดวางแผนและส่งคนขึ้นไปวางระเบิดพลีชีพบนเครื่องบินของนักรบ โดยแผนการรัดกุมไร้ที่ติไร้รอยรั่ว จากนั้นก็ให้ฌอนสวมรอยเป็นผู้รอดชีวิต เดวิดบอกฌอนว่าตรวจพบดีเอ็นเอของนักรบในกองซากศพที่โดนระเบิดจากถังเชื้อเพลิงของเครื่องบิน และไม่มีใครรอดสักราย

แล้วทำไมไอ้นักรบมันจึงโผล่มาตรงนี้ได้ หรือว่ามันเป็นผี?

“ไม่ต้องตกใจ ฉันไม่ใช่ผี” นักรบรวบกำแล้วดึงผมสีน้ำตาลของฌอนขึ้นมาเพื่อมองใบหน้าคล้ายตนราวกับฝาแฝด

น่าเสียดายที่บางส่วนมันอาบไปด้วยเลือดและแววตาของฌอนหวาดผวาชัดเจนทำให้ฝาแฝดผู้นี้กลายเป็นฝาแฝดจอมปลอม ท่าทีขวัญเสียนั่นทำให้นักรบยกยิ้มอย่างพอใจ

“คุ...คุณ...คุณตายไปแล้ว..” ฌอนเค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก ร่างชุ่มโลหิตแดงฉาน เส้นเอ็นปูดโปนตามต้นแขนหนา เหงื่อกาฬแตกพรั่งพรูเพราะสัมผัสได้ถึงรังสีอันตรายของผู้ชายตรงหน้าแล้วก็รู้ว่าเป็นนักรบตัวจริงแน่นอน!!

“ฉันฟื้นมาดูละครตลกที่ไอ้เดวิดมันกำกับการแสดง” เสียงแหบพร่าของนักรบเนิบช้าแผ่วเบาแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคุกคามเย้ยหยัน เสียงทรงอำนาจยังคงดังใกล้หู “โถ่ฌอน ละครพวกแกตลกจนฉันไม่รู้จะหยุดหัวเราะยังไง”

ทั้งห้องเงียบสงัด ผนังซีเมนต์หนาสะท้อนเสียงนักรบให้กังวานน่าหวั่นเกรงกึกก้องในหูฌอนซ้ำๆ

ความภูมิใจของฌอนหดสั้นแทบไม่มีเหลือ เส้นขนลุกซู่ขึ้นมาเองตามสัญชาตญาณ ฌอนไม่รู้ว่านักรบจะรีดความลับเขาด้วยเครื่องมืออะไร แต่นักรบมีวิธีรีดความลับสำเร็จทุกครั้งหากต้องลงมือเอง

วิธีทรมานขั้นต้นคือถลกผิวหนังออกช้าๆ ขณะที่ใบหน้ายังคงเรียบเฉยและสามารถมองคนตายด้วยตาไม่กะพริบ นักรบรีดความจริงจากสายลับของศัตรูอย่างไร ฌอนจำได้เป็นอย่างดี

ชายผู้ยืนทำหน้าเรียบเฉยเป็นนิจนั้นหยิบมีดพกออกมาจากกระเป๋า มัจจุราชฟื้นคืนชีพค่อยๆ ลากโลหะแหลมคมเย็นเฉียบไปตามต้นคอของฌอน เลือดสีแดงฉานไหลซิบออกมาจากปลายมีด

นักรบกระซิบลอดไรฟัน “ฉันจะไม่รีดความลับอะไรจากแก ฉันรู้ว่าแกยอมตายดีกว่ายอมคายความลับซึ่งข้อนี้ทำให้ฉันเลือกแกมาเป็นบอดี้การ์ด ...แต่น้องสาวแกคงไม่ใช่”

ตาของฌอนแทบเหลือกถลนออกมาข้างนอกเมื่อได้ยินนักรบพูดถึงน้องสาว

เสียงทุ้มกล่าวต่อ “สายสืบบอกว่าเธอชื่อริต้าใช่ไหมฌอน ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าริต้าจะทนความเจ็บปวดได้มากเท่าไหร่เชียว”

ฌอนส่ายหน้าอย่างแรง ตาของเขาเบิกถลนและพยายามขอร้องเต็มที่

“ขอร้องล่ะ!! ผมยอมทุกอย่าง! อย่าทำอะไรน้องผมเลย อย่ายุ่งกับเธอ!!! ”

“ล้อเล่นน่า” นักรบยิ้มมุมปาก “ฉันไม่ใช่ไอ้หน้าตัวเมีย เก่งแต่ทำร้ายผู้หญิงสักหน่อย”

“ผมยอมแล้ว ยอมทุกอย่าง!!!! ” เสียงปวดร้าวของฌอนดังไปทั่วห้องพร้อมกับสีหน้าพอใจของนักรบ

ความคิดเห็น