ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและเป็นกำลังใจให้เรานะคะ รักมาก ๆ ค่ะ <3

บทที่ 4 ข้าอยากขี่ม้า

ชื่อตอน : บทที่ 4 ข้าอยากขี่ม้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.พ. 2562 16:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 ข้าอยากขี่ม้า
แบบอักษร

บทที่ 4

ข้าอยากขี่ม้า

ห้าวันถัดมา หรงเมิ่งอิงตรวจสัมภาระของตนเป็นครั้งสุดท้าย ในห้องนอกจากจะมีนางกับซูฮุ่ยจูแล้วยังมีสุ่ยกุ้ยเหลียนและสาวงามอีกสองสามนางที่อาสามาช่วยเหลือ

ย้อนไปในคืนแรกที่เจอกับประมุขพรรคหมอกอัสดง หลังจากตกลงกับนางเสร็จสรรพคืนวันต่อมาเขาก็ส่งคนมาประมูลคืนแรกของนางโดยไม่โผล่หน้ามาให้เห็นอีก คนของเขาขนหีบกันมาหลายใบใหญ่จนสาวงามในหอกล้วยไม้สวรรค์ล้วนแตกตื่นฮือฮา แม่เล้าจี้ดีใจเหมือนเล่าปี่ได้เจอขงเบ้ง [1] พวกสาวงามซุบซิบกันว่ารอยยิ้มของนางฉีกไปถึงใบหูเลยทีเดียว

“เสี่ยวอิงช่างโชคดี” สาวงามนางหนึ่งทอดถอน “ประมุขเว่ยรูปงามถึงเพียงนั้น เงินทองก็ไม่น้อยหน้าผู้ใด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความเลื่อมใสของคนในยุทธภพ ฟังว่าขนาดขุนนางท้องที่บางคนยังต้องให้ความเกรงใจอยู่หลายส่วน”

“น้องสาวของพวกเราจะได้แต่งเป็นถึงฮูหยินเอก วาสนานี้พันปียังยากจะได้พบจริง ๆ [2]” สาวงามอีกนางรำพึง

“พวกเจ้าอย่ามัวอิจฉาเสี่ยวอิงอยู่เลย” สุ่ยกุ้ยเหลียนทำเสียงดุ “สมควรอวยพรนางจึงจะถูก”

พวกสาวงามล้วนอือออรับคำ นอกจากอวยพรแล้วยังไม่วายกำชับอยู่อีกหลายเรื่องจนหรงเมิ่งอิงได้แต่ยิ้มรับอย่างตื้นตัน ขอบตาร้อนผ่าวเล็กน้อย เนื่องด้วยแม้ไม่เต็มใจมาอยู่ในหอคณิกา แต่ถึงอย่างไรสามเดือนที่ผ่านมาพวกพี่สาวก็มีน้ำใจต่อนางจนอดใจหายไม่ได้

หรงเมิ่งอิงเดินออกจากห้องมาถึงหน้าประตู นางชะงักฝีเท้า แม่เล้าจี้ยืนโบกพัดรออยู่

“ลูกสาวคนเล็กของข้า” แม่เล้าจี้ตีสีหน้าเศร้าสร้อย “วันนี้มีวาสนาได้เดินทางออกจากหอกล้วยไม้สวรรค์เรา ต่อไปภายหน้าห้ามลืมข้าเด็ดขาดนะ!”

หรงเมิ่งอิงทำหน้าเศร้า ทั้งที่ยังขุ่นเคืองไม่หาย แม่เล้าจี้ตอนแรกยืนยันเสียดิบดีว่าจะไม่ขายนางเด็ดขาด แต่ครั้นเจอเงินมากเข้าหน่อยก็ตาลุกวาวและยังหยิกอย่างแรงจนเจ็บแทบถึงกระดูก

“ทราบแล้ว ท่านแม่” หรงเมิ่งอิงแสร้งเช็ดน้ำตาเล็กน้อย ความโกรธเคืองก็ส่วนความโกรธเคือง การผูกมิตรกับผู้อื่นก็ส่วนการผูกมิตร มีมิตรย่อมดีกว่ามีศัตรู “ที่ผ่านมาหอกล้วยไม้สวรรค์มีบุญคุณต่อข้าไม่น้อย”

“เด็กดี” แม่เล้าจี้ยิ้มพลางเช็ดน้ำตา นางกอดหรงเมิ่งอิงหลวม ๆ ครั้งหนึ่งก่อนจากไป

“เสี่ยวอิง” สุ่ยกุ้ยเหลียนถอนใจ สีหน้าเศร้าสร้อยโดยไม่ต้องเล่นงิ้ว “เจ้าเป็นเด็กใสซื่อ จิตใจอ่อนโยนน่ารักจนข้านึกเป็นห่วง วันหน้าหากผู้อื่นทำไม่ดีกับเจ้า เจ้าต้องหัดสู้รบปรบมือบ้าง เข้าใจหรือไม่”

“พี่สุ่ย” หรงเมิ่งอิงน้ำตาคลอ โผเข้ากอดสุ่ยกุ้ยเหลียนเอาไว้ “อยู่ที่นี่ท่านก็ต้องดูแลตัวเองดี ๆ”

สุ่ยกุ้ยเหลียนหัวเราะ ดันหรงเมิ่งอิงออกพลางยื่นนิ้วไปจิ้มจมูกเล็ก ๆ

“ข้าดูแลตัวเองได้มากกว่าเจ้าก็แล้วกัน” นางชะเง้อคอมองออกไปด้านนอก “รถม้าของประมุขเว่ยคงมาจอดรออยู่แล้ว เจ้ารีบไปเถอะ”

“พี่สุ่ย หากมีวาสนาเราคงได้พบกันอีก...” หรงเมิ่งอิงพูดเสียงแผ่ว

“เสี่ยวอิง” สุ่ยกุ้ยเหลียนกล่าวยิ้ม ๆ “หากมีวาสนาแม้ห่างไกลถึงพันลี้ก็ย่อมต้องได้พบกัน”

“เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน” หรงเมิ่งอิงผละออก พูดคุยกับสุ่ยกุ้ยเหลียนอีกสองสามคำก็ตัดใจเดินออกจากห้องโถงใหญ่ ครั้นนางหันกลับไปก็พบว่าสุ่ยกุ้ยเหลียนยังยืนมองอยู่ อีกฝ่ายโบกผ้าเช็ดหน้าและยิ้มให้เป็นเชิงอำลา หรงเมิ่งอิงจึงยิ้มตอบ พยักหน้ากับซูฮุ่ยจูแล้วเดินออกจากหอกล้วยไม้สวรรค์

สุ่ยกุ้ยเหลียนนิ่งมองอยู่นาน รอยยิ้มค่อย ๆ เลือนหาย


ข้างหอกล้วยไม้สวรรค์มีตรอกเล็กซ่อนอยู่ รถม้าคันหนึ่งจอดอยู่เงียบ ๆ แทบไม่มีผู้คนผ่านไปมา เว่ยเจียเล่อกับองครักษ์ทั้งสามคนอยู่บนหลังม้าเรียบร้อยแล้ว หรงเมิ่งอิงกวาดตามอง จำได้ว่าองครักษ์สองคนแรกนางเคยเจอในหอกล้วยไม้สวรรค์แล้ว ส่วนอีกคนหนึ่งไม่คุ้นตา บางทีคงจะเป็นองครักษ์ของนางกระมัง

“จะยืนอยู่อีกนานหรือไม่” เว่ยเจียเล่อทักขึ้นคำแรก สีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์ “รีบขึ้นรถม้าได้แล้ว ข้ายังมีธุระอื่นต้องทำอีก”

หรงเมิ่งอิงมองเว่ยเจียเล่อครั้งหนึ่ง มองรถม้าครั้งหนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม

“ข้าไม่อยากขึ้นรถม้า”

“อะไรของเจ้าอีก!” เว่ยเจียเล่อขมวดคิ้วทันที มองนางราวกับเป็นตัวปัญหา

“ข้าอยากขี่ม้า” นางตอบฉะฉาน

“เจ้าขี่ม้าเป็น?”

“ไม่เป็นเจ้าค่ะ”

“แล้วเจ้าจะขี่ม้าได้อย่างไรเล่า” เว่ยเจียเล่อทำเสียงหงุดหงิดในลำคอ “ว่าที่ฮูหยินอย่าดื้อดึง ยามนี้ข้าเสียเวลากับเจ้ามากพอแล้ว”

หรงเมิ่งอิงมองเขาด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย ริมฝีปากแย้มรอยยิ้มสดใส

“ข้าอยากขี่ท่านประมุข!” ครั้นแล้วนางก็เพิ่งรู้ตัว รีบเอ่ยแก้ “ไม่ใช่ ๆ ข้าหมายถึงว่า ข้าอยากขี่ม้าที่ท่านประมุขขี่อยู่”

“ม้านี้ข้าขี่อยู่แล้วเจ้าจะมาขี่ได้อย่างไร!” เว่ยเจียเล่อตะคอกอย่างเหลืออด

“ขี่กับท่านประมุขอย่างไรเล่าเจ้าคะ” นางทำหน้าเอียงอาย “อีกไม่ช้าเราสองคนคงแต่งงานกัน เช่นนั้นเราควรสนิทสนมกันไว้”

พวกองครักษ์ของเว่ยเจียเล่อล้วนมองตากันทันที มุมปากปรากฏรอยยิ้มตื่นเต้น ซูฮุ่ยจูก็มองนายหญิงด้วยความเลื่อมใส…เรียนรู้วิชาอยู่ในหอโคมเขียวเพียงสองสามเดือนเท่านั้นก็ทำได้ถึงเพียงนี้แล้ว!

“ไม่!” เว่ยเจียเล่อพูดขึ้นหลังเงียบไปนาน “รีบไปขึ้นรถม้าเสียที”

“ไม่เจ้าค่ะ ข้าจะขี่ม้ากับท่านประมุขเท่านั้น”

“ว่าที่ฮูหยิน!” เว่ยเจียเล่อถอนหายใจเสียงดัง “เจ้าจะขึ้นรถม้าด้วยตัวเองหรือจะให้ข้าจับโยนเข้าไป รีบเลือกมา!”

“หากท่านประมุขโยนข้าเข้ารถม้า ข้าจะกรีดร้อง ข้าจะร้องเสียงดังจนทั้งเมืองหลวงรู้ว่าประมุขพรรคหมอกอัสดงทารุณสตรี” หรงเมิ่งอิงบีบน้ำตา “ไม่เชื่อท่านประมุขก็ลองทำดู จะได้รู้ว่าสิ่งใดน่าดูชมกว่ากัน”

เว่ยเจียเล่อคำรามออกมา โกรธจนดวงตาคล้ายจะมีไฟสุมอยู่ เขากระโดดลงจากม้า เดินตรงเข้ามาหานาง หรงเมิ่งอิ่งรีบถอยกรูด

“ท่านประมุขจะทำสิ่งใด!”

เว่ยเจียเล่อไม่ตอบ ยื่นมือมารวบนางเข้าสู่อ้อมแขน พริบตาเดียวก็อุ้มนางไว้แล้วกระโจนกลับขึ้นไปนั่งบนหลังม้าตามเดิม หรงเมิ่งอิงถูกจับให้นั่งอยู่ข้างหน้าเขา นางเพิ่งได้สติ เหลียวมองใบหน้าคมเข้มอย่างงงงัน

เหตุใดจึงรวดเร็วถึงเพียงนี้!

“ว่าที่ฮูหยินพอใจแล้วหรือยัง” เสียงของเขาดังอยู่ข้างหู ทั้งดุทั้งไม่พอใจ “หากยังเรื่องมากอีกข้าจะจับเจ้าไปห้อยอยู่ที่ก้นม้า ถึงยามนั้นก็ลองดูเถิดว่าระหว่างเสียงกรีดร้องของเจ้ากับก้นม้า สิ่งใดจะน่าดูชมกว่ากัน!”

หรงเมิ่งอิงเถียงไม่ออก นางได้แต่ทำปากคว่ำจนแก้มพอง สุดท้ายแล้วขบวนเดินทางก็เริ่มขึ้น หรงเมิ่งอิงนั่งอยู่ด้านหน้า เว่ยเจียเล่อซ้อนอยู่ด้านหลัง ซูฮุ่ยจูนั่งอยู่ในรถม้าที่วิ่งตามไปช้า ๆ ออกจากเมืองหลวง องครักษ์สามคนขี่ม้าตามประกบ ผู้คนผ่านไปมาบางตา บรรยากาศยามเช้าตรู่ค่อนข้างเงียบสงบ

เดินทางไปได้ครู่หนึ่งหรงเมิ่งอิงก็เริ่มขยับกายเพื่อให้ตนเองสบายขึ้น

“เจ้าอยู่นิ่ง ๆ” เว่ยเจียเล่อดุทันที “ปิ่นปักผมเจ้าจะเสียบคอข้าอยู่แล้ว”

“ท่านประมุขก็พูดเกินไป ปิ่นปักผมข้าจะไปเสียบคอท่านได้อย่างไร” หรงเมิ่งอิงแกล้งสะบัดศีรษะ ปลายปิ่นเฉี่ยวต้นคอเขาไปจนต้องรีบเอนหนี

“ว่าที่ฮูหยินเลิกขยับเสียที!”

“ก็ข้านั่งไม่ถนัดนี่เจ้าคะ” นางบ่นอุบอิบ “ไม่นึกว่าการขี่ม้าจะลำบากถึงเพียงนี้”

“รู้ว่าลำบากแล้วก็ควรลงไปนั่งในรถม้าดี ๆ” เขาได้ทีไล่นาง หรงเมิ่งอิงสั่นศีรษะน้อย ๆ พลางหัวเราะ

“หากไปนั่งในรถม้าแล้วข้าจะสนิทสนมกับท่านประมุขได้อย่างไร”

“ข้าไม่ได้อยากสนิทสนมกับเจ้า” เว่ยเจียเล่อทำเสียงเหยียดหยาม “เป็นเพียงของเล่นเท่านั้น”

“ข้าจะเป็นภรรยาท่าน ไม่ใช่ของเล่น”

“ว่าที่ฮูหยินชอบเถียง!”

“ข้าเพียงพูดความจริง ท่านประมุขชอบคิดอะไรประหลาด!”

“ว่าที่ฮูหยิน!” เว่ยเจียเล่อเรียกเสียงดังจนหรงเมิ่งอิงต้องยกมือขึ้นปิดหู ทำหน้าเบ้...บุรุษผู้นี้ชอบส่งเสียงดังจริง ๆ

นางเลิกต่อปากต่อคำ ขยับกายหาที่นั่งใหม่อีกหน กระทั่งนึกอะไรได้ก็เอนหลังแนบกับอกเขา พบว่าทั้งกว้างและอุ่นไม่น้อย

“ท่านประมุข...” หรงเมิ่งอิงไถศีรษะไปมาอย่างสบายอารมณ์ กิริยาไม่ต่างอะไรกับแมวน้อยตัวหนึ่ง “ข้าเจอที่นั่งสบาย ๆ แล้ว”

เว่ยเจียเล่อขมวดคิ้ว ศีรษะเล็ก ๆ และเส้นผมนุ่มนิ่มของนางทำให้เขารู้สึกถูกรบกวนจนเสียสมาธิอยู่บ้าง ยิ่งนางขยับเข้าใกล้ชิดและเบียดแนบกายเขาคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ตั้งใจ เว่ยเจียเล่อก็ยิ่งรู้สึกคล้ายหัวใจถูกขนนกปัดผ่านจนคันยุบยิบ

“เจ้าสบาย แต่ข้าไม่สบาย” เขาพูดเสียงลอดไรฟัน “ถอยออกไปห่าง ๆ ข้า”

หรงเมิ่งอิงไม่ได้ตอบ เว่ยเจียเล่อจึงประหลาดใจเล็กน้อย ลองตั้งใจฟังก็ได้ยินเสียงลมหายใจที่พยายามผ่อนระบายอย่างสม่ำเสมอ มุมปากเขาบิดเป็นรอยยิ้มชนิดหนึ่ง

“ว่าที่ฮูหยินหลับเสียแล้ว” เขาพึมพำคล้ายพูดกับตนเอง ดวงตาหรี่ลง “เช่นนั้นก็โยนลงจากหลังม้าได้แล้วกระมัง”

จบคำท่อนแขนของเว่ยเจียเล่อก็ฉกรัดรอบเอวคอดกิ่ว เขากระตุกเล็กน้อยดุจจะกระชากให้นางร่วงจากหลังม้า หรงเมิ่งอิงสะดุ้งลืมตาตื่น ผวาเข้ากอดคอเขาไว้ทันที ทั้งยังขดตัวแนบหน้าลงกับอกเขา ลอบแสยะยิ้ม

“อ๊ะ! ท่านประมุข” นางพูดเสียงเครือ ตัวสั่นเล็กน้อย ไถใบหน้ากับหน้าอกแกร่งอีกสองสามที “ข้ากลัวตกเหลือเกิน”

จบคำนางก็ขยับเอวอ่อนราวกับไร้กระดูกเลื้อยไล้ จงใจบดเบียดก้นและสะโพกแนบเข้ากับกายเขา คราวนี้เว่ยเจียเล่อลมหายใจสะดุดเฮือก ความร้อนตรงช่องท้องแล่นปราดรวดเร็วจนเป็นฝ่ายตัวแข็งไปเสียเอง

“ว่าที่ฮูหยิน” เขาพูดช้า ๆ เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน “หยุด...ขยับ”

“ทำไมหรือ ท่านประมุข” หรงเมิ่งอิงช้อนตามอง

“อยู่นิ่ง ๆ”

“ข้ายังนั่งไม่สบาย” นางว่าพลางขยับก้นขึ้นเล็กน้อยแล้วกดต่ำลง บิดซ้ายบิดขวาด้วยน้ำหนักไม่มากไม่น้อยเกินพอดี เว่ยเจียเล่อสูดลมหายใจ รีบยกสองมือขึ้นยึดไหล่นางไว้ คำรามเสียงต่ำ

“หากเจ้าขยับอีกข้าจะโยนลงจากหลังม้าจริง ๆ แล้ว!”

“แต่ท่านประมุข...” หรงเมิ่งอิงทำหน้าเศร้าสร้อย บางสิ่งที่กำลังโดนก้นนางอยู่ทำให้ต้องบ่นออกมา “ไม่รู้อะไรแข็ง ๆ มันโดนก้นข้า ข้านั่งไม่สบายเลย”

“ว่าที่ฮูหยิน!” เว่ยเจียเล่อสบถดังลั่น เขากระโดดลงจากหลังม้าไปยืนอยู่บนพื้น สีหน้าทะมึนมืด หรงเมิ่งอิงกลับสังเกตเห็นใบหูที่ค่อย ๆ ไล่สีแดงขึ้นทีละน้อย นางเอียงคอมองกระบี่ที่สะพายอยู่บนหลังเขา เลิกคิ้วข้องใจ

“ที่แท้ท่านประมุขก็สะพายกระบี่ไว้หรอกหรือ” นางแตะคางครุ่นคิด “แล้วสิ่งใดกันโดนก้นข้า นึกไม่ออกจริง ๆ”

“เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว” เว่ยเจียเล่อพยายามสูดลมหายใจเข้าออกเพื่อระงับโทสะและความร้อนภายในกาย ไม่นึกว่าเพียงนางขยับก้นคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ตั้งใจเข้าเช่นนั้นก็โดนจุดสำคัญเขาเข้าเสียแล้ว

“ท่านประมุข” หรงเมิ่งอิงเรียกอีก จ้องหว่างขาเขาเขม็ง เบิกตาโต ๆ อย่างสนใจ “ที่แท้ก็พกมีดสั้นอีกเล่มไว้ตรงนั้นเองหรือ มิน่าเล่าจึงได้มาดันโดนก้นข้า”

“มีดสั้นรึ!?” เขาถามเสียงก้อง ใบหน้ามืดครึ้ม “นั่นไม่ใช่มีดสั้น!”

หรงเมิ่งอิงยังทำหน้าไม่เชื่อถือ

“หากไม่สั้นก็ลองให้ข้าจับดูหน่อยดีหรือไม่ จะได้รู้ว่าเป็นอย่างไรกันแน่”

“ว่าที่ฮูหยิน!” คล้ายโทสะที่เพียรระงับไว้ระเบิดออกมาในครั้งเดียว เว่ยเจียเล่อหน้าแดงก่ำ ตะโกนเสียงดังลั่นราวพยัคฆ์คำราม “หุบปากเสียที!”


___________

[1] เล่าปี่เจอขงเบ้ง หมายถึง มีชีวิตชีวา กระดี๊กระด๊าเหมือนปลาได้น้ำ

[2] พันปีก็ยากจะได้พบ หมายถึง โอกาสที่หาได้ยากและมีค่ามาก

ความคิดเห็น