ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและเป็นกำลังใจให้เรานะคะ รักมาก ๆ ค่ะ <3

บทที่ 2 ประมุขเว่ย

ชื่อตอน : บทที่ 2 ประมุขเว่ย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.พ. 2562 13:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 ประมุขเว่ย
แบบอักษร

บทที่ 2

ประมุขเว่ย

หอกล้วยไม้สวรรค์เป็นหอคณิกาชั้นหนึ่ง [1] หญิงงามในหอกล้วยไม้สวรรค์ล้วนเพียบพร้อมด้านการขับร้อง ร่ายรำ และเขียนบทกวี แม้แม่เล้าจี้จะคิดราคาค่อนข้างสูง แต่ก็ยังคงมีลูกค้าคลาคล่ำหนุนเนื่องกันมาอยู่ทุกวัน

หรงเมิ่งอิงต้องเรียนรู้และฝึกฝนเพื่อเตรียมพร้อมเป็นนางคณิกา เดิมทีนางเคยเป็นคุณหนูบุตรสาวพ่อค้าใหญ่มาก่อน ศาสตร์ศิลป์ต่าง ๆ จึงมีเพียบพร้อมมิได้น้อยหน้าผู้ใด ขาดแต่เพียงกลยุทธ์มัดใจลูกค้าเท่านั้นที่ยังอ่อนด้อย แม่เล้าจี้จึงต้องให้หรงเมิ่งอิงไปคอยแอบฟังแอบดูยามพี่สาวคนอื่นรับแขก แรก ๆ นางเขินอายจนหน้าแดงจริงโดยไม่ต้องเสแสร้ง ผ่านไปอีกเกือบสามเดือนนางจึงเริ่มมองด้วยสีหน้าเรียบเฉยได้แล้ว

“พรุ่งนี้จะมีใต้เท้าคนใหญ่คนโตมา”

เช้าของวันหนึ่ง แม่เล้าจี้เรียกพวกสาวงามมารวมกันเพื่อสั่งสอนชี้แนะ หรงเมิ่งอิงลอบเอียงหน้าหาว ดวงตาเกือบจะปิดปรือ

“ได้ยินว่ายังมีคนที่มีชื่อเสียงในยุทธภพมากับใต้เท้าหยางด้วย” แม่เล้าจี้กวาดมองทุกคนรอบหนึ่ง “พวกเจ้าจงจำไว้ว่าต้องปรนนิบัติให้เต็มที่ หากใต้เท้าหยางพอใจ หอกล้วยไม้สวรรค์ก็จะมีชื่อเสียงเลื่องลือยิ่งขึ้น”

แม่เล้าจี้ชะเง้อคอ นางเห็นหรงเมิ่งอิงยืนอยู่ใกล้กับสุ่ยกุ้ยเหลียนก็เอ่ยต่อ “เสี่ยวอิงมาอยู่ได้เกือบสามเดือนแล้ว ยามนี้ควรรับแขกได้แล้วกระมัง?”

หรงเมิ่งอิงสะดุ้ง แม้ภายนอกพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ ในใจกำลังตื่นตระหนก มือไม้เย็นเฉียบและสั่นระริกขึ้นมาเล็กน้อย

นางถูกขายให้หอกล้วยไม้สวรรค์มาเกือบสามเดือนแล้วก็จริง แต่ใช่ว่าที่ผ่านมานางจะยอมอยู่อย่างสงบเสงี่ยมไม่คิดหาทางหลบหนี ทุกวันก็คอยสืบเสาะหาลู่ทางและสนทนากับผู้อื่นเพื่อให้รู้สภาพการณ์ พยายามทุกทางเพื่อรักษาตัวให้รอดเอาไว้ ที่ผ่านมาแม่เล้าจี้เห็นว่าหรงเมิ่งอิงยังไม่ประสาและควรศึกษาวิชาในหอกล้วยไม้สวรรค์ไปก่อน หรงเมิ่งอิงจึงยังนับได้ว่าโชคดี แต่ยามนี้อยู่ไม่อยู่แม่เล้าจี้กลับโพล่งเรื่องรับแขกขึ้นมา นางควรจะทำเช่นไรต่อดีเล่า

หรงเมิ่งอิงกลืนน้ำลาย ไม่อาจปกปิดความหวาดกลัวในแววตาได้มิด สุ่ยกุ้ยเหลียนสังเกตเห็นเข้าพอดีจึงพูดขึ้น

“ท่านแม่ เสี่ยวอิงยังอ่อนด้อยอยู่มาก เมื่อคืนข้าจะจับนางเปลื้องผ้า นางยังดิ้นรนตัวสั่น” สุ่ยกุ้ยเหลียนคลี่ยิ้มประจบ “ข้าคิดว่าควรฝึกฝนนางต่อไปอีกพักหนึ่งก่อนจึงจะเหมาะสม”

แม่เล้าจี้พิจารณาหรงเมิ่งอิง เด็กสาวผู้นี้ยังเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ก็อวบอิ่มถึงเพียงนี้แล้ว ใบหน้าท่าทางก็ล้วนงดงามเหมาะสม หากฝึกฝนให้มากเข้าไว้จนเชี่ยวชาญกลายเป็นยอดพธู ในภายหน้าก็คงกอบโกยเงินทองจากลูกค้าได้อีกมาก

“เสี่ยวอิง” แม่เล้าจี้เรียกยิ้ม ๆ “พรุ่งนี้หาผ้ามาปิดหน้าเสีย เจ้าลองไปช่วยพวกพี่สาวรับแขก คอยรินน้ำชาดีดพิณแต่ไม่ต้องปรนนิบัติถึงเนื้อถึงตัวดีหรือไม่”

หรงเมิ่งอิงไหนเลยจะมีทางเลือกอื่นอีก นางยิ้มรับอย่างนอบน้อมเชื่อฟัง ก้มหน้าลงซ่อนแววตา

“ทราบแล้ว ท่านแม่”


หยางอู่กับพวกลูกน้องมาถึงหอกล้วยไม้สวรรค์ในตอนค่ำของวันถัดมา หลังจากเสียเวลาดื่มน้ำชาอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ก้าวขึ้นมายังชั้นบนของหอกล้วยไม้สวรรค์ แม่เล้าจี้รีบกระวีกระวาดพาไปยังห้องที่จัดเตรียมไว้ให้แล้ว

“สาวงามในห้องล้วนแต่เป็นสาวงามชั้นยอดของหอกล้วยไม้สวรรค์เรา” แม่เล้าจี้ปรบมือให้สาวใช้เปิดประตูห้องรับรอง “พวกใต้เท้าจะต้องชื่นชอบพวกนางอย่างแน่นอน”

ภายในห้องรับรอง สาวงามนับสิบยืนส่งรอยยิ้มอ่อนหวานเย้ายวน แต่ละนางงดงามราวกับบุปผาที่กำลังแข่งกันประชันโฉม ด้านหลังยังมีสาวงามอีกสองสามนางที่ยังไม่รู้งานยืนอยู่ พวกนางล้วนมีผ้าผืนบางปิดใบหน้าตั้งแต่ปลายจมูกลงไป หรงเมิ่งอิงก็อยู่ในกลุ่มนี้ วันนี้นางทำหน้าที่เป็นคนดีดพิณ

 “ยังมีคนอีกผู้หนึ่งที่ยังมาไม่ถึง” หยางอู่เอ่ยขึ้น เขาเป็นบุรุษรูปร่างค่อนข้างผอม เส้นผมเริ่มมีสีขาวแซมจาง ๆ ริ้วรอยที่หางตากับหว่างคิ้วทำให้ดูมีอายุและน่าเชื่อถือ

“จริงหรือเจ้าคะ” แม่เล้าจี้ทำหน้าสนอกสนใจ ส่วนหรงเมิ่งอิงกลับไม่สนใจผู้ใด นางก้มลงตรวจพิณของตนเงียบ ๆ “ไม่ทราบว่าท่านผู้สูงส่งผู้นั้นคือใครกัน ข้าจะได้รีบสั่งให้เด็ก ๆ ลงไปเตรียมต้อนรับ”

หยางอู่กำลังอ้าปากจะตอบ ทันใดนั้นประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมเสียงของใครคนหนึ่ง

“ไม่จำเป็น”

เสียงนั้นเป็นเสียงของบุรุษที่ทรงพลังและแฝงความถือดีอยู่หลายส่วนจนหรงเมิ่งอิงยังต้องเงยหน้าขึ้นมองอย่างอดไม่ได้ นางพลันชะงักค้างไปเล็กน้อย

ผู้ที่เข้ามาแต่งกายอย่างชาวยุทธ์ เขาเป็นบุรุษรูปร่างสูง เค้าโครงหน้าคมเข้ม คิ้วกระบี่เหนือดวงตาสีดำเป็นประกายแข็งกร้าว จมูกโด่ง ปากหยักบอกความอารมณ์ร้อนและดื้อรั้นอยู่ไม่น้อย ดูเป็นชายหนุ่มรูปงามที่ไม่น่าเข้าใกล้ผู้หนึ่ง ครั้นเขากวาดมองสาวงามทุกนางที่อยู่ในห้องปราดหนึ่ง พวกสาวงามก็พลันร้อน ๆ หนาว ๆ ขึ้นมาทันที แต่ยังส่งยิ้มหวานได้สมกับที่ถูกฝึกสอนมา

บุรุษผู้นั้นคล้ายจะไม่พอใจในบางสิ่ง ขณะหรงเมิ่งอิงกำลังมองเขาอยู่ก็เพิ่งรู้สึกว่าสายตาของเขาเลื่อนมาสบตานางเข้าพอดี คิ้วของเขาขยับขึ้นเล็กน้อยพลางมองนางอย่างพิจารณา ตั้งแต่ศีรษะ ใบหน้าที่มีผ้าปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง ลำคอ รูปร่าง แล้วกวาดมองขึ้นมาสบตานางซ้ำอีกหน

หรงเมิ่งอิงกะพริบตาสองที ไม่รู้เหตุใดจึงรู้สึกว่าตนกำลังถูกพิจารณาราวกับเป็นสินค้าสักชิ้นหนึ่ง

“ประมุขเว่ยมาแล้วหรือ” หยางอู่เรียกขึ้น น้ำเสียงอ่อนลงกว่าปกติ “ข้ากำลังรออยู่พอดี เชิญนั่ง”

เว่ยเจียเล่อนั่งลงเงียบ ๆ วางกระบี่ประจำกายไว้บนโต๊ะ ลูกน้องของหยางอู่คนหนึ่งรีบกุลีกุจอรินสุราให้ อีกคนรีบเลื่อนจานขนมเข้าไป หรงเมิ่งอิงเริ่มเข้าใจขึ้นมาเล็กน้อย ในการนัดหมายครั้งนี้ประมุขเว่ยคงมีแต้มต่อ ส่วนฝ่ายของหยางอู่คงเป็นฝ่ายที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือเป็นแน่

“ที่แท้ก็เป็นประมุขพรรคหมอกอัสดงอันลือชื่อ ข้าน้อยผู้นี้ขอคารวะ” แม่เล้าจี้พูดขึ้นอย่างรู้งาน นางโค้งกายพลางผายมือไปทางสาวงามที่ยืนออกันอยู่ “ยามนี้สาวงามพวกนี้พร้อมใจให้ประมุขเว่ยกับใต้เท้าหยางเลือกเฟ้นแล้วเจ้าค่ะ”

“เชิญใต้เท้าเลือกเถอะ” เว่ยเจียเล่อหาได้ใส่ใจผู้ใด เขายกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวหมด ก่อนเอ่ยต่อด้วยสีหน้าที่มีเค้าของความรำคาญนิด ๆ “แล้วใต้เท้าจะพูดสิ่งใดอีกก็รีบพูดมา ข้าไม่อยากรั้งอยู่นาน”

ทุกคนในห้องล้วนหน้าเสียทันควัน หรงเมิ่งอิงเกือบหลุดหัวเราะ นางกลั้นไว้ไม่ทันจนมีเสียงหลุดขำพรืดออกมาคำหนึ่ง ต้องรีบก้มหน้ามุดชายแขนเสื้อ ทำทีเป็นกระแอมไอเบา ๆ

หยางอู่หัวเราะแก้เก้อ ชี้นิ้วไปทางสุ่ยกุ้ยเหลียนและสาวงามอีกคนหนึ่ง สาวงามทั้งสองนางรีบเข้ามานั่งขนาบข้าง พวกขุนนางคนอื่นก็ล้วนรีบแย่งกันเลือกนางคณิกานางอื่นเป็นพัลวัน เพียงครู่เดียวแขกจากราชสำนักพวกนี้ก็มีสาวงามอยู่ในอ้อมแขน บ้างก็ประคองไว้ถึงสองนาง บรรยากาศเริ่มกลับมาครึกครื้น

หยางอู่มองเว่ยเจียเล่อ เห็นว่าสีหน้าของอีกฝ่ายไม่ได้ดีขึ้นเลยก็คิดหาตัวช่วยอื่น เขาหันไปกล่าวกับแม่เล้าจี้ ทำทีเป็นเปรย

“แม่นางจี้ หอกล้วยไม้สวรรค์ไร้เสียงดนตรีหรอกหรือ เหตุใดจึงได้เงียบเหงาถึงเพียงนี้”

“หามิได้เจ้าค่ะ ข้าเพียงรอให้พวกใต้เท้าพร้อมรับชมเสียก่อนเท่านั้น” แม่เล้าจี้หัวเราะเสียงใส อันที่จริงนางควรรีบลงไปรับแขกคนอื่นด้านล่างได้แล้ว แต่ติดที่ในห้องนี้มีขุนนางใหญ่โตคนหนึ่ง ประมุขพรรคใหญ่อีกคนหนึ่ง นางจึงสมควรรั้งอยู่ต่ออีกเล็กน้อย ด้านล่างก็ปล่อยให้ลูกน้องคนอื่นทำแทนนางไปก่อน

แม่เล้าจี้กรีดพัดไปทางพวกหรงเมิ่งอิงที่รอพร้อมอยู่นานมากแล้ว “หอกล้วยไม้สวรรค์เรายังฝีมืออ่อนด้อยอยู่บ้าง ขอพวกใต้เท้าอย่าถือสา เชิญฟัง”

หรงเมิ่งอิงพยักหน้ารับ นางค่อยลากกรีดปลายนิ้วลงบนสายพิณ สาวงามสองนางจึงเริ่มสะบัดปลายผ้าร่ายรำ การแสดงดำเนินไปพลางแขกก็เริ่มสนทนากันไปพลาง หรงเมิ่งอิงจึงพยายามแบ่งสมาธิ ทางหนึ่งดีดพิณ ทางหนึ่งลอบเมียงมองและเงี่ยหูฟังว่าคนที่โต๊ะกำลังเจรจาสิ่งใดกันอยู่

“ประมุขเว่ยอุตส่าห์เดินทางเข้ามาในเมืองหลวงเพื่อข้าโดยเฉพาะ ข้าซึ้งใจจริง ๆ” หยางอู่พูดพลางรินสุราให้เว่ยเจียเล่อจอกหนึ่ง “ไม่ทราบว่าการเดินทางเรียบร้อยดีหรือไม่ หากขาดเหลือสิ่งใดก็บอกมาได้ ข้าเต็มใจช่วยเหลือ”

“ข้าเข้าเมืองหลวงมาไม่ใช่เพราะใต้เท้า” เว่ยเจียเล่อไม่ได้คว้าจอกสุรา เขาเพียงทำสีหน้าเบื่อหน่ายยิ่งกว่าเดิม “ใต้เท้าหยางไม่ต้องพูดอ้อมค้อมแล้ว มีสิ่งใดก็โปรดว่ามา”

“ข้ามีเรื่องที่อยากให้ประมุขเว่ยช่วยเหลือสักเล็กน้อย เป็นเรื่องเดิม ๆ ที่ประมุขเว่ยก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว...”

“ข้าไม่รู้” เว่ยเจียเล่อตัดบทอย่างเย็นชา

“ประมุขเว่ย เรื่องนี้ข้าก็เคยได้ส่งสารไปขอความช่วยเหลือมาแล้วครั้งหนึ่ง เหตุใดจะยังไม่รู้อยู่อีก” หยางอู่เริ่มขมวดคิ้วขัดใจ ครั้นรู้ตัวก็ฝืนยิ้ม “เพียงพูดคุยทำความเข้าใจกับพ่อค้ากลุ่มนั้นให้ข้าเท่านั้น”

“เหตุใดข้าต้องพูดคุยให้ใต้เท้าด้วยเล่า เป็นใต้เท้าเองไม่ใช่หรือที่โกงพ่อค้าพวกนั้นก่อน” คำพูดของเว่ยเจียเล่อทำให้หยางอู่หางคิ้วกระตุกขึ้นมา ชายหนุ่มทำเพียงคว้าจอกสุรามาแล้วยักไหล่ “พูดคุยกับพวกพ่อค้าแล้วอย่างไร ข้าจะได้สิ่งใดตอบแทน? ผลประโยชน์ที่จะได้จากใต้เท้าหยางข้าก็ไม่ต้องการ ด้านพวกพ่อค้าเหล่านั้นต่อไปนี้ก็คงไม่ให้ความเชื่อถือข้าอีก มองไปทางใดก็มีแต่ผลเสีย”

“หากข้าจะหาทางยกเว้นภาษีให้ประมุขเว่ยกับพรรคหมอกอัสดงเล่า”

“ข้าชักสงสัยขึ้นมาเสียแล้วว่าใต้เท้าเห็นข้าเป็นคนอย่างไรกันแน่” เว่ยเจียเล่อกระแทกจอกสุราลงกับโต๊ะเสียงดังจนคนในห้องล้วนสะดุ้ง นัยน์ตาคมกริบปรากฏริ้วของโทสะ “จะให้ข้าช่วยปกปิดเรื่องกลโกงก็ชั่วช้ามากพอแล้ว นี่ยังจะยื่นข้อเสนอยกเว้นภาษีให้ข้าอีก มาขอร้องและยื่นข้อเสนอกับข้าเอาเช่นนี้ ใต้เท้าหยางคงคิดว่าข้าเป็นคนชั่วช้าเช่นท่านมากกระมัง!”

หยางอู่หน้าซีดขาวสลับกับแดงก่ำ ทั้งอับอายทั้งเดือดดาลเหลือที่จะกล่าว เขาเองก็ทุบโต๊ะลงทีหนึ่ง

“หากว่าไม่อยากช่วยก็ไม่ต้องช่วยแล้ว เหตุใดจึงต้องกล่าวหากันถึงเพียงนี้!”

“กล่าวหา? กล่าวหาว่าท่านชั่วช้าน่ะหรือ” เว่ยเจียเล่อทวนคำ คว้ากระบี่พลางลุกขึ้นยืน “อ้อ ขุนนางที่โกงกินราษฎร ทำตั๋วเงินปลอมหลอกลวงพ่อค้า หากินบนความทุกข์ของผู้อื่น ที่แท้ก็ไม่ใช่ขุนนางชั่วช้าหรอกหรือ ข้าคงเข้าใจผิดไปเองกระมัง”

หยางอู่กับพวกลูกน้องลุกพรวดขึ้น ทุกคนชักดาบออกจากฝักด้วยสีหน้าถมึงทึง องครักษ์ของเว่ยเจียเล่อสองคนสืบเท้าขึ้นหน้า ยื่นฝักกระบี่ออกไปชี้ขวางไว้โดยไม่แม้แต่จะชักกระบี่ออกจากฝัก พวกขุนนางกลับชะงักทันที มือที่ถือดาบล้วนเงื้อง่าค้างไว้ ไม่กล้าขยับต่อ

พวกสาวงามในห้องส่งเสียงกรีดร้อง รีบผละลุกไปยืนกอดกันตัวสั่นอยู่ที่มุมหนึ่ง หรงเมิ่งอิงทำทีเป็นตกใจลุกไปยืนรวมกลุ่มเบียดแทรกอยู่กับสุ่ยกุ้ยเหลียน แม่เล้าจี้เองก็ถึงกับยิ้มไม่ออก

“พวกท่านมีสิ่งใดก็ค่อย ๆ พูดจากันจะดีกว่าหรือไม่” นางพยายามปลอบด้วยเสียงสั่นสะท้าน

เว่ยเจียเล่อยืนนิ่งอยู่ที่เดิม กระบี่ยังอยู่ในฝัก หาได้เตรียมพร้อมจะปะทะแต่อย่างใด เขาเพียงมองหยางอู่ที่กำลังยืนทำหน้าเคียดขึ้ง

“ใต้เท้าหยาง ข้าขอเตือนท่านไว้ข้อหนึ่ง” เว่ยเจียเล่อกล่าวขึ้น “วันใดที่ท่านเกิดคิดร้ายกับข้าหรือพรรคหมอกอัสดงขึ้นมา ความผิดทั้งหลายของใต้เท้าที่ข้ามีหลักฐานอยู่จะถูกยื่นไปให้ผู้ตรวจการทันที”

หยางอู่ถลึงตาจ้องอีกฝ่าย เส้นเลือดตรงขมับปูดโปน

“นี่เจ้าขู่ข้าหรือ!”

“ผู้ใดขู่กัน เพียงพูดเปรย ๆ เท่านั้น” เว่ยเจียเล่อหมุนกายจะก้าวออกจากห้องรับรอง ไม่คิดใส่ใจพวกกลุ่มขุนนางที่ล้วนกำลังเดือดดาลถึงขีดสุด น่าประหลาดนักที่แม้ว่าฝ่ายของเว่ยเจียเล่อจะมากันเพียงสามคน พวกขุนนางกลับไม่มีผู้ใดกล้าขยับกายเข้าต่อกรเลยแม้แต่คนเดียว

เว่ยเจียเล่อชะงักฝีเท้าเมื่อนึกขึ้นได้ถึงบางสิ่ง เขาหันกลับมามองทางกลุ่มสาวงามที่ยังยืนตัวสั่นกันอยู่ ครั้นเห็นเด็กสาวร่างเล็กที่มีผ้าปิดใบหน้าอยู่ครึ่งหนึ่งก็มองนางนิ่ง เขาจ้องดวงตาใสกระจ่างคู่นั้นพลางล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบม้วนกระดาษออกมาคลี่ดู ในกระดาษมีภาพเหมือนของใครคนหนึ่งวาดเอาไว้ เป็นภาพของดรุณีวัยกำลังแรกแย้ม นางมีดวงตากลมโตปานผลซิ่ง [2] จมูกและริมฝีปากเล็ก ๆ  ทำให้รูปหน้างดงามน่ารักไม่น้อย ภาพนี้สำนักค้าข่าวจิ้งจอกหิมะได้มอบให้เขาไว้โดยบอกไว้ว่านี่เป็นภาพของสตรีที่เขากำลังตามหา

“เจ้าชื่ออะไร” เว่ยเจียเล่อพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ ทุกคนในห้องไม่เว้นแม้แต่หยางอู่กับลูกน้องต่างทำหน้างงงันไปตามกัน พวกสาวงามมองหน้ากันไปมาเนื่องด้วยไม่รู้ว่าเขากำลังเรียกผู้ใด เว่ยเจียเล่อถอนใจรำคาญ ชี้ฝักกระบี่ไปทางหรงเมิ่งอิงจนพวกสาวงามหวีดร้องตื่นตระหนก รีบกระโจนแตกหนีไปคนละทาง

หรงเมิ่งอิงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม กลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง ยังไม่ทันทำสิ่งใดต่อก็มีเสียงบริภาษของหยางอู่ดังมา

“เจ้าเลิกใส่ใจเรื่องไร้สาระได้แล้ว!” หยางอู่ทำท่าจะกรากเข้ามาขวางหน้าเว่ยเจียเล่อ องครักษ์ของเว่ยเจียเล่อคนหนึ่งยื่นฝักกระบี่ปราดดักหน้าทันที หยางอู่ขยับทีหนึ่ง ฝักกระบี่ก็กดย้ำลงบนไหล่ทีหนึ่งจนต้องเป็นฝ่ายหยุดอยู่กับที่เสียเอง ความรู้สึกเหมือนถูกดูหมิ่นเช่นนี้ทำให้เขาร้องตวาดออกมา “นี่เจ้ากล้า!”

“เงียบได้แล้วใต้เท้า” เว่ยเจียเล่อหันกลับไปตวาดบ้างอย่างรำคาญเต็มที “ข้าไม่สั่งให้คนเอากระบี่ยัดปากใต้เท้าก็ดีเท่าไรแล้ว”

เขาหันกลับมาทางหรงเมิ่งอิง ถามเสียงห้วน

“ข้าถามว่าเจ้าชื่ออะไร หูหนวกหรืออย่างไรกัน!”

ทุกคนในห้องสะดุ้งโหยง หรงเมิ่งอิงกลับใจเต้นเล็กน้อย ความเกรี้ยวกราดดุดันของเขาทำให้นางตื่นเต้นเร้าใจอย่างประหลาด 

“เสี่ยวอิง” สุ่ยกุ้ยเหลียนเรียกขึ้นเสียงเบา รีบก้าวเข้ามาดึงแขนของหรงเมิ่งอิงไว้คล้ายต้องการจะเอาตนเป็นเกราะกำบังให้เด็กสาว หรงเมิ่งอิงกลับเป็นฝ่ายดันให้สุ่ยกุ้ยเหลียนก้าวถอยหลังกลับไป ก่อนสั่นศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงปลอบว่าไม่เป็นไร

“ประมุขเว่ย” แม่เล้าจี้เอ่ยขัดขึ้น นางลอบเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก “นางยังเป็นเพียงนางคณิกาฝึกหัดด้อยค่า ไม่สมควรแจ้งนามให้ทราบเจ้าค่ะ”

เว่ยเจียเล่อมองภาพเหมือนของสตรีในกระดาษสลับกับมองหน้าหรงเมิ่งอิง แม้สตรีทั้งสองจะมีดวงตากลมโตคล้ายคลึงกัน แต่ก็ยังไม่อาจตัดสินได้ว่าเป็นคนเดียวกันอยู่ดี คงมีเพียงทางเดียวแล้วที่จะพิสูจน์ให้รู้แน่ชัดว่านางใช่คนที่เขากำลังตามหาหรือไม่...

“เช่นนั้นไม่ต้องแจ้งชื่อเสียก็ได้” เว่ยเจียเล่อกระแอมในลำคอเสียงเบา เขามองดวงตากลมโตที่กำลังแสดงความอยากรู้อยากเห็นคู่นั้น ใบหูขึ้นสีแดงเล็กน้อยโดยที่ไม่มีผู้ใดทันสังเกตขณะกล่าวต่อ “เจ้าไปกับข้า”

“เจ้าคะ!?” หรงเมิ่งอิงหลุดเสียงร้องออกมา ทั้งตกใจทั้งสับสน ประมุขเว่ยนับตั้งแต่เข้ามาในห้องแห่งนี้ก็มักมองนางอย่างพิจารณา หนำซ้ำยังมองนางสลับกับมองกระดาษในมือที่นางก็ไม่รู้ว่ากระดาษแผ่นนั้นมีสิ่งใดเขียนอยู่กันแน่ ที่แท้แล้วบุรุษผู้นี้ต้องการสิ่งใดจากนางหรือ นางคิดไม่ออกเลยจริง ๆ

“ประมุขเว่ย” แม่เล้าจี้สอดปากมาอีก “ไม่ทราบว่าประมุขเว่ยหมายถึงสิ่งใด”

เว่ยเจียเล่อถอนใจแรง ๆ หนหนึ่ง ถามอย่างเสียไม่ได้

“นางราคาเท่าไร”

หรงเมิ่งอิงเผยอริมฝีปาก ความเข้าใจสายหนึ่งพุ่งปราดจนใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที นางพยายามควบคุมตนเองให้รักษากิริยาเอาไว้ เผลอก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง

“ประมุขเว่ย...” แม่เล้าจี้แย้มรอยยิ้มการค้าได้อย่างรวดเร็ว ลืมเลือนไปแล้วว่าในห้องยังมีหยางอู่กับพวกลูกน้องอยู่ “เหตุใดจึงถามราคาค่าตัวนาง นี่ไม่ใช่ว่า...”

ใบหูของเว่ยเจียเล่อมีสีเข้มขึ้นจนหรงเมิ่งอิงสังเกตเห็น เขารีบหมุนกายหันหลังให้ กล่าวขึ้นเสียงดังคล้ายความจำใจนี้ดำเนินมาถึงขีดสุดแล้ว

“คืนนี้ข้าต้องการนาง!”

ทั้งห้องเกิดความเงียบเข้าปกคลุม หรงเมิ่งอิงถึงกับอ้าปากค้าง ใบหน้าไล่สีแดงอย่างรวดเร็วจนแดงก่ำไปทั้งหน้า


____________

[1] หอคณิกาชั้นหนึ่งหรือที่เรียกกันว่าหอเพลง หญิงคณิกาชั้นสูงในหอแห่งนี้จะมีฝีมือทางด้านศิลปะการแสดงและด้านการเขียนบทกวี ด้วยความสามารถสูงส่งต่างจากนางคณิกาทั่วไปลูกค้าที่มาอุดหนุนจึงเป็นพวกขุนนางที่มีตำแหน่งใหญ่โต พ่อค้า และผู้มีที่มีกำลังทรัพย์มากพอ

[2] ผลซิ่ง คือ แอปปริคอต

ความคิดเห็น