facebook-icon

พี่เมฆจาก 'รักสุดท้ายนายเพื่อนสนิท' นายไผ่จาก 'บ่วงรักจ้าวทะเลทราย'

ข่าวลือที่ 25 : ความลับ

ชื่อตอน : ข่าวลือที่ 25 : ความลับ

คำค้น : พี่เมฆ, นายไผ่, ใบสน, ผี, เมียผี, V, Taehyung, BTS, นิยายวายไม่ติดเหรียญ, นิ้วกลาง, 3p

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มิ.ย. 2561 20:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ข่าวลือที่ 25 : ความลับ
แบบอักษร

วันต่อมา

มันเป็นเวลาเที่ยงกว่า ๆ ที่ผมออกมาจากร้านแล้วมานัดเจอกับไอ้กรที่ร้านอาหารแถวนี้ที่เคยไปกินด้วยกันประจำ ที่นัดมาเจอกันก็ไม่มีอะไรหรอกก็แค่อยากเล่าเรื่องความฝันให้ฟัง เพราะที่ผมฝันว่าไผ่กับสนตายไปแล้วมันเหมือนจริงมากจนไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นความฝันแต่คิดว่ามันเกิดขึ้นจริงมากกว่า ก็ทั้งเสียงและกลิ่นทั้งภาพที่ยังคงวนอยู่ในห้วงความคิด ให้สะบัดให้ตายก็ไม่หลุดไปจากหัวสักที

                “ว่ามา จะเล่าอะไรให้กูฟัง” ไอ้กรนั่งลงบนเก้าอี้แล้วรับเมนูอาหารมาจากพนักงาน

                “ก็ที่มึงบอกว่าไผ่กับสนเป็นผีอะ” ผมพูดแล้วหยุดอยู่แค่นั้นเพราะกำลังเลือกเมนูอาหารไปด้วย

                “ขอข้าวหน้าหมูทานนี่หนึ่งที่ แล้วก็กลับบ้านอีกสองกล่องแยกซอส แล้วก็ปูอัดสองชุดครับ” มันเป็นเมนูเดิม ๆ ที่พนักงานเห็นหน้าผมก็รู้แล้วว่าต้องสั่งแบบนี้ ในเวลาเดียวกันไอ้กรเหลือบตามามองคิ้วขมวด ๆ แล้วพูดเอ็ดผมอย่างหัวเสีย

                “ตกลงจะเล่าให้กูฟังหรือว่าจะสั่งอาหาร”

                “เอ้า ก็จะกินอะไรก็รีบสั่งสิวะ แล้วค่อยเล่าทีเดียว”

                “งั้นของผมเอาเหมือนมันแต่ไม่ใส่หัวหอมครับ” ว่าแล้วมันก็หันหน้าไปสั่งอาหารกับพนักงานแล้วทำยิ้มหวานเพราะเด็กรับออเดอร์ที่นี่หน้าตาน่ารักทุกคน ผมเลยเอามือตีมันไปหนึ่งทีโทษฐานที่เหล่สาวไปทั่วจนน่าหมั่นไส้

                “เชี่ย ! ตีกูทำไม” มันว่าพลางเอามือลูบแขนตัวเอง

                “เกลียดขี้หน้า หลีหญิงไปทั่ว ไง ไม่ชอบสนแล้วหรอ ไหนตอนแรกบอกไงว่ายังไงก็ไม่ยอมถอยง่าย ๆ” ผมสวดใส่มันชุดใหญ่เพราะไม่พอใจที่คิดจะมาจีบสนก็จีบคิดจะปล่อยก็ปล่อยทำเหมือนกับว่าน้องเป็นของเล่น

                “รู้ขนาดนี้แล้วใครจะไปจีบ กูบอกมึงกี่ครั้งกี่คำแล้วว่าไผ่กับสนเป็นผี” มันกระซิบพูดแล้วอยู่ ๆ ขนก็ลุกซู่ขึ้นมาทั้งตัว

                “นี่แหละกูก็กำลังจะเล่าให้มึงฟัง” เราสองคนยื่นหน้ามาใกล้ ๆ กันจะได้ไม่ต้องพูดให้ดังมากเพราะเกรงว่าคนอื่นจะได้ยิน

                “กูฝันว่า…” ผมพูดต่อแล้วกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ยังไงซะผมก็ไม่อยากกล่าวหาน้องกับไอ้แค่ความฝันบ้า ๆ เพียงหนึ่งคืน

                “รีบเล่าสิวะ !”

                “กูฝันว่าไผ่กับสนตายแล้ว แม่งเหมือนจริงฉิบหาย” หลังจากพูดจบไอ้กรก็ทำตาถลึงแล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีก

                “คือกูหลับใช่ป้ะ แล้วกูก็ตื่นมาตอนตีสาม ทีนี้ไม่เจอใครเลยกูก็เลยลุกไปหน้าทีวี มันมืด ๆ อะ แล้วกูก็ได้ยินเสียงไผ่กับสนบอกว่าช่วยด้วยกูก็เลยรีบลงไปข้างล่าง พอลงไปบ้านกูมันเป็นเหมือนในหนังอะ มันไม่ใช่บ้านกูว่ะมึง มันเป็นตู้กระจกสองข้างใช่ป้ะ แล้วไอ้ตู้แรกมีน้ำ ตู้ที่สองมีควันขาว ๆ…”

                “แล้วยังไงต่อ”

                “…” ผมไม่พูดต่อเพราะอยู่ ๆ ก็รู้สึกจุกขึ้นมาในคอซะอย่างนั้น ยิ่งนึกถึงยิ่งสงสารสนกับไผ่จนอยากจะร้องไห้

                “ไอ้เหี้ย จะร้องไห้ทำไม” เพื่อนสนิทเอาเมนูอาหารมาตีไหล่ผมเบา ๆ ผมเลยหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อมาซับน้ำตาตัวเองซ้ำ ๆ แล้วพูดต่อ

                “แล้วไผ่ก็ตกลงมาในน้ำ ไอ้ตู้ที่มีน้ำอะ ไผ่ตกลงมาในนั้นแล้วก็จมน้ำตาย ในฝันกูช่วยน้องไม่ได้ แล้วสนก็ตายเหมือนกัน สนบอกว่าหายใจไม่ออก แล้วมันก็มีหมอกควันขาว ๆ อยู่ในตู้ที่สนอยู่…”

                “แค่เนี้ย ?” ไอ้กรถามเสียงขึ้นจมูกแล้วรับอาหารทั้งสองชุดมาจากพนักงาน มันรีบตักคำแรกเข้าปากดูเหมือนว่าจะหิวเต็มที แต่ผมนี่สิ กินไม่ลงขึ้นมาซะงั้น

                “ไม่ ๆ ยังมีต่อ” ผมลองตักข้าวเข้าปาก จากเดิมที่เคยอร่อยวันนี้ดันต้องฝืนกลืนลงคอให้มันหมด ๆ ไป

                “เอ้า ก็เล่าต่อดิ” มันกระดกน้ำแก้วใหญ่แล้วตักข้าวคำที่สองเข้าปาก

                “พอกูร้องไห้อยู่หน้าตู้กระจก ไผ่กับสนก็เดินมา ทีนี้น้องก็เป็นผีไปแล้วมึง”

                “อืม” ไอ้กรวางช้อนทันที มันหน้าถอดสีแล้วรีบขยับตัวมาป้องปากกระซิบ

                “ระวังสักวันกายหยาบเมียมึงจะปรากฏ”

                “กูแค่มาเล่าให้ฟัง ไม่ได้จะมาให้มึงกล่าวหาว่าน้องเป็นผี !” ผมปัดมือมันออกแล้วถอยตัวออกห่าง พนักงานในร้านหันหน้ามามองเพราะอยู่ ๆ ผมก็โพล่งพูดเสียงดังขึ้นมา แล้วยิ่งเป็นเรื่องผีด้วยแล้ว เขาอาจจะมองว่างมงายไม่ก็อาจจะกลัวไปเลยก็ได้

                “ขอโทษครับ” ผมกล่าวคำขอโทษแล้วก้มหัวให้พนักงานรวมถึงคนในร้านด้วย จะว่าหัวเสียก็หัวเสีย ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วมาเคลียร์กันให้รู้เรื่องไปเลยดีกว่าว่าทำไมไอ้กรถึงมั่นใจนักหนาว่าไผ่กับสนเป็นผี

                “ทำไมมึงถึงมั่นใจว่าน้องเป็นผี แล้วอย่างนี้มึงไม่กลัวหรอ” ผมก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ ไอ้กรก็เริ่มป้องปากทำเสียงเบาให้คนในร้านสงสัยอีกครั้งว่าคุยอะไรกัน

                “กูก็กลัว แต่กูก็ปล่อยให้มึงใช้ชีวิตอยู่กับผีไม่ได้”

                “พูดเหี้ยไรของมึงวะ” นาน ๆ ครั้งผมจะสบถสักที

                “เมื่อวานที่ไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกันอะ ตอนเข้าบ้านผีสิงแล้วก่อนจะออก กูจะบอกให้ว่ากูเจออะไร” แทนที่จะพูดต่อมันกลับหยิบบิลค่าอาหารมาแล้วพลิกด้านเปล่า ๆ ขึ้นก่อนยกมือขอดินสอกับพนักงาน

                “น้องครับ ขอดินสอหน่อยครับ” ว่าจบพนักงานผู้หญิงก็หยิบดินสอมาให้หนึ่งแท่ง ไอ้กรเม้มปากแสดงออกถึงความ ขะมักเขม้นที่จะวาดอะไรบางอย่าง

                ผมมองนาฬิกาบนฝาผนัง มันแจ้งเวลาว่าเที่ยงกว่า ๆ เข็มยาวชี้ที่เลขหกเข็มสั้นชี้ที่เลขสิบสอง ส่วนเข็มแสดงวินาทีเดินช้า ๆ อย่างสม่ำเสมอ มันส่งเสียงติ๊ก ๆ ตามจังหวะการเดิน ทุกวินาทีส่งเสียงเข็มถี่ ๆ พอ ๆ กับหัวใจของผมที่เต้นดังอยู่ในอกเพราะอยากรู้ว่าไอ้กรจะวาดหรือเขียนอะไรลงไปในนั้น

                “ขอปากกาแดงด้วยได้ป้ะครับ !” ไอ้กรยกมือขอปากกาแดง แค่นั้นพนักงานก็รีบเดินเอามาให้ทันที ไอ้นี่มันวาดรูปเก่งมาแต่ไหนแต่ไร คงใช้เวลาไม่นานหรอก ผมคิด

                ภาพที่หนึ่งเสร็จไป ไอ้การวางกระดาษไว้ข้างตัวแต่คว่ำเอาไว้ไม่ให้ผมเห็น มันเน้นเขี้ยวเน้นฟันตั้งใจจะวาดให้สวย ๆ กลัวผมไม่เข้าใจว่ามันต้องการจะสื่ออะไร ยิ่งวาดเหงื่อเม็ดหนายิ่งแตกเต็มหน้าผาก ยิ่งวาดยิ่งทำให้หัวใจในอกของผมเต้นดังฟังไม่เป็นจังหวะ ยิ่งวาดยิ่งรอไม่ไหวว่ามันจะออกมาเป็นภาพอะไร เพราะไม่อยากรออีกต่อไปผมจึงชิงหยิบรูปวาดในมือมันมาซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันที่มันวาดเสร็จพอดี

                “อะ ! สิ่งที่กูเห็น” มันยื่นรูปที่วาดเสร็จไปแล้วก่อนหน้านี้มาให้ผมด้วย มือมันสั่นทั้งยังเหงื่อแตกเต็มไปหมด

                ผมรับบิลกระดาษมาสองใบแล้วพลิกดูด้านหลังที่มีรูปวาด มันคือภาพของไผ่และสน สองพี่น้องที่สวมชุดนี้เป๊ะ ๆ ในวันที่ไปเที่ยวสวนสนุกแต่ทั้งคู่กลับมีหยาดน้ำตาไหลอาบแก้มและมีสีแดงจากรอยปากกาซึ่งไอ้กรต้องการจะสื่อว่านั่นคือเลือด

                “มึง กูไม่ตลก” ผมพูดแล้ววางรูปวาดลงบนโต๊ะ

                “กูก็ไม่ตลก นี่แหละสิ่งที่กูเห็นในวันนั้น”

                “ไอ้กร ถ้ามึงดูหนังผีมากไปแล้วเอามาลงกับน้อง กูไม่โอเค”

                “มึงคิดว่ากูจะเอาเรื่องความเป็นความตายมาล้อเล่นไงวะ !” ไม่บ่อยนักที่มันจะขึ้นเสียงใส่ผม ไอ้กรเอามือตบโต๊ะเสียงดังลั่นร้านแล้วยัดรูปวาดสองใบใส่กระเป๋าเสื้อผมอย่างไวเมื่อเห็นว่าไผ่กับสนกำลังเดินเข้ามาในร้าน

                “อ้าว มาได้ไง” ผมถามยิ้ม ๆ รีบหันหน้าไปทางสองพี่น้องที่ไม่รู้ลมอะไรหอบมาถึงที่นี่ ความจริงร้านดอกไม้กับร้านอาหารมันไม่ไกลกันมากแต่ถ้าต้องเดินมาก็เมื่อยอยู่เหมือนกัน

                “มีลูกค้ามาขอเจอพี่เมฆ” ไผ่พูดขึ้น

                “อ้าว บอกเค้าไปรึยังว่าพี่พักอยู่” ผมพูดพลางมองนาฬิกาบนฝาผนัง

                “บอกแล้ว แต่เขาจะขอเจอให้ได้ เห็นบอกว่าคราวที่แล้วที่ซื้อเมล็ดพันธุ์ไปพอปลูกแล้วมันไม่ขึ้น เขาเลยจะมาซื้อปุ๋ยอะไรเพิ่มไม่รู้” สนพูดหน้าซื่อ ๆ แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับมีอะไรบางอย่างที่เหมือนปิดบังผมอยู่

                “ครับ งั้นเดี๋ยวกลับไปที่ร้านพร้อมกันเลยแล้วกัน” ผมลุกขึ้นยืนแล้วฝากเงินไว้กับไอ้กรให้มันเช็กบิลให้อีกที วันนี้คงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ถ้าจะให้เพื่อนกับน้องเจอหน้ากันนาน ๆ เพราะไอ้กรก็มองว่าสองคนนั้นเป็นผี ส่วนไผ่กับสนก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะชอบคอพอใจในตัวไอ้กรสักเท่าไหร่

                ร้านจัดดอกไม้

                แย่จริง พอกลับมาก็ไม่ดันเจอลูกค้าซะงั้น ผมถอนหายใจออกมาแล้วเท้าเอวมองสองพี่น้องที่วันนี้เฝ้าร้านคนเดียวเพราะเด็กคนอื่น ๆ ขอลาครึ่งวัน ส่วนทายก็ต้องเข้าไปส่งงานอาจารย์ที่มหาลัย ทำให้ไม่มีใครพอที่จะยืนยันได้เลยว่าลูกค้าเข้ามาที่ร้านจริง ๆ รึเปล่า

                “นี่เราหลอกพี่รึเปล่า” ผมถามแล้วกำลังจะเช็กกล้องวงจรปิดในคอมพิวเตอร์

                “แล้วทำไมไผ่กับน้องต้องหลอกพี่เมฆด้วยล่ะ” ไผ่ทำเสียงกระเง้ากระงอด ก็จริงอย่างที่ไผ่พูด ทำไมไผ่กับสนต้องหลอกผมด้วย

                “อา… นั่นสินะ แล้วนี่ทายออกไปนานรึยัง”

                “ไม่รู้ เพราะสนออกมาก่อน พอกลับมากับพี่เมฆร้านก็ล็อกแล้ว หรือ หรือ บางทีลูกค้าอาจเปลี่ยนใจไม่รอพี่เมฆแล้วออกไปพร้อมทายพร้อมเด็กคนอื่นก็ได้” สนพยายามอธิบาย และพอผมนั่งลงบนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ก็พบว่ากล้องวงจรปิดในช่วงเวลาเที่ยงกว่า ๆ มันดับไปเลยจับภาพไม่ได้

                “อา… กล้องวงจรปิดจับภาพไม่ได้” ผมพูดเบา ๆ

                “พี่เมฆไม่ไว้ใจไผ่กับน้องหรอ” การกระทำของผมทำให้สองพี่น้องรู้สึกไม่ดีขึ้นมา นั่นสินะ แล้วทำไมผมต้องแสดงออกถึงท่าทางว่าไม่ไว้ใจพวกเขาด้วยล่ะ พอคิดได้ผมก็ปิดคอมทันทีแล้วหยิบข้าวหน้าหมูกับปูอัดที่ซื้อมาส่งให้ทั้งคู่รับ

                “ข้าวหน้าหมูแยกน้ำซอสกับปูอัด พี่ซื้อมาให้คนละชุดเอาไว้กินตอนเย็น”

                “อื้ม เอาไว้กินตอนเย็น” สองแฝดพูดพร้อมกัน ผมเห็นว่าพวกเขาทำหน้าบึ้งน้อย ๆ เหมือนไม่พอใจผมอยู่ลึก ๆ ผมเลยถามออกไปเพื่อความสบายใจ

                “โกรธพี่หรอครับ”

                “เปล่า…” สนตอบ

                “เปล่าแล้วทำไมทำหน้างอคอหักเป็นปลาทูแม่กลองแบบนั้นล่ะ”

                “แค่น้อยใจ พี่เมฆถามมากถามมายเหมือนไม่ไว้ใจเรา ทำเหมือนเราโกหกว่าลูกค้ามาที่นี่” ไผ่เงยหน้ามาพูด ดูก็รู้ว่าไม่พอใจผมมากเลยล่ะ

                “แล้วเราจะโกหกพี่ทำไมล่ะ จริงมั้ย อีกอย่างพี่เห็นร้านไม่มีใครก็เลยเปิดกล้องวงจรปิดดูก็แค่นั้น” ยอมรับว่าผมพูดไปเรื่อยอ้างเหตุผลไปทั่วเพราะอยากให้พวกเขาเข้าใจว่าผมไม่ได้ตั้งใจจะจับผิด แต่มันแค่รู้สึกตงิด ๆ อย่างบอกไม่ถูกแค่นั้น

                “นั่นสิเนอะ เราจะโกหกพี่เมฆทำไม” ครั้งแล้วครั้งเล่าที่สองแสบพูดพร้อมกัน ผมถอดแว่นออกแล้วกวักมือเรียกให้เดินมาใกล้ ๆ

                “มานี่มา” แค่นั้นไผ่ก็รีบเดินมาตามด้วยสนที่เดินตามมาแล้วยืนซ้อนหลัง

                “วันนี้ปิดร้านก่อนเวลาซะดีมั้ง” ผมดึงไผ่มานั่งตักข้างขวา แล้วกวักมือให้สนมานั่งตักข้างซ้าย ไม่มีใครยอมใครขนาดนี้ให้นั่งคนเดียวไม่ได้หรอก

                “พี่ทำงานก็เหนื่อยพอแล้วนะ เด็กดื้อยังมาทำหน้ามุ่ยอยู่อีก” ผมหลับตาลงเพราะวันนี้มันเหนื่อยจริง ๆ ไหนจะต้องเก็บเรื่องของไอ้กรที่มีต่อไผ่กับสนมาคิดอีก

                “ก็พี่เมฆทำเหมือนไม่เชื่อไผ่” คนพี่พูดเสียงอู้อี้แล้วหันหน้ามาซบไหล่ผมอย่างอ้อน ๆ

                “สนไม่ได้โกหกนะ วันนี้ลูกค้ามาจริง ๆ” คนน้องก็อ้อนบ้างด้วยการกอดคอผมไว้แล้วเอาหน้าซบไหล่

“ครับ ๆ พี่เชื่อ…” ผมพูดเสียงเอื่อยแล้วฟุบหน้าลงเคาน์เตอร์ เอาเถอะ วันนี้ปิดร้านแต่วันแล้วช่างมันให้หมดเลยแล้วกัน ผมคิดและพูดออกมา

“วันนี้ปิดร้านดีกว่า พี่อยากกลับบ้าน มันปวด ๆ ต้นคอยังไงไม่รู้”

                บ้านธีระทานนท์

                นายไผ่ Part.

                วันนี้ผมกับน้องได้เลิกงานก่อนเวลาเพราะพี่เมฆบ่นว่าปวดต้นคอเลยพากันกลับบ้านตั้งแต่หัววัน เอาเป็นว่าวันนี้บรรยากาศมันดูแปลก ๆ ผมไม่รู้ว่าทำไมพี่เมฆต้องออกไปกินข้าวกับเพื่อนแค่สองคนทั้งที่ความจริงจะไปไหนก็พาเราสองคนไปด้วยตลอด ผมมองพี่เมฆเดินเข้าห้องน้ำขณะที่สนกำลังเตรียมน้ำอุ่นให้อยู่ในนั้นพลางหยิบเสื้อผ้าพี่เขาออกมาจากตะกร้าเพราะหวังจะซักให้

                มือก็หยิบเสื้อผ้าออกจากตะกร้าตาก็มองทีวีไปด้วย ผมหัวร้อนนิดหน่อยที่พี่เขามีทีท่าแปลก ๆ เลยว่าจะหาอะไรดูแก้หงุดหงิด และมันก็ถึงเวลาของข่าวช่วงบ่ายพอดี นานทีดูข่าวกับเขาบ้างก็ดีเหมือนกันผมเลยเอื้อมมือหยิบรีโมททีวีมาเร่งเสียงให้ดังขึ้นแล้วก้มหน้าก้มตาฮัมเพลงเก็บเสื้อใส่เครื่องซักผ้าต่อ

                “มาถึงข่าวต่อไปนะคะ เป็นรายงานความคืบหน้าของคดีรถบรรทุกประสานงากับกระบะและรถจักรยานยนต์เป็นเหตุทำให้นางศรสนองและบุตรชายเสียชีวิตคาที่” ผมเงยหน้าขึ้นมาหลังจากได้ยินนักข่าวอ่านรายชื่อผู้เสียชีวิต เขาคือคนรู้จักแถวบ้านที่เคยกล่าวหาว่าผมกับน้องเป็นผี ผมเร่งเสียงทีวีขึ้นอีก จังหวะเดียวกันสนก็เดินออกมาพอดี เราสองคนยืนข้างกันเพื่อรอฟังนักข่าวรายงานต่อ

                “ล่าสุดผู้เสียหายที่เหลือได้ออกจากทางโรงพยาบาลแล้วและจะเอาเรื่องกับคนขับรถบรรทุกให้ถึงที่สุด โดยทางคนขับรถบรรทุกอ้างว่าจะเอาเรื่องกลับเช่นกันเพราะตนขับมาถูกเลนส์แต่อ้างว่าไม่เห็นรถกระบะกับรถจักรยานยนต์ทำให้ประสานงากันในที่สุดค่ะ” เราสองคนหันมองหน้ากันแล้วยิ้มออกมา มันเป็นความรู้สึกสะใจที่ได้เห็นคนที่เคยทำไม่ดีกับเราไว้ตกระกำลำบากชีวิตต้องไปข้องเกี่ยวกับคดีรวมถึงความวุ่นวายที่ดูท่าจะไม่จบลงง่าย ๆ ก็เหตุการณ์มันผ่านมาตั้งนานแล้วความจริงคดีความก็น่าจะจบไปแล้วใช่มั้ยล่ะ

                “ป่านนี้อีศรกับลูกจะไปเกิดรึยังนะ พี่ไผ่” สนถามผมพลางหัวเราะในคอ

                “อาจจะวนเวียนอยู่แถวนั้น ถ้าจิตยังผูกพันก็ไม่ได้ไปผุดไปเกิด” ผมตอบ ตอนนี้อยากจะหัวเราะดัง ๆ ให้กับความตายของคนที่ทำให้ชีวิตผมไม่เหลืออะไรเลย

                “ครบร้อยวันเมื่อไหร่ ว่าจะกลับไปแสดงความเสียใจสักหน่อย” เวลาสนโมโหทีไรคำพูดคำจามันถูกใจผมทุกที

                “ไปเดี๋ยวก็วงแตกหรอก อย่าลืมสิว่าคนที่หมู่บ้านเขาหาว่าเราเป็นผี แล้วยิ่งอีศรตายแบบนี้ผู้ต้องสงสัยที่ฆ่ามันจะเป็นใครที่ไหนนอกจากเรา ถึงแม้ว่ามันจะตายเพราะอุบัติเหตุก็เถอะ”

                “เออเนอะ… ถึงจะตายเพราะอุบัติเหตุแต่ก็เป็นไปได้ที่จะมีคนอยู่เบื้องหลังและทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นทั้งที่มันไม่น่าจะเกิดด้วยซ้ำ” พอพูดจบสนก็เดินไปหยิบเสื้อพี่เมฆที่วางพาดอยู่บนโซฟามาถือไว้ในมือ

                “จะมีเบอร์สาว ๆ ซ่อนไว้ในนี้รึเปล่านะ” ไอ้สนมันพูดแซวพี่เมฆ

“มีแต่ผ้าเช็ดหน้าล่ะสิไม่ว่า” ผมบอกเพราะพี่เมฆมักเก็บผ้าเช็ดหน้าไว้ในกระเป๋าเสมอ แต่แทนที่น้องผมจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมามันดันเป็นบิลคิดเงินแผ่นเล็ก ๆ แถมมีรอยดินสอเหมือนวาดอะไรบางอย่างอยู่ด้านหลัง

“พี่ไผ่” สนเรียกแล้วยื่นบิลกระดาษให้ดูสองใบ มันมีรูปวาดของผมกับน้อง ผมหยิบบิลกระดาษมาถือไว้แล้วมองลึกเข้าไปในแววตาทั้งสองข้างคู่นั้น ใครเป็นคนวาดกันนะ ทำไมถึงวาดให้ผมกับน้องร้องไห้ออกมาเป็นเลือดด้วย

                “เอ็งคิดว่าใครคนวาดวะสน” ผมถามแล้วขยำภาพวาดจนยับยู่ยี่

                “วันนี้พี่เมฆไปหาใครก็คนนั้นแหละ” คำตอบดังกล่าวยังไงก็ต้องถูกอยู่แล้ว เพราะคนที่ชอบรนหาที่แบบนี้ไม่มีใครหรอกนอกจาก… ไอ้กร

                นายไผ่ Part End.

                ผมเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วเห็นไผ่กับสนกำลังเอาเสื้อใส่เครื่องซักผ้าเลยกลัวว่าจะเห็นภาพที่ไอ้กระเป็นคนวาดเลยรีบเดินเข้าไปหยิบเสื้อตัวนั้นมาจากสน

                “ตัวนี้ไม่ต้องซักครับ” ผมว่า

                “ทำไมล่ะ” ไผ่ถามพลางยิ้ม

                “ตัวนี้เดี๋ยวพี่ซักเอง ผ้ามัน… ซักรวมกับตัวอื่นไม่ได้”

                “อ่อ… งั้นเดี๋ยวสนซักมือให้ก็ได้” สนทำท่าจะแย่งเสื้อไปจากมือผม ผมรีบชักมือหนีทันทีแล้วโยนมันลงไปในตะกร้าอีกครั้ง

                “ไม่เป็นไรครับ” รู้ตัวอีกทีผมก็พูดเสียงห้วนใส่สองพี่น้องไปซะแล้วแต่เขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะโกรธอะไรแต่กลับยิงคำถามที่ทำเอาใจผมตกไปอยู่ตาตุ่ม

                “พี่เมฆมีความลับอะไรกับเราสองคนรึเปล่า”

                “ไม่มีครับ แล้วเราล่ะ มีความลับอะไรกับพี่รึเปล่า” ผมลองถามดูบ้างอยากรู้เหมือนกันว่าไผ่จะตอบว่าอะไร

                “ไม่มี เหมือนกัน”

                หมดไปหนึ่งวันที่บรรยากาศไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ จะว่าอึดอัดก็ไม่ใช่ แต่เหมือนต่างฝ่ายต่างมีความลับซึ่งกันและกันมากกว่า

-------------------------------------------

ภาพประกอบ

ฮืออออออออออออ อิพี่กร มายุ่งอะไรกับเค้าาา ปล่อยเค้าไปเถอะะะะะะะ แงงงงง

​14.06.18


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว