facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ปราบครั้งที่3

ชื่อตอน : ปราบครั้งที่3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 46.2k

ความคิดเห็น : 48

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มิ.ย. 2561 15:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ปราบครั้งที่3
แบบอักษร

ปราบซ่า

ตอนที่******3

[ซ่า]

ขณะนี้ผมอยู่ที่โรงพยาบาล กำลังรอรับยาและข้างๆกันก็คือพลอยแฟนของผมกับเพื่อนผมอีกสี่คน ทุกคนอยู่ในความสงบต่างจากเหตุการณ์ที่เจอมาก่อนหน้านี้

“ทำไมต้องมีเรื่องตลอดเลย ไม่เข้าใจ” พลอยบ่น

“ก็พวกมันกวนตีน” ผมตอบเสียงแข็ง แม้ว่าปากจะเจ็บก็ตาม

“เหอะ ทำตัวอย่างกับหมา ชอบนักกัดกัน” พลอยด่าใส่ผมและเพื่อน หน้าชาดิกู พลอยมองผมด้วยหางตาอีกทีก่อนจะเดินหนีไป

“เฮ้ย จะไปไหนวะ” ผมลุกตามไปกระชากมือพลอย แต่เธอสะบัดมือผม

“จะกลับบ้าน ไม่อยากยุ่งกับอันธพาล”

เป็นอีกครั้งที่ผมหน้าชา ไม่ใช่เพราะรู้สึกอ่อนไหวที่โดนด่า หนักกว่านี้ผมก็เจอมาแล้ว แต่ว่า...ก่อนหน้านี้ แม้ว่าผมจะมีเรื่องต่อยตี กินเหล้าเที่ยวกลางคืนยังไง ถึงพลอยจะบ่น ถึงจะไม่ชอบใจ แต่ก็ไม่เคยมองกันด้วยสายตาที่แสดงออกมาว่ารังเกียจและรำคาญ คำว่าไม่อยากเข้าใกล้กับสีหน้ามันไปในทิศทางเดียวกันจนผมหวั่นใจ

ผมเดินเข้าไปคว้าแขวนพลอยไว้ เธอหยุดเดินแล้วหันมามองหน้าผมเซ็งๆ

“ปล่อย”

“เดี๋ยวดิ รอกลับพร้อมกัน อีกไม่กี่คิวก็ได้ยาแล้วเนี่ย”

“ไม่ จะไปไหนก็ไปเลย วันนี้แยกย้ายกันกลับ”

“อะไรวะ ก็ไหนบอกว่าวันนี้จะไปหาไรกินกันแล้วดูหนังไง”

“ไม่มีอารมณ์”

“ต้องให้กูทำอารมณ์ให้ก่อนไหม” ผมเดินย่างสามขุมเข้าไปใกล้ เริ่มขึ้นมึงขึ้นกูเพราะอารมณ์เสีย ผมอาจจะผิดที่ไปมีเรื่องต่อยตี ถึงผมจะไม่ชอบที่พลอยชอบบ่น แต่ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมามันไม่เคยแสดงออกว่าไม่อยากอยู่ใกล้หรือไม่อยากเจอหน้าผมอย่างวันนี้

“อย่ามาพูดจาแบบนี้นะ”

“หึหึ” ใช่สินะ กูมันกุ๊ยนี่ จะไปอะไรกับเด็กนักเรียนโรงเรียนเอกชนบ้านรวยล่ะวะ แม่งก่อนที่จะคบกันก็บอกว่ารับได้ กูเป็นแค่เด็กเทคนิคก็ไม่เป็นไร รับได้ ความรักไม่แบ่งแยก กูพยายามบอกแล้วว่าคบกับกูไม่สวยหรู แต่ก็บอกว่ารักกูรับได้ทุกอย่าง แล้วนี่คืออะไรวะ

ได้ใจกูไปแล้วทำแบบนี้เหรอ

“ปล่อย” พลอยมันพูดย้ำอีกครั้ง

“ได้” ผมเดาะลิ้นที่กระพุ้งแก้ม พยักหน้าหัวเสีย “กูจะปล่อยให้มึงกลับบ้านวันนี้ แต่กูไม่ปล่อยมึงไปตลอดแน่พลอย จำไว้” ผมชี้หน้าพลอยที่หงุดหงิดเป็นอย่างมาก ก่อนจะด่าผมหนึ่งคำแล้วเดินกระแทกเท้าจากไป ผมยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเขาประกาศเรียกชื่อผมให้ไปรับยา

“ไหวไหมมึง หน้ามึงเหี้ยมาก” ไอ้ตูนถามสีหน้าเป็นห่วง

ผมไม่พูดอะไร เดินออกจากโรงพยาบาลมาพร้อมพวกมัน เงินค่าข้าวหายไปหลายมื้อกับค่ายาและค่ารักษา แถมมีเมียคนหนึ่งแม่งก็ไม่ได้ดั่งใจ

“อย่าหาว่ากูยุแยงเลยว่ะ แม้พูดไปมึงอาจจะไม่เชื่อ แต่พลอยมันมีคนอื่นนอกจากมึงจริงๆนะเว้ยไอ้พัช” ไอกานมันพูดหน้าเครียด ผมหันไปจ้องหน้ามัน ไม่ได้โกรธเพื่อนแม้ว่าคำพูดของมันจะทำให้ผมหน่วงในอกก็ตาม

“เออ แล้วไหนจะท่าทีเบื่อมึงหนักหนาขนาดนั้นอีก กูเห็นแล้วรำคาญลูกตา ถ้าจะมีคนอื่นก็บอกเลิกมึงไปเลยเหอะ ทำแบบนี้แม่งเรียกว่าสำส่อนชัดๆ” ไอ้หวายก็ใส่อารมณ์มาเต็ม ผมตวัดตามองมันอย่างไม่ชอบใจ คือยังไงพลอยก็ยังได้ชื่อว่าเป็นแฟนเป็นเมียผมอยู่ มันจะทำตัวไม่ดียังไงผมก็ไม่อยากให้เพื่อนเอามันมาพูดไม่ดีแบบนี้

“จนกว่ากูจะเลิกกับมัน อย่าพูดแบบนี้ให้กูได้ยินอีกนะไอ้หวาย กูไม่ชอบ” ผมกระแทกเสียงใส่มัน

ไอ้หวายเลยทำหน้าโกรธใส่ผมกับมา “ให้มึงเลิกกับมัน เหอะ รอให้มันเอากับผัวคนใหม่ให้มึงเห็นก่อนล่ะมั้งวันนั้นถึงจะมาถึง”

ผมแสยะยิ้มแล้วกัดฟันพูด “ก็รอให้วันนั้นมาถึงก่อนล่ะกัน”

เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นมาจริงๆ ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทนคบกับพลอยต่อได้ไหม

“เออๆ คืนนี้ไปหาเหล้ากระแทกปากกันดีกว่าวะ” ไอ้นุ๊กเสนอขึ้นมาหลังจากที่เรากำลังนั่งรอรถอยู่ที่ป้ายรถเมล์ วันนี้ผมไม่ได้ขี่มอเตอร์ไซค์มา ซึ่งก็ดี ไม่งั้นรถอาจจะพังระหว่างตีกับคู่อริ

“หาคนเลี้ยงเหล้าสิหรือมึงจะจ่ายไอ้นุ๊ก ค่าหมอค่ายาเมื่อกี้หมดไปหกร้อยกว่าบาท เงินของอาทิตย์นี้กูไม่เหลือแล้ว” ไอ้กานบ่นครับ ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับพวกมันทั้งสองคน หนึ่งคือทั้งอยากกินเหล้า สองคือเงินไม่มี คืนนี้ผมต้องไปทำงานแต่กำลังคิดว่าจะโทรไปลาดีไหมแม้ว่าโควต้าการขาดงานของผมจะเข้าใกล้เส้นแดงมากขึ้นทุกที แต่สภาพผมตอนนี้ไม่เหมาะให้ไปทำงานเท่าไหร่ รวมไปถึงสภาพจิตใจด้วย บอกตามตรงว่าผมไม่มีอารมณ์จะทำอะไรเลย ถ้าได้เมาก็คงดี

“เดี๋ยวกูหาคนเลี้ยงเหล้าให้ พวกมึงก็กลับบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวก็แล้วกัน ได้เรื่องยังไงเดี๋ยวกูโทรบอก” ไอ้หวายที่สูบบุหรี่อยู่เอ่ยขึ้น

“เยี่ยมมากมึง หาให้ได้นะ” ไอ้ตูนยิ้มแป้นแล้นทันที

“เออ แล้วมึงล่ะพัชคืนนี้จะไปไหม มึงต้องไปทำงานนิ” ไอ้หวายเงยหน้าถามผม

“เออ เดี๋ยวกูโทรไปลางาน” ผมบอก รู้สึกอยากบุหรี่ขึ้นมาเหมือนกัน แต่แม่งหมด

“มึงลางานบ่อยขนาดนี้ไม่เสี่ยงโดนไล่ออกเหรอวะ”

“ก็คงงั้น แต่มึงจะให้กูไปทำงานสภาพนี้เนี่ยนะ คงโดนไล่กลับอยู่ดี” ทั้งหน้าและตามแขนขาลำตัวมีแต่แผล เขาคงให้ผมทำงานหรอกวันนี้น่ะ

“เออ เอาไงก็เอา แยกย้าย ดึกๆเจอกัน” ไอ้นุ๊กตัดจบเพราะรถที่มันต้องขึ้นกลับบ้านมาแล้ว จากนั้นต่างคนก็ต่างทยอยกลับ

ผมกลับมาถึงห้องพักก็เจอกับไอ้กฤษกับแฟนมันนอนคุยบนเตียงกระหนุงกระหนิง มันสองคนหันมามองผมเล็กน้อยก่อนที่รูมเมทของผมจะเอ่ยทัก

“ไปตีกับใครมาวะ สภาพดูไม่ได้เลย”

“พวกเดิมๆ วันนี้ทำไมมึงไม่ไปเรียน” ผมถาม เมื่อคืนผมไม่ได้นอนที่ห้อง กลับไปนอนบ้าน และพอไปถึงวิทยาลัยก็ถึงได้เห็นว่ามันไม่ได้ไปเรียน เพราะถ้ามันไปสภาพมันตอนนี้ก็คงไม่ต่างกัน อย่าถามเลยครับว่าตีกันไปทำไม ตีกันไปเพื่ออะไร มันไม่มีเหตุผลนอกจากคำว่าศักดิ์ศรีหรอก ยิ่งเห็นคนที่กวนตีนจนน่าเอาตีนถีบยอดหน้า ขาและมือมันก็กระตุกไปเอง

“กูไม่สบายนิดหน่อย แฟนกูก็เลยมาดูแลที่ห้อง”

ผมมองสำรวจสภาพมัน ทุกอย่างก็ดูปกติดี ไม่เห็นว่ามันจะเจ็บไข้ได้ป่วยตรงไหน สงสัยจะป่วยการเมืองอยากอยู่กับแฟน ไม่ว่ากันครับ ชีวิตใครชีวิตมัน เพราะชีวิตผมก็ไม่ได้ดี อยากทำอะไรทำไปเถอะถ้าตัวเองพอใจ

ผมเดินไปอาบน้ำและขึ้นมานอนบนเตียงของตัวเอง เสียบหูฟังเพลงด้วย ไม่อยากรับรู้ความหวานจากเตียงข้างๆกัน ผมเผลอหลับไปจนกระทั่งมีสายโทรเข้ามา เป็นไอ้หวายที่โทรมาบอกว่าพวกเฮียที่มันรู้จักจะเลี้ยงเหล้า ครั้งที่แล้วที่ไปผมก็ยังไม่ได้กิน ครั้งนี้กะว่าเอาให้เต็มที่ หงุดหงิดอยากระบาย

ผมเปิดตาให้กว้างแล้วมองรอบๆห้อง มีเสียงน้ำจากห้องน้ำ มองดูที่เตียงข้างๆ ไอ้กฤษกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า คงไม่ต้องบอกว่าตอนที่ผมหลับพวกมันทำอะไรกัน

“เดี๋ยวกูจะออกไปข้างนอกนะ ไม่แน่ใจว่าคืนนี้จะกลับไหม” ผมบอก ถ้าเมามาก อาจจะไปนอนบ้านเพื่อนคนใดคนหนึ่ง

“คืนนี้แฟนกูก็จะนอนที่นี่เหมือนกัน”

แปลง่ายๆคือคืนนี้กูไม่ควรกลับมานอนที่ห้องสินะสินะ โอเค กูเข้าใจ

“เอ่อพัช กูมีเรื่องจะบอก” ไอ้กฤษวางมือถือลงแล้วมองหน้าผมก่อนจะหลุบตาต่ำทำหน้าลำบากใจ

“อะไรวะ” ผมถาม ลุกขึ้นเดินไปหาเสื้อผ้าเปลี่ยน ไอ้หวายบอกว่าเฮียมันจะพาไปร้านเหล้าร้านใหม่ที่ค่อนข้างดูดีนิดหนึ่ง เสื้อผ้าก็เลยต้องดูดี ผมกะว่าจะใส่คู่กับรองเท้าที่พี่จี้ซื้อให้ ก็คงจะพออัพเกตให้ผมดูไม่สถุลมากนัก

“คือ แฟนกูจะย้ายมาอยู่นี่ด้วย” ไอ้กฤษพูดเสียงเบา ผมหยุดมือที่กำลังหาเสื้อแล้วหันไปมองหน้ามัน

“ที่ห้องนี้อ่ะนะ” ผมทวนถาม

คือหอพักนี้มันเล็กมาก แค่ผมอยู่กับมันสองคนก็แทบจะเดินชนกันอยู่แล้ว ถ้ามีแฟนมันมาอยู่ด้วยอีกคนจะอยู่กันยังไงวะ ไม่ขี่คอกันเลยเหรอ อีกอย่างแฟนมันเป็นผู้หญิง ผมเป็นผู้ชายจะอยู่กันยังไง ไหนจะตอนที่มันกับแฟนมันเอากันอีก ผมไม่ต้องออกไปรอนอกห้องจนกว่ามันจะทำกิจธุระเสร็จหรือวะ บอกตามตรงว่าผมไม่อยากออกไปนอนพิงกำแพงหน้าประตูอีกแล้ว กูเมื่อย กูหนาว ยุงก็เยอะ

“อืม กูก็เลยอยากจะ...”

“...” ผมหันไปมองไอ้กฤษทั้งตัว ลุ้นคำที่มันกำลังจะพูด ทำไมกูรู้สึกว่าสีหน้ามันกับประโยคถัดมามันจะไปในทิศทางที่เลวร้ายวะ

“คือ มึงหาหอใหม่อยู่ได้เปล่าวะ กูอยากได้ความเป็นส่วนตัวอยู่กับแฟนสองคน”

“มึงว่าอะไรนะ” ผมกลายเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ แต่ประโยคเมื่อกี้ทำเอากูมึนหัวหนักมาก

“คือห้องนี้กูเป็นคนเช่าตั้งแต่แรกใช่ไหมล่ะ และตอนนี้แฟนกูจะมาอยู่ด้วย มึงหาหอใหม่ได้ไหมวะ กูไม่ได้ปุบปับจะให้มึงย้ายออกนะเว้ย มึงหาหอก่อนก็ได้ เดี๋ยวกูช่วยหา”

ผมเหมือนถูกเอาหินปาหัว โอเค สิ่งที่มันพูดผมก็พอเข้าใจได้

“กูขอโทษนะเว้ยพัช แต่...”

“ไม่ต้องขอโทษหรอก กูเข้าใจ ห้องนี้เป็นชื่อมึงนี่ ไม่เป็นไร เดี๋ยวกูหาที่อยู่ใหม่ได้” ผมบอกกับมัน พยายามฝืนยิ้ม แต่แม่งโคตรยาก

“มึงไม่โกรธกูใช่ไหม”

ผมหลุดขำ...แบบฝืนๆ

“เออ อย่าคิดมาก กูเข้าใจ” ผมยักคิ้วให้มันก่อนจะหันหน้าเข้าหาตู้เสื้อผ้าเพื่อเลือกเสื้อต่อ แต่การเลือกเสื้อตอนที่จิตใจว้าวุ่นเป็นอะไรที่ยากลำบากพอควร สุดท้ายคว้าอะไรได้ผมก็ใส่ รีบแต่งตัวแล้วรีบออกจากห้อง มานั่งสูบบุหรี่ที่โต๊ะม้าหินด้านล่าง

สูบบุหรี่ไปได้ครึ่งมวนไอ้หวายก็โทรมา ผมล้วงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ออกมากดรับ

“เออ”

“พัช มึงรออยู่ที่หอนะ เดี๋ยวเฮียปราบขับรถไปรับ กูกับเฮียใกล้จะถึงหอมึงล่ะ ลงมารอข้างล่างเลย”  เสียงไอ้หวายดังมาตามสายแข่งกับเสียงเพลงที่น่าจะเปิดในรถ

“เออ กูอยู่ข้างล่างหอแล้ว” ผมพูด

“โอเคมึง เจอกัน”

ไอ้หวายเป็นคนตัดสาย ผมเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงก่อนจะอัดบุหรี่เข้าปอดไม่กี่ทีก็หมดมวน สมองผมยังไม่โล่ง มันปวดตุบๆ เรื่องน่าปวดหัวประเดประดังเข้ามาพร้อมๆกัน ไหนจะเรื่องพลอย เรื่องเงิน เรื่องหอพัก หน้าตัวก็เจ็บ แม่งมีอะไรน่าหงุดหงิดกว่านี้อีกไหม

ผมนั่งหลับตานิ่งๆไม่นานก็ได้ยินเสียงรถยนต์ ลืมตามองก็เจอกับรถยนต์คันหรูที่มีตราสี่ห่วงกลมๆอยู่ด้านหน้า จะบอกว่าคุ้นตาก็คงประหลาด แต่เหมือนว่าผมจะเคยเห็น

“ไอ้พัช ขึ้นรถเร็ว” กระจกรถเบาะหน้าเลื่อนลงแล้วหน้าไอ้หวายก็โผล่ออกมา นี่คงเป็นรถของเฮียมันแต่ไม่รู้คนไหน ผมเปิดประตูหลังเข้าไปนั่ง ยกมือไว้และเอ่ยทักเจ้าของรถ

“หวัดดี...พี่” เสียงของผมกระตุกเบาลงเมื่อเจ้าของรถมันหันมาให้เห็นชัดๆว่าเป็นใคร

“เฮียปราบ นี่พัชเพื่อนผมเอง ไอ้พัชนี่เฮียปราบครั้งที่แล้วมึงกลับไปก่อนเลยไม่ทันได้เจอ รู้จักกันไว้เพราะคืนนี้เขาจะเป็นคนเลี้ยงเหล้าพวกเราเอง”

ครั้งที่แล้วงั้นเหรอ...อยากจะบอกไอ้หวายว่ากูเจอแล้ว แต่ไม่คิดว่าไอ้นี่มันจะเป็นรุ่นพี่ของไอ้หวาย

“ทำตัวตามสบายนะ ไม่ต้องเกร็ง” เฮียปราบของไอ้หวายพูดกับผม ดวงตาของมันมีแต่ความเจ้าเล่ห์บวกกับมุมปากที่ยกยิ้มข้างเดียว ดูแล้วกวนประสาทสุดๆ

ไม่คิดเลยว่าผมจะต้องวนเวียนมาเจอกับมันอีก

‘กูชื่อปราบ ครั้งหน้าเจอกันอย่าลืมเรียกกูว่าพี่นะครับน้องซ่า’

แต่ในเมื่อต้องมาเจอกันอีกครั้ง แถมยังเป็นรุ่นพี่ของไอ้หวาย แม้ว่าก่อนหน้านี้ผมจะไม่ค่อยชอบใจ แต่หากว่ามันเป็นคนดีผมก็จะนับถือมันเป็นพี่ด้วยอีกคน

“ทำแผลก่อนออกมาหรือยัง” อยู่ๆระหว่างทางเจ้าของรถก็พูดขึ้นไม่มีปี่มีขลุ่ย

“เฮียถามผมเหรอ” ไอ้หวายเป็นคนตอบ

“เออ ถามมึงกับเพื่อนมึงนั่นแหละ” ตอบก่อนจะมองหน้าผมผ่านกระจกมองหลัง

“ผมทำแล้ว มึงทำยังไอ้พัช” ไอ้หวายชะโงกหน้ามามองผมที่อยู่ข้างหลัง

“ยัง” หลังจากกลับจากโรงพยาบาลผมก็ยังไม่ได้ใส่ยาหรือกินยาแก้อักเสบด้วยซ้ำเพราะไม่มีแก่ใจจะทำ

“เอา ทำไมไม่ทำวะ” ไอ้หวายโวยวายใส่ผม

“กูลืม” ผมตอบ ทีแรกว่าจะทำ แต่พอไอ้กฤษพูดเรื่องให้ผมย้ายออกจากห้อง ผมก็ลืมหมดว่าจะต้องทำอะไรบ้าง

“ไอ้หวาย มึงเปิดคอนโซลข้างหน้า มียาทาแก้ฟกช้ำอยู่ เอาให้ซะ...ให้พัชทาไป” พี่ปราบพูด เขามองหน้าผมตอนที่กำลังจะหลุดเรียกชื่อเล่นที่แท้จริงของผมออกมา ก่อนจะเปลี่ยนไปเรียกชื่อเล่นที่เพื่อนผมและคนอื่นๆเรียก มันก็ไม่ใช่ความลับหรอก แต่ตอนที่แตกเนื้อหนุ่มใหม่ๆผมรู้สึกว่าชื่อซ่ามันไม่ค่อยเท่ เลยให้คนอื่นเรียกว่าพัชแทนก็แค่นั้น ไม่มีอะไรพิเศษ

“นี่ใช่ไหมเฮีย อ่ะมึงเอาไปทาซะไอ้พัช” ไอ้หวายส่งตลับยาทามาให้ผม แต่ผมไม่รู้ว่าต้องทาตรงไหนบ้าง ไอ้หวายเลยเป็นคนทาให้

“เฮียปราบนี่สมกับเป็นลูกเจ้าของโรงฝึกชื่อดังจริงๆ มีของแบบนี้ติดรถด้วย”

“ลูกเจ้าของโรงฝึก” ผมทวนคำ เหลือบมองพี่ปราบเล็กน้อย แบบนี้ก็แสดงว่าต่อยตีเก่งสิวะ ต้องบอกว่าผมโชคดีหรือเปล่าที่ไม่ได้มีเรื่องกับพี่เขาจนโดนตีน

ไม่ใช่ว่ากลัวนะครับ แต่ที่ต่อยตีกันอยู่ทุกวันกับอริต่างสถาบันมันคือการตีกันมั่วซั้ว มีอาวุธและพรรคพวก แถมตัวก็ไล่เลี่ยกัน ไม่ใช่สูงใหญ่แบบพี่ปราบ

“กูถามหน่อยสิ ตีกันมันสนุกตรงไหนวะ” พี่ปราบถามขึ้น ผมกับไอ้หวายมองหน้ากันก่อนที่ไอ้หวายจะหลุดขำ

“ความสะใจไงพี่” ไอ้หวายตอบ สั้นๆง่ายๆ แม้จะไม่ใช่คำตอบของทั้งหมด แต่อย่างที่บอก มันเลยจุดที่ต้องมาถามแล้วว่าทำไปทำไม เพราะถ้าเราไม่ทำ มันก็ทำเราอยู่ดี มันคือการอยู่รอด อย่ามาพูดว่าต่างคนต่างอยู่ มันไม่มีจริงในโลกของเด็กช่าง

“วันไหนตายห่าขึ้นมาไม่ใช่พวกมึงหรอกนะที่จะเสียใจ จำเอาไว้ กูก็พอจะเข้าใจ แต่ว่า...” พี่ปราบหยุดพูดก่อนจะมองสบตากับผม “คิดจะต่อยตีกับชาวบ้าน ก็อย่าแพ้กลับมามึงเจ็บอีกฝั่งต้องเจ็บมากกว่า เข้าใจไหม”

ไม่รู้ทำไม แต่ผมรู้สึกว่าประโยคเมื่อกี้พี่ปราบเน้นย้ำให้ผมเข้าใจ

“ค้าบ ทราบแล้วครับพ่อ” ไอ้หวายทำทะเล้นกลับ

เพี๊ยะ!

“เดี๋ยวมึงจะโดน”

ไอ้หวายโดนพี่ปราบตบหัวอย่างแรงจนหน้าเกือบกระแทกคอนโซลรถ

“เฮียปราบ! มือหรือตีนเนี่ย ผมเจ็บตัวอยู่นะเว้ย” ไอ้หวายโวยวายเสียงดันลั่นรถ แต่ทำไมผมรู้สึกขำก็ไม่รู้

“สม อยากกวนตีนกูดีนัก ช่วยเรียบร้อยเหมือนเพื่อนมึงหน่อยได้ไหม”

“โหย อย่างไอ้พัชเนี่ยนะเรียบร้อย พูดผิดผมให้พูดใหม่ เฮียยังไม่รู้จักมันดีพอ ส่วนมึงไม่ต้องมายิ้มเลย อู้ย มึนหัว”

ผมหมั่นไส้เลยผลักหัวมันเล่นซ้ำรอยที่พี่ปราบเพิ่งจะตบหัวมันไป ไอ้หวายโวยวายใหญ่โต ทั้งผมและพี่ปราบก็ได้แต่หัวเราะเยาะใส่มัน สมน้ำหน้า พูดมากดีนัก

ร้านที่พี่ปราบขับรถพามาเป็นร้านที่ค่อนข้างหรูมีระดับ คาดว่าหากไม่มีคนเลี้ยงผมคงไม่มีปัญญามาเอง และไม่รู้ว่าพี่ปราบแกเส้นใหญ่หรืออะไรผมกับไอ้หวายก็เลยไม่โดนตรวจบัตรประชาชนในขณะที่คนอื่นๆโดนกันถ้วนหน้า

“แล้วไอ้พวกนั้นอ่ะ ไม่มาเหรอวะ” ผมถามไอ้หวายระหว่างเดินตามพี่ปราบเข้าไปในร้าน

“มันเพิ่งส่งข้อความมาบอกว่าใกล้ถึงแล้ว ไว้มันโทรมาค่อยออกไปรับ” ไอ้หวายตอบ ตอนนี้ยังไม่ดึกเพลงก็เลยยังไม่ดัง คนก็ยังไม่เยอะมากนัก ทำให้มองเห็นบรรยากาศโดยรอบและเห็นว่าผู้หญิงที่นี่งานดีสัด

เป็นผู้หญิงแบบที่ผมทำได้แค่มอง แบบหมาวัดมองเครื่องบิน

“ไง ชอบเหรอ แบบนั้นน่ะ” พี่ปราบเอาไหล่สะกิดผมที่ยืนมองผู้หญิงพวกนั้นตาไม่กระพริบ

“หรือพี่ไม่ชอบ ของสวยๆงามๆ” ผมย้อนถาม

“หึหึ ชอบ” พี่ปราบมองผมด้วยสายตากรุ่มกริ่มปนหื่น ถ้าใช้สายตาแบบนี้มองพวกหญิงพวกนั้น รับรองว่าได้กินชัวร์

เดินมาถึงโต๊ะ พวกพี่ๆหน้าเดิมก็นั่งอยู่แล้ว และไอ้หวายก็รีบเข้าไปประจบพี่ๆมันรายตัว

“ผมรักพวกเฮียที่สุดเลย คืนนี้ขอหนักๆ ผมอยากเมา ขอสาวๆด้วยยิ่งดี” ไอ้หวายตะโกนเสียงดัง เข้าไปแทรกกลางระหว่างเฮียธีร์กับเฮียบีท เฮียกี่ที่นั่งถัดจากเฮียบีทเอื้อมมือไปจิ้มแผลบนหน้ามัน แกล้งจนไอ้หวายร้องเจ็บ

“หน้ามึงดูไม่ได้ขนาดนี้ยังคิดจะเอาหญิง ทำแผลหรือยัง กูเอาเหล้าฆ่าเชื้อให้ไหม แม่งมาทีไรเสียงดังทุกที” เฮียกี่บ่น แต่ปากแกยกยิ้มบางๆนะครับ

“สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้รอบวงก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม พี่ปราบก็มานั่งข้างๆผม

“เออ มึงไม่ต้องยกมือไหว้ก็ได้ กูไม่ถือ ไอ้หวายมันก็ไม่ค่อยไหว้พวกกูนักหรอก ทำตัวตามสบายมึง” เฮียบีทพูดอย่างเป็นกันเอง ผมพยักหน้า แต่ครั้งหน้าเจอกันก็คงยกมือไหว้ มันชินไง ถ้าไม่ได้รู้สึกเกลียดแล้วอายุมากกว่าผมก็ยกมือไหว้หมดแหละ

“เอาอะไร เบียร์หรือเหล้า หรือไวน์ สั่งเลยพวกกูเลี้ยงปลอบใจที่พวกมึงเพิ่งไปโดนตีนมา” เฮียธีร์ถามผม ผมมองขวดเหล้าที่วางอยู่บนโต๊ะ ไม่รู้หรอกยี่ห้ออะไรเพราะไม่รู้จัก แต่คิดว่าน่าจะราคาแพง

“ขอเหล้าแล้วกันครับ” ผมบอก

“เฮียบีท เพื่อนผมมันมาถึงแล้วอ่ะ พาออกไปรับมันข้างหน้าหน่อยดิ” ไอ้หวายลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินออกไปพร้อมเฮียบีท

“กินข้าวมายัง” พี่ปราบถาม ผมส่ายหัว

“ยังเลยพี่”

“งั้นมึงกินข้าวก่อน เหล้าไว้ค่อยกิน” พี่ปราบพูดเสียงเข้ม ยกมือเรียกพนักงานให้เอาเมนูอาหารมาให้ ผมหยิบมาเปิดดู แค่เห็นราคาอาหารกูก็อิ่มแล้ว แพงไปไหนวะ

“ทำไมอาหารมันแพงนักอ่ะพี่” ผมเงยหน้าถาม

“ไม่ต้องสนใจ จะกินไรสั่งเลย” พี่ปราบพูด

“ป๊ามากอ่ะ” ผมขำเบาๆ คนมันรวยก็งี้ ในเมื่อพี่ปราบอนุญาตผมก็ไม่เกรงใจ สั่งข้าวผัดง่ายๆโง่ๆกับต้มยำและทอดมันกุ้งอีกอย่าง ระหว่างรอก็ยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ อึกแรกคือ-นลุกซู่ เฮียธีร์ชงเข้มสุดๆ

“เฮียธีร์ ชงนี่กะมอมผมเลยป่ะ” ผมถาม เฮียธีร์เลิกคิ้วก่อนจะยิ้ม

“คออ่อนเหรอมึง”

“ใครคออ่อนเฮีย ไม่มีเหอะ” หยามเรื่องไรหยามได้ แต่เรื่องนี้มีเคือง ผมกินเหล้ากินเบียร์เกือบทุกวัน ถ้าคออ่อนก็เกินไปล่ะ

“กินๆเข้าไปเหอะมึง ป๋าที่นั่งข้างมึงจ่าย ขวดนี้เจ็ดพันเลยนะมึง” เฮียบีทตอบ ผมหันไปมองหน้าพี่ปราบทันที

“เหล้าเหี้ยไรวะพี่ปราบ แพงฉิบหาย” ผมตกใจนะ คือเจ็ดพันนี่ผมซื้อข้าวกินได้เป็นเดือนสองเดือนเลยอ่ะ

“ของดีราคาก็ต้องดี กูอนุญาตให้มิกซ์ได้แค่น้ำเปล่ากับโซดา ห้ามน้ำอัดลมเด็ดขาด เสียของ” พี่ปราบพูด แต่ตาโคตรดุ เหมือนจะต่อว่าที่ผมไปด่าเหล้าแก

“มึงรู้เปล่าว่าไอ้ปราบนี่เซียนของมึนเมา แดกมาแล้วทุกยี่ห้อทุกแบบทุกชนิด แดกยันราคาหลักแสน” เฮียกี่อธิบายความเป็นพี่ปราบเพิ่มเติม ผมหันไปทำตาโตใส่

“หลักแสน! แค่แสงโสมก็พอมั้งพี่ กินไปก็ฉี่ออกมาเหมือนกันแหละ เมาเหมือนกัน เสียเงินเยอะแยะทำไม”

เพี๊ยะ

“ฮ่าๆๆ โดนเข้าให้แล้วไง” เฮียบีทมันขำที่ผมโดนพี่ปราบตกปาก ไม่เจ็บมาก แต่พอมันโดนแผลที่ผมโดนต่อยมาก็แสบเอาเรื่องอยู่

“มึงห้ามพูดแบบนี้อีก เหล้าดีมึงเอามาเปรียบกับเหล้าธรรมดาไม่ได้ มันไม่เหมือนกัน” พี่ปราบดุหน้าเครียด ซึ่งผมงงมาก อะไรของเขาวะ

“ใจเย็นๆ น้องมันไม่รู้ มึงไม่ต้องตกใจไอ้พัช เดี๋ยวมึงก็ชิน แล้วก็ไม่ต้องคิดมาก มีของดีให้กินก็กินไป” พี่กี่บอกพร้อมกับยกแก้วเหล้าให้ผมชน

“มาแล้วค้าบมาแล้วว” เสียงไอ้หวายอีกล่ะ ก่อนที่มันจะเริ่มแนะนำพี่ๆของมันให้ไอ้กาน ไอ้นุ๊กและไอ้ตูนรู้จัก เมื่อรู้จักกันครบหมดแล้วก็หาที่นั่งและเริ่มเมากันทันที

ผมนั่งกินข้าวโดยมีไอ้กานแย่งกินอยู่ข้างๆ และดูเหมือนว่ากับข้าวที่ผมสั่งมากินจะไม่พอสำหรับกระเพาะควายๆอย่างพวกผม

“พี่ สั่งอีกได้เปล่า ไม่อิ่มวะ” ไอ้กานถามแล้วมองหน้าเฮียทุกคน

“เออ อยากกินไรมึงสั่งเลย ไม่ต้องขออนุญาต”

“ใจดีโคตร ขอบคุณนะครับ” ไอกานยกมือไหว้ถวายบังคมเหนือหัวกวนๆ ก่อนจะรีบเรียกพนักงานมาสั่งอาหารเพิ่มทันที

“กูไม่ได้ใจดีหรอก แต่เห็นแล้วสงสาร สภาพพวกมึงแต่ล่ะคนเหมาะที่จะนอนโรงพยาบาลมากกว่าออกมาลั้นลาในผับ”

“เรื่องตีเรื่องต่อยเพลาๆบ้างเถอะพวกมึง ตายห่ามาสักวันพวกกูจะไม่ไปงานศพ” พี่ธีร์บ่นใส่หน้าไอ้หวาย คิดว่ามันจะสำนึกไหม อย่าว่าแต่มันเลย พวกผมได้แต่มองหน้ากันแล้วเงียบ

“ไม่เอาน่าเฮีย วันนี้งดสวดนะ หวายขอร้องงง” ไอ้หวายทำหน้าอ้อน แต่เป็นอ้อนตีนนะ เลยโดนเฮียปราบที่นั่งตรงข้ามถีบเก้าอี้เข้าให้

“ผมถามไรหน่อยดิ คนหล่อไฮโซแบบพวกพี่ทำไมมารู้จักกับไอ้หวายได้อ่ะ” ไอ้ตูนถามด้วยความสงสัย

“อ้าวๆ พูดงี้หมายความว่าไงวะเพื่อน จะหาว่ากูโลโซเหรอ” ไอหวายโวย

“เออ มึงเพิ่งรู้ตัว” ไอ้นุ๊กเสริมทัพไอ้ตูน

“แม่กูรู้จักกับแม่มัน” เฮียบีทตอบ “เพื่อนมึงเป็นคนใจง่าย เล่นกับกูสองสามครั้งเท่านั้นแหละติดแจ สุดท้ายก็เลยรู้จักกับเพื่อนกูทุกคน”

“ผมว่าพี่ซวยแล้วแหละที่รู้จักคนอย่างมัน” ไอ้กานพูด

“ไอ้เหี้ยกาน ว่ากูเหรอ”

“หูมึงไม่ดีหรือเปล่าเพื่อน เมื่อกี้กูชมมึงคำโตเลยวะเว้ย”

“ไอ้เหี้ยกาน”

ไอ้หวายหยิบถั่วปาใส่หัวไอ้กาน แต่ทำมันมันถึงมาโดนหน้าผากผมได้วะ

“ไอ้หวาย” ผมเรียกมันเสียงเขียว

“โทษทีมึง กูพลาดวะ” ไอห่านี่พูดง่าย

“ตาเหล่เหรอมึง ฮ่าๆๆ กูพาไปหาหมอไหม” ไอ้กานนี่ก็กวนตีนไม่เลิก

“เดี๋ยวกูเขวี้ยงแก้วแม่ง”

“กร๊ากก” ดูทุกคนจะชื่นชอบที่ไอ้หวายโดนแกล้ง ต่างก็หัวเราะด้วยความสะใจ

สองชั่วโมงผ่านไปสภาพทุกคนไม่มีดี จากที่นั่งก็ยืนกันหมด เก้าอี้ถูกเอาออกไปเพราะแค่จะยืนก็ยังไม่มีที่ ยิ่งดึกคนยิ่งเยอะยิ่งมัน ไอ้กานกับไอนุ๊กลากผมไปเต้นอยู่ใกล้ๆกับกลุ่มสาวๆ อาศัยความหน้าด้านและความเมาล้วนๆ จนกระทั่งเหนื่อยก็กลับมาที่โต๊ะ ไอ้หวายเฮียธีร์และเฮียบีทหายไปไหนไม่รู้ เหลือพี่ปราบกับเฮียกี่ที่ยืนโอบสาวอยู่ที่โต๊ะ

ผมรู้สึกอยากสูบบุหรี่ แต่เขาไม่ให้สูบในนี้เลยว่าจะออกไปสูบข้างนอก ตบๆกระเป๋ากางเกงหาของที่ต้องการแต่ดันลืมไปว่าบุหรี่ผมหมดและยังไม่ได้ซื้อ ไม่รู้จะทำยังไงก็เลยหันไปสะกิดพี่ปราบ

“มีอะไร” พี่ปราบละความสนใจจากสาวมามองหน้าผม

“พี่มีบุหรี่ป่ะ” ผมถาม

“มี จะเอา?า”

“อืม อยากอ่ะ” ผมตอบ พี่ปราบล้วงซองบุหรี่จากกระเป๋ากางเกงให้ทั้งซอง ไอ้ตูนเห็นเข้าพอดีเลยเอ่ยปากขอด้วยเพราะมันไม่ได้พกมา จากนั้นผมและไอ้ตูนก็เลยเดินไปทางห้องน้ำ ที่ด้านหลังจะมีที่ให้ยืนสูบบุหรี่

อากาศข้างนอกเย็นนิดหน่อย แต่ได้เหล้าดีเข้าไปเลยทำให้ร่างกายอบอุ่น ผมจุดบุหรี่ยืนสูบกับไอ้ตูน มีคนอื่นใกล้ๆอีกสองสามคนแต่ไม่ได้สนใจ

พอเดินออกจากวงเหล้า แม้จะเมา แต่สิ่งแรกที่ผมคิดถึงก็คือพลอย

ผมหยิบโทรศัพท์ออกมาดู ไม่มีสายเข้าสักสาย ตั้งแต่ที่แยกกันตอนเย็น พลอยไม่คิดจะเป็นห่วงหรือโทรหาผมเลยเหรอวะ ความจริงวันนี้ผมมีนัดจะไปดูหนังกับพลอย แต่ดันงานเข้า พลอยแม่งก็เลยหายหัวไปเลยตั้งแต่เย็น

ในเมื่อไม่โทรมาผมก็จะเป็นคนโทรหาไปเองครับ มาดเมิ้ดอะไรกูไม่มีทั้งนั้น มีแค่ว่าอยากโทรอยากคุย ยังไงผมก็ผิดแหละงานนี้

แต่ต่อสายหลายครั้งรอจนกระทั่งสัญญาณตัดพลอยก็ไม่ยอมรับสาย

“มึง กูจะเข้าไปแล้วนะ” ไอ้ตูนที่สูบบุหรี่เสร็จแล้วสะกิดบอกผม

“เออ เข้าไปก่อนเลย กูโทรหาพลอยแปบ” ผมบอก ไม่ได้มองหน้ามัน เลยไม่รู้ว่ามันมองหน้าผมด้วยสายตาแบบอึดอัด ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินกลับเข้าไปในร้าน  

ผมไม่ละความพยายาม กดต่อสายอย่างใจเย็นจนกระทั่งรู้สึกว่ามีคนมานั่งข้างๆ ผมเอาโทรศัพท์ออกจากหูเมื่อสัญญาณตัดไปอีกครั้ง

“ออกมาทำไมอ่ะพี่ ไม่อยู่กับสาวเหรอ” ผมถามพี่ปราบที่มานั่งสูบบุหรี่อยู่ข้างๆ แต่ซองที่พี่ปราบให้มายังอยู่ที่ผม

“ทำไมกูต้องอยู่กับสาวด้วยอ่ะ” คนหล่อย้อนกลับมาหน้ากวน

“อ้าว ก็เห็นสีกันอยู่” ผมพูดตามที่เห็น

“คุยไปงั้นๆ”

“เหรอ”

“แล้วมึงอ่ะ ออกมานั่งทำไร” คราวนี้พี่ปราบถามบ้าง ผมเลยก้มมองโทรศัพท์ในมือ ตัดสินใจเลิกโทร พรุ่งนี้ค่อยไปหาที่บ้านไม่ก็ที่โรงเรียนพลอยทีเดียว

“โทรหาแฟน แต่ไม่รับสาย”

“ทะเลาะกัน?”

“อืม ประมาณนั้น เรื่องที่ผมโดนตีนมาเนี่ยแหละ” ได้ทีผมก็ถือว่าระบายไปในตัว

“ผู้หญิงก็งี้ ไม่อยากให้แฟนมีเรื่องต่อยตี”

“ผมว่ามันหลายเรื่อง”

“ยังไง”

“เหมือนแฟนผมจะพยายามเอาตัวออกห่าง”

ผมรู้ตัวดีว่าสิ่งที่พลอยทำคืออะไร แต่ผมจะไม่ยอมให้มันเป็นแบบนั้น

“คุยกันดีๆดิ ผู้หญิงอาจจะน้อยใจ มึงก็ทำตัวดีๆหน่อย”

“ผู้หญิงไม่ได้ชอบคนเลวเหรอวะพี่” ผมหันไปขมวดคิ้วถามหาคำตอบจากพี่ปราบ

“ฮะๆๆ ผู้หญิงของมึงอาจจะชอบคนดีก็ได้”

กูต้องเป็นคนดี...งั้นเหรอ

จากนั้นผมกับพี่ปราบก็เงียบใส่กันอยู่ราวห้านาที คิดๆไปตอนที่ผมเจอพี่ปราบครั้งแรกกับครั้งที่สองที่เซเว่น บอกตามตรงว่ามันกวนตีนผมมาก และยังมีหน้ามาชวนผมไปกินข้าวอีก การกระทำของเขาเรียกได้ว่าบ้าบอเลยทีเดียว

“พี่ปราบ ถามไรหน่อยดิ”

“ว่ามา” ร่างสูงขยับหันเข้าหาผมอีกเล็กน้อย

“วันก่อนที่พี่ชวนผมไปกินข้าวอ่ะ พี่รู้จักผมแล้วเหรอว่าเป็นเพื่อนกับไอ้หวาย ทำไมถึงเข้ามาชวน” จะว่าข้องใจก็ได้ ตอนนั้นผมคิดว่าคนบ้าอะไรชวนคนไม่รู้จักไปกินข้าว

“กูรู้จักมึงตั้งแต่วันที่มึงกับกูชนที่ร้านเหล้าแล้ว” พี่ปราบตอบ ผมเบิกตากว้างเพิ่มนิดหน่อย

“จริงดิ พี่รู้ป่ะว่าพี่โคตรกวนตีนเลย” ผมพูดตรงๆ พี่ปราบจ้องหน้าผมก่อนจะพยักหน้า

“กูรู้สึกว่ามึงเป็นเด็กที่น่าสนใจดี ไหนๆก็เป็นเพื่อนกับไอ้หวาย กูเลยอยากรู้จัก” พี่ปราบอธิบายเพิ่มเติม

“แล้วทำไมไม่บอกกันดีๆ”

“เพราะกูตลกหน้ามึงตอนหงุดหงิด” พี่ปราบยักคิ้วใส่

“กวนตีน” ผมพูดเสียงเบา

“เออ มีไรจะถามอีกไหม”

“ไม่มี” ผมส่ายหัว

“หึหึ กูบอกแล้วไงว่าเดี๋ยวมึงก็ต้องเรียกกูว่าพี่”

ผมเหล่ตามองพี่ปราบอีกที แม้จะรู้จักกันแล้ว แต่ผมยังรู้สึกว่ามันกวนประสาทอยู่ดี แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกว่าพี่ปราบเป็นคนที่ไว้ใจได้ น่าจะเป็นผู้รับฟังที่ดี อาจด้วยเพราะเขาโตมากกว่าผม

“ซ่า...” พี่ปราบเรียกผมด้วยชื่อเล่น ครั้งนี้ผมไม่ได้รู้สึกไม่ชอบอะไร เพราะยังไงก็รู้จักกันแล้ว “เข้าข้างในเหอะ”

“อืม”

ผมเดินตามหลังพี่ปราบเข้าไปในร้านอีกครั้ง มาถึงโต๊ะทุกคนก็ดูสนุกสนานเต็มที่ ทั้งเหล้า ดนตรี และผู้หญิง เฮียธีร์ดันผู้หญิงคนหนึ่งมาให้ผม แต่ผมดันไปให้ไอ้กานทันที

“ไม่เอาเหรอมึง” เฮียธีร์ตะโกนถามผมทำหน้ากรุ้มกริ่ม ผมส่ายหัวแรง ถึงผมจะนิสัยแย่ทำตัวไม่ดียังไง แต่ผมก็รักเดียวใจเดียวครับ

“อย่าไปถามมันเลยพี่ ไอ้เหี้ยนี้มันกาก รักอยู่ได้ผู้หญิงคนเดียว” ไอ้กานที่เมาเละเป็นหมาหันมาด่าผม

“รักเดียวใจเดียวเหรอมึง” พี่ปราบกระซิบถามผม มือก็ส่งแก้วเหล้าแก้วใหม่มาให้

“ผิดเหรอ” ผมถามกลับ

พี่ปราบยิ้มมุมปากที่ดูแล้วโคตรดูดี “ดีแล้ว เป็นเด็กดีแบบนี้กูชอบ”

หลังจากนั้นผมก็แทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ความเครียดความหงุดหงิดทั้งหลายถูกขว้างทิ้งไปไกลด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ปริมาณมากที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง เสียงเพลงมันๆนี่มันดีสุดๆ ไม่รู้สึกเจ็บปวดบาดแผลบนหน้าและตามร่างกายเลยสักนิด รู้อย่างเดียวว่ากูเมามาก เดินไม่ไหว ใครหิ้วไปไหนมาไหน ก็ได้แต่ลากเท้าตามไป

“มึงไปส่งไอ้สามคนนี้ไป ส่วนไอ้หวายกับไอ้พัชกูจะไปส่งเอง”

“เออๆ ขับรถกลับดีๆมึง”

ผมถูกคนหิ้วขึ้นนั่งบนรถ ผมพยายามลืมตามองแต่ก็ทำไม่ค่อยได้ หนังตามันคอยจะปิดลงอย่างเดียว มึนหัวไปหมด

“ไอ้หวาย ลงมาดีๆ ถึงบ้านมึงแล้ว”

“ถึงแล้วเหรอ ขอบคุณนะเฮีย ขอบคุณคร้าบบ ไปส่งเพื่อนผมดีๆนะเฮีย ผมเข้าบ้านแล้วน้าาาาาา”

ผมฝืนลืมตามองตามหลังไอ้หวายที่เดินเข้าบ้านไป

“ซ่า...ไหวไหม” พี่ปราบที่ขึ้นรถมาแล้วถามผม

ผมส่ายหน้าไม่โกหก กูไม่ไหว

“จะอ้วกไหม” พี่ปราบถามอีก เอามือมาลูบหน้าผม

“อึก ไม่”

“งั้นเดี๋ยวกูไปส่งที่หอนะ บอกทางไหวไหม กูจำไม่ได้”

พอพี่ปราบพูดถึงหอ ผมก็ถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่ากูโดนเพื่อนไล่ออกจากห้อง และต้องหาหอใหม่ และคืนนี้แฟนไอ้กฤษมันมานอนที่ห้องด้วย แล้วผมจะไปนอนที่ไหน ให้นอนหน้าห้องผมไม่เอาแล้วอ่ะ จะนอนบ้านไอ้หวายก็ไม่ได้ขอมัน บ้านมันอยู่กันเยอะ ผมเกรงใจ

จะให้กลับบ้านสภาพนี้ เช้ามาโดนด่าหนักแน่

“พี่ปราบ...” ผมหันไปเรียกคนข้างๆ

“อะไร” พี่ปราบที่กำลังขับรถหันมามองผมแวบหนึ่ง ผมเห็นหน้าเขาไม่ค่อยชัด ภาพเบลอไปหมด

“ผมไม่มีที่นอน” ผมพูดเสียงยานคาง

“ทำไมวะ”

คำถามของพี่ปราบเหมือนเสียงสวรรค์ ผมก็พูดแม่งหมดเลยสิ่งที่อยู่ในใจ

“เพื่อนผมมันจะพาแฟนมาอยู่ด้วย มันให้ผมไปหาหอใหม่ ผมไม่มีที่อยู่แล้ว คืนนี้มันพาแฟนมานอนด้วย มันไม่ต้องการให้ผมกลับไปนอนเป็นก้าวขวางคอ วันก่อนมันสองคนก็พากันมาเอาที่ห้อง พี่รู้ไหมผมต้องนอนนอกห้องหน้าประตู โคตรทรมานเลย ยุงเยอะด้วย”

อึดอัดใจไม่มีคนพูดด้วยมานาน ได้ทีกูฟ้องใหญ่อ่ะ

พี่ปราบนิ่งเงียบไปก่อนจะพูดเสียงนิ่งๆ แต่รู้สึกดีเมื่อได้ฟัง “งั้น คืนนี้ไปนอนห้องกูก็แล้วกัน เอาไหม”

ผมคิดตามคำพูดของพี่ปราบ สมองประมวนผลช้าไปหน่อย แต่ยังพอเข้าใจ

“ห้องพี่?”

“เออ ห้องกูกว้างมาก มีที่ให้มึงนอนเกลือกกลิ้งได้สบาย ไม่ต้องไปนอนหน้าประตูห้องด้วย แถมฟรีผ้าห่มอุ่นๆหมอนนิ่มๆ ดีไหม”

“จริงนะ” ผมถามย้ำ ห้องๆนั้นที่แคบและไม่มีที่สำหรับผมแม้ว่าผมจะจ่ายค่าห้องครึ่งหนึ่งก็ตาม กลายเป็นว่ากูเหมือนกาฝากไปเลย ไม่สิ อีกหน่อยกูก็ไม่ต้องเป็นกาฝากแหละ เพราะกูกำลังจะไม่มีที่อยู่

“จริงสิ ห้องกูกว้างมากเลยนะ ไปไหม”

“อืม ไป อยากนอนแล้ว” ผมเริ่มฝืนหนังตาไม่ไหว อยากนอนเต็มแก่

“โอเค งั้นพี่ปราบจะพาน้องซ่าไปนอนนะครับ”

“อืม”

ผมอือออรับคำในคอก่อนจะค่อยปิดตาลงทันที ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ผมสบายใจแล้วที่คืนนี้มีที่ให้หลับนอน




ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว