ขอบคุณทุกกำลังใจ กำลังเริ่มติดเหรียญแล้วนะคะ ใครยังไม่อ่านรีบอ่านก่อนติดเหรียญนะคะ

ตอนที่ 5 เยี่ยมเยียนท่านราชครู

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 เยี่ยมเยียนท่านราชครู

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 22 มิ.ย. 2561 11:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 เยี่ยมเยียนท่านราชครู
แบบอักษร

เมื่อคืนข้าแทบจะมิได้นอน ด้วยข่มตาเท่าใดก็ไม่สามารถหลับใหลได้ดั่งใจต้องการ สุดท้ายข้าจึง​คิดได้ว่า ในเมื่อเหตการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว ฉะนั้นข้าขอถอนหมั้นเสียเลยจะดีกว่า ถึงอย่างไรทางท่านราชครูก็มิได้อยากแต่งงานกับข้าอยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่เขากินเต้าหู้ข้าในวันนั้น ข้าจะคิดเสียว่าถูกสุนัขเลียก็แล้วกัน ยามเมื่อข้าเล่นกับสุนัขล่าสัตว์ของท่านพี่ชิงเหยียน พวกมันก็ชอบเอาลิ้นมาเลียใบหน้าของข้า บางคราก็เลียริมฝีปากข้าของเช่นนี้แหละ

“ชิงชิง เจ้าไม่สบายหรือ” เสียงท่านพี่ชิงเหยียนเอ่ยทักขณะที่ข้าเดินสวนทางกับเขาเพื่อจะเข้าพบท่านย่า

“ข้าสบายดี เพียงแต่ข้านอนไม่ใคร่จะหลับเท่านั้นเอง” ข้าเอ่ยพลางยกมือขึ้นลูบใบหน้าด้วยความอ่อนเพลีย

“เรื่องบางเรื่องเจ้าจะคิดไปทำไมให้มากความ หากผู้ใดทำให้เจ้าไม่พอใจก็แค่เพียงบอกข้า ข้าจะจัดการมันผู้นั้นให้เจ้าเอง” ท่านพี่เอ่ยมาเช่นนี้ข้าอดซาบซึ้งใจมิได้

“เช่นนั้นสุนัขล่าสัตว์ของของท่านพวกนั้น ท่านก็ช่วยจัดการพวกมันให้ข้าด้วยนะ กระต่ายของข้าถูกพวกมันกัดตายไปหลายตัวแล้ว” ข้าเอ่ยอย่างนึกขึ้นได้ เมื่อหลายวันก่อนหวังอี้เทียนนำกระต่ายน้อยมาให้ข้าตั้งหลายตัว เขาบอกว่าเห็นกระต่ายพวกนั้นแล้วก็คิดถึงข้า จึงนำพวกมันมามอบให้​ข้าเสียเลย

“กระต่ายที่เจ้าเด็กแซ่หวังผู้นั้นนำมานั่นหรือ เจ้าไปบอกเขาด้วยนะ พวกมันถูกปากสุนัขของข้ายิ่งนัก” เอ่ยจบท่านพี่ชิงเหยียนก็เดินผิวปากจากไปอย่างสบายอุรา ท่านพี่กับหวังอี้เทียนมีเรื่องขัดแย้งกันมาตลอด ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดกันแน่ แต่สำหรับข้าแล้วหวังอี้เทียนช่างน่าคบหายิ่งนัก เขาคือนายน้อยตระกูลหวัง ซึ่งนับว่าเป็นตระกูลใหญ่มีกิจการจำหน่ายเสบียงและอาวุธให้กับราชสำนัก พี่ใหญ่มักเรียกพวกเขาว่าพ่อค้าอาวุธนั่นเอง หวังอี้เทียนชอบติดตามบิดาเขามาเพื่อคุยการค้ากับท่านปู่เสมอ ท่านปู่ในยามนี้ได้รับมอบหมายจากฝ่าบาทให้ดูแลเรื่องจัดซื้ออาวุธและเสบียง ช่วงนี้หวังอี้เทียนกำลังเรียนรู้เรื่องการค้าขายกับบิดา เขาจึงเข้ามาในจวนบ่อยเป็นพิเศษ มาทีไรมักนำของมาให้ข้าทุกที ข้าจึงอดชอบเขามิได้ เอ่อ อันที่จริงก็ชอบของฝากของเขาด้วยนั้นแหละ

ท่านย่ากับท่านแม่กำลังนั่งคุยกันเรื่องลายปักของผ้า ข้าเลยเข้าไปนั่งฟังเงียบๆ ท่านแม่ของข้าช่ำชองในงานเย็บปักพวกนี้มาก มิเสียทีที่เป็นบุตรสาวของโรงทอผ้าอันดับหนึ่งในเจียงหนาน ยามที่ท่านแม่แต่งเข้าจวนตระกูลก็นำสินเดิมคือโรงทอผ้าในเมืองหลวงแต่งเข้าจวนมาด้วย ยามนี้ตระกูลตู้จึงมีกิจการกับเขาด้วยเช่นกันนั่นก็คือโรงทอผ้า ควบคุมและดูแลกิจการโดยท่านแม่ ทุกวันนางจะนั่งออกแบบลายผ้าด้วยตนเองเสมอ ท่านย่าของข้าชมชอบเรื่องนี้เป็นพิเศษพวกนางจึงเข้าขากันได้ดียิ่งนัก

“ชิงเอ๋อเจ้ามีสิ่งใดอยากจะเอ่ยกับย่าก็ว่ามาเถิด” ท่านย่าเอ่ยขึ้นหลังจากเห็นว่าข้านั่งเท้าคางฟังพวกนางคุยกันอยู่นานแล้ว ซึ่งผิดวิสัยของข้ายิ่ง

“ท่านย่า ท่านแม่ ข้าอยากถอนหมั้น!” พอข้าเอ่ยประโยคนี้พวกนางหยุดชะงักแล้ววางผ้าปักทันที

“ชิงเอ๋อเรื่องบางเรื่องเจ้าจะตัดสินใจโดยพละการมิได้นะ ย่าไม่อยากให้เจ้าเสียใจในภายหลัง” ท่านย่าเอ่ยพลางเดินมานั่งลงเคียงข้างข้า

“จริงดังเช่นที่ท่านย่าของเจ้าเอ่ย ชิงชิงแม่ไม่เห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะถึงกับต้อง​ถอนหมั้นเลย เจ้ายังมิได้พบท่านราชครูและสอบถามเขาด้วยซ้ำว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร หากเจ้าผลุนผลันตัดสินใจออกไปเช่นนี้ วันหน้าหากเจ้าอยากจะกลับคำก็​คงมิได้แล้วนะ” ท่านแม่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ที่จริงนางก็พูดถูกข้ายังมิได้คุยกับเขาเลย

“แต่ข้าไม่รู้เป็นอันใด มักจะรู้สึกไม่ชอบใจและหงุดหงิดทุกครั้งที่ข้าได้พบเขา พวกท่านรู้ไหมเขาไม่ได้เป็นเช่นที่ผู้อื่นเห็น แท้จริงแล้วเขา…เฮ้อเป็นเช่นไรข้าก็บอกไม่ถูก” พอข้าเอ่ยเช่นนี้ท่านย่าและท่านแม่ก็อมยิ้มทันที ข้าคิดไว้อยู่แล้วว่าถ้าหากพูดออกไปก็ไม่มีผู้ใดเข้าใจข้าแน่

“วันนี้ย่าจะไปเยี่ยมเขาเสียหน่อยถึงอย่างไรก็เป็นถึงคู่หมั้นของเจ้า เจ้าจะไปจวนตระกูลตวนมู่กับย่าหรือไม่” ท่านย่าเอ่ยถามเช่นนี้ข้าก็มิรู้จะตอบอย่างไรดี

“หากข้าไปผู้คนมิติฉินนินทาข้าหรือ ผู้คนภายนอกต่างเล่าลือกันว่าเขามิได้สนใจข้า หากข้าไปหาเขาถึงจวนเช่นนี้ก็ยิ่งตกเป็นขี้ปากของชาวบ้านยิ่งขึ้นไปอีก” ข้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด ใจจริงข้าก็อยากจะไปนะ แต่ไม่อยากเพิ่มเรื่องให้พวกชาวบ้านนินทามากไปกว่านี้

“กลัวคำนินทาหรือ ไม่สมกับที่เป็นลูกหลานของจวนแม่ทัพเลย คำพูดมันทำร้ายเจ้าได้หรือ” ท่านแม่เอ่ยเช่นนี้ข้าอยากร่ำไห้ออกมายิ่งนัก

“มันทำร้ายร่างกายมิได้แต่ก็ทำร้ายจิตใจของข้าได้นะท่านแม่” ข้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงขอความเห็นใจ แม้จะเห็นว่าภายนอกข้าดูเข้มแข็ง แต่แท้จริงจิตใจข้าอ่อนไหวยิ่งนักท่านแม่ช่างมิรู้อะไรบ้างเลย

“หากเจ้ากลัวคำพูดของผู้อื่นเช่นนั้น แล้วเจ้าได้คิดถึงจิตใจของญาติผู้น้องเจ้าหรือไม่ นางเป็นถึงองค์หญิงแห่งแคว้นเหลียน แต่ยามนี้ผู้คนต่างพูดถึงนางอย่างสนุกปาก กล่าวหาว่านางลักลอบนัดพบกับท่านราชครู หากเจ้ายังทำหมางเมินต่อท่านราชครูเช่นนี้ ก็ยิ่งเป็นการยืนยันข่าวลือพวกนั้น เจ้าไม่คิดช่วยนางที่ถูกกักบริเวณอยู่แต่ในวังหรือ” ท่านย่าเอ่ยอย่างยืดยาวเช่นนี้ทำให้ข้าต้องพยักหน้า จริงด้วย หากข้าและท่านราชครูแตกหักกันช่วงนี้ องค์หญิงสี่ยิ่งถูกเข้าใจผิดไปใหญ่เป็นแน่ คิดได้ดังนั้นข้าจึงพยักหน้าตกลงกับท่านย่า

“เช่นนั้นข้าไปก็ได้” พอข้าเอ่ยเช่นนี้ทั้งท่านแม่และท่านย่าต่างพากันยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ

จวนตรูกูลตวนมู่อยู่ไม่ไกลจากจวนแม่ทัพเท่าใดนัก นั่งรถม้าไม่นานก็ถึง ข้าและจูเหลียนช่วยกันประคองท่านย่าลงจากรถม้า ไม่นานพ่อบ้านตระกูลตวนมู่ก็ออกมาต้อนรับและพาพวกข้าไปยังโถงรับแขก นั่งจิบน้ำชาครู่หนึ่งบิดามารดาของตวนมู่เฉินก็เดินเข้าโถงรับแขกมา เมื่อมาถึงพวกเขาก็คารวะท่านย่าและพยักหน้ารับการคารวะจากข้า

“พวกข้าต้องขออภัยตู้ฮูหยินที่ออกมาต้อนรับช้า ทำให้พวกท่านต้องรอ ขายหน้ายิ่งนัก ” ตวนมู่เฉิงอดีตท่านราชครูเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน

“มิเป็นไร เป็นพวกข้าเองที่มารบกวน เพียงแต่ข้าและชิงเอ๋ออยากมาเยี่ยมเยียนถามไถ่อาการของท่านราชครูเท่านั้น” ท่านย่าเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเป็นกันเอง

“เขาอาการเริ่มดีขึ้นแล้ว โชคดีที่ได้ท่านอัครเสนาบดีช่วยเอาไว้ มิเช่นนั้นยามนี้อาการของเขาน่าจะร้ายมากกว่าดี” ครานี้เป็นฮูหยินตวนมู่ ฉางซูเหมยเป็นผู้ตอบ ข้ามองนางแล้วอดชื่นชมในใจมิได้ เวลาที่ผันผ่านไปไม่อาจลดเลือนความงามของนางไปได้เลย ตวนมู่เฉินมีหน้าตางดงามเฉกเช่นมารดานี่เอง

“แม่นางตู้ เจ้าจะเข้าไปดูอาการของเขาสักหน่อยไหม ยามนี้พี่ชายเฉินของเจ้ารู้สึกตัวแล้วเขาคงดีใจหากเจ้าเข้าไปเยี่ยม” เหมือนว่าข้าจะจ้องมองนางนานไปหน่อยนางจึงหันมาเอ่ยกับข้า ข้ารีบส่ายหัวปฏิเสธทันที จริงสินะเมื่อก่อนข้าเคยเรียกเขาว่าพี่ชายเฉิน แต่เขาเคยบอกว่าไม่ชอบที่ข้าเรียกเขาเช่นนี้ข้าจึงมิกล้าเรียกเช่นนั้นอีก

“ข้าว่าให้เขาได้พักผ่อนอย่างสบายใจเถอะเจ้าค่ะ” ข้าเอ่ยเช่นนี้ทั้งนายท่านตวนมู่และฮูหยินพากันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนกำลังขบขัน อ่า คนจวนตระกูลตวนมู่นี่ช่างเป็นจวนที่มีแต่ผู้คนอารมณ์ดีเสียจริง ขนาดลูกชายคนเพียงคนเดียวเจ็บหนักอยู่นะนี่ แต่คิดในแง่ดีแสดงว่าตวนมู่เฉินมิได้เป็นอันใดมาก

“พวกข้าเพียงแต่มาเยี่ยมเยียนถามไถ่อาการเท่านั้น” เอ่ยจบท่านย่าก็มอบกล่องยาลูกกลอนคุ้มใจมอบให้นายท่านใหญ่ตวนมู่

“ข้ารู้มาว่าครานี้เขาเจ็บหนักจึงตั้งใจนำยาคุ้มใจมาให้ ยานี้สรรพคุณดียิ่งนักบำรุงปอดและหัวใจ อีกทั้งช่วยขับพิษในร่างกายอีกด้วย” ท่านย่าเอ่ยพลางยื่นกล่องไปให้แต่นายท่านใหญ่มิได้รับไว้กลับ คารวะขอบคุณอย่างเต็มพิธีการ

“ข้าน้อยขอบคุณในน้ำใจของท่านยิ่งนัก แต่ยาคุ้มใจนี้นับว่าเป็นของล้ำค่า พวกข้ามิกล้ารับไว้ อีกอย่างอาการของลูกเฉินก็ดีขึ้นมากแล้ว” เขาเอ่ยเช่นนี้ท่านย่าก็ยังไม่เก็บกล่องยากลับมา ท่านย่ายากล่องนี้ในจวนเรามีไม่กี่กล่อง เหตุใดท่านไม่เก็บเอาไว้ให้ลูกหลานของท่านเล่า ข้าได้แต่แอบคิดในใจ

“ท่านรับไปเถิดสำหรับข้าแล้วท่านราชครูเป็นดั่งลูกหลานของข้า หากพวกท่านไม่รับไว้คนแก่เช่นข้าจะรู้สึกเสียใจมาก” ท่านย่าเอ่ยถึงขนาดนี้ พวกเขาจึงได้รับไว้ เมื่อเอ่ยถามถึงสารทุกข์สุขดิบกันดีแล้ว ไม่นานจวนตระกูลตวนมู่ก็ต้องรับแขกเพิ่มอีกหลายคน ส่วนใหญ่เป็นแม่นางน้อยจากจวนอื่น ข้าเห็นว่ามีแขกมากมายเช่นนี้นายท่านตวนมู่และฮูหยินจะลำบากใจในการรับรองพวกข้า ข้าจึงชวนท่านย่ากลับจวน ฮูหยินตวนมู่คล้ายจะเอ่ยทักท้วงแต่นายท่านใหญ่ปรามนางไว้ พวกข้าจึงสามารถลากลับได้เสียที ข้าประคองท่านย่าขึ้นรถม้าในใจก็อดค่อนขอดคนเจ็บในจวนแห่งนี้มิได้ มีผู้อื่นมาเยี่ยมเยียนมากขนาดนี้ ถ้าไม่เห็นแก่องค์หญิงสี่ข้าไม่มีทางบากหน้ามาเยี่ยมเจ้าหรอกเจ้าคนมากเสน่ห์

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว