ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและเป็นกำลังใจให้เรานะคะ รักมาก ๆ ค่ะ <3

บทที่ 5 งมหาพระจันทร์ในน้ำ

ชื่อตอน : บทที่ 5 งมหาพระจันทร์ในน้ำ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.พ. 2562 16:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 งมหาพระจันทร์ในน้ำ
แบบอักษร

บทที่ 5

งมหาพระจันทร์ในน้ำ

เว่ยเจียเล่อคงไม่พอใจมากจริง ๆ เพราะเขาไม่ยอมให้หรงเมิ่งอิงขี่ม้าด้วยอีกต่อไป นางถูกไล่ให้เข้าไปนั่งอยู่ในรถม้า เมื่อคอยเปิดผ้าม่านรถม้าดูเป็นระยะจึงพบว่าการเดินทางมุ่งขึ้นเหนือโดยตลอด กระทั่งมาถึงเมืองหนึ่งในยามที่พระอาทิตย์ตรงศีรษะ ขบวนก็หยุดพักที่โรงเตี๊ยม

เว่ยเจียเล่อกระโดดลงจากหลังม้า คนดูแลม้าของโรงเตี๊ยมรีบเข้ามาจูงม้าไปไว้ยังคอก เขาปรายตามองหรงเมิ่งอิงที่กำลังลงจากรถม้า ก่อนกล่าว

“นี่เป็นโรงเตี๊ยมของพรรคหมอกอัสดง เจ้าต้องการสิ่งใดก็สั่งได้เต็มที่ ข้าต้องไปคุยธุระในห้องด้านใน”

“เข้าใจแล้ว” นางพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เดินตามหลังเขาเข้าไปในโรงเตี๊ยม หลงจู๊รีบถลันเข้ามารับหน้าด้วยรอยยิ้ม กุลีกุจอนำเว่ยเจียเล่อเดินหายเข้าไปยังห้องส่วนตัวด้านในที่จัดเตรียมไว้แล้ว องครักษ์ฝูกับองครักษ์ห่าวรีบตามเข้าไป ส่วนอีกคนหนึ่งยืนเงียบอยู่ด้านหลังนาง

หรงเมิ่งอิงนั่งลงที่โต๊ะ ทำสายตาให้ซูฮุ่ยจูนั่งด้วยกัน เหลือบเห็นองครักษ์ยังยืนอยู่ก็เอ่ยถามขึ้นยิ้ม ๆ

“เจ้าชื่ออะไร”

“ฉงเหอขอรับ”

“เจ้าเป็นองครักษ์ของข้า?”

“เมื่อไปถึงพรรคว่าที่ฮูหยินจะได้เลือกองครักษ์เองขอรับ ยามนี้ข้าเพียงให้ความคุ้มครองชั่วคราวเท่านั้น”

“นั่งเถิด” นางพยักหน้า บุ้ยใบ้ไปยังเก้าอี้ตัวที่ยังว่างอยู่ “ยืนคุยเช่นนี้ข้าเมื่อยคอ”

ฉงเหออึกอัก หรงเมิ่งอิงจึงรำพึงเสียงเศร้า

“ที่แท้ว่าที่ฮูหยินก็ไม่มีอำนาจสั่งการผู้ใดหรอกหรือ” นางทำทีเป็นสูดจมูก เสียงสั่นเครือยิ่งกว่าเดิม “เข้าใจแล้ว ข้าจะไม่ทำให้เจ้าลำบากใจอีก”

ฉงเหอสะดุ้งโหยง รีบหย่อนกายลงนั่งจนซูฮุ่ยจูยังหลุดหัวเราะคิก นึกในใจว่าขนาดกับประมุขพรรคหรงเมิ่งอิงยังทำให้ยอมตามใจมาแล้ว นับประสาอะไรกับสมาชิกพรรคคนอื่นกันเล่า ช่างน่านับถือจริง ๆ!

ห้องด้านในของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบง่าย มีเพียงโต๊ะตัวหนึ่งกับเก้าอี้อีกสองตัวเท่านั้น ที่โต๊ะมีใครคนหนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาเป็นบุรุษร่างท้วม นัยน์ตามีเค้าของความกลับกลอกเล็กน้อย มองออกได้ไม่ยากว่าคงจะเป็นพ่อค้า

“ประมุขเว่ย” พ่อค้าร่างท้วมลุกขึ้นยืนทันทีที่เห็นเว่ยเจียเล่อเดินเข้ามาในห้อง เขาประสานมือ เว่ยเจียเล่อประสานมือตามก่อนจะนั่งลง

“ข้าเพิ่งได้รับสารของท่านเมื่อไม่กี่วันก่อน” เว่ยเจียเล่อกล่าวโดยไม่อ้อมค้อม “เป็นสารบอกให้ข้าแวะมาพูดคุยด้วย ไม่ทราบเป็นเรื่องใด”

“ข้าคิดว่าผักที่ข้าจะต้องส่งให้ประมุขเว่ยอาจจะเกิดปัญหาขึ้นเสียแล้ว”

“เป็นปัญหาใด” เว่ยเจียเล่อเลิกคิ้ว

“ชาวสวนบอกข้าว่ามีปัญหาเรื่องการเก็บเกี่ยวเล็กน้อย ผักไม่อาจส่งได้ทันตามกำหนด”

“ชาวสวนจึงจะขอเลื่อนส่ง?”

“หากเลื่อนส่ง คงไม่ดีต่อทางด้านประมุขเว่ย” พ่อค้ากล่าวน้ำเสียงจริงใจ “ข้าคิดว่าบางทีควรต้องยกเลิกการซื้อขายผักครั้งนี้ไปเลย หากมัวแต่รอผักประมุขเว่ยก็จะเสียเวลา โรงเตี๊ยมของพรรคหมอกอัสดงอาจขาดทุน ไม่สู้หาซื้อผักจากที่อื่นไปเสียเลยอาจยังเร็วกว่า”

“ข้าเพิ่งเคยพบพ่อค้าที่แนะนำให้ข้าซื้อขายจากพ่อค้าคนอื่นเช่นนี้” เว่ยเจียเล่อรินชา สีหน้าเรียบเฉย “ก่อนมาพบท่านข้าได้ให้คนไปตรวจสอบสวนผักทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ชาวสวนแจ้งว่าผลผลิตรอบนี้ดีกว่ารอบก่อน ๆ สามารถส่งได้ก่อนกำหนดเสียด้วยซ้ำ”

พ่อค้าชะงัก ดวงตาฉายแววตื่นตระหนกแต่ยังคงพยายามรักษารอยยิ้มไว้บนสีหน้า

“ประมุขเว่ยพูดถึงสิ่งใดกัน...”

“ปัญหาที่ว่าคงหาได้เกิดจากการเก็บเกี่ยวไม่ใช่หรือ” เว่ยเจียเล่อยกชาขึ้นดื่มรวดเดียวหมด “แต่เป็นปัญหาจากท่านเองมากกว่า”

“ประมุขเว่ย...” พ่อค้าพลันหน้าเสีย เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ ไม่อาจรักษารอยยิ้มไว้ได้อีก “ท่านต้องเข้าใจด้วยว่ายามนี้ทางการมีนโยบายใหม่ออกมาไม่ได้หยุด นับวันฐานะพ่อค้าคนกลางอย่างข้าก็ยิ่งแย่ลง”

เว่ยเจียเล่อไม่ได้ตอบคำใด พ่อค้าจึงต้องกล่าวต่อ “เมื่อหลายวันก่อนมีคนมาขอตกลงซื้อผักจากข้า คนผู้นั้นให้ราคาดีกว่าท่านอยู่หลายร้อยตำลึง หวังว่าประมุขเว่ยคงไม่ถือสา...”

“ไม่ถือสา?” เว่ยเจียเล่อทวนคำ แค่นเสียงหึ “ข้าตกลงซื้อขายกับท่านมานานแรมปี เพียงผู้อื่นมาตกลงทีหลังและให้ราคาดีกว่า ท่านก็ตัดสินใจได้ง่ายดายถึงเพียงนี้เลย”

“ประมุขเว่ย ได้โปรดเห็นใจข้าเถอะ ข้าไม่มีทางเลือกแล้วจริง ๆ” พ่อค้าโอดครวญ ล้วงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งมาวาง พลางทำสายตาเว้าวอน “ประมุขเว่ยได้โปรดช่วยลงชื่อ ข้าจะไม่ลืมบุญคุณ”

องครักษ์คนสนิทวางพู่กันกับแท่นฝนหมึกที่ได้มาจากหลงจู๊ลงบนโต๊ะ เว่ยเจียเล่อหยิบพู่กัน อ่านสัญญาซื้อขายซ้ำสองสามครั้งก่อนลงชื่อ แม้สีหน้ายังนิ่งสนิท ดวงตากลับมีร่องรอยของโทสะ

“นับจากนี้สัญญาซื้อขายของเราขาดกัน” เขาวางพู่กันเสียงไม่เบานักจนพ่อค้าสะดุ้งเฮือก “ข้าจะจำไว้ว่าท่านเป็นพวกปากเดียวสองลิ้น [1] คราวหลังจะไม่รบกวนซื้อขายกับท่านอีก”

เว่ยเจียเล่อลุกยืน พ่อค้ารีบลุกตาม ประสานมืออย่างร้อนรน ในใจนึกหวาดหวั่น

“ประมุขเว่ยข้าต้องขออภัย...”

กล่าวไม่ทันจบคำ ร่างสูงใหญ่ร่างนั้นก็เปิดประตูเดินออกจากห้องไปเสียแล้ว


หรงเมิ่งอิงเพิ่งวางชามบะหมี่ลงเว่ยเจียเล่อก็เดินฉับ ๆ ออกมานั่งที่โต๊ะ สีหน้าที่เดิมทีก็ไม่น่าเข้าใกล้อยู่แล้วยามนี้ยิ่งไม่น่าเข้าใกล้เข้าไปใหญ่ ฉงเหอกับซูฮุ่ยจูรีบลุกไปนั่งกินต่ออีกโต๊ะหนึ่งกับองครักษ์อีกสองคน ทั้งโต๊ะจึงเหลือเพียงเขากับนาง เว่ยเจียเล่อนั่งรอบะหมี่อยู่เงียบ ๆ ครั้นบะหมี่มาก็ก้มหน้าก้มตากินก่อนลุกขึ้นเดินลิ่วออกจากโรงเตี๊ยมไปโดยไม่เอ่ยสิ่งใดกับนางแม้ครึ่งคำ

หรงเมิ่งอิงยังนั่งบิซาลาเปาอยู่ที่เดิม ฉงเหอมองตามหลังเจ้านายไปก่อนหันกลับมากล่าวด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“ท่านประมุขดูอารมณ์ไม่ค่อยดี ว่าที่ฮูหยินควรรีบลุก”

ท่านประมุขของเจ้าเคยอารมณ์ดีด้วยหรือ... หรงเมิ่งอิงถามต่อในใจ นางกินซาลาเปาจนเสร็จก็เดินออกจากโรงเตี๊ยม นอกโรงเตี๊ยมมีผู้คนผ่านไปมาประปราย รถม้าจอดรออยู่แล้ว เว่ยเจียเล่อก็ยืนกอดอกพิงอยู่ใต้ร่มเงาไม้ ท่าทางคล้ายต้องการปรับอารมณ์ของตนให้เย็นลง

 ทันใดนั้นเว่ยเจียเล่อก็ลืมตาขึ้นจ้องเขม็งไปทางเบื้องหลังนาง หรงเมิ่งอิงชะงักฝีเท้า นางได้ยินเสียงกระบี่ถูกกระชากออกจากฝัก ไม่ต้องหันไปก็รู้ว่าเป็นฉงเหอ

เกิดสิ่งใดขึ้นกัน...นางควรวิ่งไปหาเว่ยเจียเล่อหรือควรหยุดยืนอยู่ที่เดิมดีเล่า

“อาเล่อ” เสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นด้านหลังนาง ซูฮุ่ยจูยืนตัวแข็ง ลอบกลอกตามองนาง หรงเมิ่งอิงไม่ได้มองตอบ นางมองเพียงเว่ยเจียเล่อที่กำลังมองข้ามนางไป เขาเอ่ยทักเสียงเย็น

“อาเฟิง”

“ไม่พบกันนาน สีหน้าเจ้าดูแช่มชื่นปกติดี” อาเฟิงผู้นั้นหัวเราะ เสียงหัวเราะหาความจริงใจไม่พบแม้สักส่วนเสี้ยว “ได้ยินว่าหาว่าที่ฮูหยินพบแล้ว ใช่เด็กสาวคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าข้าคนนี้หรือไม่”

เว่ยเจียเล่อส่งสายตาบอกให้ทุกคนหยุดยืนอยู่กับที่ แม้แต่ฉงเหอที่ชักกระบี่ไว้แล้วก็ยังต้องถือกระบี่ค้างไว้ในท่าเดิม ไม่มีผู้ใดกล้าขยับกาย หรงเมิ่งอิงได้ยินเสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งดังมาจากด้านหลัง เพียงครู่เดียวเขาก็เดินมาหยุดยืนอยู่ข้างนาง

“ว่าที่ฮูหยิน ข้าชื่อหลิ่วถิงเฟิง เป็นสหายรักของอาเล่อ ยินดีที่ได้พบกัน”

สถานการณ์เช่นนี้ไม่ปกติเอาเสียเลย เหตุใดหลิ่วถิงเฟิงจึงยังมาทำท่าทำทางไม่ยี่หระได้ถึงเพียงนี้ แล้วนี่นางควรหันไปยิ้มแล้วตอบรับอย่างสดใสว่า ‘ยินดีที่ได้พบเช่นกันเจ้าค่ะ’ เช่นนั้นหรือ จะตลกร้ายเกินไปแล้ว!

เว่ยเจียเล่อมองเลยไปยังโรงเตี๊ยม พ่อค้าร่างท้วมเพิ่งก้าวออกมา คนผู้นั้นหันมาเห็นเหตุการณ์หน้าโรงเตี๊ยมเข้าก็รีบประสานมือลวก ๆ แล้วเร่งฝีเท้าจากไปจนเกือบเป็นวิ่ง เว่ยเจียเล่อจ้องหน้าอดีตสหาย ก่อนเค้นเสียงออกมาเมื่อเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด

“ที่แท้ก็เป็นเจ้า!”

หลิ่วถิงเฟิงเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบต้น ๆ เดาอายุแล้วคงไล่เลี่ยกับเว่ยเจียเล่อ ใบหน้ามีเหลี่ยมมุมน่ามอง ดวงตาแฝงความบ้าคลั่งชนิดหนึ่ง คำกล่าวของอดีตสหายทำให้มุมปากเขาผุดรอยยิ้มไม่ยี่หระขึ้นมาทันที

“ใช่ ข้าคือผู้ที่ติดต่อขอซื้อผักราคาสูงกว่าเจ้า” เขาขยับเข้าใกล้หรงเมิ่งอิงอีกก้าวหนึ่ง ฉงเหอกับซูฮุ่ยจูขมวดคิ้ว ทั้งคู่ทำท่าจะขยับกาย หลิ่วถิงเฟิงกลับชี้นิ้ว “หากยังไม่อยากให้ว่าที่ฮูหยินของพวกเจ้าสิ้นลมก็ไม่ต้องขยับมา!”

คนของหลิ่วถิงเฟิงสามสี่คนโอบล้อมเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ทุกคนถือกระบี่เตรียมพร้อมสำหรับการปะทะ เว่ยเจียเล่อยังยืนเฉยอยู่ที่เดิม ฉงเหอเห็นสายตาของท่านประมุขก็ยอมหยุดอยู่กับที่อีกครั้งหนึ่งแม้สีหน้าจะย่ำแย่เต็มทน

“อาเล่อ ฟังว่าช่วงนี้เจ้ามัวแต่สร้างโรงเรียนกับบูรณะวัดไม่ได้หยุด ไม่รู้จะทำเรื่องไร้สาระพวกนั้นไปเพื่อเหตุใด” หลิ่วถิงเฟิงทอดถอนใจด้วยรอยยิ้ม ขยับอีกครั้งจนประชิดหรงเมิ่งอิง มือหนึ่งควงมีดสั้นเล่น “แต่ช่างเรื่องทำความดีจอมปลอมของเจ้าไปเถอะ มาพูดถึงเรื่องที่ข้าซื้อผักของเจ้า ข้าเคยพูดไว้ว่าอย่างไรนะก่อนจะออกจากพรรคเจ้า...อ้อ ข้าบอกว่าจะต้องมีทุกสิ่งเหมือนที่เจ้ามีใช่หรือไม่”

“มีทุกสิ่งเหมือนที่ข้ามี?” เว่ยเจียเล่อยิ้มเยาะ “เพิ่งรู้ว่าเจ้าเป็นลาขาเป๋ที่คิดจะวิ่งแข่งกับม้า [2] อาเฟิง นี่เจ้ากำลังงมหาพระจันทร์ในน้ำอยู่หรือ [3]”

“เจ้าอย่าได้ใจเกินไปนัก!” หลิ่วถิงเฟิงยิ้ม ใบหน้าถมึงทึง เขาเคลื่อนไหวเพียงวูบเดียวก็รวบหรงเมิ่งอิงเข้าไปไว้ในอ้อมแขน ปลายมีดสั้นจ่อเข้าที่ลำคอเด็กสาว ความเย็นของปลายมีดเหมือนน้ำแข็งที่กำลังแข็งตัวจากเส้นเลือดไล่จนถึงขั้วหัวใจ หรงเมิ่งอิงยืนตัวแข็งทื่อ อย่าว่าแต่จะกระดุกกระดิกเลย ให้หายใจยามนี้นางก็ยังไม่กล้าทำ ดวงตาจับจ้องเพียงเว่ยเจียเล่อเท่านั้นราวกับจะยึดไว้ไม่ให้สติแตกไปเสียก่อน

“ควานหาตัวนางอยู่หลายปี ในที่สุดเจ้าก็จะได้แก้คำสาปแล้วหรือ” หลิ่วถิงเฟิงยิ้มแย้ม “สหายรักขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วย”

คำสาป?

แม้ยังหวาดกลัวอยู่แต่หรงเมิ่งอิงยังมีแก่ใจครุ่นคิดถึงคำพูดของหลิ่วถิงเฟิง นี่เองหรือคือสาเหตุที่เว่ยเจียเล่อคว้านางไปเป็นว่าที่ฮูหยินทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ที่แท้แล้วเขาก็ต้องคำสาปและคิดว่านางคือผู้ที่แก้คำสาปของเขาได้กระมัง แต่จะเป็นคำสาปใดกัน เหตุใดจึงต้องมาเกี่ยวข้องพัวพันกับนาง?

ครั้นเว่ยเจียเล่อไม่ตอบ หลิ่วถิงเฟิงจึงแสร้งเดาะลิ้นเหมือนกำลังใช้ความคิด

“อาเล่อ ขอข้าลองคิดดูก่อนว่าควรทำอย่างไรกับว่าที่ฮูหยินของเจ้าดี” เขากดปลายมีดลงเล็กน้อยจนจรดโดนลำคอหรงเมิ่งอิง เลือดสีแดงสดผุดซึม “ควรสังหารนางทิ้งเสียยามนี้เลยดีหรือไม่เล่า”

“ว่าที่ฮูหยิน” เว่ยเจียเล่อเรียกขึ้น หาได้ใส่ใจอดีตสหาย หรงเมิ่งอิงกะพริบตาครั้งหนึ่งเพื่อบอกว่านางกำลังรอฟัง ยามนี้ใบหน้าของนางซีดเผือด เหงื่อไหลจากขมับจดปลายคาง ดูจากท่าทางแล้วคงกำลังหวาดกลัวไม่น้อย เว่ยเจียเล่อรู้สึกหัวใจคล้ายถูกบางสิ่งกดทับเอาไว้จนต้องพูดต่อช้า ๆ “คราวหลังเวลาขี่ม้ากับข้าต้องนั่งนิ่ง ๆ เข้าใจหรือไม่”

หรงเมิ่งอิงพยายามตั้งสติยากเย็น เหตุใดเขาจึงพูดถึงเรื่องขี่ม้าและเรื่องนางต้องนั่งนิ่ง ๆ กัน?

“ฮูหยินอยู่นิ่ง ๆ” เสียงดุของเว่ยเจียเล่อคล้ายจะดังขึ้นมาในความทรงจำ “ปิ่นปักผมเจ้าจะเสียบคอข้าอยู่แล้ว”

หรงเมิ่งอิงสูดลมหายใจ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้...

“อะไรของเจ้ากัน” หลิ่วถิงเฟิงคำรามเสียงต่ำ ใบหน้าบึ้งตึงแต่ยังฝืนยิ้มเยาะออกมาได้อยู่ “หึ ช่างบิดามันเถอะ เพราะยามนี้ข้าตัดสินใจได้แล้ว!”

หลิ่วถิงเฟิงขยับมือเพื่อเปลี่ยนท่าจับมีดให้กระชับขึ้น ไม่คิดรั้งรออีกต่อไป หรงเมิ่งอิงอาศัยจังหวะนั้นเอื้อมมือไปกระชากปิ่นปักผมออกอย่างแรง ก่อนบิดพลิกข้อมือแทงสวนไปด้านหลัง เกร็งไหล่กดเสียบปิ่นเข้าไปในลำคอหลิ่วถิงเฟิงจนรู้สึกไหล่ของตนปวดแปลบ

“อ๊าก!” เสียงร้องแผดดังก้องจนแก้วหูนางลั่นอื้อ ปิ่นปักผมของหรงเมิ่งอิงเสียบเข้าต้นคอเขาจนเลือดสาดกระเซ็น อ้อมแขนที่รัดอยู่สะบัดคลายออก หรงเมิ่งอิงวิ่งหนีทั้งที่หัวใจเต้นกระหน่ำ สองขาถ่วงหนักอึ้ง ความกลัวทั้งหมดแล่นจากกระเพาะไล่ขึ้นถึงคอหอย

เว่ยเจียเล่อสลัดมีดสั้นปาตรงไปยังศีรษะของหลิ่วถิงเฟิงอย่างรวดเร็ว อีกฝ่ายเพียงเคลื่อนไหววูบเดียวก็หลบคมมีดได้แล้ว องครักษ์ของเว่ยเจียเล่อทั้งหมดกระโจนเข้าโรมรันกับคนของหลิ่วถิงเฟิง ซูฮุ่ยจูถูกฉงเหอผลักกระเด็นไปไกลหลายจั้ง [4]

หรงเมิ่งอิงวิ่งไม่หยุด ในครรลองสายตาเห็นเพียงเว่ยเจียเล่อที่กำลังถือกระบี่วิ่งสวนขึ้นมาเท่านั้น หัวใจของนางสั่นสะท้านอย่างไม่เคยเป็น ขาทั้งสองข้างพาตนเข้าไปหาอ้อมแขนของเขา

ฉับพลันเว่ยเจียเล่อก็ยื่นมือออกมาแล้วผลักศีรษะนาง

“เกะกะ!”

“ว้าย!” หรงเมิ่งอิงร้องลั่น รู้สึกราวกับถูกมือยักษ์ผลักจนหัวซุน นางเซไปตั้งหลักอยู่ใต้ต้นไม้ จ้องแผ่นหลังกว้าง อารมณ์เดือดดาลพุ่งสูง

คนผู้นี้ไม่รู้จักคำว่าอ่อนโยนเลยรึ!

หลิ่วถิงเฟิงมือหนึ่งกระชากปิ่นออกจากคอหอย เลือดพรูตามเป็นสายอาบย้อมไปจนถึงอกเสื้อ อีกมือหนึ่งชักกระบี่ขึ้นต้านรับกระบี่ของเว่ยเจียเล่อได้ทันท่วงที เว่ยเจียเล่อพลิกข้อมือเปลี่ยนท่าฟาดฟันเข้าใส่อีกสี่ห้ากระบี่ บาดแผลบริเวณต้นคอทำให้หลิ่วถิงเฟิงเสียสมาธิไม่น้อย ได้แต่ก้าวหลบพยายามหาจังหวะตอบโต้ ครั้นหาไม่พบก็กระโดดถอยหลังออกไปตั้งหลัก ดวงตาวาวโรจน์ หากให้ปะทะยามนี้ก็ใช่ว่าจะสู้ไม่ได้ เพียงแต่เขายังมีธุระที่ต้องทำ ไม่ควรมาสร้างบาดแผลและเปลืองเวลาเปล่า

“ถอย!” หลิ่วถิงเฟิงตะโกนก้อง ทันทีที่เปล่งเสียงเลือดก็ทะลักพรูออกมาอีก เว่ยเจียเล่อเห็นเช่นนั้นก็หยุดมือ ก่อนจะตวาดสั่งองครักษ์ตน

“ไม่ต้องตาม!”

หลิ่วถิงเฟิงทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มเจ็บแค้น พริบตาเดียวอดีตสหายกับลูกน้องก็ใช้วิชาตัวเบาเหินไต่บนหลังคาหายลับไป

เว่ยเจียเล่อสอดกระบี่กลับเข้าฝัก เหลียวมองว่าที่ฮูหยิน เห็นนางยืนพิงต้นไม้อยู่ด้วยใบหน้าซีดขาว ซูฮุ่ยจูที่กำลังทำแผลให้ก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน

“บาดเจ็บมากหรือไม่” เขาเดินเข้าไปหานาง บ่นอย่างหงุดหงิด “มีฮูหยินของพรรคใดบ้างที่ถูกผู้อื่นเอามีดจ่อคอได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ อ่อนแอสิ้นดี!”

หรงเมิ่งอิงมองเขาอย่างขุ่นเคือง นางเม้มปากเอาไว้แน่น

ผู้อื่นที่เอามีดจ่อคอนางก็เป็นคนรู้จักของเขาไม่ใช่หรือ นางต้องมาเผชิญความเป็นความตายอีกครั้งก็เป็นเพราะเขาไม่ใช่หรือ เหตุใดยังต้องมาด่าว่านางอีก ไม่ยุติธรรมเลยจริง ๆ!

หรงเมิ่งอิงรู้แล้วว่ารสขมปร่าในลำคอยามนี้ควรเอาออกไปไว้ที่ใดดี นางก้าวเข้าประชิดเขา เอื้อมมือไปจับยึดแขนทั้งสองข้างเขาไว้แน่นจนเว่ยเจียเล่อทำหน้าไม่เข้าใจ หรงเมิ่งอิงเปิดปาก ปล่อยให้ความตื่นกลัวทั้งหมดที่สะสมไว้ตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อครู่ดันพ้นจากคอหอยพุ่งออกมา เศษอาหารที่เพิ่งกินในโรงเตี๊ยมทะลักพรูใส่หน้าอกของเว่ยเจียเล่อเข้าเต็ม ๆ กว่าเขาจะรู้ตัวบนหน้าอกก็เปียกชุ่มและเลอะสกปรกไปหมดแล้ว

เว่ยเจียเล่อสะบัดนางออกจนร่างเล็กเซไปพิงต้นไม้

“อุ๊ย” หรงเมิ่งอิงหันมากล่าวเสียงอ่อนแรง หน้าตาสำนึกผิดเต็มที “ขออภัยท่านประมุขด้วย ข้าไม่ได้ตั้งใจ”

เว่ยเจียเล่อก้มลงมอง กลิ่นเหม็นตุตลบโชยเข้าสู่จมูกอย่างรุนแรง ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยแรงโทสะที่โถมเข้าใส่อีกหน

“ฮูหยิน!” เขาคำรามดังลั่น ถลึงตาจ้องนาง “เจ้ามันสมควรตาย!”


 _________________

[1] ปากเดียวสองลิ้น หมายถึง พูดกลับกลอก

[2] ลาขาเป๋วิ่งแข่งกับม้า หมายถึง ฝีมือคนละชั้น ห่างกันจนเทียบกันไม่ติด

[3] งมพระจันทร์ในน้ำ หมายถึง อยากทำในสิ่งที่ไม่มีวันประสบความสำเร็จ

[4] 1 จั้ง เท่ากับประมาณ 3.3 เมตร

ความคิดเห็น