facebook-icon

พี่เมฆจาก 'รักสุดท้ายนายเพื่อนสนิท' นายไผ่จาก 'บ่วงรักจ้าวทะเลทราย'

ข่าวลือที่ 24 : เสียงสุดท้าย

ชื่อตอน : ข่าวลือที่ 24 : เสียงสุดท้าย

คำค้น : พี่เมฆ, นายไผ่, ใบสน, ผี, เมียผี, V, Taehyung, BTS, นิยายวายไม่ติดเหรียญ, นิ้วกลาง, 3p

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2561 21:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ข่าวลือที่ 24 : เสียงสุดท้าย
แบบอักษร

                บ้านธีระทานนท์

                ‘งานนี้กูเอาหัวเป็นประกัน ไผ่กับสนเป็นผีชัว ๆ’ คำพูดของไอ้กรทำเอาผมคิ้วขมวดและหวนคิดอย่างอดไม่ได้ ทำไมมันถึงได้พูดแบบนั้นหลังจากออกมาจากบ้านผีสิง แถมระหว่างขับรถกลับบ้านยังทำปากขมุบขมิบสวดมนต์ไล่ผีอยู่ตลอดทาง มันคืออะไรกันแน่ มีใครไปเป่าหูมันรึเปล่า ทำไมถึงว่าร้ายคนอื่นทั้งที่ไม่มีหลักฐาน

                “ไผ่กับสนจะเป็นผีได้ไง” ผมพูดคนเดียวขณะยืนเช็ดผมอยู่หน้ากระจก มันเป็นเวลาสองทุ่มกว่า ๆ ที่อาบน้ำแล้วเรียบร้อย และตอนนี้สองแฝดก็กำลังอยู่ในห้องน้ำเช่นกัน เรามีนัดดูหนังสยองขวัญด้วยกันเหมือนที่เคยทำอยู่ทุกคืน

‘ไผ่กับสนเป็นผี…’ มันคิดไม่ตกจริง ๆ ทำไมใคร ๆ ก็ต่างพูดแบบนี้ทั้งที่พวกเขาก็แค่เด็กผู้ชายธรรมดา ผมถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย คิดไปคิดมาก็ห่วงความรู้สึกของพวกเขาเหมือนกัน

ครีมบำรุงผิวถูกวางลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง ผมหยิบเสื้อผ้ามาใส่อย่างลวก ๆ และทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

“พี่เมฆ พวกเราอาบน้ำเสร็จแล้ว” เสียงสองแฝดพูดพร้อมกัน

“เข้ามาได้เลย” หลังจากพูดจบตังเมก็วิ่งไปต้อนรับไผ่กับสน สนก้มลงอุ้มตังเมมาไว้ในอกแล้วเอามือลูบขนนุ่มนั้นเบา ๆ

“วันนี้ดูเรื่องอะไรดี” ผมถาม

“ไผ่กับน้องไม่อยากดูเลย ไผ่อยากนอนเล่นเฉย ๆ” ไผ่พูดแล้วเดินมานั่งที่เตียง น้ำเสียงไผ่ฟังดูไม่ดีนัก

“เป็นอะไรรึเปล่า” เพราะความเป็นห่วงผมจึงนั่งลงบ้างและถามออกไป

“เปล่า ไผ่ไม่ได้เป็นอะไร”

“โกหกชัด ๆ เมื่อกลางวันก็เพิ่งร้องไห้ แล้วตอนนี้ยังทำหน้าหงอยอีก ทำไมพี่จะไม่รู้” ผมพูดเสียงแข็ง แค่นั้นไผ่กับสนก็โผลกอดผมแล้วพูดพร้อมกันฟังน่าสงสาร

“พี่เมฆอยู่กับพวกเราตลอดไปได้มั้ย…”

“ทำไมถามแบบนี้ล่ะครับ”

“ก็ไผ่กับน้องไม่เหลือใครแล้ว” คนพี่พูดแล้วออกแรงกอดผมแน่นกว่าเก่า

“เหลือพี่นี่ไงครับ” ว่าจบผมก็หอมไรผมอ่อนหนุ่มของทั้งสองแล้วเอนตัวลงนอนเพราะไหน ๆ วันนี้ก็เดินเที่ยวมาทั้งวันแล้วมันเหนื่อย

“ไม่เหลือใครก็ไม่เป็นไร แต่ยังเหลือพี่นี่ไง” ผมพูดไปยิ้มไป ทุกครั้งที่สองแฝดอยากอ้อนผมต้องนอนตรงกลางทุกครั้ง เพราะอะไรน่ะหรอ เพราะไม่มีใครยอมใครอยากให้ผมเอาใจเท่า ๆ กันน่ะสิ

“วันนี้เที่ยวสนุกมั้ย” ผมถาม ทั้งสองพยักหน้าตอบอย่างเนิบ ๆ

“ฮ่า ๆ แล้วกลัวผีรึเปล่า” เพราะอยากให้บรรยากาศดีขึ้นผมจึงถามหยอก ๆ แต่แทนที่ทั้งคู่จะตอบดันถามกลับมาซะงั้น

“พี่เมฆต่างหาก กลัวผีรึเปล่า”

“ถามบ่อยไปแล้วนะคำถามนี้น่ะ หืม…”

“สนกับพี่ไผ่ก็แค่อยากรู้” สนพูดแล้วเงยหน้ามามอง ใบหน้านั้นฉายแววเศร้าเต็มที ตามด้วยไผ่ที่เม้มปากแน่นแล้วโถมตัวมากอดค่อย ๆ สะอื้นออกมา

“ฮึก ! ทำไมใครต่อใครต้องหาว่าไผ่กับน้องเป็นผีด้วยล่ะ” ประเด็นนี้กลับมาในวงสนทนาอีกครั้ง เพราะงั้นผมจึงจำเป็นต้องพูดให้เข้าใจ

“ปากคนน่ะนะ อยากจะพูดอะไรเราก็ห้ามเขาไม่ได้”

                “แต่สนกับพี่ไผ่ก็ไม่อยากตกเป็นขี้ปากคนทั้ง ๆ ที่เราสองคนไม่ได้เป็นผี”

                “ไม่ได้เป็นแล้วจะสนใจทำไมล่ะครับ”

                “นั่นสิเนอะ ไผ่กับน้องจะเป็นผีได้ยังไง” ใบหน้าเปื้อนยิ้มเคล้าน้ำตาเงยหน้ามามอง ผมหอมหน้าผากไผ่ไปหนึ่งครั้งแล้วค่อยหอมหน้าผากสนอีกที เพียงแค่นี้รอยยิ้มหวาน ๆ ก็ปรากฏบนใบหน้าอีกครั้ง

                “พี่รักเรานะครับ ถ้าจะเป็นผี… เดี๋ยวพี่เป็นด้วย ฮ่า ๆ ๆ” จมูกโด่งของผมตอนนี้ช่วงชิงกลิ่นหอมบนแก้มเนียนของทั้งสอง เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกับเสียงเห่าของตังเมที่ยืนกระดิกหางอยู่ข้างเตียง

                “ไผ่ไม่อยากให้พี่เมฆกลัวไผ่เหมือนคนพวกนั้นที่เพราะคิดว่าไผ่เป็นผี”

                “สนก็ด้วย”

                “โฮ่ง !” ตังเมเห่าเสียงดัง ดูท่าหมาน้อยจะเห็นด้วยกับพวกเรา

                “พี่บอกแล้วไง ว่าเราสองคนน่ารักขนาดนี้จะเป็นผีได้ยังไง” ผมพูดย้ำอีกครั้งแล้วลุกขึ้นนั่งเปิดทีวี ไผ่กับสนรีบลุกตามขึ้นมาบ้าง

                “วันนี้ไม่ดูหนังได้มั้ย” ไผ่พูดตามด้วยสนที่ส่งสายตามองอย่างอ้อน ๆ

                “นะพี่เมฆนะ…” คนพี่อ้อนอีก งานนี้อยู่ ๆ สนก็ถอดแว่นผมออกซะงั้น

                “วันนี้สนไม่อยากดูหนังผี” คนน้องพูดพร้อมใช้ฝ่ามือเรียวบางผลักผมให้เอนหลังลงที่นอนอีกครั้ง

                “อะไรกัน เมื่อกี้ยังหงอยเป็นลูกแมวอยู่เลย” สองแขนหยัดตัวเองขึ้นจากที่นอนแต่แล้วไผ่ก็ผลักให้ผมนอนลงไปอีก

                “ก็ตอนนี้ไม่เศร้าแล้ว แค่มีพี่เมฆที่เข้าใจไผ่ก็ไม่สนใจอะไรแล้ว”

                “เอ่อ… เดี๋ยวครับ เดี๋ยว พี่ว่าเรานอนกันดีกว่า พรุ่งนี้ต้องเข้าร้านแต่เช้านะ” คำพูดของผมเป็นเพียงลมปากเมื่อสองแฝดไม่ฟังอะไรทั้งสิ้นแล้วจ้องจะถอดเสื้อผ้าผมออกท่าเดียว

                “อย่า พี่บอกว่า อ่ะ ! อาห์…” จนได้แหละครับ ผมเสียท่าให้กับไผ่และสนอีกแล้ว และสงสัยว่าค่ำคืนนี้คงอีกยาวไกล เพราะสองพี่น้องเริ่มบรรเลงเพลงรักบนเตียงทีไรดูท่ามันจะไม่จบลงง่าย ๆ เลยสักนิด

2 ชั่วโมงต่อมา

“พี่ปวดขาเลยเห็นมั้ย แล้วพรุ่งนี้จะเข้าร้านได้มั้ยเนี่ย” เพราะขายังไม่หายดี พอต้องออกแรงมาก ๆ มันเลยปวดขึ้นมาซะงั้น

“ให้ไผ่กับน้องทายานวดให้มั้ย” ไผ่พูดแล้วลุกขึ้นนั่งทั้งที่เปลือยท่อนบนส่วนท่อนล่างมีเพียงผืนผ้าห่มคลุม ครับ เราสามคนเพิ่งจะทำเรื่องอย่างว่ากันมาหมาด ๆ

“ไม่ต้องเลย เราสองคนยิ่งนวดพี่ยิ่งปวดเข้าไปใหญ่” ว่าจบไผ่ก็ล้มตัวนอนหนุนไล่ผมอีกครั้ง ส่วนสนยังคงนอนปรือตาใกล้หลับเต็มที

“พี่เมฆ พี่เมฆชอบมั้ยที่มีไผ่กับน้องอยู่ด้วย” ไผ่ถามพลางเอามือทำปูไต่ตามอกของผม

“ชอบสิครับ” แน่นอนว่าผมก็ตอบออกไปอย่างไม่ต้องคิด

“แล้วถ้าวันนึงไม่มีไผ่กับสน พี่เมฆจะอยู่ได้มั้ย” น้ำเสียงไผ่ฟังดูเศร้า

“ทำไมถามแบบนั้นล่ะ”

“เปล่า ไผ่ก็แค่อยากรู้ เพราะทุกอย่างมีช่วงเวลาของมัน” ไผ่บอก ทันใดนั้นนัยน์ตาไผ่ก็รื้นไปด้วยน้ำตา

“ไม่เอาน่า ไม่ต้องร้อง ถึงวันนั้นถ้าอยู่ไม่ได้พี่คงตามไผ่ไปเอง ฮ่า ๆ แล้วเราจะไปไหนล่ะถึงได้หายไปและไม่ยอมอยู่กับพี่ หื้ม สองแสบจะหนีพี่ไปไหน” ฝ่ามือสองข้างยีผมสองพี่น้องแรง ๆ เป็นการเย้าหยอก ไผ่สนเงยหน้ามองผมพร้อมกันก่อนปล่อยน้ำตาให้ไหลรินอาบแก้มแต่กลับยิ้มออกมาอย่างดีใจ ผมสัมผัสได้ว่ามันคือน้ำตาแห่งความสุข

“ไผ่กับน้องจะไม่ไปไหนทั้งนั้น” ไผ่พูด ผมพยักหน้ารับ

“ครับ พี่รู้ เอาล่ะ นอนกันดีกว่า เราทำพี่เพลียเต็มทีแล้ว” เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ดีขึ้นผมจึงหลับตาลง สองมือยังคงเกลี่ยไรผมอ่อนนุ่มของทั้งสองเบา ๆ

“ฝันดีนะ พี่เมฆ” เสียงสนกระซิบข้างหูแล้วขยับตัวมานอนซบไหล่

“ฝันดีครับ ไผ่รักพี่เมฆนะ” เสียงแผ่วเบาของไผ่ดังให้ได้ยินพร้อมกับอ้อมแขนที่โอบกอดรอบเอวผมอย่างหลวม ๆ

“ครับ… เราสองคนก็ด้วย ฝันดีนะครับ” หลังจากพูดจบ ความเหนื่อยอ่อนก็ทำให้ผมเริ่มเคลิ้มหลับทีละนิด

จมูกตอนนี้ได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของน้ำหอมปรับอากาศภายในห้อง มันเป็นหนึ่งวันที่ผมรู้สึกผ่อนคลายหลังจากออกไปเที่ยวมาทั้งวันทั้งที่ไม่อยากไปเลยสักนิด และอยู่ ๆ สมองก็คิดเรื่องคำถามของไผ่ขึ้นมาซะงั้น คำถามที่ถามว่าถ้าวันหนึ่งไม่มีไผ่กับสนแล้วผมจะอยู่ได้มั้ย ตอบเลยครับว่าคงไม่ได้ ถึงจะได้ก็คงยากหรือไม่ก็ต้องใช้เวลาสักหน่อย เพราะตอนนี้ไผ่กับสนเป็นคนสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มช่วงชีวิตของผมที่ขาดหายไป เติมเต็มทุกอย่างที่ต้องการ มันทำให้มีความสุขจนไม่ต้องการอะไรอีกแล้วนอกจากมีเขาทั้งสองอยู่กับผมตลอดไปจนชั่วชีวิตหนึ่งของผม

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ไม่รู้ว่าผมหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่รู้แต่ว่าตื่นมาอีกทีนาฬิกาบนฝาผนังก็แจ้งเวลาว่าตีสามเสียแล้ว ผมพบว่าไผ่กับสนไม่ได้นอนอยู่ข้าง ๆ จึงตัดสินใจลุกขึ้นนั่งหันหน้ามองซ้ายขวาก่อนก้าวขาลงจากเตียงอย่างทุลักทุเลเพราะยังงัวเงียนิดหน่อย

ผมเปิดไฟในห้องให้สว่างแล้วเดินอ้อมตู้เสื้อผ้ามายังโซฟาหน้าทีวี ไผ่กับสนก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ แล้วพวกเขาไปไหนกันนะ ผมคิด

“ช่วยด้วย” เสียงไผ่โพล่งพูด ผมตาสว่างขึ้นมาทันที เพราะร้องขอความช่วยเหลือแบบนี้มันต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ

“พี่เมฆ ช่วยไผ่กับน้องด้วย !” ไผ่พูดอีกครั้ง เสียงสั่นเครือดังมาจากด้านล่าง ผมรีบเปิดประตูแล้วก้าวขาเดินลงบันไดทันที

                “ช่วยสนด้วย ! พี่เมฆช่วยสนที !” สนพูดออกมาบ้าง ใจผมมันลงไปด้านล่างแล้วแต่ขาแค่ก้าวไม่ทันแค่นั้น

                สองขาก้าวลงบันไดอย่างไม่รีรอแล้วเอามือคลำกำแพงไปเรื่อย ๆ ก่อนจะเปิดไฟให้พื้นที่โดยรอบสว่างทั่วกัน ภาพตรงหน้าทำให้ผมเบิกตาออกกว้างเมื่อบ้านหลังนี้ดูแปลกไป มันเป็นตู้กระจกขนาดใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาบข้างโดยที่ผมยืนอยู่ตรงกลาง ตู้ฝั่งซ้ายเต็มไปด้วยน้ำส่วนฝั่งขวาเต็มไปด้วยหมอกควันสีขาว

                ตู้ม !!!

                เสียงเหมือนคนกระโดดน้ำดังขึ้นพร้อมกับไผ่ที่จมลงมาในน้ำ ผมเห็นภาพดังกล่าวผ่านตู้กระจก ไผ่กำลังปัดมือไปมาบ้างตีขาขณะที่ตัวเองกำลังจมลงเรื่อย ๆ

                ไผ่มองมาทางผม ถึงจะไม่ได้ยินที่ไผ่พูดแต่ก็อ่านปากออกว่าไผ่กำลังขอความช่วยเหลือ ผมรีบวิ่งไปยังตู้กระจกแล้วหยิบเก้าอี้มาฟาดหวังจะทำให้มันแตก ไผ่ตีขาไปมา สองมือตีไปในน้ำจนฟองอากาศขึ้นเต็มไปหมด ตัวไผ่จมลงเรื่อย ๆ สองมือจิกเกร็งจนเห็นเป็นเส้นเลือดเมื่อต้องการเอาชีวิตรอด

                “พี่เมฆช่วยไผ่ด้วย…” สายตาไผ่ที่มองมามันฟ้องว่าไผ่พูดแบบนั้น ผมรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีแล้วเหวี่ยงเก้าอี้ใส่บานกระจกแต่ก็ไม่เป็นผล

                “ไผ่รอพี่หน่อยนะครับ !” หัวใจในอกแทบแหลกเป็นเสี่ยง ๆ เมื่อไม่สามารถช่วยคนรักจากอันตรายได้ และทันใดนั้นเสียงสนก็ดังแทรกขึ้นมา

                “พี่เมฆ สนอยู่ทางนี้ !” ผมหันไปอีกฝั่งก็พบว่าสนวิ่งมาเกาะบานกระจกแล้วเอามือทุบซ้ำ ๆ

                “แค่ก ๆ สนหายใจไม่ออก” สนเอามือปิดจมูกแล้วไอ ในนั้นมีแต่ควันสีขาว สนนั่งลงกับพื้นเพราะอากาศที่เป็นพิษในนั้นทำให้สนหายใจไม่ออก

                “สน ! ทำไมเรากับพี่ไผ่ถึงเข้าไปอยู่ในนี้” ผมนั่งลงถาม สนส่ายหน้าเป็นการตอบพร้อมเผยอปากพะงาบเพื่อกอบโกยอากาศเข้าปอด

                “พี่เมฆ พี่เมฆช่วยสนกับพี่ไผ่ด้วย” คนน้องเงื้อมือขึ้นแล้วชี้ไปด้านหลังผม ผมหันหน้ามองตามก็เห็นไผ่กำลังจมลงใต้น้ำ ไผ่หันหน้ามามองผมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนร่างกายจะแน่นิ่งและจมดิ่งลงบนพื้น

                “ไผ่ !” อีกครั้งที่ผมวิ่งกลับไปแล้วเอาเก้าอี้ตัวเดิมฟาดใส่กระจกใสซ้ำ ๆ

                “ไผ่ ! ตื่นขึ้นสิ” ขณะเรียกผมก็ฟาดเก้าอี้ด้วยแรงทั้งหมดที่มี ไม่เป็นผลเลยสักนิด ยิ่งออกแรงมีแต่ผมเองที่จะเหนื่อยเปล่า ๆ

                ผมตัดสินใจกลับมาหาสนแล้วหยิบไม้เบสบอลเหล็กที่วางอยู่บนโต๊ะมาถือไว้ในมือ ไม่รู้ว่ามันมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่รู้แต่ว่ามันเป็นสิ่งสุดท้ายที่พอจะช่วยสนกับไผ่ให้ออกมาได้ ผมฟาดไม้เบสบอลใส่กระจก มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยนอกจากรอยร้าวเล็ก ๆ ผมฟาดลงที่เดิมซ้ำ ๆ มันก็แค่แตกเป็นสะเก็ดบาง ๆ แล้วอย่างนี้จะช่วยสนออกมาได้ยังไง

                “สนรอพี่หน่อยนะ !” ผมฟาดซ้ำ ๆ ในใจคิดว่าไม่ทันแน่ ยังไงก็ไม่ทันเพราะว่าสนนอนแน่นิ่งไปแล้ว

                “สน… สนไม่เป็นอะไรใช่มั้ย” ผมทรุดเข่านั่งลงกับพื้นเพราะสองขายืนแทบไม่ไหวเมื่อเห็นคนรักหมดลมหายใจไปต่อหน้า สองมือทาบกับบานกระจกอยากจะดึงร่างไร้วิญญาณมากอดแต่ก็ทำไม่ได้

                หยาดน้ำตาสีใสไหลอาบแก้ม ทำไมผมถึงเป็นคนรักที่แย่แบบนี้ ผมคิดแล้วหันไปมองไผ่ที่ร่างกายจมอยู่ใต้น้ำ ผมค่อย ๆ คลานเข่าเข้าไปหา แค่ผ่อนลมหายใจเข้าออกยังเป็นเรื่องยาก แม้แต่เรี่ยวแรงหายใจต่อไปยังแทบจะไม่มี

                “ไผ่… ไผ่ยังอยู่กับพี่ใช่มั้ย” น้ำในนั้นออกสีฟ้าอ่อน ๆ ทำให้ผมมองภาพไผ่ได้ไม่ชัดนัก ผมทำได้แค่ลูบมือกับบานกระจกอยู่อย่างนั้นและหวังว่าไผ่จะตื่นขึ้นมา

                “ฮึก ! พี่ขอโทษ…” ผมเอาหัวพิงกระจกพร้อมร้องไห้ออกมาอย่างหน้าไม่อาย ทำไมผมถึงได้เป็นผู้ชายที่ร้องไห้บ่อยแบบนี้ กี่ปีดีดักผมก็เลิกนิสัยนี้ไม่ได้สักที่

                หมดทุกอย่างแล้ว เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง ทำไมไผ่กับสนถึงไปอยู่ในนั้นแล้วต้องจบชีวิตลง ผมร้องไห้จนแทบไม่มีน้ำตาจะไหลอีกต่อไป ร้องจนสายตาทั้งสองข้างพร่ามัวมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น ยิ่งร้องยิ่งปวดไปรอบกระบอกตา ปวดที่อกซ้ายว่าทำไมคนที่ตายถึงได้เป็นไผ่กับสน ทำไมไม่เป็นผมแทน

                “ฮึก ! ฮือ…” คนที่ร้องไห้ออกเสียงสะอื้นไม่ต่างจากผู้หญิงคงมีแต่ผมคนเดียวเท่านั้น ผมเอามือสองข้างเช็ดน้ำตาตัวเองซ้ำ ๆ ทันใดนั้นตรงหน้าก็มีใครสองคนเดินมาหาอย่างช้า ๆ

                “พี่เมฆร้องไห้ทำไม…” ผมจำได้ดีว่าเป็นเสียงของไผ่

                “ไม่ต้องร้องไห้นะ” และนี่ก็เป็นเสียงของสน

                “ไผ่ สน” ผมเงยหน้ามองสองมือรีบถอดแว่นออกแล้วปาดน้ำตาเพื่อให้เห็นภาพตรงหน้าได้ชัดขึ้น ผมยังไม่ทันยืนขึ้นสองพี่น้องก็นั่งคุกเข่าลงมาเสียก่อน

                “ไผ่กับน้องยังอยู่กับพี่นะ เราสองคนไม่ได้ไปไหน” น้ำเสียงอ่อนโยนทำให้หัวใจของผมกลับมาอบอุ่นอีกครั้ง แต่ทำไม… ทำไมถึงมีไผ่สองคนมีสนสองคน ก็ไผ่กับสนยังอยู่ในตู้กระจกนี่

                “ตอนนี้ไผ่กับน้องไม่ได้เป็นคนแล้ว” ไผ่พูดยิ้ม สนก็ด้วย

                “ท่ะ ทำไม” ผมถามแล้วเอื้อมมือไปจับใบหน้าเปื้อนยิ้ม

                “ก็ไผ่ตายแล้ว ไผ่เป็นผี”

                “สนก็ด้วย” สนพูดต่อ

                “ไม่จริง” เมื่อจบประโยคตัวไผ่ก็เย็นขึ้นเรื่อย ๆ และเปลี่ยนสีเป็นซีดเผือด น้ำสีใสซึมออกมาจากไรหน้าผาก มันออกมาตามเสื้อผ้าที่ไผ่สวมใส่ เล็บเปลี่ยนเป็นสีเขียวช้ำ ฝ่ามือสองข้างออกสีช้ำเลือดช้ำหนอง ผมมองลึกเข้าไปในแววตาทั้งสองข้าง ดวงตาที่เคยสดใสตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีเทา มันไม่สะท้อนเงาผมอีกต่อไป

                “ไม่จริง ไม่ !” ผมจับตัวไผ่เขย่าซ้ำ ๆ ไผ่ยิ้มออกมาจาง ๆ แล้วเพยิดหน้าไปทางสน ผมมองสนบ้าง ตอนนี้สนก็มีสภาพร่างกายไม่ต่างไปจากไผ่เลยสักนิด

                “สนกับพี่ไผ่ตายแล้วจริง ๆ” สนพูดยิ้ม น้ำเสียงเย็นยะเยียบทำเอาผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว ผมรู้สึกกลัวขึ้นมานิด ๆ เมื่อเห็นลำคอสนขึ้นสีเขียวช้ำเป็นปื้น รวมถึงตัวไผ่ที่เปียกชุ่มไปทั้งตัว

                “พี่เมฆอย่ากลัวพวกเราเลยนะ…” สองพี่น้องพูดพร้อมกันแล้วยื่นมือมาทางผม

                “คะ… ครับ” ผมตอบเสียงสั่น ๆ เอาจริง ๆ มันก็มีความกลัวอยู่บ้าง ก็ภาพตรงหน้ามันไม่ใช่ไผ่กับสนที่ผมเคยรู้จัก

                “เราสองคนสัญญา ว่าจะไม่ทำให้พี่เมฆกลัว” ไผ่ยื่นมือมาจับมือผมเบา ๆ มือไผ่เย็นเฉียบแถมยังมีน้ำซึมออกมา ผมเงยหน้ามองใบหน้าที่เคยสดใส ตอนนี้มันเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปจนผมแทบจำไม่ได้

                “ไม่จริง !” สัญชาตญาณสั่งให้ผมถอยหลังออกมาห่าง ๆ เขาทั้งสอง สนส่งสายตามองเศร้า ๆ แล้วดึงมือไผ่กลับไป

                “พี่ไผ่ พี่เมฆเขากลัวพวกเรา”

                “ก็ต้องกลัวสิ ก็เราสองคนเป็นผีนี่” ไผ่ยิ้มจางพลางมองมือสองข้างของตัวเอง มันเหี่ยวย่นส่วนตัวสนตอนนี้เริ่มมีเลือดซึมออกมา

                “เลือด !” ผมชี้นิ้วไปที่เสื้อที่สนสวมใส่แล้วลุกขึ้นยืนก่อนก้าวขาเดินถอยหลังออกมาอีก

                “พี่เมฆกลัวหรอ แย่หน่อยนะ ก็เราสองคนตายไปแล้ว ทุกอย่างย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว” สองพี่น้องลุกขึ้นยืน สนร้องไห้จนได้แต่ไม่ได้สะอื้น และทันทีที่เงยหน้าขึ้นมาแทนที่สนจะร้องออกมาเป็นน้ำสีใสดันกลายเป็นหยดเลือดส่งกลิ่นคาวคลุ้ง

                “ฮือ… สนขอโทษที่ทำให้พี่เมฆกลัว สนไม่ได้ตั้งใจ” สนเอื้อมมือมาหาปลายนิ้วมีหยดเลือดซึมซ้ำ ๆ ส่วนไผ่ที่กำลังก้าวขาเดินมาอย่างช้า ๆ ทางที่ไผ่เดินก็เต็มไปด้วยหยดน้ำสีเขียวเข้ม

                “ไผ่จมน้ำตาย ร่างกายไผ่เลยเป็นแบบนี้…” มือสีซีดเอื้อมมาจับอย่างไม่ทันตั้งตัว ผมตัดสินใจสะบัดมือไผ่ออกแล้วร้องออกมาเสียงดังลั่น

                “ไม่ !!!” ภาพตรงหน้าเปลี่ยนเป็นฝ้าเพดานสีขาว ทุกอย่างเป็นเพียงความฝันเมื่อผมพบว่าตัวเองนอนอยู่บนที่นอน

                “แฮ่ก ๆ” หน้าอกของผมยุบยวบไปตามแรงหอบหายใจ ผมหันหน้ามองทางซ้ายและขวาพบว่าไผ่กับสนยังนอนหลับอยู่ปกติ แต่ความฝันเมื่อกี้มันเหมือนจริงมาก ๆ จนผมร้องไห้ออกมาจริง ๆ เพราะดวงตาสองข้างยังชื้นอยู่เลย

                ผมรีบเปิดโคมไฟบนหัวนอนเพื่อมองหน้าไผ่กับสนให้ชัด ๆ ผมยื่นหน้าไปมองใบหน้าหวานที่กำลังหลับใหล ไผ่หลับไม่รู้ตัวทั้งยังผ่อนลมหายใจเข้าออกอย่างแผ่วเบา ขณะนั้นผมก็เอามือทาบลงบนหัวไหล่แล้วลูบลงมายันลำแขน

                “อือ…” ไผ่ขยับตัว ผมรีบชักมือออกเพราะไม่อยากกวนน้องจนตื่น

                ผมพลิกตัวมาทางสน สนเองก็หลับอยู่เช่นกัน ผมใช้นิ้วชี้เกลี่ยเส้นผมอ่อนนุ่มเบา ๆ ตัวสนอุ่นดีไม่เย็นเฉียบเหมือนในความฝัน มันโล่งอกจนต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ที่ทุกอย่างเป็นเพียงความฝัน ผมจรดจมูกโด่งลงบนหน้าผากมน กลิ่นแชมพูคุ้นจมูกเป็นสิ่งที่ผมชอบที่สุดก่อนที่ผมจะพลิกตัวมาหอมแก้มไผ่บ้าง

                ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ

                เสียงนาฬิกาดิจิทัลบนหัวนอนดังขึ้น ผมแหงนหน้าไปมองพบว่ามันเป็นเวลาตีหน้าใกล้เช้า แต่มันก็ไม่ใช่เวลาที่จะมาตื่นเอาตอนนี้ ผมทิ้งตัวนอนอีกครั้งแล้วดึงผ้าห่มมาห่ม ขอบคุณจริง ๆ เป็นแค่ความฝัน แต่เสียงสุดท้ายที่ได้ยินกลับวนอยู่ในหัว มันเป็นเสียงร้องให้ช่วยที่ไม่อยากจะได้ยินอีกเป็นครั้งที่สอง

---------------------------------------------------

ภาพประกอบ

Related image

Related imageImage result for v bts run gif

Animated GIF

​-------------------------

เอาแล่วววววว พี่เมฆฝันแล่วววววววว เอาไงดี ฝันจะกลายเป็นจริงมั้ย หื้มมมม

10.06.18

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว