email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2: The Capital City

ชื่อตอน : ตอนที่ 2: The Capital City

คำค้น : ตำรวจ สงคราม

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 160

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มิ.ย. 2561 22:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2: The Capital City
แบบอักษร

Blood Metal: สงครามสองดินแดน

Home and Destiny

Chapter: II

...The Capital City...

--------------------------------------------------------

ณ สถานีรถไฟ เมืองออกัสทัสเบิร์ก เยอรมัน มหาอำนาจสหพันธรัฐ

“ผมตัดสินใจแล้วนะครับแม่ ยาย…” อเล็กซ์กล่าวลาครอบครัวของเขาเนื่องจากเขาต้องไปเป็นตำรวจสหพันธรัฐที่เมืองหลวง วันนี้เป็นวันที่อากาศสดใสกว่าปกติ อเล็กซ์กอดคุณแม่และคุณยายของเขาเพื่อเป็นการกล่าวลา ในขณะที่กำลังกอดกันอยู่นั้นรถไฟก็ได้จอดเทียบชานชาลา ทำให้อเล็กซ์ต้องถอยออกมาเล็กน้อยและกล่าวอีกครั้งว่า “ถ้าอย่างนั้น ผมไปก่อนนะ ไว้จะกลับมาเยี่ยมบ้านนะครับ…” ครอบครัวของเขาได้แต่ยืนมองร่างของเด็กหนุ่มที่ดูยังไงก็ยังคงเป็นเด็กตัวน้อยๆในสายตาของพวกเขาเดินขึ้นรถไฟออกเดินทางห่างจากบ้านเกิดเมืองนอนอันเป็นที่รักไป…

“ขอให้ทุกๆท่านกรุณาถอยออกห่างจากชานชาลาเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุด้วยนะครับ...ขอย้ำอีกครั้ง---” เสียงของเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟตะโกนขึ้น และเมื่อสิ้นสุดเสียงของเขารถไฟก็ออกเดินทาง สายตาของอเล็กซ์ที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างได้แต่จับจ้องไปที่คุณแม่และคุณยายของเขาอย่างไม่คลาดสายตาแม้แต่น้อย เมื่อรถไฟออกจากชานชาลาแล้ว อเล็กซ์จึงโผล่ครึ่งบนของเขาออกมาจากทางหน้าต่างและโบกมือพร้อมตะโกนออกไปว่า “ผมไปแล้วนะครับ!! รักแม่กับยายนะครับ!!” คุณแม่และคุณยายก็โบกมือกลับ ทันใดนั้นเองก็มีเจ้าหน้าที่รถไฟฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงตกใจว่า “อ่ะๆ คุณผู้โดยสารครับ ทำอย่างนั้นไม่ได้นะครับ มันอันตรายมากๆเลยนะครับคุณ!” อเล็กซ์ยิ้มแหะๆพร้อมกับพูดว่า “ขอโทษด้วยครับ...”

7 ช.ม. ผ่านไป

ณ เมืองหลวงเบอร์ลิน เยอรมัน มหาอำนาจสหพันธรัฐ

รถไฟได้จอดเทียบชานชาลา ณ เมืองหลวงแห่งเยอรมัน เด็กหนุ่มผู้ไม่เคยเข้าเมืองใหญ่เมื่อถึงเมืองหลวงก็ได้แต่ตกใจและตื่นเต้นมาก ทันทีที่อเล็กซ์ลงจากรถไฟ เขาก็ตะโดนขึ้นมาว่า “ว้าว!! นี้น่ะหรอเมื่อหลวง! สุดยอดไปเลย!!” ทำเอาคนในสถานีต่างพากันมองเป็นสายตาเดียวกันไปที่เขา และอเล็กซ์ก็คิดขึ้นมาได้ว่า “อ่ะ! ไม่ใช่เวลามาตื่นเต้นนี้เนอะ เราต้องไปรายงานตัวก่อน...ว่าแต่ กรมตำรวจแห่งสหพันธรัฐนี้มันอยู่ตรงไหนกันล่ะเนี้ย?” ในขณะที่อเล็กซ์กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นก็ได้มีชายแก่คนนึงเดินมาชนเข้าเต็มๆ “เอ๊ะ!! เป็นอะไรรึเปล่าครับคุณลุง?” อเล็กซ์ถามด้วยความเป็นห่วง คุณลุงก็ตอบกับอเล็กซ์ว่า “ลูงไม่เป็นอะไรหรอกจ๊ะ ว่าแต่เอ็งไม่เคยเข้าเมืองใหญ่สินะ” เมื่ออเล็กซ์ได้ยินดังนั้นจึงยิ้มและตาเปร่งประกายขึ้นมาทั้นที “ใช่ครับๆ ผมกำลังหลงทางเลยครับ” อเล็กซ์พูดไปพรางพยุงคุณลุงที่ล้มลงขึ้น จากนั้นคุณลุงจึงถามอเล็กซ์ไปว่า “เอ็งจะไปที่ไหนล่ะ?” อเล็กซ์จึงตอบกลับไปว่า “ผมกำลังจะไปรายงานตัวเพื่อบรรจุเข้าเป็นตำรวจแห่งสหพันธรัฐน่ะครับ” คุณลุงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีและบอกอเล็กซ์ว่า “คนหนุ่มๆสมัยนี้รักชาติดีนะ...ยังไม่ทันแก่เลยก็รีบไปตายกันเสียแล้ว” อเล็กซ์ได้ยินดังนั้นจึงเกิดความสงสัยและถามลุงไป “หมายความว่ายังไงหรอครับ?” คุณลุงตอบด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีเล็กน้อยว่า “ไม่มีอะไรๆ แล้วก็กรมตำรวจสหพันธรัฐน่ะเดินออกไปจากสถานีนี้แล้วเลี้ยวซ้ายตรงไปเรื่อยๆจะเจอป้ายบอกทางให้ไปทางขวามือนะ ตรงไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็ถึงแล้วล่ะ” อเล็กซ์ยิ้มและตาเปร่งประกายขึ้นมาอีกครั้งและกล่าวขอบคุณคุณลุงไป จากนั้นเขาทั้งสองจึงแยกทางกัน

ณ กรมตำรวจสหพันธรัฐ เยอรมัน

อเล็กซ์เปิดประตูกรมตำรวจเข้าไปข้างในและสิ่งที่เขาเห็นคือตำรวจใหม่ที่มารายงานตัวกับเขานั้นมีเยอะมากถึงขั้นต้องต่อแถวยาวออกไปข้างนอกกรมเลยทีเดียว จากนั้นก็มีนายตำรวจเดินเข้ามาแล้วถามเขาว่า “นี้นายมารายงานตัวตำรวจใหม่สินะ…” อเล็กซ์จึงหันไปหาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “เอ่อ...ใช่ครับ” นายตำรวจคนนั้นยิ้มและพูดขึ้นว่า “อ่าว! เธอมันเด็กเมื่อวันก่อนที่ออกัสทัสเบิร์กนี้น่า!” อเล็กซ์ยิ้มและพูดว่า “อ่าว คุณตำรวจใจดีที่บอกทางผมในลานสมัครตำรวจนี้น่า” นายตำรวจจึงกล่าวว่า “อะไรกัน เรียกแบบนั้นมันทำให้ฉันดูแย่นะ ฉันชื่อ รูเพิร์ต แฮงค์...เรียกว่า ร้อยโทแฮงค์ก็ได้นะ” อเล็กซ์แววตาเปร่งประกายอีกครั้งและพูดขึ้นว่า “ครับ! ร้อยโทแฮงค์” แฮงค์จึงพูดขึ้นว่า “อ่าว แล้วนี้ไม่รีบไปรายงานตัวหรอ? แถวยาวขึ้นอีกแล้วนะน่ะ....” อเล็กซ์เห็นดังนั้นจึงเกิดอาการลุกลี้ลุกลนขึ้นและพูดขึ้นว่า “ยะ...แย่แล้ว! แถวยาวขึ้นอีกแล้วอ่า!!” แฮงค์จึงพูดกับอเล็กซ์ว่า “อ่ะ เดี๋ยวสิ นายชื่ออะไรยังไม่ได้บอกกันเลยนะ” แต่ดูเหมือนว่าอเล็กซ์จะไม่ได้ยินสิ่งที่แฮงค์ถาม แฮงค์จึงพูดขึ้นว่า “เฮ้อ...ปร่อยให้เราแนะนำตัวเองคนเดียว เสียมารยาทจริงๆเลย”

3 ช.ม. ผ่านไป

“ในที่สุดก็รายงานตัวเสร็จซักที! ยืนจนขาแทบหักอยู่แล้ว โอ๊ะ! แต่ดูทีท่าแล้วแถวก็ยังไม่ลดลงเลยนะนั้น สงสัยคงต้องหลายวันแน่เลยมั้งเนี้ยกว่าคนจะเดินทางมารายงานตัวกันครบเนี้ยนะ…” อเล็กซ์บ่นพรึมพรำกับตัวเองและทันใดนั้นท้องเขาก็ร้องขึ้น “โอ๊ะ! หิวแล้วสิ ไปหาอะไรกินดีกว่าเรา…”

ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เมืองหลวงเบอร์ลิน มหาอำนาจสหพันธรัฐ

“ลุงครับ...ขอขนมปังอบเนยกับเนื้อวัวหน่อยครับ”

15 นาทีผ่านไป

“ลุงครับ คิดเงินด้วยครับ” อเล็กซ์เรียกเจ้าของร้านเพื่อคิดเงิน “ทั้งหมด 4.99 ยูโรครับ” อเล็กซ์คิดในใจ “โห! แพงนะเนี้ย!!” อเล็กซ์ล้วงกระเป๋าไปล้วงกระเป๋ามาสองสามรอบและในที่สุดเขาก็ค้นพบว่า...เงินหาย...

อเล็กซ์หน้าซีดเหมือนคนเป็นยิ่งกว่าโรคโลหิตจาง และลุงก็ถามขึ้นว่า “นี้ไอ้หนู...จ่ายเร็วๆหน่อยสิ ลูกค้าท่านอื่นรออยู่นะรู้ไหม?” อเล็กซ์เหงือแตกและตอบลุงเจ้าของล้านไปว่า “เอ่อคือ…” ลุงเจ้าของร้านเริ่มขมวดคิ้วเข้าหากัน “คืออะไร?” อเล็กซ์ “คือว่า…” ลุงเจ้าของร้าน “เงินหายล่ะสิ…” อเล็กซ์ทำหน้า งงๆ แล้วถามกลับว่า “เอ๊ะ! ลุงรู้ได้ยังไงน่ะครับ…” ลุงเจ้าของร้านจึงตอบว่า “เห้อ...คนต่างจังหวัดเข้าเมืองใหญ่ครั้งแรกก็เป็นอย่างงี้ซะส่วนใหญ่ล่ะนะ” อเล็กซ์จึงส่งสายตาอ้อนวอนและถามลุงว่า “งั้นแปลว่าลุงก็ให้อภัยผมสินะ…” คุณลุงเจ้าของร้านขวมดคิ้วอย่างสุดกำลังและตะโกนว่า “ไปล้างจานนนนนน!!”

ณ หลังร้านอาหาร เมืองหลวงเบอร์ลิน มหาอำนาจสหพันธรัฐ

“สุดท้ายก็ต้องมาล้างจานทั้งหมดของร้านหรอเนี้ย...แย่ชะมัด” อเล็กซ์นั่งบ่นพรึมพรำ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า…” ทันใดนั้นก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้น อเล็กซ์สงสัยจึงหันไปมอง สิ่งที่อเล็กซ์เห็นคือลูกจ้างที่นั่งล้างจานอยู่อีกฝั่ง และชายคนนั้นก็พูดขึ้นว่า “ทั้งหมดของร้านหรอ? ล้างแค่นั้นบอกทั้งหมดของร้านได้ยังไงกัน” อเล็กซ์คิ้วเริ่มขมวด “แล้วนายล้างเยอะแค่ไหนกันล่ะ!...” จากนั้นก็มีชายตัวสูงคนหนึ่งเดินผ่านหลังเขาไปในขณะที่อเล็กซ์และลูกจ้างอีกคนกำลังเถียงกันอยู่ และชายคนนั้นกูพูดกระซิบกับตัวเองว่า “ผมบลอน ตาสีเขียวงั้นหรอ...เหมือนกันจริงๆเลยนะ”

To be continue...

ความคิดเห็น