ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและเป็นกำลังใจให้เรานะคะ รักมาก ๆ ค่ะ <3

บทที่ 1 ลูกสาวข้า

ชื่อตอน : บทที่ 1 ลูกสาวข้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.2k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.พ. 2562 13:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 ลูกสาวข้า
แบบอักษร

บทที่ 1

ลูกสาวข้า

รถม้าคันหนึ่งวิ่งช้า ๆ เลียบถนนของเมืองหลวง คนขับทั้งสองคนหน้าตาต่ำช้า ให้มองเพียงภายนอกมองอย่างไรก็ไม่น่าจะเป็นคนดี คนหนึ่งร่างหนาใหญ่บึกบึนและมีรอยบากจากใต้ตาซ้ายพาดผ่านสันจมูกยาวไปจนถึงแก้มซีกขวา อีกคนร่างผอมสูง ใบหน้าซูบตอบ ดวงตาโปนลึกโหล แม้ทั้งคู่มีหลายสิ่งแตกต่าง แต่เค้าโครงหน้าบอกชัดว่าเป็นพี่น้องกัน

ภายในรถม้า ร่างบอบบางร่างหนึ่งนั่งพิงผนังรถม้าอย่างอ่อนแรง ศีรษะของนางถูกคลุมด้วยถุงหนังสัตว์ใบเขื่องจนไม่อาจมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายนอก เพียงให้หายใจสูดเอาอากาศผ่านถุงหนังเข้ามาก็ยังยากเย็นเต็มทน แขนเรียวเล็กใต้อาภรณ์ชั้นดีถูกจับมัดไพล่หลังด้วยเชือกเส้นหนา แม้แต่เท้าทั้งสองข้างก็ยังถูกมัดเช่นเดียวกัน บนข้อมือและข้อเท้าขาวผ่องปรากฏรอยเชือกสีแดงช้ำ ทั้งบางจุดยังมีเลือดไหลอยู่ซิบ ๆ เพราะการพยายามขยับถูเชือกให้ขาด

หรงเมิ่งอิงขบฟันเมื่อถูกเชือกบาดเข้าอีกหน นางเปลี่ยนมาขยับโยกศีรษะหวังจะสลัดถุงหนังสัตว์ให้หลุดออก ทว่าความพยายามของนางกลับไร้ผล นางอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรงเกินไป ถุงหนังสัตว์ก็หนาหนักเกินไป นางไม่อาจเอาชนะเจ้าสิ่งนี้ได้เลย

หรงเมิ่งอิงฟังเสียงภายนอก นางได้ยินเสียงผู้คนพูดคุยดังแว่วอยู่ค่อนข้างไกลและนานครั้งจึงจะได้ยินสักทีหนึ่ง โจรสองพี่น้องคงพยายามลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยเล็ก ๆ กระมัง หากตะโกนขอความช่วยเหลือออกไปก็ไม่รู้ว่าจะมีคนได้ยินหรือไม่ หรือหากพุ่งตัวออกไป โจรพวกนี้คงคว้าตัวนางไว้ได้ทันก่อนจะมีผู้อื่นเห็น

พวกต่ำช้า!

หรงเมิ่งอิงสบถโดยไร้เสียง ดวงตาเพ่งมองผ่านถุงหนังสัตว์อย่างเคืองแค้น

“พี่ใหญ่ เหตุใดเราจึงไม่รุมขืนใจนางเสียเล่า” เสียงแหบต่ำดังมาจากที่นั่งของสารถี หรงเมิ่งอิงจำได้ว่าเจ้าของเสียงนี้เป็นชายร่างใหญ่หน้าบาก “นางหน้าตาน่าเอ็นดู รูปร่างก็บอบบางน่าจับต้องยิ่งนัก หากต้องขายนางข้าก็คงนึกเสียดายมากจริง ๆ”

“เจ้าโง่” เสียงชายร่างผอมหน้าตอบพูดอย่างเบื่อหน่าย “หากเราย่ำยีนาง เราจะได้เพียงความสุข หากเราขายนาง เราจะได้เงิน”

“เช่นนั้นก็ย่ำยีนางเสียก่อนแล้วค่อยขายนาง?”

หรงเมิ่งอิงกลอกตาครั้งหนึ่งอย่างอดไม่ได้ จนป่านนี้แล้วเจ้าหน้าบากนั่นก็ยังไม่เลิกอยากย่ำยีนางอีกรึ? เอาเถอะ ถึงอย่างไรก็นับว่าดีนักที่คนพวกนี้จะขายนางให้หอคณิกา อย่างน้อยคงยังพอมีทางเอาตัวรอดได้ง่ายกว่าถูกพวกนั้นลากเข้าข้างทางแล้วรุมข่มเหงมากนัก

“คืนแรกของเด็กสาวค้าได้ราคางามนัก ทั้งนางยังเคยเป็นถึงคุณหนูตระกูลดัง หน้าตาก็หมดจดน่ามอง เกรงว่าเราคงเรียกทรัพย์จากแม่เล้าจี้ได้อีกไม่น้อย” ชายร่างผอมที่ถูกเรียกว่า ‘พี่ใหญ่’ เอ่ยต่อ ครั้นแล้วก็มีเสียงคล้ายคนถูกตบศีรษะดังมาให้ได้ยิน “เลิกทำหน้าหื่นกระหายได้แล้ว! อีกไม่ถึงสองเค่อ [1] ก็จะถึงหอกล้วยไม้สวรรค์แล้ว ตั้งใจขับรถม้าไปเถอะ เจ้าโง่”

หรงเมิ่งอิงเลิกดิ้นรนหาทางรอด นางนั่งนิ่งเหม่อลอย ความทรงจำหนึ่งผุดพรายขึ้นมา ทั้งภาพเปลวไฟที่กำลังลุกโหมกลืนกินคฤหาสน์ของตระกูล ภาพกลุ่มโจรชั่วช้าที่กำลังขนข้าวของออกจากคฤหาสน์อย่างเหิมเกริม และภาพใบหน้าสุดท้ายของบิดามารดาก่อนจะถูกคมดาบลากกรีดผ่านลำคอ

ริมฝีปากของนางสั่นระริกจนต้องกัดเอาไว้แน่น น้ำตาหยดหนึ่งร่วงเผาะ หรงเมิ่งอิงหลับตาลงและปล่อยให้น้ำตาไหลรินโดยไร้เสียงสะอื้น ครั้นน้ำตาหยดสุดท้ายหยุดลงนางก็ลืมตาขึ้น ดวงตาฉายแววมุ่งมั่น

ยามนี้หาใช่เวลามาโศกเศร้าเสียใจอีกต่อไปแล้ว ประสบเคราะห์กรรมอย่างไรก็เคราะห์ดีที่ยังมีชีวิตอยู่ นางควรต้องมีชีวิตรอดต่อไปให้ดีจึงจะถูก!

รถม้าหยุดจอดลงหลังจากวิ่งมาอย่างยาวนาน หรงเมิ่งอิงได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน ยังคงมีเสียงของชายหน้าบากและชายหน้าตอบ แต่มีเสียงหนึ่งเพิ่มมา เป็นเสียงแหลมสูงติดจริตของสตรีนางหนึ่ง

“มีสินค้ามาส่งให้ข้าหรือ ผู้ใดกัน?”

“คุณหนูรองสกุลหรง อายุเพียงสิบห้า”

“สกุลหรง? เป็นสกุลเดียวกับที่เพิ่งมีเรื่องไปก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่”

“แม่เล้าจี้เข้าใจได้ถูกต้องแล้ว”

“ดี ๆ” แม่เล้าจี้หัวเราะพอใจ เสียงหัวเราะของนางดังกังวานเย้ายวน “ได้ยินมาว่าคุณหนูทั้งสองของตระกูลนี้หน้าตาหมดจดใช้ได้ทีเดียว”

“ไม่ผิด หน้าตานางน่าเอ็นดูไม่น้อย...น้องสี่อย่ามัวชักช้า เอาตัวนางมาให้แม่เล้าจี้ดูเร็วเข้า”

ประตูรถม้าถูกเปิดออก มือหยาบกร้านคู่หนึ่งเหนี่ยวกระชากไหล่หรงเมิ่งอิง เนื่องด้วยมือถูกมัดไพล่หลัง ข้อเท้าก็ถูกมัดเข้าหากันแน่นหนา หรงเมิ่งอิงจึงเซถลาออกไปอย่างไร้เรี่ยวแรงจะฝืนตนไว้ นางรู้สึกท้องน้อยดิ่งวูบ ก่อนทั้งร่างจะกระแทกลงสู่พื้นดินจนจุกไปทั้งสรรพางค์

“โอ๊ย!” กระดูกก้นนางจะหักหรือไม่ เจ้าลูกเต่าตัวนี้มองไม่ออกหรือว่านางยังเป็นเพียงเด็กสาวร่างบอบบางน่าถนอม!

หรงเมิ่งอิงเพียงคำรามฮึ่มฮั่มอยู่ในใจ ภายนอกกลับพยายามทำตัวสั่นเข้าไว้ กะพริบตาเรียกน้ำตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ส่งเสียงร้อง “ฮือ” แผ่วเบา  

“เจ้าโง่!” ชายหน้าตอบสบถออกมา “เจ้ากระชากนางเช่นนี้ได้อย่างไร”

“ตายแล้ว ๆ สินค้าข้าเสียหายหมดแล้ว!” แม่เล้าจี้ก็ร้องตกใจ ยื่นมือไปช่วยพยุงหรงเมิ่งอิงให้ลุกขึ้นยืน ครั้นเห็น ‘สินค้า’ ยืนได้ดีแล้วก็ดึงถุงหนังสัตว์ที่คลุมศีรษะอยู่ออก

หรงเมิ่งอิงหลับตาแน่น แม้จะเย็นลงมากแล้วแต่สายตานางยังต้องพยายามปรับแสงอยู่อีกครู่ใหญ่ก่อนลืมตาขึ้นได้ นางมองบุรุษสองคน คนหนึ่งร่างใหญ่คนหนึ่งร่างผอม ก่อนกวาดตามองสตรีวัยกลางคนในอาภรณ์สีฉูดฉาด ใบหน้างดงามประทินโฉมเสียจนหนาจัด คาดเดาไม่ยากว่าคงเป็นแม่เล้าจี้ 

“ที่นี่ที่ใดกัน” หรงเมิ่งอิงแสร้งทำเป็นตัวสั่นเทา หยาดน้ำตาเอ่อคลอ “พวกท่านเป็นใคร”

“ลูกสาวข้า” แม่เล้าจี้แย้มยิ้มหลังจากมองสินค้าจนพอใจแล้ว “อย่าได้หวาดกลัว ต่อไปนี้ข้าจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี”

“ท่านจะดูแลข้า?” หรงเมิ่งอิงสะอื้น หยดน้ำตาร่วงเผาะ ๆ ดวงตากลมโตแดงช้ำ ท่าทางนางทั้งสับสนทั้งหวาดหวั่น

“ไม่ผิด เจ้าอยากได้สิ่งใดแม่จะจัดหามาให้ อยู่ที่นี่เจ้าจะมีความสุขยิ่งกว่ายามอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลเจ้าเองเสียอีก”

“จริงหรือ”

“จริงที่สุด”

“ได้” หรงเมิ่งอิงพยักหน้าทั้งน้ำตา พยายามกัดริมฝีปากกลั้นสะอื้น “ข้าไม่มีบ้านให้กลับอีกต่อไปแล้ว ถ้าหากว่าท่านรับปากจะดูแลข้า ข้าจะทำทุกสิ่งที่ท่านต้องการ”

“ดี ๆ” แม่เล้าจี้ยิ้มกว้างจนดวงตาเหลือเป็นเสี้ยวเดียว นางปรบมือเรียกสาวใช้สองสามนางด้านหลัง กำชับรวดเร็ว “พวกเจ้าพาลูกสาวคนใหม่ของข้าไปดูแลให้ดี จัดหาห้องพักให้นางอยู่ หากนางต้องการสิ่งใดก็หามาให้นาง ลูกสาวคนนี้ของข้าน่าสงสารเป็นที่สุด”

สาวใช้สองนางรับคำ เข้ามาช่วยพยุงหรงเมิ่งอิงให้เดิน ทว่าหรงเมิ่งอิงเพิ่งจะก้าวเท้าได้เพียงข้างเดียวเท่านั้นก็ล้มคว่ำลงไปนอนกระแทกพื้น แรงกระแทกทำให้นางแทบจะกระอักเลือดออกมา น้ำตาซึมอีกหนด้วยเพิ่งนึกได้ว่าทั้งมือและเท้ายังถูกมัดอยู่

โอย ๆ หน้าอกนางยังไม่ทันได้เติบโตเท่าที่ควรก็ถูกกลั่นแกล้งให้บอบช้ำเสียแล้วหรือนี่!

แม่เล้าจี้ร้องอุทาน ชายร่างผอมหน้าตอบรีบเข้ามาใช้มีดตัดเชือกให้ทั้งที่มือและเท้า หรงเมิ่งอิงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ขณะเดินไปพร้อมพวกสาวใช้ที่ช่วยประคองนางก็เหลียวกลับมามองสามคนเบื้องหลัง คนพวกนั้นกำลังสนทนาถึงเรื่องราคาค่าตัวของนางกันอยู่ ท่าทางเพลิดเพลินทีเดียว

หรงเมิ่งอิงแยกเขี้ยวครั้งหนึ่ง ลอบก่นด่าในใจอย่างเผ็ดร้อน


ฟ้ามืดลง ไฟในหอกล้วยไม้สวรรค์ถูกจุดสว่าง หรงเมิ่งอิงต้องเดินเลียบผ่านด้านหลังหอ นางสอดส่ายสายตาจนกระทั่งมองเห็นความพลุกพล่านวุ่นวายด้านหน้า สาวงามนับสิบนับร้อยสวมอาภรณ์หลากสีละลานตากำลังเยื้องย่างกรีดกราย มีทั้งร่ายรำ บรรเลงดนตรี นั่งเอาอกเอาใจแขก และถูกแขกโอบเอวพาเดินหายเข้าไปในห้องหับก็ยังมี เสียงดนตรี เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยหยอกล้อดังมาตามลม

หลังหอที่ใช้รับแขก ลึกเข้าไปมีอีกหอหนึ่งซ่อนอยู่ หอนี้เป็นเรือนพักผ่อนของเหล่านางคณิกา ทว่ายามนี้นางคณิกาในหอส่วนมากล้วนออกไปรับแขกด้านหน้าหมดแล้ว ในห้องอาบน้ำจึงเหลือสาวงามอยู่เพียงสี่ห้านางเท่านั้น ทุกนางล้วนเปลือยกายแช่อ่างน้ำร่วมกัน ไม่มีผู้ใดคิดใส่ใจจะปิดส่วนสงวนแม้เพียงนิด

หรงเมิ่งอิงเบิกตามองภาพตรงหน้า ก่อนยกมือขึ้นปิดใบหน้าซึ่งกำลังขึ้นสีแดงก่ำ ดวงตากลมโตที่โผล่พ้นง่ามนิ้วออกมากลับเป็นแววตาแห่งความอยากรู้อยากเห็นและซุกซน

“นั่นใครกัน” สาวงามนางหนึ่งในอ่างน้ำร้องขึ้น “ลูกสาวคนใหม่ของท่านแม่รึ”

“เจ้าค่ะ แม่นางสุ่ย” สาวใช้ข้างกายหรงเมิ่งอิงตอบ

“หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูนัก รูปร่างก็อ้อนแอ้นบอบบาง” แม่นางสุ่ยลุกขึ้นจากอ่างน้ำ นางเดินทิ้งสะโพกอย่างมีจริตตรงมา หยดน้ำเกาะพราวทั่วร่างขาวกระจ่าง อากัปกิริยาเย้ายวนน่ามองทุกย่างก้าว หรงเมิ่งอิงมองบางสิ่งซึ่งกำลังขยับตามจังหวะก้าวเดินของแม่นางสุ่ย เลื่อนสายตาลงต่ำมองอีกสิ่งหนึ่ง อืม...ขาว เรียบเนียน อวบอิ่ม! บุรุษเห็นแล้วน้ำลายคงหก ท่าเดินทิ้งสะโพกยิ่งเพิ่มความเย้ายวน รอยยิ้มและแววตายิ่งเรียกความหลงใหล

หรงเมิ่งอิงลอบพยักหน้าเล็กน้อย...นางควรต้องฝึกไว้

“แม่นางสุ่ยกล่าวเกินไปแล้ว” หรงเมิ่งอิงรีบหลบตาเอียงอาย หน้าแดงยิ่งกว่าเก่า

“แม่นางสุ่ยอะไรกัน เรียกข้าว่าพี่สาวเถอะ”

“เจ้าค่ะ...พี่สาว”

“ดี” แม่นางสุ่ยยิ้ม นัยน์ตาหรี่ลง “เช่นนั้นมาอาบน้ำให้เจ้ากันเถอะ”

“เจ้าคะ?” หรงเมิ่งอิงอุทานตกใจ ครั้นมีมือของแม่นางสุ่ยและสาวใช้เอื้อมมาจะปลดชุด นางก็รีบตะครุบเสื้อผ้าตนไว้ ก้าวถอยหลัง ร้องตะกุกตะกัก “ชะ...ช้าก่อน! นี่พวกท่านจะทำสิ่งใดกัน”

“อาบน้ำให้เจ้าอย่างไรเล่า งดงามเสียเปล่า เสื้อผ้าร่างกายกลับสกปรกมอมแมม” แม่นางสุ่ยยิ้มพูด หรงเมิ่งอิงพยายามดึงมือออก ยิ้มฝืดเฝื่อน

“มิสู้ให้ข้าไปอาบเองคงจะดีกว่า?”

“ได้อย่างไรกัน เจ้าเป็นน้องสาวคนใหม่ของพวกเรา หากยังไม่ดูแลให้ดีเห็นทีท่านแม่คงจะต้องดุด่าพวกเราเป็นแน่” แม่นางสุ่ยกวักมือเรียกสาวงามอีกสี่นางที่ยังแช่น้ำอยู่ “พวกเจ้ารีบมาช่วยพาน้องสาวของเราไปอาบน้ำเร็วเข้า”

หรงเมิ่งอิงพยายามขัดขืน นางทั้งเขินอายทั้งหวาดหวั่น มือเรียวงดงามหลายมือยื่นมาช่วยเปลื้องผ้านางพร้อมเสียงหัวเราะคิกคัก เพียงพริบตาเดียวเสื้อผ้าทั้งหมดก็ถูกสาวใช้เก็บไป ร่างขาวเนียนนุ่มยืนกลางวงล้อมไร้สิ่งใดปกปิด หรงเมิ่งอิงใช้มือหนึ่งปิดหน้าอก อีกมือหนึ่งปิดด้านล่าง หน้าแดงประหนึ่งเลือดทั้งหน้าไหลขึ้นไปรวมกัน ร้องบอกเสียงสั่น

“พะ...พวกท่านอย่ามองข้านะ”

มีมือคู่หนึ่งดึงมือทั้งสองข้างของนางออก แล้วแม่นางสุ่ยก็ค่อย ๆ ลากปลายนิ้วไล้ตามร่างหรงเมิ่งอิง มองพลางคลี่ยิ้มพอใจ

“อายุเท่านี้แต่สมบูรณ์อวบอิ่มไม่น้อย” แม่นางสุ่ยเดินวน จุปากเบา ๆ “รออีกสักปีสองปีข้าคงต้องยอมแพ้เจ้าแล้ว”

หรงเมิ่งอิงดิ้นรน พยายามจะใช้มือปิดร่างกายตนอย่างยากเย็น แม้จะดูไม่เต็มใจทั้งยังขัดเขินถึงเพียงนั้น ดวงตากลับกวาดมองเรือนร่างสาวงามทุกคนทุกซอกทุกมุม ส่วนใดงดงามหมดจดนางก็มองแล้วจำไว้ ส่วนใดน่าหลงใหลนางก็ยังจดจำอีก

หรงเมิ่งอิงสะดุ้งรู้สึกตัวเมื่อมีมือหนึ่งแตะลงเหนือสะโพกด้านซ้ายของนาง

“นี่เป็นสิ่งใด” แม่นางสุ่ยก้มหน้ามอง เริ่มขมวดคิ้วทีละน้อย “เจ้ามีปาน?”

“เป็นปานไม่ผิดแน่” สาวงามอีกคนก็ก้มหน้ามอง ทำตาโต “ปานรูปผีเสื้อ!”

สาวงามที่เหลือรีบกรูเข้ามามองสนอกสนใจ

“ปานรูปผีเสื้อจริง ๆ!”

“เจ้ามีปานเป็นรูปผีเสื้อ เหลือเชื่อนัก!”

“เพียงปานธรรมดาเท่านั้น” หรงเมิ่งอิงลูบเหนือสะโพกซ้ายของตน ที่ตรงนั้นมีปานสีแดงจาง ๆ ขนาดครึ่งฝ่ามือเป็นรูปคล้ายผีเสื้อกำลังสยายปีก ปานนี้ติดตัวนางมาตั้งแต่เกิด ทุกคนรอบตัวล้วนประหลาดใจแทบทั้งสิ้น แต่เนื่องด้วยเป็นปานอยู่ใต้ร่มผ้าจึงมีเพียงคนในครอบครัวนางเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้

คนในครอบครัว...

หรงเมิ่งอิงกัดริมฝีปากด้านใน แววตาปรากฏความทุกข์ระทมขึ้นมาวูบหนึ่งจนนางต้องรีบปรับสีหน้า

พวกสาวงามจูงหรงเมิ่งอิงไปยังอ่างอาบน้ำ ทุกนางหัวเราะคิกคัก ไม่มีผู้ใดทันสังเกตแม่นางสุ่ยที่ยังยืนขมวดคิ้วเงียบอยู่ ครั้นหรงเมิ่งอิงถูกจับอาบน้ำจนพวกสาวงามพอใจแล้วทุกคนก็แยกย้ายกลับห้อง สาวใช้ช่วยนำทางพาลูกสาวคนใหม่ของแม่เล้าจี้ไปยังห้องพักห้องหนึ่ง

แม่นางสุ่ยกลับเข้าห้องตน คว้ากระดาษกับพู่กันมาเขียนข้อความรวดเร็ว

ทางเหนือของแคว้นมีพื้นที่ส่วนมากเป็นป่าและภูเขา ต้นไม้ใหญ่น้อยปกคลุมภูเขาซึ่งมีความสูงลดหลั่นต่างกัน มองแล้วเป็นสีเขียวพืดจนสุดสายตา พื้นที่เหล่านี้เองเป็นที่ตั้งของพรรคในยุทธภพจำนวนไม่น้อย มีพรรคหมอกอัสดงที่นับว่าเป็นใหญ่เหนือพรรคอื่นอยู่มากนัก พรรคหมอกอัสดงนี้มีประมุขที่ทั้งยุทธภพกล่าวกันว่าน่าเวทนาอยู่เรื่องหนึ่ง

แม้ผู้อื่นจะมองว่าประมุขพรรคหมอกอัสดงน่าเวทนา เว่ยเจียเล่อกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาหาได้ใส่ใจเรื่องไร้สาระ หากอาจารย์ทั้งสามไม่กำชับมามีหรือเขาจะต้องเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวถึงเพียงนี้

“ท่านประมุข” เสียงเรียกขององครักษ์คนสนิทดังมาจากนอกห้องทำงาน “มีคนจากสำนักจิ้งจอกหิมะมาขอพบ จะให้เข้าพบหรือไม่ขอรับ”

“ให้เข้ามา” เว่ยเจียเล่อเขียนพู่กันต่อ ไม่ได้เงยหน้าขึ้น เขาเพียงสงสัยขึ้นมาเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องด้วยสำนักจิ้งจอกหิมะเป็นสำนักค้าข่าวอันดับหนึ่งในยุทธภพ ช่วงนี้เขาเองก็ไม่ได้ต้องการจะซื้อข่าวคราวใด เว้นเพียงข่าวเดียวเท่านั้นที่เขาให้คนตามสืบมาได้พักใหญ่แล้ว คงไม่ใช่ว่าคนจากสำนักจิ้งจอกหิมะจะมาแจ้งข่าวเรื่องนั้นหรอกกระมัง?

“คารวะประมุขเว่ย” คนจากสำนักจิ้งจอกหิมะเป็นบุรุษหน้าตาธรรมดา ไม่มีสิ่งใดโดดเด่น “ทางสำนักได้รับข่าวที่ท่านประมุขอาจสนใจ ข้าจึงรีบมาแจ้งข่าว”

“เป็นข่าวใด”

คนผู้นั้นยื่นม้วนสารให้โดยไม่เอ่ยคำ เว่ยเจียเล่อรับมา เขาก้มหน้าอ่านสาร เพียงอึดใจเดียวก็ม้วนสารกลับตามเดิม แววตาปรากฏความรู้สึกซับซ้อนชนิดหนึ่ง เขาเรียกพ่อบ้านให้พาคนจากสำนักจิ้งจอกหิมะไปจัดการเรื่องเงินทอง ส่วนตนเองนั่งลูบปลายคางครุ่นคิด

“ท่านประมุข...” องครักษ์ฝูเดินเข้ามาในห้อง ลอบมองหน้าเขาครั้งหนึ่ง “เจอว่าที่ฮูหยินแล้ว?”

“ว่าที่ฮูหยินอะไรกัน” เว่ยเจียเล่อหยักโค้งมุมปากเป็นรอยยิ้มเหยียดหยัน “ให้เรียก ‘ว่าที่ของเล่น’ จึงจะถูกกว่า”

ในที่สุดเขาก็เจอนาง หากพวกอาจารย์อยากให้นางเป็นฮูหยินเขา เขาก็จะรับไว้ ผู้อื่นจะมองว่านางเป็นฮูหยินก็มองไปเถิด แต่สำหรับเขาแล้วนางจะเป็นเพียง ‘ของเล่น’ ของเขาเท่านั้นเอง

___________________

[1] หนึ่งเค่อเท่ากับ 15 นาที

ความคิดเห็น