เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามของไรท์นะคะ คอมเมนต์จากรีดดเดอร์คือกำลังใจของไรท์นะคะ เรื่องนี้เปิดให้อ่านฟรี 6 ชั่วโมงค่ะ แล้วหลังจากนั้นจะติดเหรียญนะคะ

ชื่อตอน : ตอนที่ 4

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.6k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 22 มิ.ย. 2561 12:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4
แบบอักษร

​“เทียน เทียนอยู่ข้างบนหรือเปล่าลูก” เสียงบุษบาร้องหาบุตรสาวดังมาจากด้านล่างเหมือนกับเสียงสวรรค์ที่ช่วยชีวิตของหญิงสาวเอาไว้ ทำให้คชินทร์รีบสะบัดมือที่กำแขนหญิงสาวออกทันที ราวกับว่านั่นเป็นเหล็กร้อนๆ

ธิฌาธรก้มมองตรงบริเวณที่ถูกบีบก็พบว่าเป็นรอยช้ำอย่างเห็นได้ชัดและเจ็บมาก หากเขาลงน้ำหนักมือมากกว่านี้เขาถึงบีบกระดูกเธอแหลกคามือไปแล้ว

“ยะ อยู่ค่ะแม่” เธอตะโกนตอบมารดา ก่อนจะรีบซ่อนแขนไว้ด้านหลังและวิ่งลงไปด้านล่าง

ร่างบางวิ่งลงมาจากบันไดหน้าตาแตกตื่นเล็กน้อย จนนางอดสงสัยและมองขึ้นไปไม่ได้ แต่ก็ไม่พบอะไรจึงเลือกที่จะถามบุตรสาวแทน

“เป็นอะไร วิ่งหน้าตาตื่นลงมาเชียว”

“เปล่าค่ะ” หล่อนปฏิเสธ “ว่าแต่แม่เรียกเทียนมีอะไรหรือคะ”

“แม่จะบอกให้เทียนเอาพะแนงไปให้บ้านคุณจันทร์ที ตอนแรกแม่ว่าจะเอาไปให้เองแต่เห็นว่าเทียนอยู่ แม่เลยใช้เทียนดีกว่า” นางหัวเราะไปพูดไป

“แม่อะ” หญิงสาวกระเง้ากระงอดใส่มารดา

“แล้วนี่แขนอีกข้างเป็นอะไร ทำไมต้องเอาไปซ่อนไว้ข้างหลังด้วย” นางถามด้วยความสงสัย เพราะการยืนไพล่แขนข้างซ้ายไว้ด้านหลังของบุตรสาวนั้นมันเป็นท่าทางที่แปลกๆ

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แม่ตักใส่ชามไว้แล้วใช่ไหม เทียนไปหยิบก่อนนะ” หญิงสาวรีบวิ่งเข้าไปในครัวทันทีเพราะไม่อยากให้ท่านเห็นรอยช้ำที่แขน

“พี่วัฒน์ วัฒน์อยู่ไหมคะ” เสียงหวานร้องตะโกนเรียกวรชิต พี่ชายหนุ่มบ้านตรงข้ามอยู่นานก็ไม่มีใครตอบ เจ้าของเสียงหวานมองเจ้าพะแนงในถ้วยอย่างสงสารเพราะคงจะต้องหิ้วกลับบ้านแน่ๆ

ขณะที่กำลังจะหมุนตัวหันหลังกลับ จู่ๆ ก็เธอก็รู้สึกว่ามีคนดึงคอเสื้อเธอเอาไว้เสียก่อน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นใคร

“พี่วัฒน์! ปล่อยเลยนะ” เธอพยายามสะบัดตัวออก

“ไหน วันนี้เอาไรมาฝากพี่เหรอ” วรชิตทำหน้าตากวนๆ ใส่

“ไม่ต้องเลย ไม่ให้แล้ว!” ทำทีว่าจะเดินกลับบ้านแต่ก็ถูกดึงชายเสื้อไว้เหมือนเมื่อกี้

“อะๆ ๆ ขอโทษๆ ส่งชามพะแนงหอมๆ มาให้พี่ได้แล้ว” เขายอมปล่อยคอเสื้อหล่อนและยื่นมือมารอรับพะแนงถ้วยใหญ่

“ทำไงก่อน” หล่อนยกถ้วยหนีและหรี่ตามองอย่างพินิจ

“ขอบคุณคร้าบบบ น้องเทียนพรรษาของพี่” ทำท่ายกมือไหว้น้องสาวที่ยืนยิ้มด้วยท่าทีมีชัย ก่อนเจ้าของมือบางจะยอมส่งถ้วยพะแนงในมือให้กับเขา

“ทำตัวดีๆ แต่แรกก็จบแล้วค่ะ” ว่าแล้วก็ยื่นมือไปลูบหัวอีกฝ่าย 

"เฮ้ย นี่แขนไปโดนอะไรมา" วรชิตร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อเห็นว่าแขนของเธอเป็นรอยช้ำ

"ตู้มันล้มมาทับเทียน เทียนหลบไม่ทัน" เจ้าของแขนเรียวรีบชักแขนกลับทันที

"ไม่ใช่แล้วมั้ง เมื่อกี้มันเหมือนรอยบีบชัดๆ" เขายังคงแย้ง 

"ไม่มีอะไรหรอก เทียนกลับก่อนนะพี่วัฒน์" เธอรีบบอกลาอีกฝ่ายทันทีเพราะไม่อยากถูกซักไซ้ให้มาความ 

"เออๆ ดูแลตัวเองดีๆด้วยล่ะ ซุ่มซ่ามจริง" อีกฝ่ายร้องตะโกนบอก คนเป็นน้องจึงหันไปพยักหน้าและรีบวิ่งกลับมาฝั่งบ้านตนเอง 

คชินทร์ที่แอบยืนมองและฟังบทสนทนาของทั้งคู่เผลอกำมือแน่นด้วยความโมโห ทั้งๆ ที่กำลังจะแต่งงานกับเขาอยู่รอมร่อแต่กลับไปยืนจู๋จี๋กับไอ้หน้าจืดบ้านตรงข้ามอย่างไม่ไว้หน้าเขาและย่าแม้แต่น้อย คนตัวโตต้องรีบระบายอารมณ์ร้อนในอกออกโดยการเตะหญ้าเตะลมที่สนามแก้หงุดหงิด

บทสนทนาของทั้งคู่เงียบลงแทนที่ด้วยเสียงฝีเท้าของธิฌาธรที่กำลังเดินกลับเข้ามาในตัวบ้าน หญิงสาวไม่เห็นว่าเขายืนอยู่ข้างประตูรั้วจึงโดนกระชากแขนโดยไม่ทันตั้งตัว

“ว๊าย”

“แค่นี้ทำเป็นร้อง ทีเมื่อกี้ยืนคุยกับไอ้หน้าจืดนั่นทำเป็นหัวร่อต่อกระซิก” เขาพูดจาประชดประชันหล่อนทันที

“เทียนเปล่าค่ะ เทียนแค่เอาแกงพะแนงไปให้พี่วัฒน์เฉยๆ”

“เหรอ แต่ว่าฉันดูไม่ผิดนะ เห็นแตะเนื้อต้องตัวกันด้วยนี่ สงสัยของมันเคยๆ”

“คุณคินหมายความว่ายังไงคะ”

“เธอกับมันเคยเอากันแล้วใช่ไหมล่ะ เหอะ แล้วไม่ต้องมาปฏิเสธหรอกนะ ฉันมองปราดเดียวก็รู้แล้ว” เขามองเธอหัวจรดเท้าด้วยสายตาดูถูก ก่อนจะใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ยกขึ้นมาบีบคางของเธอไว้

“เทียนกับพี่วัฒน์เป็นแค่พี่น้องกันค่ะ เราไม่เคยคิดเกินเลยกันมากกว่านั้น คุณคินเข้าใจผิดแล้วค่ะ ปล่อยเทียนเถอะนะคะ เทียนเจ็บค่ะ” เธอร้องอู้อี้บอกและอธิบายให้เขาฟัง น้ำใสๆ ไหลรินลงมาอาบแก้มเพราะทานความเจ็บปวดไม่ไหว

“เจ็บสิดี จะได้รู้ไว้ว่าที่เธอคิดผิดที่อยากแต่งงานกับฉัน” เขากระซิบบอกเสียงเหี้ยม ก่อนจะสะบัดมือออกจากใบหน้าน้อยๆ “แล้วก็ไม่ต้องมาร้องไห้ เพราะน้ำตาเธอมันช่วยอะไรไม่ได้หรอกนะ แล้วเธอจะได้รู้ว่านรกบนดินมันมีจริง!”


มื้อค่ำในวันนั้นผ่านไปได้ด้วยดี ชายหนุ่มรู้สึกทานอาหารคล่องคอขึ้นเมื่อเห็นว่าธิฌาธรไม่ได้มาร่วมโต๊ะด้วย หญิงสาวอ้างว่าหล่อนไม่สบายจึงอยากขอนอนพักผ่อนมากกว่า คุณหญิงย่าของเขาไม่สงสัยอะไรเพียงแต่สั่งพี่แสงให้ไปสั่งคนครัวให้ทำข้าวต้มไปให้หล่อนที่ห้อง

ชายหนุ่มอยู่พูดคุยและรอจนกระทั่งท่านทานยาและเข้านอนเรียบร้อยแล้วจึงขอตัวลากลับ สีหน้าของหญิงชราดูสดใสขึ้นมากทำให้เขาเบาใจไปเยอะพอสมควร กว่าจะได้ออกจากบ้านสิงหอินทรกุลก็ปาไปสี่ทุ่มกว่าแล้ว ก่อนจะกลับชายหนุ่มจึงแอบเหลียวมองหญิงสาวที่หายหน้าไปตั้งแต่ช่วงเย็นอีกรอบแต่ก็ไม่พบ

รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นบนหน้าเล็กน้อยก่อนจะจางหายไป บางทีที่หล่อนหายหน้าไปเพราะอาจจะกลัวเขาจนร้องไห้ขี้มูกโป่งไปฟ้องแม่ขอยกเลิกงานแต่งงานแล้วก็เป็นได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงจะดีเขาจะมีความสุขมากเลยล่ะหากหล่อนขอยกเลิกทั้งหมด



ฟากธิฌาธรที่อยู่ในห้องนอนนั้นกำลังเป็นกังวลกับรอยเขียวช้ำบนเรียวแขนของตัวเอง ขนาดผ่านมาไม่กี่ชั่วโมงยังช้ำถึงขนาดนี้ พรุ่งนี้ตื่นมารอยมันจะไม่ยิ่งชัดขึ้นกว่านี้หรือ เธอจะซ่อนรอยนี้ได้อย่างไรกันล่ะ เสื้อแขนยาวของเธอก็มีน้อยนักหากใส่ทุกวันมารดาก็คงจะสงสัยเป็นแน่ 

แต่ขณะที่กำลังที่กำลังนอนคิดไม่ตกอยู่นั้น เสียงเคาะประตูที่หน้าห้องก็ดังขึ้น ร่างบางที่นอนอยู่รีบดีดตัวขึ้นมาทันทีเพราะคิดว่าเป็นมารดา 

"ใครคะ" ร้องถามออกไป

"พี่แสงเอง คุณหญิงท่านให้เอาข้าวต้มมาให้" เมื่ออีกฝ่ายตอบกลับมาธิฌาธรจึงหายใจคล่องขึ้นมาหน่อย 

"รอเทียนแป๊บนึงนะคะ" หญิงสาวรีบไปเปิดประตูและยื่นมือไปรับถาดอาหาร 

"อุ๊ย แขนไปโดนอะไรมา" แสงร้องออกมาอย่างตกใจ 

"ตู้มันล้มทับแขนเทียนค่ะ" หญิงสาวจำต้องโกหกอีกรอบ 

"แล้วทำอีท่าไหนล่ะเนี่ย แม่บุษรู้หรือเปล่า" 

"ไม่รู้ค่ะ พี่แสงอย่าบอกแม่นะคะ เทียนกลัวแม่ดุ" สีหน้าวิงวอนของหญิงสาวทำให้แสงต้องพยักหน้ารับปากสัญญา 

"ตู้อะไรล้มทับล่ะเนี่ย ดูสิเขียวช้ำน่ากลัวจริง" แสงยึดเียวแขนของอีกฝ่ายมาดูให้ชัดๆ และลูบเบาๆ 

"ตู้ในห้องนี่แหละจ้ะ" 

"เดี๋ยวพี่ไปเอายาทามาให้นะ รอแป๊บนึง" ว่าแล้วก็รีบวิ่งไปค้นยาทาแก้ฟกช้ำมาให้หญิงสาว ไม่นานแสงก็กลับมาพร้อมทั้งยากินและยาทา 

"ขอบคุณนะคะพี่แสง อุตส่าห์เอาข้าวมาส่งแล้วยังไปหายามาให้ด้วย" 

"ไม่เป็นไร เทียนก็เหมือนน้องสาวพี่" ด้วยความที่อายุไม่ห่างกันมากและโตมาด้วยกันทั้งคู่จึงมีความผูกพันกันมากพอสมควร 

หลังจากรับยาและถาดข้าวมต้มมาเรียบร้อยแล้ว ธิฌาธรก็นั่งลงกินข้าวเงียบๆจนกระทั่งหมดชาม จึงหยิบยาแก้ปวดมากินหลังอาหารทันที  มือบางค่อยๆเกลี่ยยาเย็นๆลงบนรอยเขียวช้ำบนเรียวแขนอย่างเบามือ และค่อยๆเบาๆให้มันแห้งซึมไปกับผิว ตอนนี้เธอคงทำได้แค่ภาวนาให้มันหายเร็ววันเร็วคืน เธอไม่อยากให้บุพากรีทราบเพราะไม่อยากให้ท่านไม่สบายใจ และท่านคงจะซักไซ้เธอมากกว่าที่จะเชื่อว่าตู้นั้นล้มทับเธอจริงๆ 



ยิ่งวันแต่งงานใกล้เข้ามาเท่าไหร่เจ้าบ่าวของงานก็ยิ่งทำตัวสำมะเลเทเมามากขึ้น ชายหนุ่มออกไปปาร์ตี้แทบจะทุกคืนและตบท้ายด้วยการค้างที่ห้องของเพื่อนสาวอย่างเจนนภา หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นก็คงไม่ต้องบรรยายเพราะทั้งคู่ต่างคนก็ต่างรู้กันดีอยู่แล้ว

เจ้าตัวจะกลับเข้ามาเคลียร์งานที่บริษัทในช่วงบ่ายจนกระทั่งถึงช่วงห้าโมงเย็น จากนั้นเขาก็จะออกไปดูงานก่อสร้างโชว์รูมรถสักสองสามชั่วโมงก่อนจะกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านและออกไปเที่ยวกลางคืนต่อ วนอยู่อย่างนี้เป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนจนบิดาทนไม่ไหวต้องเรียกไปตักเตือน

แต่คนหัวรั้นอย่างเขาหาได้สนใจไม่ก็ยังทำตัวเช่นเดิมจวบจนกระทั่งคืนก่อนวันงานแต่งงาน เขาก็ยังออกมาเที่ยวเมาหัวราน้ำเช่นเคยทั้งๆ ที่จะมีงานเช้า แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็มีความรับผิดชอบพอ คชินทร์ตื่นขึ้นมาในตอนตีสี่เพราะนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้

“ฮื้อ คิน ยูตั้งนาฬิกาปลุกทำไมตอนนี้” เจนนภางัวเงียตื่นขึ้นมาถามเมื่อเห็นว่าเพื่อนกำลังสวมเสื้อผ้าอยู่

“ฉันต้องกลับบ้านแล้ว พอดีมีธุระต้องไปทำ เธอนอนต่อเถอะ” เขาหันมาพูดและหันกลับไปติดกระดุมเสื้อเชิ้ตต่อ

“ธุระตอนตีสี่เนี่ยนะ ยูแม่งบ้าไปแล้ว ช่วงนี้ยูทำตัวเหมือนปิดบังอะไรไออยู่ มันมีอะไรกันแน่วะ” น้ำเสียงที่ออกไปทางเหวี่ยงๆ นิดๆ

“พูดจาไม่เพราะเลย แม่งเมิ่งวะเวอะอะไรกัน” เขาเสไปเรื่องอื่น

“ยูก็ตอบดิ ช่วงนี้ยูเมาเหมือนหมาแล้วกลับห้องมาก็ฟัดกันอย่างกับตายอดตายอยากทุกคืน ทำเหมือนกับว่าจะไม่ได้ไปแฮงค์เอาท์กันแบบนี้อีกอะ ไหนบอกว่าจะไม่ปิดบังกัน ไหนบอกจะคุยกันทุกเรื่องไง”

“ถ้าบอกไปแล้วเธอจะรับได้เหรอ ความสัมพันธ์ของเรามันจะเปลี่ยนไปไหม” ที่เขาเลือกจะไม่บอกเธอเพราะเขากลัวการเปลี่ยนแปลง เขากลัวว่าเจนนภาจะเปลี่ยนไป เขาไม่อยากเสียเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตอย่างเธอ

“แล้วมันคืออะไรล่ะ What!!?”

“เธอต้องสัญญาก่อน ฉันถึงจะพูด”

“เออๆ”

“วันนี้ฉันจะแต่งงานแล้ว กับผู้หญิงที่เธอเคยเจอที่ห้างกับคุณย่าฉันไง” เขานั่งลงบนเตียงข้างๆ กายหล่อน และเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง

“ยูกำลังจะแต่งงานมีครอบครัวอย่างนั้นเหรอ แล้วไอล่ะ ยูเอาไอไปไว้ตรงไหน” เจนนภาสติแตกเล็กน้อยที่ได้ยินแบบนั้น เธอคิดเพียงว่าความสัมพันธ์ของเธอและคชินทร์จะไม่มีใครสามารถแทรกเข้ามาได้เพราะชายหนุ่มไม่เคยจริงจังกับใครเลย แถมเขายังเคยพูดว่าจะไม่มีวันแต่งงานมีครอบครัวเด็ดขาด

แต่วันนี้คำพูดของเขามันเป็นเพียงลมปาก เพราะเขากำลังจะทิ้งหล่อนไว้ด้านหลังและไปสร้างครอบครัวกับคนอื่น หล่อนรู้ว่าเป็นคนตกปากยอมรับสถานะแบบนี้เอง แต่เรื่องความรู้สึกและความผูกพันที่มันค่อยๆ เกิดขึ้นนั้นมันห้ามไม่ได้จริงๆ

“เธอก็ยังเหมือนเดิม เรายังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม ทำตัวแบบเดิมไง” เขาพยายามอธิบาย

“มันจะเหมือนเดิมได้ยังไง ยูมีครอบครัวแล้ว ยูแต่งงานแล้ว!”

“เหมือนสิ เราเป็นเพื่อนกันไง เราไม่ได้เป็นกิ๊กหรือเป็นชู้กัน” มือหนาเอื้อมมือไปบีบหัวไหล่มนเบาๆ “อีกอย่างฉันไม่ได้เต็มใจแต่งงาน มันเป็นการบีบบังคับจากคุณย่าของฉัน มันไม่ได้เกิดมาจากความรักสักนิด แต่งกันไม่นานเดี๋ยวฉันก็หย่า”

“แล้วช่วงที่ยูแต่งงานอยู่กับเขาล่ะ ไอต้องทำยังไง”

“ก็ทำตามปกติ ฉันจะทำตัวกับเธอเหมือนเดิม เราจะไปเที่ยว ดื่ม กิน นอน ด้วยกันเหมือนที่เคยทำมาไง ฉันไม่สนใจใครนอกจากเธอคนเดียว”

“จริงเหรอ แล้วเมียยูจะไม่ว่าอะไรเราเหรอ”

“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่สนใจ ในเมื่อแม่นั่นอยากแต่งกับฉันมาก ก็ต้องยอมรับเธอให้ได้ด้วย” เขารั้งหญิงสาวมากอดปลอบก่อนจะผละออกไปเมื่อเห็นว่าใกล้จะตีห้าแล้ว ตนนั้นต้องรีบไปแต่งหน้าแต่งตัวที่บ้านคุณหญิงย่า

เขาเอ่ยลาเจนนภาและรีบออกจากคอนโดฯ ของหญิงสาวทันที กว่าจะไปถึงบ้านสิงหอินทรกุลก็หกโมงเช้าพอดิบพอดี ไปถึงเขาก็อาบน้ำล้างหน้าและออกมาแต่งหน้าทันที เพราะเกรงว่าจะไม่ทันพิธีเช้า โดยมีหม่อมราชวงศ์หญิงอภิรดีปรายตามองด้วยสายตาขุ่นเคืองเป็นระยะๆ เนื่องจากหลานชายตัวดีมาพร้อมกับกลิ่นเหล้าหึ่งราวกับว่าอาบมาเสียอย่างนั้น ขนาดอาบน้ำแล้วก็ยังมีกลิ่นติดบ้างประปรายจนต้องให้ช่างแต่งหน้าช่วยฉีดน้ำหอมดับกลิ่นไม่พึงประสงค์นั้นไป

“แกช่วยยิ้มให้มันดีๆ หน่อยจะได้ไหม เลิกทำหน้าเหมือนโดนบังคับมาเสียที” คุณชายอัฐเดชกระซิบบอกบุตรชายเมื่ออยู่กันตามลำพัง

“ก็ผมถูกบังคับมาจริงๆ นี่”

“แกเลิกทำตัวเป็นเด็กสักวันเถอะ” หนุ่มใหญ่พูดอย่างอ่อนใจ บุตรชายคนกลางถอนหายใจเฮือกใหญ่และปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ไม่ได้มีท่าทีราวกับถูกบังคับเหมือนในคราแรก

“เมียพี่คินสวยไม่เบาเลยนะ” คเชษฐ์ร้องแซวพี่ชายด้วยท่าทีจริงจัง เพราะว่าตนนั้นแอบลอบมองหลายรอบแล้ว ความรู้สึกอิจฉาพี่ชายจึงผุดขึ้นมานิดๆ

“แกมาแต่งเองไหมล่ะ ฉันยกให้”

“โหยพี่คิน นี่ผมไม่รู้เรื่องเลยนะ ถ้าผมรู้ก่อนนะผมตัดหน้าพี่รับเป็นเจ้าสาวของตัวเองไปแล้ว”

“ไอ้คีย์ พูดเบาๆ หน่อย ให้เกียรติฝ่ายหญิงบ้าง” คเชนทร์เอ็ดน้องชายคนเล็กเบาๆ เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวเริ่มเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ

“ก็มันจริงอะ พี่คินทำหน้าแบบไม่อยากแต่งไอ้เราก็นึกว่าไม่สวย ที่ไหนได้นางฟ้าลงมาเกิด”

“เบาๆ หน่อย นั่นเมียกู” เขาตบหัวน้องชายเบาๆ “ไปตรงนู้นก่อนนะ คุณย่าเรียกแล้ว”

“แหม ทำมาเป็นพูดว่าเมียเมออะไรกัน เมื่อกี้ยังพูดว่าไม่อยากแต่งอยู่เลย” คเชษฐ์จีบปากจีบคอล้อเลียนพี่ชาย

“ไอ้คีย์ ไปหาอะไรกินกันตรงนู้นดีกว่า ฉันหิวจนไส้จะขาดแล้ว” พี่ชายคนโตไม่รอคำตอบจากน้อง รีบดึงแขนเสื้อและลากอีกฝ่ายไปยังบริเวณที่จัดอาหารไว้รับรองแขกทันที

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว