ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
ปราบครั้งที่1

​หากอ่านแล้วงงเรื่องตัวละครที่ค่อนข้างเยอะ แผนผังตัวละครจะอยู่ในตอนสุดท้ายค่ะ 

ปราบซ่า 

ตอนที่1 

[ซ่า] 

เสียงโหวกเหวกโวยวายดังเซ็งแซ่ในบริเวณโรงเรียนช่างชื่อดังในเมืองกรุง จะว่าครึกครื้นก็ใช่ จะว่าน่ารำคาญก็ไม่เชิง ชินเสียแล้ว เพียงแต่วันนี้มันไม่ระรื่นหูเพราะผมกำลังเซ็ง 

“แม่ง น่ารำคาญ” ผมลุกขึ้นยืน ทิ้งบุหรี่ลงกับพื้น ใช้ปลายเท้าขยี้แรงๆ ปัดเศษดินเศษฝุ่นที่ก้นสองสามที 

“จะไปไหนไอ้พัช” ไอ้กานถาม ผมโคตรเกลียดผมแสกกลางของมันจริงๆเลย กวนตีนสิ้นดี 

“กลับหอ เบื่อ” 

“เออๆ พอเมียไม่ว่างมึงก็อารมณ์เสียตลอด” 

ผมส่ายหัวไม่สบอารมณ์ “เจอกันพรุ่งนี้” 

“เออ บาย เฮ้ยพวกมึง ลาเพื่อนมึงหน่อย มันจะกลับแล้ว” ไอ้กานตะโกนบอกคนอื่นๆในกลุ่มที่อยู่ในละแวกเดียวกัน 

“เห้ย ทำไมกลับเร็ว” นี่ก็ไอ้ตูน หน้าตาดีที่สุดในกลุ่มละ ผมไม่อยากจะยอมรับ แต่ผมเป็นรองจากมัน เพราะแค่ผมตาโตกว่าของมันที่เรียวยาวดูมีเสน่ห์ 

“โชคดีเพื่อน” ไอ้เตี้ยนี่ชื่อนุ๊ก ทั้งเตี้ยและป้อม แต่นิสัยดี เฮไหนเฮนั้น เป็นคนฮาๆรั่วๆ 

“หงุดหงิดเมียก็อย่าไปขวิดใครกลางทางละมึง” ส่วนนี่ก็ไอ้หวาย หน้าตาดี จุดเด่นของมันคือปากหมาเกินบรรยาย อยู่ๆเดี๋ยวก็รู้ ผมมีเพื่อนสนิทอยู่แค่สี่คนที่คุยได้ นอกนั้นก็คบแค่ผ่านๆ เฮฮาบ้าง แต่ไม่ไว้ใจเท่าไอ้สี่คนนี้ 

“สัด” ผมด่าพวกมันก่อนจะเดินออกจากโรงเรียน เตะฝุ่นไปเรื่อยๆ หอที่อยู่ไกลจากโรงเรียนพอประมาณ แต่ก็พอเดินได้ ขี้เกียจนั่งรถ อยากใช้ความคิดตอนเดิน 

ครืดดดดๆๆ 

ผมล้วงเอามือถือในกางเกงมาดู ที่บ้านโทรมา ผมกดรับสาย 

“ฮัลโหล” 

“ซ่า แม่ให้ถามว่าวันนี้มึงจะกลับบ้านไหม” ไอ้มิวมีศักดิ์เป็นน้าผม แต่อายุน้อยกว่าผมสองปี อะไรยังไงอ่านๆไปเดี๋ยวคุณก็รู้เองนั่นแหละ 

“ไม่กลับ ทำไม มีอะไร” 

“เปล่า แม่ให้ถาม เขาทำแกงส้มหน่อไม้ปลาสวายของโปรดมึงด้วย จะไม่กลับมาไง” เสียงมันเง้างอดเหมือนงอน 

ผมหยุดเดิน มองรถราที่วิ่งผ่านตัวผมไปคันแล้วคันเล่า ก่อนจะโบกมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่วิ่งผ่านมาพอดีให้หยุดจอด 

“เออ งั้นบอกแม่ว่าเดี๋ยวกูกลับ” พูดจบก็กดตัดสาย กระโดดขึ้นนั่งคร่อมมอเตอร์ไซค์ บอกจุดหมายปลายทางที่จะไป 

ไม่ถึงยี่สิบนาทีก็ถึงบ้าน บ้านผมก็ไม่ได้ไกลจากที่เรียน แต่ที่เลือกย้ายไปอยู่หอก็เพราะว่าผมอยากออกไปอยู่ส่วนตัว คนในครอบครัวผมก็ค้าน แต่ผมมันทั้งดื้อและรั้น ไม่ฟังใครหน้าไหนทั้งนั้นถ้าตัวเองต้องการอะไร สุดท้ายผมก็ดื้อแพ่งออกไปอยู่หอ โดยอยู่ห้องกับเพื่อนคนหนึ่งในเอก 

“ไงซ่า เอ็งไม่คิดจะกลับบ้านกลับช่องบ้างเลยนะ” พี่แนนว่า ผมยกมือไหว้ 

“ก็กลับมาแล้วนี่ไง” ผมตอบ 

“แม่บอกให้ไปอยู่กับแม่ก็ไม่เอา ดื้อด้านจริงๆ” พี่แนนบ่นอีกแล้ว ไม่รู้หรือไงว่าผมเบื่อ 

อย่าเพิ่งสับสน พี่แนนที่ว่าก็คือแม่ของผมเอง แต่ที่ผมไม่เรียกเขาว่าแม่ก็เพราะว่า เขาไม่ได้เลี้ยงผมมา คนที่เลี้ยงผมมาคือแม่พิมพ์ หรือที่แท้จริงก็คือยายของผม 

ไม่รู้สิ ตั้งแต่ผมจำความได้ ผมก็เรียกเขาว่าพี่แนนมาโดยตลอด แม้ใครจะถามว่าทำไมผมไม่เรียกเขาว่าแม่ หรือพวกญาติพี่น้องบอกกับผมว่าผมควรเรียกเขาว่าแม่เพราะเขาคือแม่ แต่ไม่ว่ายังไงผมก็ยังยืนกรานที่จะเรียกว่าพี่แนน แล้วเรียกยายว่าแม่ 

มันคือความเคยชินที่เป็นมาตั้งแต่จำความได้ ให้เปลี่ยนมันยาก 

และผมว่าเรียกแบบนี้ก็เหมาะสมแล้ว 

“ซ่าเอ้ย คืนนี้นอนบ้านไหม” แม่ที่อาบน้ำเรียบร้อยทาแป้งหน้าขาววอกเดินโขยกเขยกออกมา ผมนั่งลงข้างพี่แนนยกมือไหว้แม่ 

“ไม่นอนอ่ะแม่ วันนี้มีอะไรกิน” ผมถามทั้งๆที่รู้อยู่แล้ว 

“แกงส้มปลาสวาย” แม่ตอบ แล้วก็เดินไปทำนู่นทำนี่ ผมนั่งคุยกับพี่แนนและพี่สาวอีกคนชื่อจี้ที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง คือความจริงก็มีศักดิ์เป็นน้าผมแปบไอ้มิวนั่นแหละ แต่ยังไงล่ะ มันค่อนข้างซับซ้อน ผมอธิบายเลยแล้วกันแบบสั้นๆ 

แม่ผม ซึ่งความจริงก็คือยาย เป็นแม่ของพี่แนน ซึ่งคือแม่แท้ๆของผม ส่วนไอ้มิวเป็นน้องพี่แนน และพี่จี้จัดเป็นลูกพี่ลูกน้องของพี่แนนและไอ้มิว ผมที่เป็นลูกพี่แนนจึงมีศักดิ์เป็นหลาน แต่ผมไม่เรียกพี่จี้ว่าน้า และกับไอ้มิว แน่นอน ผมเรียกมันว่าไอ้มิวนั่นแหละ เป็นอันจบการลำดับญาติ 

ญาติพี่น้องผมมีหลายคน แต่พี่จี้เป็นพี่ที่ผมรักและเคารพมากที่สุด และเขาเข้าใจผมมากกว่าใคร เป็นคนที่ผมเปิดเผยความเป็นตัวเองและกล้าอ้อนมากที่สุดรองจากแม่ แต่พี่จี้ก็ชอบบ่นผมบ่อยๆว่าผมชอบเก็บเงียบไม่เปิดเผยความรู้สึก สันดานนี่น่ะ แก้ยากจนไม่อยากจะแก้ 

“อ่ะนี่ ของขวัญวันเกิดเรา” พี่จี้ส่งถุงของขวัญให้ ผมตาวาวเมื่อเห็นชื่อที่บนถุง 

“โห ทำไมใจดีอ่ะ แพงไหมเนี่ย” ผมรับถุงของADIDASมาดู แกะกล่องออกดูของข้างใน พระเจ้า โคตรสวยเลย! 

“ไม่แพงหรอก อันนี้ฝากรุ่นพี่ที่ทำงานที่ไปอเมริกาให้หิ้วมาให้” พี่จี้บอก ผมยกมือไหว้แล้วลองสวมรองเท้าคู่ใหม่ทันที 

ผมไม่เคยใช้ของมียี่ห้อหรอก ถ้าจะมีก็มือสอง มีปัญญาซื้อของแพงที่ไหนล่ะ บ้านผมไม่รวย เรียกว่าจนก็ได้ แต่ผมก็ไม่อะไร มีอะไรให้ใช้ก็ใช้ แค่ไม่ต้องเดินเท้าเปล่าก็โอเค แต่ถ้าถามว่าความอยากได้อยากมีไหม มันก็ต้องมีเป็นของธรรมดาเปล่าวะ แต่ก็นะ ไม่มีก็ไม่ตาย อย่างน้อยขอให้มีข้าวกินที่บ้านให้กลับก็แล้วกัน 

“เฮ้ย หาข้าวกินได้แล้ว” แม่ตะโกนบอก พี่แนนลุกขึ้นไปช่วย ผมนั่งอยู่ที่เดิมกับพี่จี้ บ้านพี่จี้อยู่เยื้องๆกับบ้านผม ใกล้ๆกันนิดเดียว แต่พี่จี้ไม่ค่อยออกมาจากบ้านหรอก เขาบอกว่าเบื่อ คนเยอะวุ่นวาย 

“ซ่า สบายดีนะ” พี่จี้ถาม ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงเป็นห่วงแบบทุกครั้งที่จะถามเมื่อผมกลับบ้าน พี่จี้รู้ปัญหาในบ้านของผม เขาไม่เคยว่าในสิ่งที่ผมทำแม้จะไม่ดี เขาว่าพูดไปก็เท่านั้น ผมไม่ฟังเขาหรอก แต่เขาเชื่อว่าผมจะเรียนรู้ทั้งความผิดพลาดและความสำเร็จจากการกระทำของตัวเอง ผมถึงสบายใจที่จะคุยกับพี่จี้ 

“ก็ดี เรื่อยๆ” ผมตอบปัด ไม่รู้สิ ก็ไม่มีอะไรแย่หรือร้ายแรงอะไร 

“มีอะไรก็ปรึกษาพี่ได้ พูดหลายรอบแล้วเหมือนกัน จำได้ใช่ไหมไอ้เด็กดื้อ” 

“ฮะๆ รู้แล้วน่าฮู้วว ผมโตแล้วน่า ดูแลตัวเองได้” 

“ให้มันจริง แล้วมีเงินใช้ไหม” 

ผมหยุดนิ่ง กรอกตาเล็กน้อย “ก็มี” 

“หึ มีน้อยล่ะดิ” พี่จี้ยิ้มขำ แล้วควักเงินในกระเป๋าตังยื่นให้ผม ผมมองงงๆ ไม่ยื่นมือไปรับ 

“ให้ทำไม ไม่เอา” คือพี่จี้เองก็ไม่ได้มีเงินมาก แต่ก่อนลำบากมากกว่าครอบครัวผมอีก แต่ตอนนี้เรียนจบทำงานแล้วก็ดีขึ้น 

“ไม่เป็นไร พี่พอมี ก็ไม่ได้ให้บ่อย นานๆที เอาไปเถอะ” 

“แต่...” 

“ไม่มีแต่ รับไปเถอะน่า อีกไม่กี่วันเงินเดือนพี่ก็จะออกละ อย่าคิดมาก” 

ผมยอมรับเงินหนึ่งพันบาทจากพี่จี้มาแล้วยกมือไหว้ เก็บใส่กระเป๋าไม่ให้ใครเห็นโดยเฉพาะพี่แนน ไม่งั้นพี่แนนก็จะบ่นผมอีกที่ใช้เงินเปลือง 

หึ คิดดูแล้วกัน ผมกลับมาบ้านเขาถามผมสักคำไหมว่าเป็นไงบ้าง ไม่มีเลย 

ผมกินข้าวเย็นกับแม่และคนในครอบครัว มีแต่ของโปรดผมทั้งนั้น แม่รู้ใจผมที่สุด ทุกครั้งที่ผมกลับบ้านผมจะได้กินอิ่มแปล้เพราะแม่จะทำแต่ของที่ผมชอบ หมดข้าวจานที่สองผมก็นั่งบีบขาให้แม่อีกแปบหนึ่งก่อนจะขอตัวออกมา 

ผมนั่งเดินออกจากซอย เจอเพื่อนเก่าที่อยู่ซอยเดียวกันเลยหักคอให้มันขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งที่หอ ผมจะได้ไม่เปลืองค่ารถ แต่ยังไม่ทันขึ้นห้องโทรศัพท์ยี่ห้อไม่ดังราคาแค่พันกว่าบาทก็ดัง อย่างน้อยก็เป็นระบบแตะสัมผัสหน้าจอได้นะเว้ย อย่าได้ดูถูกเชียว 

“ไอ้พัช! ไปกินเหล้ากับกูกัน กินฟรี มีรุ่นพี่เลี้ยงเว้ย!” ไอ้หวายพูดเสียงตื่นเต้นแทรกมาด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวายดังกระหึ่ม แสดงว่ามันก็กลับบ้าน ครอบครัวมันคนเยอะไม่ต่างจากผม ไม่เคยไปเจอหรอกครับแต่มันเล่าให้ฟัง ไอ้หวายบ้านมันเป็นคนจีน ทุกคนพูดกันเสียงดังเหมือนโกรธกันมาเป็นชาติ แต่ความจริงคือคุยกันปกติ ไอ้หวายก็เป็น เอะอะเสียงดังไว้ก่อน ช่างไม่เข้ากับหน้าตาหล่อตี๋สักนิด 

“ที่ไหนวะ” ผมถาม ไหนๆวันนี้ก็ว่าง ไปกินเหล้าแก้เครียดก็ดี 

“ที่ร้านเรื่องเหล้าน่ะเว้ย เดี๋ยวกูขี่มอไซค์ไปรับ มึงรออยู่หน้าหอเลย อีกแปบถึง” มันพูดรวดเดียวแล้วก็วางสาย ผมไหวไหล่เดินขึ้นห้องพัก ขอเปลี่ยนเสื้อผ้าสักหน่อย ยังไม่อยากใส่ชุดเด็กช่างออกไปให้เจอตีนอริ 

ทีแรกว่าจะเปลี่ยนแค่เสื้อผ้า แต่เหนียวตัวเกินทนเลยต้องอาบน้ำ ผมยืนมองตัวเองที่หน้ากระจกตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ผมชอบสำรวจตัวเอง ไม่ใช่อะไร ผมแค่อยากรู้ว่าร่างกายตัวเองเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน แต่เท่าที่ดู ก็เหมือนเดิม รูปร่างสูงร้อยแปดสิบ แต่แขนขาลีบมีแต่หนังไม่ค่อยมีเนื้อ ผมกินเยอะมากจนหลายคนยังตกใจ แต่ผมกลับผอมแห้งตัวเท่าเดิม ผมทำงานหนักเพราะช่วยที่บ้านขนของไม่ต่างจากกรรมกรหรอก ใช้แรงงานทั้งนั้นแต่ก็ไม่เห็นว่ากล้ามเนื้อมันจะป่องขึ้น ผมเป็นคนผิวขาวแต่ไม่ได้ขาวมากสว่างจ้าเหมือนผู้หญิง ส่วนที่โดนแดดก็จะออกเหลืองกว่าในร่มผ้าเล็กน้อย 

สำรวจตัวเองจนพอใจก็เปิดตู้เสื้อผ้าคว้าเอาเสื้อยืดสีน้ำเงินกับกางเกงยีนส์สีดำเก่าๆขาดๆมาใส่ ทาแป้งฝุ่นที่หน้าเล็กน้อย ใช้นิ้วมือสางๆผมที่เปียกให้เป็นทรงก็เป็นอันเสร็จ โทรศัพท์ดังพอดี ไอ้หวายคงมาถึงแล้วมันเลยโทรมาตาม 

“กูเสร็จแล้ว กำลังจะลงไป” 

“เออ” มันตัดสาย ผมเก็บโทรศัพท์รุ่นปาหัวหมาแตกยัดใส่กระเป๋ากางเกงด้านหลัง 

ผมใส่รองเท้าผ้าใบคู่เก่ง พูดให้ถูกคือมีอยู่คู่เดียว ใส่จนเปื่อย ลงมาถึงชั้นล่างไอ้หวายนั่งคร่อมรถมอเตอร์ไซค์คุยโทรศัพท์กับเด็กในสต็อก พอเห็นผมมันก็ยอดคำหวานทิ้งท้ายก่อนจะวางสาย 

“ขึ้นมาเลยมึง งานนี้กินฟรีเหล้าดีมีให้ดื่มไม่อั้น” ไอ้หวายพูดอย่างลิงโลด ผมชักเปรี้ยวปากขึ้นมา กระโดดขึ้นรถมันตรงไปที่ร้านทันที ปกติพวกผมก็ดื่มบ่อยอยู่แล้ว ส่วนมากก็แสงโสมนั่นแหละ ราคาถูกดีกินง่าย ของแพงขึ้นมาหน่อยก็เรดแปดร้อยกว่าบาท แต่นานๆที เหล้าอะไรผมก็กินได้ ขอให้เมาก็พอ 

ร้านที่ไอ้หวายพาผมมาผมเคยแค่นั่งรถผ่านบ้างเท่านั้น ไม่เคยมานั่งกิน ไอ้หวายบอกว่าร้านนี้เป็นร้านรุ่นพี่ที่มันรู้จัก แต่ผมไม่รู้จัก วันนี้ที่มาก็ในกลุ่มมีแค่ผมกับไอ้หวายสองคนเท่านั้นคนอื่นไม่ว่าง 

“เฮีย! ผมมาแล้ว!” ไอ้หวายตะโกนลั่นจนคนทั้งร้านหันมามอง ผมยังไม่รู้เลยว่ามันทักใคร เพราะมันตะโกนแหกปากตั้งแต่หน้าประตูร้าน 

“ตะโกนหาพ่อมึงเหรอ เสียงดังลูกค้ากูตกใจหมด” มีเสียงตะโกนด่ากลับมาจากตรงโต๊ะมุมในสุดของร้าน คนอื่นๆดูจะไม่ถือสา บางคนหัวเราะขำๆไม่คิดอะไร 

“แหะๆ ก็ผมกลัวเฮียไม่ได้ยิน” ไอ้หวายพูดเสียงนุ่มเมื่อเดินมาถึงโต๊ะ ดูยังไงมันก็กำลังประจบเขา 

“เออ!  แล้วนั่นมึงพาใครมา” รุ่นพี่ของไอ้หวายทักผม ผมยกมือไหว้ พวกพี่เขาก็ทำหน้าเหวอรับไหว้ 

“ไม่ต้องตกใจพี่ เพื่อนผมถึงจะเฮ้วแต่มันมีมารยาทดี” ไอ้หวายอวยผม มันติดแล้ว ใครแก่กว่าและดูว่าน่าจะคบหากันได้ผมไหว้ไว้ก่อน แต่ถ้าใครที่ไม่น่าเคารพจะแก่กว่าเป็นร้อยปีผมก็ไม่สน 

“ไม่เหมือนมึงใช่ไหม มารยาทแย่มาก” พี่หัวสกินเฮดรุ่นพี่ที่ไอ้หวายรู้จักพูดความจริง คนอื่นๆในโต๊ะหัวเราะขำกันสนุกสนาน 

“โหย เฮียว่าผมทำไมเนี่ย ฮู้วว”ไอ้หวายทรุดตัวนั่งลงที่ว่าง ผมนั่งเก้าอี้ข้างๆมัน 

“มาๆ ผมจะแนะนำให้รู้จักกันไว้  พี่กูที่หัวสกินเฮดสุดเท่คือเฮียบีท คนนี้นี่เฮียธีร์หล่อนุ่มกลมกล่อม นี่ก็เฮียกี่ถ้าไม่อยากเสียวก็อย่ามองหน้าเฮียเขา” 

“ไอ้สัดหวาย กวนตีนแหละ” 

“ฮ่าๆๆ ผมพูดผิดตรงไหนวะเฮีย ส่วนอีกคน เฮียปราบ อ้าว เฮียปราบไปไหนอ่ะเฮีย” ไอ้หวายโยกตัวมองซ้ายขวาและมองไปทั่วร้าน 

“ไปคุยโทรศัพท์หลังร้าน” คนที่ชื่อเฮียธีร์ตอบ ภาพลักษณ์เขาเท่าที่เห็นก็ตรงตามที่ไอ้หวานบรรยาย ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า ทรงผม การแต่งตัว ดูสะอาดสะอ้านน่าคบหามากที่สุดแล้วในบรรดาทั้งสามคนที่อยู่ตรงนี้ เพราะเฮียบีทดูกวนๆตั้งแต่ทรงผมสกินเฮด คิ้วเฉียงๆตาเรียวคม ถ้าไม่รู้จักมองแวบแรกบอกได้เลยว่ามีเรื่องได้ง่ายๆ หน้าตาเฮียแกดูวอนโดนยำตีนมากอะครับ 

ส่วนเฮียกี่ ชื่อแปลกดี กล้ามเป็นมัดๆ สูงขาวและหน้าตาพิมพ์นิยมมาก คาดว่าน่าจะเป็นลูกครึ่ง แต่ไม่รู้ว่าครึ่งอะไร 

“อ่อ ไม่เป็นไร เฮียปราบมาค่อยแนะนำ นี่ๆเพื่อนผมชื่อพัช เอามาจากชื่อจริงมัน” 

“แล้วชื่อเล่น” เฮียธีร์เลิกคิ้วถามผม ผมยังไม่ทันตอบ ไอ้หวายก็หันมาโวยวายใส่ผม 

“เออ แล้วชื่อเล่นมึงล่ะ ทำไมกูลืมสงสัย” 

“เพราะมึงโง่ไง” ผมว่าเล่นๆ แต่แกล้งทำหน้าจริงจัง ความเครียดมักหายเมื่อผมอยู่ในวงเหล้า เฮียกี่ส่งแก้วเหล้าแก้วใหม่ให้ผม “ขอบคุณพี่” 

“ยังไงล่ะพวกมึง เป็นเพื่อนกันเสือกไม่รู้จักชื่อเล่น” เฮียธีร์ถาม ถึงภายนอกจะดูสุภาพ แต่คำพูดคำจาแกก็เหมือนพี่ๆคนอื่นๆ เขาถึงบอกว่าคนพวกเดียวกันถึงจะคบกันได้ 

“ชื่อเล่นมึงอะไรวะ บอกกูมาเดี๋ยวนี้เลย” ไอ้หวายคาดคั้นจะเอาคำตอบเรื่องชื่อเล่น 

“กูไม่บอก” ผมยักคิ้วกวนๆ 

“มึงนี่ กูเพื่อนมึงนะโว้ย” โวยวายจังวะ 

“หึ” แต่ผมก็ไม่ได้ตอบ 

เสียงโทรศัพท์ผมดัง ล้วงขึ้นมาดูชื่อ พลอย...ผมจะกดรับสายแต่ไอ้หวายเอาดึงมือผมที่ถือโทรศัพท์อยู่ออก 

“อะไรของมึง ปล่อย” 

“มึงจะรับทำไม ทำแข็งข้อบ้าง พลอยมันได้ใจเกินไปแล้ว” ไอ้หวายทำหน้าไม่ชอบใจ ความจริงมันไม่ชอบพลอยแฟนผม ก็หลายๆสาเหตุ มันพูดยาก แต่ผมรู้ว่ามันหวังดีกับผม ไอ้หวายคงเป็นคนสุดท้ายที่คิดจะทำร้ายผม 

“อะไรของพวกมึง แล้วมึงไปยื้อโทรศัพท์ไอ้พัชมันทำไม” เฮียบีทถามหน้างง 

“ก็เฮียดูมันดิ” มันทำท่าจะฟ้องเฮียพวกมัน “แฟนมันไม่สนใจใยดีมันด้วยซ้ำ เห็นไอ้พัชเป็นของตาย ไอ้นี่แม่งก็ยังทนอยู่ได้” 

“กูรักของกู” ผมตอบหน้านิ่ง 

“มึงมันโง่” ไอ้หวายด่าผม 

“ปล่อย” ผมกระชากเสียงเล็กน้อยเมื่อไอ้หวายยังไม่ปล่อยมือออกจากโทรศัพท์ผม หน้ามันหงุดหงิดขึ้นทันที 

“มึงแม่งก็เป็นแบบนี้ ใครพูดก็ไม่ฟัง” 

ผมไม่เถียง ดึงมือตัวเองกลับ ลุกออกจากโต๊ะไปรับสายข้างนอก 

“ว่าไงพลอย” ผมทิ้งตัวนั่งแถวๆห้องน้ำหลังร้าน หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ ผมยอมรับว่าผมกินเหล้าเก่งและติดบุหรี่งอมแงม 

“ซ่า อยู่ไหน ไปกินเหล้าอีกแล้วเหรอ” เสียงเหวี่ยงๆของพลอยดังแว้ดใส่ ผมไม่สนใจ ดูดบุหรี่เข้าปอด แล้วปล่อยควันสีขาวเทาออกจากจมูก 

“เฮ้อ” ผมเผลอถอนหายใจเพราะหัวโล่งขึ้น 

“อะไร อย่ามาถอนหายใจนะ บอกแล้วไงว่าให้เพลาๆหน่อยเรื่องกินเหล้า” พลอยบ่นมาอีกคำใหญ่ 

“นิดๆหน่อยเอง ก็ไม่มีอะไรทำ พลอยก็ไปกับที่บ้านไม่ใช่เหรอไง” ผมบ่นบ้าง อยากเจอแต่ก็ไม่ได้เจอเพราะพลอยบอกว่ามีธุระกับที่บ้าน 

พลอยเงียบไปครู่สั้นๆ 

“ก็..ใช่ แต่มันไม่เกี่ยวกันเลยนะ กลับบ้านเลย ไม่ต้องกินเหล้าแล้ว” 

“ไปหาได้ไหม” ผมถาม คิดถึงอยากเจอ 

“มาทำไม” เสียงของพลอยกระชากที่ปลายเสียง ผมขมวดหัวคิ้วทันที ทำไมต้องอารมณ์เสียในเมื่อผมแค่อยากไปเจอแฟนตัวเอง หึ พูดให้ถูกคืออยากไปเจอเมีย ผมผิดตรงไหนวะ 

“ก็อยากเจอ จะได้กลับเลยไง” ผมพูดห้วนๆบ้าง เริ่มอารมณ์เสียแล้วเหมือนกัน 

“ไม่ต้องมาหรอก จะนอนแล้ว” พลอยพูด แต่ขัดใจผมฉิบหาย ขายกเตะก้อนหินแถวนั้นแก้เซ็ง 

“ไม่เอา รอนะ เดี๋ยวไปหา” ผมตัดบทไม่สนใจ วางสายไม่รอให้ปฏิเสธ ผมอยากเจอ ใครจะพูดว่าผมว่า หลงแฟนยังไงก็แล้วแต่ แต่ผมรักของผม ก็ทั้งรักทั้งทน 

ปึก! 

“เหี้ย เดินไม่ดูทางวะ” ตัวผมก็ไม่ใช่เล็กๆ แต่ทำไมเซ ขอดูหน้าหน่อยดิว่าใคร 

“มึงหรือกูกันแน่ที่ไม่ดูทาง” 

ผมตวัดตามองไอ้คนพูดที่เดินชนผม สิ่งแรกที่เห็นคือความหมั่นไส้ คือมึงหล่อไปเปล่าวะ สำรวจด้วยสายตาคร่าวๆในไม่กี่วินาที 

“มึงนั่นแหละเดินชนกู” ผมนั่งอยู่ตรงนี้ ลุกขึ้นยืนยังไม่ทันจะก้าวขาตัวผมก็เซเพราะแรงชน อย่างนี้ไม่ใช่มันผิดจะให้เป็นผมหรือไง ตลกเหอะ 

“คราวหลังมึงก็มองทางบ้าง นั่งแม่งซะขวางทางเดิน” 

ปึก 

มันเดินชนไหล่ผมอีกรอบเข้าห้องน้ำ แม่งเอ้ย กวนประสาทฉิบหายคนเหี้ยอะไร ผมเดินหัวเสียกลับไปที่โต๊ะ คนยิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่ยังจะเจอคนกวนตีนอีก 

“อ้าว เป็นไรมึงหน้าบึ้งตึง” ไอ้หวายทักผม 

“กูกลับแล้วนะ หวัดดีครับ” ผมยกมือไหว้เฮียๆ 

“เฮ้ยมึง จะรีบไปไหนวะ” ไอ้หวายคว้าแขนผมเอาไว้ได้ 

“กูจะไปหาพลอย” ผมบอกตรงๆ ไม่มีอะไรจะต้องปิดบัง มันจะไม่พอใจก็เป็นไป ผมแคร์เพื่อนแต่เรื่องนี้ไม่ค่อยสนวะ 

“อีกแล้วไอ้เหี้ย! ยอมเขาอยู่ได้ เขาถึงได้เห็นมึงเป็นของตายไง” แม่งบ่นอีกละ รำคาญ 

“เออๆ กูไปละ” ผมจับมือไอ้หวายออกจากแขน เดินออกจากร้านโบกรถไปหาพลอยทันที ยังไงคืนนี้ก็ต้องได้เจอเพราะผมคิดถึง 

“เฮียปราบ ไปไหนมาเนี่ย ผมมานั่งจนเพื่อนผมกลับไปแล้วเนี่ย” 

“อะไรของมึงไอ้หวาย กูไปคุยโทรศัพท์แล้วก็ไปเข้าห้องน้ำมา มึงมีอะไร” 

“ไม่มีไรเฮีย มาชนๆ” 

ปราบนั่งลงตรงที่นั่งที่เคยมีเจ้าของแต่บัดนี้เจ้าของเดินลิ่วๆออกไปจากร้าน ทิ้งให้คนที่นั่งแทนที่มองตามด้วยสายตาที่ยากจะอ่าน แต่ก็แฝงไปด้วย 

***‘ความถูกใจ’*** 

ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น