ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและเป็นกำลังใจให้เรานะคะ รักมาก ๆ ค่ะ <3

บทที่ 3 ถอดเสื้อผ้า

ชื่อตอน : บทที่ 3 ถอดเสื้อผ้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.พ. 2562 15:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 ถอดเสื้อผ้า
แบบอักษร

บทที่ 3

ถอดเสื้อผ้า

หลังจากที่เว่ยเจียเล่อกล่าวจบแล้วก็ยังไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดอีก หรงเมิ่งอิงยังคงนิ่งค้าง ส่วนสุ่ยกุ้ยเหลียนที่เฝ้าหาทางช่วยเหลือมาตลอดก็ยืนเงียบ หยางอู่กลับส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาคำหนึ่ง

“วันนี้ข้าเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระมากจริง ๆ” หยางอู่ตวัดมองเว่ยเจียเล่ออย่างเจ็บแค้น ก่อนย่ำเท้าตึงตังออกจากห้องรับรอง “ประมุขพรรคหมอกอัสดงเป็นพวกแล้งน้ำใจ วันหลังข้าจะจำไว้!”

พวกลูกน้องของหยางอู่รีบกรูตามเจ้านายกันออกไป ในห้องจึงเหลือเพียงเหล่าสตรีจากหอกล้วยไม้สวรรค์นับสิบกับเว่ยเจียเล่อและองครักษ์อีกสองคนเท่านั้น

เว่ยเจียเล่อหาได้สนใจหยางอู่อีกตามเคย เขาเลิกคิ้วขึ้น

“แม่นางจี้ ตกลงว่าค่าตัวนางเท่าไรกันแน่”

“ประมุขเว่ย นางยังเป็นเพียงคณิกาฝึกหัด” แม่เล้าจี้คลี่ยิ้มหวาน ดีดลูกคิดรางแก้วในใจรวดเร็ว “นางคงยังปรนนิบัติประมุขเว่ยในคืนนี้ไม่ได้ ไว้คราวหน้าเถอะเจ้าค่ะ”

เว่ยเจียเล่อเกือบยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว เหตุใดจึงต้องเรื่องเยอะวุ่นวายถึงเพียงนี้ เขาทั้งหงุดหงิดทั้งกระดากใจเต็มทีแล้ว

“เช่นนั้นคืนนี้ข้าขอสนทนากับนางเพียงอย่างเดียวก่อน แม่เล้าจี้จะคิดราคาเท่าไรก็คิดมาเถอะ”

“ไม่ได้จริง ๆ เจ้าค่ะ”

เว่ยเจียเล่อพยักหน้าให้องครักษ์ของตน อีกฝ่ายรีบยื่นตั๋วเงินให้แม่เล้าจี้ แม่เล้าจี้นับพลางทำตาลุกวาว

“ประมุขเว่ยคงเคยมาหอกล้วยไม้สวรรค์ครั้งแรก” นางยิ้มจนแก้มแทบปริ ยื่นมือไปแตะหลังหรงเมิ่งอิง ออกแรงดันให้ก้าวไปด้านหน้า “ข้าขอต้อนรับประมุขเว่ยด้วยลูกสาวคนเล็กของข้าคนนี้ก็แล้วกัน หวังว่าประมุขเว่ยคงพอใจ”

หรงเมิ่งอิงอ้าปากค้างจนคางแทบหล่นไปกระแทกหน้าอก

เหตุใดแม่เล้าจี้จึงกลับคำได้ง่ายดายถึงเพียงนี้เล่า!

“ท่านแม่” หรงเมิ่งอิงส่งเสียงประท้วง “ข้าไม่...”

แม่เล้าจี้เอื้อมคว้ามือของหรงเมิ่งอิงไว้แล้วจิกปลายเล็บลงบนหลังมือ หรงเมิ่งอิงเม้มริมฝีปากขณะที่แม่เล้าจี้พูดด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน

“เสี่ยวอิงอย่ามัวเขินอาย” ปลายเล็บที่จิกอยู่กดบิดเน้นอย่างแรงคล้ายต้องการย้ำให้เชื่อฟัง “เพียงจิบชาสนทนากันเท่านั้น ประมุขเว่ยพึงใจเจ้าแล้ว เจ้าก็ปรนนิบัติประมุขเว่ยให้ดีเถอะ!”

หรงเมิ่งอิงเผลอเหม่อลอยไปชั่วขณะ ตระกูลนางประสบเคราะห์ร้ายถูกพวกโจรชั่วเล่นงานเผาจนคฤหาสน์ทั้งหลังวอดวาย ครอบครัวล้มหายตายจาก ต่อมานางถูกจับส่งขายให้หอโคมเขียว เพียงทำหน้าที่เป็นคนดีดพิณก็ถูกเลือกให้ปรนนิบัติบุรุษ

อา...นอกจากหลังคาจะรั่วแล้วนางยังเจอพายุฝนกระหน่ำใส่ทั้งคืนอีกด้วย [1] ประเสริฐดีแท้!

เหตุการณ์ซื้อขายนางคณิกาฝึกหัดดำเนินไปอย่างรวดเร็วและง่ายดาย หรงเมิ่งอิงรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ถูกสาวใช้ของตนประคองให้เดินตามหลังเว่ยเจียเล่อออกจากห้องรับรองไปแล้ว นางพยายามกวาดตาหาทางหนีเอาตัวรอด พบว่าด้านหน้ามีเว่ยเจียเล่อเดินนำอยู่ ด้านหลังมีองครักษ์ของเขาสองคนและสาวใช้คนอื่นที่แม่เล้าจี้กำชับให้ตามมา เมื่อมีคนล้อมหน้าล้อมหลังเช่นนี้ทางเดินในหอกล้วยไม้สวรรค์จึงดูเล็กแคบไปถนัดตา

“โธ่ แม่นางหรง” สาวใช้ที่ประคองหรงเมิ่งอิงอยู่รำพึงเสียงแผ่ว “คืนนี้จะต้องพลาดท่าเสียทีเสียแล้วหรือ ช่างน่าเศร้าใจจริง ๆ”

“หากไม่คิดช่วยเหลือก็เงียบไปเถอะ” หรงเมิ่งอิงถลึงตาใส่สาวใช้ ซูฮุ่ยจูเป็นสาวใช้ที่แม่เล้าจี้จัดหาไว้ให้ เกือบสามเดือนที่ผ่านมาคอยรับใช้หรงเมิ่งอิงจนสนิทสนมกันไม่น้อย หากไม่ติดว่าฐานะต่างกันมากยามนี้ก็คงเป็นสหายกันไปแล้ว

ซูฮุ่ยจูรีบล้วงกระปุกยาออกมายื่นให้พลางกระซิบกระซาบ

“ยานี้เป็นยาดีเจ้าค่ะ แม่นางสุ่ยเคยแนะนำเอาไว้ นางบอกว่าจะช่วยให้สตรีไม่เจ็บมากนัก แม่นางหรงโปรดรับไป”

“จะไม่เกิดเรื่องที่เจ้าคิดหรอก ประมุขเว่ยยังพูดเองไม่ใช่หรือว่าเพียงสนทนากันเท่านั้น”

“โธ่ แม่นางหรงช่างใสซื่อ” ซูฮุ่ยจูสั่นศีรษะ “เอาเถอะ ๆ ถึงอย่างไรแม่นางหรงก็ควรรับยาไปก่อน”

“ข้าไม่รับ!” หรงเมิ่งอิงกระซิบตอบขึงขัง “คืนนี้ข้าจะไม่พลาดท่าให้กับผู้ใดทั้งนั้น!”

ประตูห้องนอนห้องหนึ่งถูกเปิดออก เว่ยเจียเล่อเดินนำเข้าไปแล้ว หรงเมิ่งอิงกลับยืนขาแข็งอยู่ด้านนอก ซูฮุ่ยจูจึงต้องทั้งผลักทั้งดันให้หรงเมิ่งอิงเข้าไป ทั้งคู่ยื้อยุดกันไปมาอยู่หน้าห้องจนเว่ยเจียเล่อที่มองออกมาถึงกับขมวดคิ้วหงุดหงิด เขาก้าวเพียงพรวดเดียวก็ประชิดกายหรงเมิ่งอิง มือใหญ่ตะปบคว้าข้อมือเล็กไว้แน่นทำท่าจะกระชากลากถูให้เข้าไปในห้อง

ทันทีที่มือของเว่ยเจียเล่อจับโดนข้อมือนาง หรงเมิ่งอิงก็พลันรู้สึกราวกับถูกไฟจี้โดยแรงจนต้องสะบัดออก สายตาพร่าเลือน สติคล้ายถูกกระตุกให้หลุดลอย นางเห็นภาพดอกโบตั๋นสีแดงดอกใหญ่ปรากฏขึ้นอย่างเลือนราง กลีบดอกสีแดงเลือดสะบัดพลิ้วไหวครั้งหนึ่งก่อนดอกโบตั๋นทั้งดอกจะเลือนหาย มีภาพของม้าตัวใหญ่พ่วงพีตัวหนึ่งปรากฏขึ้นแทนที่ ครั้นมองให้ดีจึงพบว่ามีบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่บนหลังม้า เขาผู้นั้นสวมชุดเกราะเต็มยศและหันหลังให้ดวงอาทิตย์ หรงเมิ่งอิงจึงไม่อาจเห็นหน้า ทว่ากลับได้ยินเสียงของบุรุษดังแว่วตามกระแสลม

“กระบี่ของข้าจะปักเอาไว้ตราบโบตั๋นกลีบสุดท้ายร่วงหล่น เฟยเอ๋อร์”

“แม่นางหรง!” เสียงเรียกที่ดังก้องอยู่ข้างหูพร้อมมือหนึ่งกระตุกแขนนางไว้ทำให้หรงเมิ่งอิงสะดุ้งเฮือก สติทั้งหมดกลับคืนมา ภาพของบุรุษขี่ม้าและเสียงลึกลับที่ได้ยินเลือนหายวับราวกับไม่เคยมีอยู่มาก่อน หรงเมิ่งอิงสะบัดหน้าไปมา เว่ยเจียเล่อยังคงยืนอยู่ตรงหน้านาง เขากำลังขมวดคิ้วอย่างกึ่งงุนงงกึ่งไม่เข้าใจ ทั้งยังสะบัดหน้าเล็กน้อยเช่นเดียวกัน

ภาพเมื่อครู่นี้คือสิ่งใดกัน? เขาทำท่าเช่นนี้แสดงว่าเขาเห็นภาพเมื่อครู่เหมือนนางใช่หรือไม่?

“แม่นางหรงเป็นอะไรหรือไม่” ซูฮุ่ยจูสำรวจหรงเมิ่งอิง สีหน้าเป็นกังวล “จู่ ๆ ทั้งประมุขเว่ยทั้งแม่นางหรงล้วนนิ่งไปทั้งคู่ เรียกเท่าไรก็ไม่รู้สึกตัว”

“ช่างเรื่องนั้นไปก่อนเถอะ” เว่ยเจียเล่อพูดแทรกขึ้น เขายื่นมือออกมา มองมือของหรงเมิ่งอิงอย่างชั่งใจครั้งหนึ่งก่อนคว้าหมับไว้อีกหน คราวนี้ไม่มีความร้อนราวถูกไฟจี้และไม่มีภาพใด ๆ ปรากฏขึ้นอีก

หรงเมิ่งอิงพยายามดิ้นรนตะเกียกตะกาย แต่เรี่ยวแรงราวกับลูกสัตว์ตัวเล็ก ๆ อย่างนางไหนเลยจะสู้เรี่ยวแรงของบุรุษร่างสูงผู้นี้ได้ สุดท้ายก็ถูกลากเข้าไปในห้องอย่างไร้ทางสู้ นางทันเห็นซูฮุ่ยจูส่งยิ้มอำลาพลางปิดประตูห้องนอนตามหลังมาให้โดยไม่ต้องมีผู้ใดสั่ง

“ประมุขเว่ย...” หรงเมิ่งอิงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ “ข้า...”

“เอาผ้าออก” เว่ยเจียเล่อยืนกอดอกมองนาง พยักหน้าไปยังผ้าผืนเล็กที่ปกปิดใบหน้านางเอาไว้ครึ่งหนึ่ง

“ข้าคิดว่าเราควรมาทำข้อตกลงกันดีกว่า...”

“ข้าบอกให้เอาผ้าออก!” เขาพูดเสียงเข้มขึ้น เริ่มไม่พอใจขึ้นมาอีก “เจ้าจะเอาออกเองหรือจะให้ข้ากระชากเอาออกให้ก็เลือกมา”

หรงเมิ่งอิงรีบดึงผ้าออกทันที เว่ยเจียเล่อล้วงม้วนกระดาษมามองเทียบหน้านางกับภาพเหมือนอีกครั้ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“เป็นเจ้า”

“เป็นข้า?” หรงเมิ่งอิงทำหน้าไม่เข้าใจ “ข้าทำไมหรือ”

“เจ้าชื่ออะไร”

“เหตุใดจึงต้องตอบด้วย” นางย้อนถาม เดิมทีนางมีแผนการเอาไว้ว่าหากหนีออกจากหอกล้วยไม้สวรรค์ได้จะตามสืบเรื่องกลุ่มโจรชั่วที่กระทำเลวร้ายกับครอบครัวนาง การมีผ้าปิดหน้าเอาไว้อย่างน้อยก็ยังคงรักษาชื่อเสียงอันดีงามของคุณหนูตระกูลหรงได้อยู่ มายามนี้ประมุขพรรคหมอกอัสดงได้เห็นหน้านางก็น่าหนักใจพอแล้ว หากยังรู้ชื่อของนางอีกยิ่งไม่แย่เข้าไปอีกหรอกหรือ ตระกูลหรงจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดกันหากรู้ว่าคุณหนูรองต้องมาเป็นนางคณิกา!

เว่ยเจียเล่อขมวดคิ้วกับคำย้อนถาม

“ข้าถามก็ตอบ”

“ข้าไม่...”

“ข้าถามว่า...” เว่ยเจียเล่อคว้าข้อมือนางไปบีบ ถามเสียงกร้าว “เจ้าชื่ออะไร!”

“หรงเมิ่งอิง” หรงเมิ่งอิงพยายามแกะข้อมือตนเองออก “อยู่ใกล้เพียงเท่านี้เหตุใดต้องตะคอกขู่เข็ญกันด้วยเล่า”

เขาพยักหน้า ชื่อนี้ตรงกันกับข้อมูลที่ได้มาจากสำนักค้าข่าวจิ้งจอกหิมะ ยามนี้ได้รู้หน้ารู้ชื่อนางแล้ว คงเหลือเพียงสิ่งยืนยันอีกเพียงสิ่งเดียวแล้วจริง ๆ

“ข้าชื่อเว่ยเจียเล่อ”

“ข้าไม่ได้อยากรู้” หรงเมิ่งอิงยังคงมุ่งมั่นกับการแงะมือใหญ่ออกให้ได้ ก่อนทำหน้างุนงงเมื่อเขายอมปล่อยมือออกโดยง่าย

“เจ้าจะอยากรู้หรือไม่ข้าไม่ได้สนใจ เพราะข้าจะบอก” เว่ยเจียเล่อกวาดตามองนาง เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดกับตนเองอยู่พักใหญ่ ก่อนพูดขึ้นเสียงเบา “เจ้าถอดเสื้อผ้า”

“ไม่!” หรงเมิ่งอิงร้องออกมาทันที นางขยุ้มคอเสื้อตนเองไว้แน่น “ประมุขเว่ยคงเข้าใจผิดแล้ว ข้าเป็นเพียงคณิกาฝึกหัด ทั้งยังต้องการจะขายศิลป์ไม่ขายตัว ก่อนหน้านี้ประมุขเว่ยก็พูดเองไม่ใช่หรือว่าคืนนี้เพียงต้องการสนทนากันเท่านั้น”

“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว” เว่ยเจียเล่อคล้ายจะวางหน้าไม่ถูกจนต้องกระแอมครั้งหนึ่ง “ข้าไม่ได้จะทำอะไรเจ้า เพียงต้องการพิสูจน์บางสิ่งเท่านั้น”

“พิสูจน์สิ่งใด”

“เลิกถามแล้วยอมถอดเสื้อผ้าเสียที!”

“ข้าไม่ถอด! ประมุขเว่ยจะจับข้าหักแขนหักขาข้าก็ไม่ถอด!”

“ว่าที่ฮูหยิน!” เว่ยเจียเล่อตะคอก หรงเมิ่งอิงชะงักกึก เลิกคิ้วมึนงง

“ว่าที่ฮูหยิน?”

เขานวดหัวคิ้วด้วยสีหน้าขุ่นมัว นางเคยเป็นคุณหนูบุตรสาวพ่อค้ามาก่อน จะบังคับขืนใจให้ถอดเสื้อผ้าก็เกรงจะไม่เหมาะสม เช่นนั้นก็สมควรสอบถามแล้วค่อยนำตัวนางไปให้อาจารย์หญิงตรวจสอบอีกทีหนึ่ง หากนางเป็นสตรีนางนั้นจริงก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล หรือหากไม่ใช่นางก็เพียงปล่อยนางไปตามยถากรรม ความคิดเช่นนี้คงจะเข้าท่าดี

“เจ้าไม่อยากถอดก็ไม่ต้องถอด” เว่ยเจียเล่อถอนใจหงุดหงิด “ข้าขอถามคำเดียวว่าบนร่างกายเจ้ามีสิ่งใดพิเศษบ้างหรือไม่”

“สิ่งพิเศษบนร่างกายน่ะหรือ” หรงเมิ่งอิงยิ่งงุนงงหนักกว่าเก่า นางเผลอแตะลงเหนือสะโพกซ้ายครั้งหนึ่ง “ท่านจะถามไปเพื่อเหตุใด”

“เจ้าไม่ย้อนถามข้าสักเรื่องหนึ่งไม่ได้รึ!”

“ท่านก็ลองบอกเหตุผลข้าสักเรื่องหนึ่งไม่ได้หรือ” หรงเมิ่งอิงจ้องหน้าเขา “จนบัดนี้ข้ายังไม่รู้จักประมุขเว่ยเลยสักเรื่องเดียว”

“ข้าชื่อเว่ยเจียเล่อ”

“เรื่องนั้นข้ารู้แล้ว”

“ข้าเป็นประมุขพรรคหมอกอัสดง”

“ข้าได้ยินท่านแม่จี้พูดแล้ว”

“เจ้าก็รู้เรื่องของข้าแล้ว ยังจะบอกว่าไม่รู้จักข้าอีก?” เว่ยเจียเล่อจ้องหน้านางกลับ “ยังจะอยากรู้อะไรอีก”

“ท่านตามหาตัวข้าเพราะเหตุใด” หรงเมิ่งอิงพอจะมองออกขึ้นมาบ้าง ในกระดาษที่เขาถืออยู่คงมีภาพเหมือนของนาง ครั้นเปรียบเทียบรูปหน้านางว่าเป็นคนเดียวกับในภาพเหมือนแล้วเขาก็ถามชื่อของนางและเรื่องปานของนางต่อ ข้อมูลทั้งหมดล้วนเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวนางทั้งสิ้น นางไม่รู้ว่าเขารู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไรและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาต้องการสิ่งใดจากนาง แต่เรื่องนี้คงสำคัญมากจนทำให้คนอารมณ์ร้ายอย่างเขายังต้องเอาใจใส่

“เจ้าตอบคำถามข้ามาก่อนแล้วข้าจะตอบ” เว่ยเจียเล่อต่อรอง

“แน่ใจหรือ” หรงเมิ่งอิงมองอย่างไม่ไว้ใจ แต่สุดท้ายก็ตัดใจตอบ “ข้ามีปานสีแดงรูปผีเสื้ออยู่ที่สะโพกข้างซ้าย สิ่งนี้นับว่าเป็นสิ่งพิเศษบนร่างกายได้หรือไม่”

เว่ยเจียเล่อนิ่งงัน ก่อนพยักหน้าพอใจ ท่าทางผ่อนคลายขึ้นมาก หรงเมิ่งอิงเห็นเขายังไม่พูดคำใดก็พูดต่อเสียเอง

“ข้าตอบคำถามท่านประมุขแล้ว ทีนี้ท่านประมุขก็ตอบคำถามข้า...ท่านตามหาตัวข้าเพราะเหตุใด”

“เจ้าจะสนใจไปเพื่อเหตุใด”

“ท่านประมุขไม่ตอบหรือ” นางถามเสียงสูง เว่ยเจียเล่อยักไหล่แทนคำตอบ หรงเมิ่งอิงค้อนเขาครั้งหนึ่ง “ประเสริฐ! บุรุษนี่ไว้ใจไม่ได้เลยจริง ๆ”

“เจ้าไม่ต้องสนใจเรื่องอื่น ยามนี้ควรเตรียมเก็บข้าวของจะดีกว่า” เขาพูดเป็นเชิงสั่ง “อีกห้าวันข้าจะมารับ”

“เก็บข้าวของ? ข้าต้องเก็บข้าวของไปเพื่อเหตุใด”

“ไปกับข้า”

“ไปกับท่าน!” หรงเมิ่งอิงเบิกตากว้าง “นี่หมายความว่าอย่างไรอีก!”

“หมายความว่าข้าจะเป็นผู้ประมูลคืนแรกของเจ้าอย่างไรเล่า” เขาเว้นช่วงไปเล็กน้อย “ว่าที่ฮูหยิน”

หรงเมิ่งอิงประหลาดใจไม่น้อย เหตุใดเขาจึงเรียกนางว่า ‘ว่าที่ฮูหยิน’ อีกแล้ว

“ว่าที่ฮูหยิน?”

“ใช่” เว่ยเจียเล่อเตรียมจะเดินออกจากห้อง เขาพูดราวกับทุกสิ่งเป็นเรื่องง่ายราวพลิกฝ่ามือ “หลังจากนี้เจ้าก็จะต้องแต่งงาน เป็นฮูหยินเอกของข้า”

“แต่งงานกับท่าน!” หรงเมิ่งอิงรู้สึกคล้ายถูกสายฟ้าฟาดเข้าใส่ “แต่งงาน? ข้าไม่แต่ง!”

“เจ้าต้องแต่ง” เว่ยเจียเล่อหันกลับมา กล่าวต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย “บุตรสาวพ่อค้าเกลือที่ครอบครัวถูกกลุ่มโจรฆ่าล้างผลาญอย่างเจ้ายังมีทางเลือกใดอีกหรือ คนพวกนั้นอุตส่าห์ไว้ชีวิตเจ้าเพื่อจับมาขายในหอโคมเขียว แม่เล้าจี้เป็นคนเช่นไรเจ้าก็ได้เห็นกับตาตัวเองแล้ว เจ้าคิดหรือว่าจะรอดพ้นจากการขายตัว เจ้าคิดหรือว่าจะสามารถเอาตัวรอดจากหอโคมเขียวแห่งนี้ไปได้”

เขาเลิกคิ้วมองนางที่ยืนตัวแข็งค้าง “หากหลบหนีไปได้แล้วอย่างไร กลุ่มโจรพวกนั้นก็คงตามล่าตัวเจ้าให้กลับมายังหอโคมเขียวเช่นเดิม หรือหากหนีคนพวกนั้นพ้นเจ้าคิดหรือว่าคุณหนูที่ไม่เป็นวรยุทธ์และไม่มีเงินทองติดกายอย่างเจ้าจะเอาตัวรอดไปได้ตลอดรอดฝั่ง?”

“ท่านรู้...” หรงเมิ่งอิงพึมพำเสียงเบาหวิว เขารู้ทั้งประวัติของนาง รู้ทั้งความคิดของนางทั้งหมด แท้จริงแล้วบุรุษผู้นี้ไม่อาจประมาทได้เลยจริง ๆ

“หากเจ้าแต่งให้ข้า พรรคหมอกอัสดงจะให้การคุ้มครองเจ้า ชั่วชีวิตของเจ้าจะไม่ถูกผู้ใดตามล่าอีก” เว่ยเจียเล่อพูดเสียงหนัก “หากเจ้ามีสมองเสียบ้าง เจ้าคงรู้แล้วว่าทางเลือกในตอนนี้มีเพียงทางเดียว...”

เขายกยิ้มมุมปากอย่างไร้ความหมาย

“นั่นคือแต่งให้ข้า”

หรงเมิ่งอิงเงียบไปนาน นางไล่เรียงความคิดทีละน้อย พบว่าเขาพูดถูกต้องทุกอย่าง ในใจคล้อยตามจนไม่รู้ควรหาคำใดมาคัดง้าง ยามนี้นางเองก็ไม่เหลือครอบครัวแล้ว หากเดินทางเรื่อยไปใช่จะพบปัญหาตามที่เขาว่ามาเท่านั้น นางยังอาจเป็นสาวเทื้อไปจนตาย นี่ประมุขพรรคหมอกอัสดงถึงกับยื่นข้อเสนอเรื่องแต่งงานมาถึงเพียงนี้แล้ว ยังต้องคิดสิ่งใดให้มากความอีก

“นี่ท่าน…” นางมองเขา พวงแก้มอุ่นร้อนขึ้นมาเล็กน้อย “ท่านกำลังขอข้าแต่งงานหรือ”

“เหตุใดข้าต้องขอเจ้าด้วย เจ้ามีทางเลือกอื่นรึ” เว่ยเจียเล่อถากถางอย่างใจร้าย

“ดูก็รู้ว่าท่านอยากแต่งงานกับข้า” นางกอดอก เชิดหน้าเล็กน้อย “หากท่านไม่อยากแต่งงานกับข้า ท่านจะอุตส่าห์เดินทางจากพรรคมาหาข้าถึงเมืองหลวงเลยหรือ”

ตอนที่เขาพูดคุยกับหยางอู่ เขาย้ำชัดว่าไม่ได้เข้าเมืองหลวงมาเพราะพูดคุยธุระกับหยางอู่แม้แต่น้อย แสดงว่าเว่ยเจียเล่อคงต้องมีเหตุผลอื่น นางขอตีขลุมไปว่าเหตุผลนั้นเกิดจากการที่เขาต้องการตามหาตัวนางไปก็แล้วกัน

“ความงามของข้าคงเลื่องลือไปถึงพรรคหมอกอัสดง” หรงเมิ่งอิงยกมือแนบแก้ม บิดตัวเล็กน้อย “ท่านจึงได้อยากแต่งงานกับข้าถึงเพียงนี้!”

“เจ้าเลิกเพ้อฝันได้แล้ว!” เว่ยเจียเล่อมองนางราวกับมองมดปลวกไร้ค่า ไม่เข้าใจว่านางคิดเองเออเองถึงเพียงนั้นไปได้อย่างไร

“ท่านประมุข…” หรงเมิ่งอิงเดินนวยนาดเข้าหาเขาช้า ๆ อย่างมีจริต ปรือตาหวานเชื่อม มือหนึ่งยื่นไปไต่ไล้บนแผงอกเขา ส่งยิ้มยั่วยวนน่ามอง “ไหน ๆ เราก็จะแต่งงานกันแล้ว คืนนี้ก็มาทำข้าวสารให้เป็นข้าวสุกกันเถอะ!”

เว่ยเจียเล่อใบหูแดงจัด เขาปัดมือนางทิ้ง ทั้งยังผลักศีรษะนางจนนางเซถลาล้มลงกับพื้น ร่างสูงใหญ่รีบก้าวฉับ ๆ ไปยังประตู ทิ้งไว้เพียงเสียงคำรามขุ่นเคือง

“ไร้สาระ!”

หรงเมิ่งอิงปิดปาก กลั้นหัวเราะจนตัวสั่น


__________________

[1] หลังคารั่วยังเจอฝนตกใส่ทั้งคืน หมายถึง เกิดเรื่องเดือดร้อนประดังเข้ามาในเวลาเดียวกัน

ความคิดเห็น