ถ้าใจจะหื่น กี่หมื่นคำโปรย ก็...โอ้ย... ไม่จำเป็น!!

#1 : สัมผัสแรกระหว่างเรา (50%) (รีไรท์)

ชื่อตอน : #1 : สัมผัสแรกระหว่างเรา (50%) (รีไรท์)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 283.3k

ความคิดเห็น : 134

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ธ.ค. 2563 18:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 600
× 0
× 0
แชร์ :
#1 : สัมผัสแรกระหว่างเรา (50%) (รีไรท์)
แบบอักษร

 

ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่น คงดีใจอยู่บ้างหรอกเมื่อผู้ชายงานดีมีมาดเข้ามาพูดคุยด้วย แต่สำหรับฟองสมุทร เธอเจอคนประเภทนี้มาแต่ไหนแต่ไร ทั้งรุ่นน้อง รุ่นเพื่อน รุ่นพี่หน้าม่อ หรือแม้กระทั่งอาเสี่ยที่มาดักรอหน้ามหาลัยเพื่อเสนอให้เธอเป็นอีหนู (พอบอกไปว่าแม่เป็นผู้พิพากษา เสี่ยก็เตลิดเปิดเปิง) หญิงสาวจึงยิ้มตอบเนื่อยๆ พลางทักกลับตามมรรยาท

“สวัสดี เราชื่อฟอง” 

คนตรงหน้ายกคิ้วขึ้น แต่พอเธอไม่พูดอะไรต่อ เขาก็ไหวไหล่แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดแอพอ่านอะไรสักอย่าง ความประทับใจแรกพบที่เธอมีต่อเขาจึงบวกเพิ่มอีกนิด เขาไม่ช่างตื๊อ... มีมาดจริงๆ นั่นแหละ แค่ท่านั่งกางขาแบบสบายๆ เอนตัวพิงพนักนุ่ม กลับพอเหมาะพอเจาะราวเก้าอี้ตัวนี้สร้างมาเพื่อเขา... เธอคิดว่าชายหนุ่มคงได้งานถ้ากำลังมาแคสติ้งเหมือนเธอ

ราวห้านาทีหลังจากนั้น เจ๊รสสุคนธ์ก็เดินออกมาจากห้องประชุมพร้อมใครคนหนึ่งที่ทั้งสาวทั้งสวย ชายหนุ่มที่นั่งข้าเธอเด้งตัวขึ้นจากพนักพิงทันทีแล้วหย่อนโทรศัพท์ลงกระเป๋าเสื้อเชิ้ต

“น้องฟอง นี่พี่กุมภานะลูก เป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายผลิตรายการ”

ใบหน้าอ่อนเยาว์กับตำแหน่งที่สูงลิบทำให้ฟองสมุทรคิดว่าผู้หญิงตรงหน้าคงเป็นหนึ่งในคนบ้านศิลานนท์ เธอยกมือไหว้ ผู้ชายข้างๆ ก็ด้วย

“เอ๊ะ น้องคิงส์... รึเปล่าคะ?” กุมภาทัก ซึ่งชายหนุ่มพยักหน้ารับ หล่อนเลยพูดต่อ “เจสไลน์มาบอกพี่เมื่อกี้ว่าพาเรามาหย่อนไว้หน้าตึก... ไปๆ เข้าไปพร้อมกันหมดนี่เลย วันนี้เหลือคิวแค่เราสองคนนี่ละ”

คีตศิลป์ลุกขึ้นพร้อมกับฟองสมุทร เดินเรียงแถวปิดท้ายสาวๆ เข้าไปในห้องประชุม

มีพนักงานยืนส่งเสียงเซ็งแซ่อยู่รอบห้อง โต๊ะตัวยาวสีขาวตั้งเด่นหราอยู่ตรงกลางโดยมีทีมงานตัวเป้งนั่งเรียงข้างหลัง บางคนฟองสมุทรเคยเห็นหน้าตามสื่อโซเชียล ทั้งผู้จัดละคร ผู้กำกับ... กุมภาเดินไปนั่งประจำเก้าอี้ ส่วนรสสุคนธ์รุนหลังเธอ ทว่าเธอก้าวไม่ออก มีใครคนหนึ่งดึงดูดสายตาและความสนใจทั้งหมดไป ใครคนนั้นนั่งเอามือประสานไว้บนโต๊ะ กำลังเอียงหน้าคุยอย่างเป็นกันเองกับคนที่นั่งข้างกัน

เขาดูสูงวัยขึ้นจากภาพที่เธอเห็น... แต่ไม่ผิดคนแน่

ใจเธอเต้นแรงจนเจ็บเมื่อเห็นเค้าความคล้ายคลึงบนใบหน้าของชาคร เธอได้ดวงตาของเขามา... จมูก... รูปหน้า... แล้วก็วิธีพยักหน้าอย่างสนใจในสิ่งที่กำลังเงี่ยหูฟัง

“ฟอง เดินไปเร็วลูก เจ๊ดันหนูแบบนี้ทั้งเย็นไม่ไหวนะ เดินๆๆ”

ทีมงานที่ยืนอยู่แถวนั้นหัวเราะ หญิงสาวสะดุดจากภวังค์

“ขอโทษค่ะพี่”

เธอเดินไปพร้อมกับหนุ่มหล่อที่รออยู่ พอถึงหน้าโต๊ะยาวก็หยุดประจันหน้ากับคนทั้งหมด หลายคนกำลังพลิกเอกสาร เดาว่าเป็นข้อมูลที่เธอกรอกให้โมเดลลิ่ง

“แนะนำตัวซิ” หญิงวัยกลางคนที่นั่งข้างชาครโยนกระดาษทิ้งพร้อมสั่งอย่างวางอำนาจ “ชื่อสกุล คณะที่เรียนอยู่ งานอดิเรก”

“คีตศิลป์ สุนทรเสวี ชื่อเล่นคิงส์ครับ” ชายหนุ่มแนะนำขึ้นก่อน เพราะเห็นว่าสาวที่ยื่นข้างกันกำลังตื่นเต้น “ตอนนี้กำลังเรียนคณะรัฐศาสตร์...” เขาบอกชื่อมหาวิทยาลัยดังที่อยู่แถวทุ่งรังสิต “...งานอดิเรกคือถ่ายรูปแมวกับเล่นเซิร์ฟบอร์ด”

“งานอดิเรกคนละทางกันเลย” มีใครคนหนึ่งวิจารณ์

“ก็ทำคนละวันสิครับ” ชายหนุ่มตอบทั้งรอยยิ้ม

มีเสียงหัวเราะเบาๆ

“แล้วสาวน้อยล่ะ แนะนำตัวซิหนู”

ถ้าช่วงก่อนไม่ได้ผ่านกิจกรรมของคณะมาอย่างโชกโชน เธอคงกดดันและประหม่ามากกว่านี้ แม้จะมีคนอยู่ในห้องหลายสิบคน แต่น้ำเสียงของเธอมั่งคงจนตัวเองแปลกใจ

“ฟองสมุทร บรรณวณิชค่ะ ชื่อเล่นคือฟองเฉยๆ หนูกำลังเรียนนิติฯ...” เธอบอกชื่อมหาลัยบ้าง ก่อนจะเว้นวรรคอย่างลังเลเมื่อนึกถึงงานอดิเรก “...เอ่อ ...งานอดิเรกช่วงนี้คือการนอน ...ค่ะ”

เกิดความเงียบขึ้นภายในห้อง ก่อนที่เกือบทุกคนจะกลั้นหัวเราะจนตัวสั่น คนที่เก๊กอยู่หลังโต๊ะพากันหลุดมาด บางคนต้องเอามือยกขึ้นมาปิดหน้าไว้

“เป็นงานดิเรกที่... เก๋มาก”

“มีตะลุยกินที่เยาวราชด้วยนะคะ... แต่หนูไม่รู้ว่าจะนับเป็นงานอดิเรกได้ไหม”

คีตศิลป์พ่นหัวเราะพรืด เธอหันไปมองตาขวาง เขาเลยรีบเก็บอาการ

“อย่านับเลยหนู” ใครสักคนตอบ “พอแล้ว ไม่ต้องแนะนำตัวแล้ว”

เธอสบตาชาครแวบหนึ่ง เขาไม่ขำไปกับทุกคน เอาแต่จ้องเธออย่างพินิจพิเคราะห์ หญิงสาวยิ้มแหย ชายวัยกลางคนจึงเอ่ยถามอย่างจริงจังว่า

“ทั้งสองคนรู้รึเปล่าว่าซีรี่ย์เซ็ตนี้เกี่ยวกับอะไร”

“แวมไพร์ พ่อมด เทพที่ถูกสาป มนุษย์ต่างดาวครับ” คีตศิลป์ตอบแทนอย่างฉะฉาน

“โครงการนั้นพับไปแล้ว เปลืองค่าซีจี” กุมภาตอบ

“อ้าว... ผมนึกว่าจะได้เล่นเป็นมนุษย์ต่างดาว” ชายหนุ่มว่าอย่างเสียดาย ฟองสมุทรหันไปมองเขา เมื่อสบตากัน เขาก็ยิ้มกวนๆ เธอจึงแอบค้อนนิดนึงพร้อมสีหน้าประมาณว่า ‘เอาจริงดิ’

“ต้องให้ต่อบทอยู่ไหมคะคุณหลาม” เสียงผู้หญิงสักคนหันไปถามผู้บริหารใหญ่ “หรือว่าเอาเลย จุ๋ยชอบคู่นี้ตั้งแต่เห็นรูปโปรไฟล์เลยเรียกมาแคส ยิ่งพอมาเห็นตัวจริง... แหม... เคมีดี๊ดี ดูท่าจะกัดกันมันส์ เด็กที่เหลือไม่เงอะๆ งะๆ ก็ขี้เกรงใจ กว่าจะปั้นได้คงอีกนาน...”

ฟองสมุทรได้ยินเต็มหู เธอหน้าซีดลงนิดหนึ่ง เป้าหมายหลักคืออยากมาเจอหน้าชาครใกล้ๆ ซึ่งตอนนี้ก็ได้เจอแล้ว ดังนั้นช่วยปล่อยเธอไป...

“ขอผมคิดสักสิบนาที...” ชาครเบ่งรับเบ่งสู้ “...พาสองคนนี้เข้าไปในห้องรับรองก่อน ผมต้อง... เอ้อ ใช้สมาธิ”

เป็นอันรู้กันว่าผู้อำนวยการฝ่ายผลิตจะขึ้นไปสูบบุหรี่ที่ดาดฟ้าหลังอดมาครึ่งค่อนวัน ทีมงานที่เหลือจึงเก็บข้าวของและเอกสารใส่แฟ้ม แยกย้ายกลับไปทำงาน สองหนุ่มสาวยืนงงท่ามกลางความวุ่นวายสักพัก รสสุคนธ์กับกุมภาก็เดินมาต้อนไปยังห้องรับรองอีกด้านของฟลอร์ 

ฟองสมุทรไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกตอนนี้ยังไง นอกจาก...แย่แล้ว แย่แน่ๆ!

.

.

รู้เอาตอนมาถึงห้องรับรองนี่เองว่าละครสามเรื่องที่เหลือได้ตัวนักแสดงครบเรียบร้อย ทุกเรื่องจะใช้นักแสดงดังประกบหน้าใหม่ มีแค่เรื่อง ‘รักดั่งดวงใจ’ ที่ยังเฟ้นหาคนมารับบทไม่ได้เพราะว่าเป็นนิยายเล่มที่ดังที่สุดในซีรี่ย์ ทั้งนักอ่านและผู้ชมต่างคาดหวังสูงลิบ มาตราฐานจึงต้องสูงตามไปด้วย

ฟองสมุทรแน่ใจว่าถ้าเธอไม่ได้มากับคีตศิลป์... ยังไงก็แคสติ้งไม่ผ่าน

เขานี่แหละตัวดีเลย!

รสสุคนธ์กับกุมภานั่งเม้าท์กันอย่างออกรสอยู่หลังโต๊ะกระจกฝั่งตรงข้าม แม้จะอายุห่างกันเกินรอบ แต่สองสาวต่างวัยดูจะกรำงานมาไม่น้อยจนรู้ลึกรู้ซอกแซ่ก แว่วเข้าหูบางจังหวะจับใจความได้ว่าเป็นเรื่องเอกสารที่ต้องใช้เซ็นสัญญา แล้วก็เปลี่ยนไปเรื่องพระเอกหนุ่มดาวรุ่งที่มีคนเริ่มจับได้ว่าออกสาว

ฟองสมุทรกำลังนั่งเครียดตอนที่โทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายของเธอสั่น พอหยิบขึ้นมาดูว่าใครโทรมา ก็พบว่าเป็นพิมพ์พิศ เธอกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ ขอตัวออกไปโทรศัพท์นอกห้องรับรอง หวังจะโกหกอะไรสักอ่านว่าอยู่ที่คณะ อยู่ในห้องสมุด หรือ...

“...ลูกไปทำอะไรที่นั่น!!!...”

คำถามแรกหลังรับสายกลับกลายเป็นเสียงเกรี้ยวโกรธอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ใจหญิงสาวแทบร่วงลงพื้น มือสั่นระริกขณะอึกอักหาทางออก

“ฟอง…”

“...อย่าบอกนะว่าจะเป็นดารา แม่เคยย้ำนักย้ำหนาใช่ไหมว่ามันไม่ยั่งยืน ไหนจะชื่อเสียงที่มาพร้อมชื่อเสีย ต้องแชร์ชีวิตส่วนตัวให้คนที่ไม่รู้จัก... แล้วไหนว่าจะเรียนนิติให้แม่ไง ไหนว่าจะสอบบรรจุอัยการ ลูกจะแบ่งเวลาอ่านหนังสือยังไง...”

ก่อนแม่จะรัวจนขาดอากาศหายใจ คนเป็นลูกก็รีบแทรก

“แม่รู้ได้ยังไงว่าฟองอยู่ที่นี่คะ”

“…”

“เขาโทรบอกแม่เหรอ”

การคาดเดาของฟองสมุทรนั้นถูกต้อง สิบนาทีของชาครหมดไปกับการโทรหาแฟนเก่าที่ไม่ได้ติดต่อกันมาร่วมสิบแปดปี เขาคาดคั้นให้พิมพ์พิศบอกว่า... คืนนั้นหลังจากมีอะไรกัน หล่อนตั้งท้องลูกของเขารึเปล่า แน่นอนผู้พิพากษาคนเก่งปฏิเสธเสียงแข็ง ชาครจึงตัดสินใจฮุกหมัดเด็ด

‘ชื่อฟองสมุทร... เราเคยคิดไว้ตอนไปปัจฉิมที่ทะเลด้วยกัน คุณคิดว่าผมจะลืมรึไง’

‘แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไง บอกคนรอบตัวว่าเป็นชู้กับคนที่แต่งงานแล้วรึ ท้องไม่มีพ่อทั้งที่กำลังจะสอบบรรจุผู้พิพากษา อับอายขายหน้า หน้าที่การงานของฉันล่ะ เงินที่ฉันต้องใช้เลี้ยงลูกล่ะ’

‘คืนนั้นผมเป็นคนพลาดเอง... ผมกล่อมคุณ...’

‘หยุดค่ะ! ไม่ต้องพูดอะไรอีก ฉันจะโทรหาลูก’

“...เปล่า...” หลังหยุดคิดไปชั่วครู่ พิมพ์พิศก็กลั่นคำตอบออกมา

“แม่ไม่เคยโกหกฟอง”

“...ฟอง ฟังแม่นะ ที่ผ่านมาหนูจะขออะไรก็ได้ คอนโดแม่ก็ซื้อให้ หนูจะเอารถกี่คันก็แค่เอ่ยปาก แต่เรื่องนี้แม่ไม่อนุญาต! กลับคอนโดซะ เดี๋ยวเลิกงานแม่จะไปหา...”

“ฟองแค่อยากมาเห็นหน้าเขา”

“…แน่ใจรึว่าแค่นั้น ชาครบอกว่าเขากำลังให้คนเตรียมสัญญา... ซึ่งถ้าลูกตัดสินใจเซ็น แม่จะยึดทั้งรถทั้งคอนโดแล้วไล่ออกจากบ้าน...”

“แม่ใจเย็นก่อนได้ไหมคะ”

แต่ดูเหมือนพิมพ์พิศผู้สุขุมจะปรี๊ดทะลุปรอทไปเรียบร้อย หล่อนเก็บกดเรื่องนี้มานานถึงสิบแปดปี ทั้งต้องซ่อนฟองสมุทรให้พ้นหูพ้นตาชาครกับบ้านศิลานนท์ ไหนจะอาชีพที่ห้ามเป็นขี้ปากสังคมเด็ดขาด เดินห้างยังแทบไม่ได้ ถ้อยคำที่ใช้กับลูกสาวจึงขาดความยับยั้งช่างใจ ด้วยความกลัวว่าถ้าฟองสมุทรกลายเป็นคนมีชื่อเสียง ทั้งหล่อนและลูกอาจจะโดนขุดคุ้ยเข้าสักวัน

ศิลานนท์ไม่เหมือนครอบครัวอื่น ถ้าขืนทุกคนรู้ว่าฟองสมุทรเป็นลูกของชาคร...

“…ฟองสมุทร แม่ขอสั่งให้ลูกออกมาจากตึกนั้น เดี๋ยว-นี้ ถ้าลูกไม่คิดถึงตัวเองก็คิดถึงหน้าตาแม่บ้าง คนเขาจะพูดยังไงเวลาหนูมีข่าวเสียๆ หายๆ กับผู้ชาย นมหกนมทะลักเวลาไปออกงาน แม่จะมองหน้าเพื่อนรวมงานติดยังไงถ้าเกิดมีข่าวลูกเต็มหราบนอินเตอร์เน็ต...”

“แม่เลี้ยงฟองมากับมือ แม่คิดว่าฟองจะเหลวแหลกได้ขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

ที่ผ่านมา... เรียกว่าตั้งแต่เกิดด้วยซ้ำ พิมพ์พิศประคบประหงมเธอ ขีดเส้นทางให้เธอเดินตั้งแต่อนุบาลยันมหา’ลัย ฟองสมุทรรู้สึกว่าตนโชคดีที่ฉลาด อ่านอะไรก็จำเข้าหัว แต่เธอไม่เคยมีความต้องการเป็นของตนเอง ตั้งแต่เกิดเธอทำเพื่อแม่ทุกอย่าง เชื่อฟังทุกอย่าง ต้องวางตัวดีไม่มีติ ต้องสอบนิติให้ได้ ต้องคว้าเกียรตินิยมให้ได้...

ตามความคิดของเด็กวัยสิบแปดปี แน่นอนมันช่างอึดอัด เธอรู้ว่าแม่หวังดี แต่คราวนี้พิมพ์พิศแรงเกินไป... เสมือนไม่ได้เป็นคนอุ้มชูฟูมฟักกัน เสมือนไม่เคยรับรู้ว่าที่ผ่านมาเธอเป็นเด็กดีแค่ไหน อารามน้อยเนื้อต่ำใจทำให้หญิงสาวหน้ามืดวิงเวียน

ตามความคิดของเด็กวัยสิบแปดปี จากที่คิดว่าจะปฏิเสธรสสุคนธ์ อารมณ์ชั่ววูบก็แล่นขึ้นมาแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนหล่อนโผล่ใบหน้าซึ่งแต่งอย่างจัดจ้านพ้นออกมาจากประตูห้อง บุ้ยใบ้เป็นเชิงให้เธอกลับเข้ามา

“ฟองต้องไปแล้วค่ะแม่”

“...ฟองสมุทร บรรณวณิช แม่ย้ำอีกครั้ง ถ้าลูกเซ็นสัญญาวันนี้ เราขาดกัน!...”

“ไว้ค่อยคุยกันใหม่ตอนแม่อารมณ์เย็นกว่านี้นะคะ... ส่วนเรื่องเขา... ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หนูสัญญาว่าจะไม่บอกใครเด็ดขาด”

แล้วเธอก็ตัดสาย สูดหายใจเข้าลึก ก่อนเดินกลับเข้าไปในห้องรับรองอีกครั้ง

โชคดีที่รสสุคนธ์ไม่ได้ยินเธอทะเลาะกับมารดา ครั้นกลับเข้ามานั่งรอได้ไม่ถึงครึ่งนาที ผู้บริหารหลายคนก็ทยอยเข้ามาพร้อมพนักงานเดินเอกสาร ฟองสมุทรสบตาชาคร แล้วก็ก้มหน้าหงุด ความลังเลบิดขมวดอยู่ในช่องท้อง ฟังแทบไม่ได้ยินว่าพวกผู้ใหญ่กำลังตกลงอะไรกัน จนกระทั่งใครบางคนถองเธอเข้าที่สีข้างเบาๆ

คีตศิลป์ที่นั่งอยู่ข้างกันเอนหน้าเข้ามาหาแล้วกระซิบ

“เฮ้ย เป็นไรเธอ ไม่สบายรึเปล่า”

“สบายดี” เธอกล้ำกลืนตอบ

“เสียงโคตรไม่โอเค มีเรื่องอะไรบอกฉันได้นะ เดี๋ยวจะต้องทำงานด้วยกันอีกหลายเดือน มาอึกอักอึดอัดทำหน้าเหมือนคนปวดท้องตลอดเวลาแบบนี้ฉันประสาทตายพอดี” แล้วเขาก็เอาศอกจิ้มเธออีก “ว่าไงๆ ฉันรับฟังเก่งนะเออ เพื่อนแม่งชอบให้ฉันเป็นที่ปรับทุกข์ตอนอกหักตลอด...”

“เราไม่ได้อกหัก”

“สวยแบบนี้ทำไมโสด”

ฟองสมุทรเหล่มอง “แม่เราดุ”

“ดุเธอหรือดุผู้ชายที่มาจีบ”

“ลองไหมละจะได้รู้ว่าดุแบบไหน”

ชายหนุ่มปั้นหน้าพิกลกับประโยคอ่อยหน้าตายของคนสวยโสด แต่เขามองออกว่าเธอไม่ได้มีอารมณ์ร่วมสักนิด ซ้ำยังตาแดงๆ เหมือนคนกำลังจะร้องไห้ จากที่คิดจะแกล้งให้เธออารมณ์ดีขึ้น ชายหนุ่มจึงเปลี่ยนเป็นการกล่าวอย่างจริงจังจริงใจ

“ถ้าเธอไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร... แต่ถ้าอยาก แล้วเกรงใจฉันอยู่... ก็พูดมาเถอะเธอ”

เจ้าของวงหน้าเก๋ไก๋ทำท่าคิดหนัก ส่วนคนฟังลุ้นแบบที่ไม่คิดว่าตัวเองจะเอาใจใส่ขนาดนี้ เขาคอยเงี่ยหูฟังการสนทนาบนโต๊ะ อีกไม่เกินสองนาทีทุกคนจะพุ่งความสนใจมาที่เขาและเธอ แล้วทั้งคู่ก็อาจจะไม่มีโอกาสได้คุยกันอีก

“คิงส์... ถ้าคิงส์อยากจะทำอะไรสักอย่างแต่มันขัดใจพ่อแม่ถึงขั้นถูกไล่ออกจากบ้าน ริบเงินค่าขนม ยึดรถยึดคอนโด... คิงส์จะยังทำตามที่ตัวเองต้องการไหม”

“ถามถูกคนแล้วเธอ...” ชายหนุ่มชมเปาะจนคนถามทำหน้างง ยิ่งเขายิงฟันขาวเป็นระเบียบ ตอบชัดถ้อยชัดคำขณะยกมือขึ้นเก๊กหล่อใต้คางตัวเอง “...พ่อเพิ่งไล่ฉันออกจากบ้านอาทิตย์ก่อนตอนรู้ว่าฉันเซ็นสัญญากับโมเดลลิ่ง เฟอร์รารี่ถูกริบ บัญชีโดนปิด เพนต์เฮ้าส์ไม่มีเหลือ ฉันถึงต้องดิ้นรนแคสติ้งนี่ไงเพราะเดือนหน้าไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ...เซ็นรอบนี้ได้เช็คก้อนแรกเป็นแสนเลยนะ จะได้อยู่สบายกินอร่อยสักที”

ฟองสมุทรไม่คิดเลยว่าจะมีคนบ้าขนาดนี้อยู่บนโลก

“ฉันชัดเจนกับตัวเองนะ ถ้าฉันจะเป็นดารา ฉันต้องได้เป็น จะดังระเบิดตอกหน้าพ่อให้หงายไปเลย”

หญิงสาวไม่แน่ใจว่าชีวิตตนเองกำลังมุ่งมั่นอยู่กับอะไร กำลังมองหาสิ่งไหน แต่เมื่อสัญญาสามปีถูกยื่นมาตรงหน้า และเมื่อพบว่าตนไม่ได้รักอาชีพสายนิติศาสตร์มากเท่าที่คิดไว้ พร้อมทั้งแรงกดดันจากคนเกือบทั้งห้องที่มองมาด้วยตาสายตาว่า ‘ช่วยอ่านสัญญาสักที’ เธอจึงดึงกระดาษปึกหนาขึ้นมาพลิกดูทีละหน้า ไล่อย่างละเอียดละออ

สามปี... กับการค้นหาว่าอยากชัดเจนกับอะไร พอได้พบผู้คนมากมายอาจทำให้เธอได้ประสบการณ์มากกว่าการนั่งจมอยู่ในห้องสมุด ท่องจำข้อกฏหมาย พูดแต่เรื่องซ้ำๆ กับคนเดิมๆ

จากหนึ่งวันในชาแนลโฟร์ กลายเป็นสามปี ซึ่งตอนหมดสัญญาเธอคงเรียนจบพอดี ถ้าชอบงานแสดง หรืออะไรสักอย่าง เธอก็ไปต่อ แต่ถ้าไม่ชอบ... การหางานตามสายที่ตนพร่ำเพียรร่ำเรียนคงไม่ลำบากจนเกินตัว

เมื่อเซ็นสัญญาเรียบร้อย 

ฉายา ‘น้องฟอง... ไม่มีจะกิน’ ก็เริ่มต้นขึ้นเงียบๆ

.

.

.

“เอ้า! ลืมตาแล้วมองตาคนตรงหน้า จ้องไว้ห้ามหลบเด็ดขาด”

เสียงของชมพู่ ครูสอนแอคติ้งอันดับต้นๆ ในเมืองไทยดังขึ้นพร้อมการปรบมือให้สัญญาณหนึ่งที ฟองสมุทรลืมตาขึ้นมาพบกับนัยต์ตาสีน้ำตาลเข้มข้นของผู้ชายตรงหน้า คีตศิลป์ยืนเกือบจะชิดกับเธอ เอามือไขว้หลัง ก้มหน้าลงนิดหน่อยเพราะส่วนสูงต่างกันเกือบสิบห้าเซ็นต์

วันนี้มีคลาสเวิร์กช็อปครั้งที่สอง หลังจากคลาสแรกสมาชิกเกือบทุกคนโดนเล่นหนักเรื่องการออกเสียงควบกล้ำไม่ชัดเจน วันนี้ถึงจะเริ่มเรื่องการจัดระเบียบร่างกายและสร้างความคุ้นเคยกับนักแสดงที่ต้องเล่นร่วมกันในซีรี่ย์

“ใจเต้นไหม” คนช่างแกล้งพึมพำให้ได้ยินกันสองคน “เคยจ้องตากับใครแบบนี้รึเปล่า”

บอกเลยว่าไม่เคย จากเส้นหัวใจที่เต้นอย่างราบเรียบเงียบสงบ บัดนี้มันเต้นถี่ระรัวเกินลิมิต คีตศิลป์เป็นคนตาหวาน ซึ่งใครสักคนในนี้แหละชมว่าเขาจะเป็นนักแสดงที่สื่ออารมณ์ทางแววตาได้ดี

แล้วมาทำตาเชื่อมแบบนี้ใส่เธอ ใครมันจะไม่เขิน...

“อย่าพูดได้ไหม เสียสมาธิ” หญิงสาวกระซิบตอบ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่กะพริบตา แต่ก่อนที่อีกฝ่ายจะย้อน ครูชมพู่ก็ตะโกนมาจากมุมห้อง

“คู่คิงส์ฟองน่ะ โน้มลงใกล้กันอีกหน่อย!”

 

----------------

//ผลักหัวคิงส์

ขอยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นนิยายอีโรติกนะแกร

กรุณาเตรียมเลือดกับถังออกซิเจนไว้เยอะๆ หลังบทที่หนึ่งชั้นจะใส่เต็มไม่มียั้ง!

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว