สถานะ : กลับมาเขียนต่อหลังจากอู้เพราะโควิดไปนานนม ตอนต่อไป : ตอนที่38-?? รีไรท์ยังไม่มีในเร็ววันนี้ขอให้อดทนไปก่อน เพราะใจไรท์อยู่กับตอนใหม่มากกว่าตอนเก่า

รีไรท์น่าจะมานานหน่อย

ชื่อตอน : รีไรท์น่าจะมานานหน่อย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 503

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ค. 2563 00:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รีไรท์น่าจะมานานหน่อย
แบบอักษร

น่าแปลกใจจริงๆ ถึงคนในห้องจะไม่ค่อยมีบทเท่าไรแต่ว่าพวกเขานั้นมีความสามารถ มากพอที่จะฝึกฝนบทบาทของตนได้อย่างคล่องแคล่ว ส่วนเรื่องร้านเอย โปสเตอร์เอย ถ้ายังไม่นับวัตถุดิบกับขนมที่ต้องทำทุกอย่างก็ทำเสร็จได้ง่ายๆภายในเวลาอันสั้น 

เพราะฉะนั้นจึงมีเวลามากพอที่จะทำหนังสือรูปขายได้นั่นเอง นี่คือความคิดของยัยยูยะล่ะนะ 

แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าสิ่งที่พวกเธอจะทำมันทำกันได้ง่ายๆสักหน่อย ถ้าทำต้นฉบับได้ล่ะก็ มันก็จริงอยู่ว่ามันสามารถก็อปปี้ได้ แต่สิ่งที่พวกเธอต้องตัดต่อน่ะมันเยอะมากซะจนควรจะใช้เวลาอย่างน้อยถึงสองวันเชียวนะ 

แต่ยูยะสามารถทำมันได้เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ยัยนี่มันที่สุดของที่สุดจริงๆ การมานั่งดูยัยนี่ทำงานแบบนี้ก็ไม่เสียหายอะไร 

ถึงจะอยู่จนดึก ถ้าให้ระบุก็คือตีสองล่ะนะ แต่มันก็คุ้มค่าที่มาอยู่ด้วยจริงๆ 

อนึ่ง ถึงยัยยูยะจะนอนไปแล้วเพราะงานที่เธอต้องทำมันเยอะมากจนทำให้เธออ่อนเพลีย เหนื่อยและง่วงนอน แต่ผมนั้นยังไม่มีความรู้สึกแบบนั้นผมจึงยังคงตื่นตัวอยู่ 

ในเวลาว่าง ผมใช้มันไปอย่างสูญเปล่ากับการเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือ หรือการอ่านนิยายที่ซื้อมา สำหรับผม บนโลกใบนี้ก็ค่อนข้างจะสงบสุขดี และก็อยากให้เป็นแบบนี้ไปตลอด 

ถึงแม้ว่าจะมีอาชญากรรมน้อย รวมไปถึงคดีฆ่าข่มขืนเพราะเรื่องเพศเปิดเสรี แต่ว่าเรื่องเด็กที่เกิดออกมาก็น้อยเหมือนกัน เพราะคนส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่กับของของพวกเขาจนไม่อยากจะสร้างครอบครัว และไอ้ของที่ว่าพวกคุณก็รู้ว่าผมหมายถึงอะไร 

แต่ก็ดูเหมือนจะมีบางประเทศที่ไม่ยอมรับสินะ? ดูเหมือนจะบอกว่าอารมณ์ย่อมระงับได้ด้วยการทำสมาธิและเล่นกีฬางั้นเหรอ? อย่างหลังน่ะเป็นไปได้และมีเหตุผลแต่อย่างแรกมันทำไม่ได้หรอกนะ ส่วนวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการปลดปล่อยนั่นแหละ 

ทำไมผมต้องมาอธิบายเรื่องพวกนี้ด้วยเนี่ย? เอาเป็นว่าลองไปฟังเหตุผลของการที่ว่าทำไมการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายถึงสามารถทำให้อารมณ์ของเราลดลงได้กันดีกว่า 

อนึ่ง ถ้าคนเราจะมีอรมณ์นั้น ถ้าผู้ชายก็อวัยวะเพศแข็งตัวสินะ นั่นก็เพราะว่าเราอยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลายมากพอที่จะทำให้หลอดเลือดขยาย แล้วเลือดก็จะไหลไปกองรวมอยู่ที่อวัยวะเพศทำให้มันแข็งตัว 

และอวัยวะเพศของผู้ชายนั้นไม่มีกระดูก จงเข้าใจให้ดีนะ ในกรณีผู้หญิงนั้นก็คล้ายๆกันอยู่ เพราะผมเป็นผู้ชายคงเข้าใจระบบทางร่างกายของผู้หญิงไม่ได้หรอกนะ...อันที่จริงต่อให้เป็นผู้หญิงก็คิดว่าเข้าใจไม่ได้เหมือนกัน 

ตามที่รู้ก็คือเมื่อผู้หญิงมาอารมณ์ก็จะมีบางอย่างคล้ายกัน แต่ว่าผู้หญิงไม่มีจุดจะให้แข็งตัวเหมือนผู้ชาย เพราะฉะนั้นการแสดงออกจะค่อนไปทางที่หน้าแดง หายใจถี่ขึ้น มีน้ำหล่อลื่นไหลออกมาจากส่วนนั้น แต่ว่าเหตุผลก็คืออย่างเดียวกัน 

สภาวะผ่อนคลายที่ว่า เกิดขึ้นจากระบบพาราซิมพาเทติกที่อยู่ในร่างกาย และเหตุผลที่การเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายนั้นมีผลต่อการทำให้อารมณ์ทางเพศหมดไปก็เพราะว่ามันมีระบบที่แตกต่างกันสุดขั้วแต่ทำงานร่วมกันอยู่คือ ระบบซิมพาเทติก 

ทั้งสองอย่างคือระบบประสาทอัตโนมัติที่อยู่ภายในร่างกาย ระบบพาราซิมพาเทติกนั้นทำให้หลอดเลือดขยายตัวจากการผ่อนคลาย แต่ระบบซิมพาเทติกนั้นทำให้หลอดเลือดหดตัวลงซึ่งเกิดจากอาการตื่นเต้น 

เอาล่ะคำถาม ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำยังไงให้อารมณ์มันหายไป? แน่นอนว่ามันต้องปลดปล่อยอยู่แล้ว นั่นก็เพราะว่าการช่วยตัวเองไม่มีความผิดอะไรแถมยังทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรงอีก 

แน่นอนว่าการทำแบบนั้นไม่ทำให้ร่างกายเสียประโยชน์แต่ทำไมคนเราถึงไม่เข้าใจกันนะ? ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีฆ่าข่มขืนน่ะมันเป็นเพราะความคิดของคนและกามอารมณ์ที่เขามีต่อผู้อื่น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องภายนอกอย่าง...อา ดูเหมือนจะติดลมเล็กน้อยแฮะ 

ช่างหัวเรื่องนั้นกันดีกว่า ในเวลาตอนนี้ตัวผมควรจะนอนไปได้แล้ว ทว่าด้วยความตื่นเต้นผมกลับนอนไม่หลับซะได้ ผมจึงอยู่ต่อพลางกินขนมที่ยังเหลือและเดินเล่นไปมาภายในตึกท่ามกลางความมืด 

สายตาของผมนั้นไม่เหมือนมนุษย์ปกติ ผมมองเห็นในที่มืดได้ ต่อให้เล่นบอลท่ามกลางความมืดนี้ก็ทำได้ง่ายๆ แต่ผมไม่ทำหรอกนะ ผมแค่อยากลองอะไรที่ผมไม่เคยทำเท่านั้นเอง 

ผมกล้าพูดได้ว่าตัวเองเก่งในเรื่องทักษะการต่อสู้และป้องกันตัว ต่างจากฮินะที่ทำได้ไปซะทุกอย่าง และหนึ่งอย่างที่อยากลองก็คือเจ้านี่ 

"สำหรับคนตัวไปมันคงจะหนักสินะ?" 

มันคือดาบไม้ไผ่ที่มีความหนักสองจุดสี่กิโลกรั--- เฮ้ย มันหนักกว่ามาตรฐานไม่ใช่รึไงกันน่ะ? หนักกว่าดาบซ้อมมือสำหรับเพิ่มกล้ามเนื้ออีกนะเฮ้ย... 

สำหรับใครไม่รู้ มาตรฐานของดาบไม้ไผ่มันก็คงไม่หนักมากไปกว่าหนึ่งกิโลกรัมหรอก อย่างมากก็แค่ห้าร้อยสิบกรัมเท่านั้น และที่พูดถึงก็คือดาบไม้ไผ่ชิไนล่ะนะ 

แต่สิ่งที่ผมหยิบมาไม่ใช่ชิไน แต่เป็นดาบจำลองคาตานะชื่อว่าบคเคน(bokken) หรือโบคุโตะ ซึ่งน้ำหนักที่มันสมควรมีนั้นไม่ควรจะมากถึงสองจุดสี่กิโลกรัม และความจริงมันก็ไม่ควรจะถึงหนึ่งกิโลกรัมเหมือนกัน 

ก็อย่างที่บอก ดาบที่มีน้ำหนักเยอะมีไว้ใช้ฝึกกล้ามเนื้อแขนเท่านั้นแหละ เพราะถ้าใช้จริงคงต้องเกร็งมืออยู่พอสมควร ถึงจะไม่เคยเจอของจริฃงแต่ดาบทั่วไปที่ใช้มีน้ำหนักไม่ถึงหนึ่งกิโลหรืออย่างมากก็ไม่ถึงสองกิโลกรัมล่ะนะ ทั้งๆที่ทำมาจากเล็กแท้ๆเชียว 

"ยัยพวกนั้นยกมันขึ้นไหวได้ยังไงกันเนี่ย?" 

ผมได้แต่สับสนและงุนงงกับเรื่องน้ำหนักของดาบแต่ผมก็เลิกจะสนใจ ผมวางกระดาษแล้วหาอะไรทับเอาไว้เผื่อคนสมาชิกชมรมเข้ามาไม่เจอดาบเล่มนี้ก็จะได้เห็นข้อความที่ผมทิ้งเอาไว้ว่าขอยืม 

ผมควงดาบไม้โบคุโตะที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานไปไกลด้วยมือขวางพลางเดินกลับไปยังตึกเรียน ท่ามกลางความมืดก็อยากเจออยู่หรอกนะวิญญาณหรือภูตผีน่ะ แต่น่าเสียดายที่โรงเรียนนี้ไม่มีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นเนี่ยสิ 

"อ๊า~ง" 

...บางทีอาจจะมีก็ได้ คงจะเป็นผีลามกที่เป็นผู้หญิงตายไปแต่ยังคงไม่ไปเกิดใหม่ด้วยผลกรรม และคงจะเป็นยัยโรคจิตมาก่อนแน่ๆ... 

"อ๊า~ มากอีก มากกว่านี้อีก♥" 

...เริ่มจะคิดแล้วว่าคงไม่ใช่ปีแต่เป็นนักเรียนแอบมาทำอะไรกันมากกว่า ถ้าจะให้เสียมารยาทก็คงจะไปแอบดูว่าเป็นใครอยู่หรอก แต่ผมไม่ได้มีงานอดิเรกแบบนั้นด้วย และผมไม่สนใจร่างเปลือยผู้หญิงนอกซะจากจะเป็นของฮินะ... 

แต่ว่าตรงหน้า ถึงแม้จะอยู่บันไดชั้นบนระหว่างทางไปชั้นสี่นั้น มันมีแสงไฟน่ะสิ ตรงนั้นน่ะไม่มีคนอยู่เพราะงั้นเลยเหมาะเจาะที่จะทำงั้นเหรอ? ถ้าอยากทำทำไมไม่ไปห้องพยาบาลกันล่ะเฮ้ย? ไม่ก็ไปห้องอื่นก็ได้ ห้องคหกรรมก็ได้ ห้องหัตถกรรมก็ได้ทำไมต้องเป็นโถงบันไดด้วย? 

ผมทำใจรวบรวมความกล้าเอาไว้แล้วเดินขึ้นไปโดยที่ไม่แสดงออกถึงอารมณ์ใดๆเลย ถ้าให้เรียกตามตรงก็คงจะเรียกว่าหน้าด้านล่ะนะ 

"ถ้าจะทำอะไรกันทำไมไม่ไปที่อื่นที่มันมิดชิดกว่านี้กันล่ะ?" 

"กรี๊ด!!" 

"หวา!!" 

*แกร๊ก* 

...ถึงจะปิดไฟไปก็เถอะแต่ผมมองเห็นในที่มืดได้ชัดเลยนะ ผมเองก็ไม่ได้หันหน้าหนีด้วยจึงเห็นเต็มๆตาเลยล่ะ ว่าแต่...คืนดีกันเร็วจริงนะ 

"นายมาทำอะไรที่นี่เนี่ย?" 

คนนึงคือไอ้คนที่มีเรื่องเข้าใจผิดกันเมื่อวานนี้ ส่วนอีกคนคือคนที่ชื่อชิสุกะที่เป็นเพื่อนค่อนข้างจะสนิทของยัยยูยะ ก็จริงที่เธออาจจะอยู่ที่นี่ได้เพราะเธอก็เป็นหนึ่งในนักเรียนของที่นี่ แต่ไอ้เจ้าหมอนี่เกี่ยวอะไรกันล่ะเนี่ย? 

ว่าแต่เข้ากันได้ด้วยแฮะ น่าแปลกใจจริงๆ ไม่ใช่ครั้งแรกด้วยสินะ? 

"เสียงนั่น...นายคนเมื่อวานนี่?" 

"อา แล้วก็สายตาของผมมันมองเห็นในทีมืด แต่เพื่อความสบายใจไม่ต้องเปิดไฟก็ได้ แต่ยังไงผมก็มองเห็นอยู่แล้วเพราะฉะนั้นแอบๆหน่อยเถอะ" 

"ค...คุโระมิเนะคุงเหรอ?" 

"อา ผมเองแหละ" 

"ห...เห็นทั้งหมดเลย จ...จริงเหรอ?" 

"เห็นอย่างชัดเจนเลยว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกของเธอ หรือว่าเมื่อคืนที่คืนดีกันเธอคงไม่ได้ลากตัวเจ้าบ้านั่นไปข่มขืนหรอกใช่ไหม?" 

อย่าทำหน้าเหมือนจะบอกว่า "รู้ได้ยังไงกัน!?" เลยนะ ว่าแต่เดาถูกสิท่า? 

"ก...ก็ใช่อยู่หรอก" 

"เฮ้อ แค่พวกเธอดีกันได้ไวขนาดนั้นก็น่าแปลกใจมากพอแล้วแท้ๆ นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะใจกล้าขนาดนี้" 

แน่นอนอยู่แล้ว เจ้าบ้านี่ปอดแหกจะตายไป ยังไงเรื่องแบบนี้ก็คงไม่ไหวหรอกนะ นี่คงจะเป็นความต้องการของเจ้าตัวมากกว่าน่ะแหละ 

"ก็อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ล่ะนะ ไปหาที่อื่นที่มันเป็นส่วนตัวมิดชิดมากกว่านี้ทีเถอะ ไม่ใช่ว่ามีแค่ผมหรอกนะที่ยังไม่นอนน่ะ" 

"อ...โอ้" 

ผมไม่ได้ใส่ใจอะไรแล้วเดินผ่านพวกเขาไป แต่ก่อนที่จะได้เดินไปไหนไกลพวกเขาก็ทักผมขึ้นมา แน่นอนว่าคนที่ทักคือเจ้าบ้านั่น 

"เดี๋ยว! ค...คือ ... ขอบคุณนะ" 

"...ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย ทุกอย่างเป็นเพราะพวกนายทำเอาเองต่างหาก" 

"อืม...แต่ถ้านายไม่ช่วยพูดให้ ฉันกับชิสุกะจังคงไม่ได้กลับมาคบกันอีกแบบนี้หรอกนะ" 

"ยัยนั่นไม่ได้หมดใจกับนายไป แม้จะถูกเพ่งเล็งเอาไว้โดยพวกอริของนายก็ตามแต่ เธอยังคงรักนายแม้ว่านายจะพยายามตีตัวออกห่างจากเธอ แทนที่จะปลีกตัวออกห่างสู้อยู่ด้วยกันเคียงข้างกันยังปกป้องได้ง่ายกว่าเยอะ ... เชื่อผมเถอะ ไม่เจอกับตัวคงไม่รู้หรอก..." 

กรณีนั้น ถ้ารู้ตัวเร็วกว่านี้ ถ้าพวกเราอยู่ด้วยกันมากกว่านี้ก็คงดี 

"ถ้างั้นผมไปก่อนล่ะ อย่าหักโหมมากก็แล้วกันเพราะอีกไม่นานงานวันวาเลนไทน์ก็จะเริ่มขึ้นแล้ว" 

หลังจากที่พูดเสร็จผมก็แยกตัวออกมา แล้วไปยังห้องชมรมถ่ายภาพของพวกยูยะ แต่ผมไม่ได้เอาชุดหรืออะไรมาด้วยอยู่แล้ว ก็คิดว่าจะไปเปลี่ยนที่บ้านพร้อมกับยัยนี่อยู่หรอกนะ แต่ขี้เกียจรอซะแล้วสิ 

"อย่างน้อยๆก็ไม่ต้องลงไปทำอะไรโจ่งแจ้งด้านล่าง ต้องขอบคุณจริงๆที่ห้องข้างๆนี้เป็นห้องของชมรมการแสดง" 

ชมรมการแสดงจะจัดละครเวทีชุดใหญ่จึงไปซ้อมกันที่หอประชุมเพราะฉะนั้นห้องนี้เลยว่าง แถมมันยังกว้างกว่าห้องเรียนถึงสองเท่าอีกด้วย ก็นะ ทำมาเพื่อบรรจุสมาชิกชมรมการแสดงที่เพิ่มขึ้นในแต่ละรุ่นนี่นา 

ผมไม่ชอบการออกกำลังกายหรือทำอะไรโจ่งแจ้ง ถ้าเป็นที่ที่ไม่มีคนเหมือนเมื่อเช้านี้ล่ะก็ว่าไปอย่าง แต่ว่าที่นี่น่ะ ผมมั่นใจได้ว่าถ้าส่งเสียงดังเดินไปคนอื่นๆก็อาจจะออกมาดูหรือตื่นได้น่ะสิ 

แต่ห้องนี้น่ะ เสียงค่อนข้างจะเบาไม่รบกวนคนอื่น ถึงแม้เสียงจะออกไปข้างนอกอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากพอที่จะปลุกคนที่อยู่ไกลออกไปให้ตื่นได้ถ้าไม่เสียงดังจริงๆ 

และด้วยความกว้างนี้ ดาบไม้โบคุโตะก็เคลื่อนไหวได้อย่างไม่ติดขัดอะไร แม้จะไม่ได้กว้างเหมือนสนามฝึกซ้อมของชมรมเคนโด้ แต่ก็มากพอที่จะลองทดสอบเหวี่ยงดาบเพื่อฝึกฝน 

ไม่ว่าจะฟาดขึ้น ฟาดลงหรือเหวี่ยงเฉียง ฟันในแนวนอน ไม่ว่าจะแบบไหนต่อให้เล่นท่าเป็นคอมโบเหมือนเกมที่เคยเห็นฮินะเล่นก็สามารถทำได้ แต่น้ำหนักมันค่อนข้างจะเยอะอยู่นะเนี่ย 

"ถ้าเป็นฮินะคงทำได้ดีกว่านี้ ถ้าเป็นคานะคงจะไร้ที่ติกว่านี้ล่ะนะ" 

ผมไม่เหมาะกับของแบบนี้ ให้ตายสิ ทำไมถึงได้คิดจะมาลองเรื่องแบบนี้กันนะ? ช่างเถอะ สิ่งที่ผมทำได้ดีกว่ายัยพวกนั้นน่ะไม่มีหรอก ก็แค่ทำในสิ่งที่ทำได้แค่นั้นเอง 

เอ? แต่ว่าผมที่ไม่ใช่มนุษย์แล้วเนี่ย เรื่องพละกำลังและความเร็ว หรือประสิทธิภาพทางร่างกายกับประสาทสัมผัสอาจจะดีกว่าอยู่หรอกนะ แต่เรื่องที่บอกว่าทำได้ดีกว่ายัยพวกนั้นไม่ได้คือทักษะต่างหาก 

เพราะทักษะได้รับจากการฝึกฝนและเรียนรู้ และการพัฒนาของแต่ละคนน่ะไม่เหมือนกัน ต่อให้เกิดมาด้วยพรสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ก็ไร้ผลถ้าไม่สามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่าอีกฝ่าย และพัฒนาช้าเกินกว่าที่จะเทียบเคียง 

และนั่นคือผม ผมที่อ่อนแอตอนนี้ก็ทำได้แค่นี้ล่ะนะ 

ไหนๆก็ไหนๆขอข้ามไปหลังจากที่ผมลองฝึกลองซ้อมเกี่ยวกับเจ้าสิ่งนี้เป็นเวลาสักสองชั่วโมงก็แล้วกัน ผมคงไม่มีนั่งอธิบายหรอกว่าตัวเองฝึกแบบไหน ฟาดฟันแบบไหน แต่ว่าผมคิดว่าถ้าได้ฝึกอย่างจริงจังและสม่ำเสมอผมคงทำได้ดีกว่าตอนนี้มากแน่ๆ อย่างน้อยๆผมก็แค่ทำตามที่เคยเห็นและเลียนแบบสองคนนั้นมาก็เท่านั้นเอง 

ถึงทั้งสองคนจะมีการเคลื่อนไหวที่คล้ายกัน แต่ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือการเคลื่อนไหวของคานะจะรวดเร็วและแม่นยำกว่า ในขณะที่ฮินะจะไม่เคลื่อนไหวอย่างเปล่าประโยชน์ และไม่เปิดช่องว่างในทุกการกระทำ 

ยัยสองคนนี้ ถ้าไปเกิดที่โลกนั้นคงกลายเป็นหัวหน้าอัศวินที่อายุน้อยที่สุดอย่างแน่นอนเลยล่ะ แต่ตอนนี้ผมควรจะโฟกัสกับความแปลกประหลาดของยัยยูยะก่อนล่ะนะ 

ยัยนั่น...ได้รับพลังมาจากหนังสือแปลกๆของคุณปู่ของเธองั้นเหรอ? เป็นไปได้ไหมว่าต้นตระกูลหรืออาจจะเป็นคนในครอบครัวอาจจะมาจากต่างโลกหรือว่าเคยไปต่างโลกมาก่อนน่ะ 

แต่ว่านะ ของแปลกปลอมน่ะสุดท้ายก็ต้องถูกส่งกลับคืนสู่สถานที่ที่พวกมันจากมาอยู่ดี เพราะฉะนั้นหนังสือเล่มนั้นจะต้องถูกส่งกลับคืนไปที่โลกเดิมของมันอย่างแน่นอน 

และผม...ก็คงจะต้องกลับไปยังโลกนั้นเข้าสักวัน จนกว่าตอนนั้นจะมาถึงผมคงต้องดำเนินชีวิตแบบนี้ไปก่อน 

เพราะแบบนั้นผมจึงไม่อยากจะฮินะออกไปว่าผมชอบเธอมาตั้งแต่ยังเด็ก ผมไม่มีหน้าไปบอกเธอว่าผมจะหายไปสักวันในอนาคตหรอกนะ ความรักระหว่างมนุษย์กับปีศาจน่ะ ผลมันก็ออกจะชัดเจนอยู่แล้วนี่? 

*พรึ่บ* 

เปลวเพลิงสีดำที่มอดไหม้ มันอ่อนแอราวกับไม่มีพลัง นี่แหละขีดจำกัดของผม และมันก็คือหลักฐานที่ยืนยันความเป็นตัวผมได้ดีที่สุดแล้วล่ะนะ 

ผมดับเปลวไฟที่มอดไหม้ทิ้งแล้วเดินออกจากห้องชมรมไป ดาบไม้นี่ก็ควรจะเอาไปวางในที่ที่มันจะไม่หายก่อนดีกว่า เพราะว่าที่ที่ผมกำลังจะไป หรือก็คือต้องออกจากโรงเรียนไปนั้น เส้นทางไม่ได้ผ่านห้องชมรมเคนโด้ที่ตั้งอยู่ชั้นล่างน่ะสิ 

และผมคงไม่กลับไปคนเดียวหรอกนะ แล้วการที่เหงื่ออกก็ไม่ใช่อะไรที่ดีด้วย ถึงจะออกน้อยกว่าคนอื่นแต่เหงื่อผมก็ยังมีอยู่เหมือนกันแหละน่า 

"เฮ้ ตื่นได้แล้วน่า" 

"อ...อือ? หือ? คุโระคุง?" 

ผมเดินเข้ามาปลุกยูยะที่นอนฟุบหลับบนโต๊ะอย่างน่ารักน่าชังไม่สมกับเวลาปกติที่ตีเนียนหน้าเข้มของเธอ และเธอก็รู้ว่าผมจะทำอะไรเธอจึงรีบเก็บของแล้วเดินตามผมมาอย่างรวดเร็ว 

"นายนี่ตื่นเร็วจริงนะ" 

"ก็ทำนองนั้น" 

"...หรือว่านายไม่ได้นอน?" 

"ทำไม หรือว่ามันจะเป็นปัญหางั้นเหรอ?" 

"เปล่า เมื่อคืนนายเข้านอนเร็วมากถึงขั้นที่เล่นเกมหมาป่าให้จบอย่างรวดเร็ว แต่วันนี้นายกลับไม่นอน อยากรู้ว่าทำไมน่ะ" 

"ผมจะนอนหรือไม่นอนมันก็ไม่มีปัญหาทางร่างกายหรอกนะ แต่ถ้าผมนอนดึกจะถูกพี่ฮานะดุเอาน่ะสิ คนที่ไม่เคยโดนน่ะจะไม่รู้สึกกลัวหรอกมั้ง?" 

ถ้ารู้เรื่องความน่ากลัวของพี่ฮานะเข้าล่ะก็ เอาจริงๆไม่อยากจะให้เกิดขึ้นเลย เป็นมนุษย์ที่น่ากลัวชะมัดยาดเลยล่ะนะ แค่คิดตอนนี้ก็ยังหวาดกลัวไม่หายเลย 

ระยะทางไม่ได้ไกลกันมากเท่าไร แต่ในช่วงกลางคืนเส้นทางปกตินั้นจะค่อนข้างมืดตอนนี้ก็กำลังซ่อมเสาไฟอยู่ ถึงจะมีก็มไ่มากยิ่งดึกจึงไม่มีคนเดิน แต่เพื่อความปลอดภัยพวกยามจึงปิดเส้นทางเราเลยต้องอ้อมสักเล็กน้อย 

แต่มันไม่ได้ไกลมากเสียเท่าไรหรอกนะ ก็ราวๆเจ็ดกิโลจากหน้าประตูโรงเรียน ก็ทางนั้นค่อนข้างจะสว่างและผมคิดว่าจะไปซื้อของนิดหน่อยน่ะ...ต้องบอกว่าพี่ฮานะฝากซื้อของต่างหาก ส่วนใหญ่ก็วัตถุดิบในการทำอาหารล่ะนะ เห็นว่าคุณยูนะจะช่วยพวกเราในเรื่องชุดที่พวกเราต้องการนี่นะ เพราะงั้นผมก็ควรมาซื้อของแทนก็ถูกแล้วล่ะ 

แล้วที่ย่านการค้าแถวนี้ก็เปิดตั้งแต่ตีห้า เพราะงั้นไม่มีปัญหาที่จะหาซื้อวัตถุดิบเลยล่ะ แถมวัตถุดิบแถวนี้ก็สดใหม่ปลอดสารเคมีอีกด้วย ... แต่ไม่ค่อยอยากกินผักเลยแฮะ 

แต่ช่วยไม่ได้แฮะ ผักก็มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายของคนเราอยู่มาก กินๆเข้าไปใช่ว่าจะตายสักหน่อย ปีศาจก็กินผักได้เหมือนกันนั่นแหละน่า 

"อื๋อ? คุโระคุง ทางไปไม่ใช่ทางนี้ไม่ใช่เหรอ?" 

"เขาปิดถนนน่ะ เราจะอ้อมไปอีกทาง และแวะย่านการค้าเพื่อซื้อของด้วย ...อยากกินอะไรเป็นพิเศษล่ะ?" 

"ซาชิมิ! ...คงไม่ได้สินะ ออมเล็ตก็พอแล้วล่ะ" 

"ได้เลย ไม่ว่าอะไรก็ทำได้ทั้งนั้นแหละน่า" 

"แสดงว่าซาชิมินายก็ทำได้งั้นเหรอ!?" 

"ถ้าปลาซาชิมิสดๆมีขายล่ะก็นะ" 

ด้วยความเร็วในระดับนึง พวกเราเดินผ่านสวนสาธารณะแล้วมุ่งตรงไปที่ร้านขายเนื้อ และแวะร้านขายผัก ผลไม้ ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายปลา แวะไปทั่วจริงๆนั่นแหละนะ 

แล้วพวกเราก็หอเอาวัตถุดิบจำนวนมากเข้าไปในบ้าน ซึ่งพี่ฮานะบอกว่าจะทำให้กินเองกับมือ แบบนี้ก็ดีแฮะ เพราะพี่ฮานะน่ะทำอาหารเก่งสุดๆไปเลยล่ะ ขนาดคุณยูนะยังฝึกมากับพี่ฮานะตั้งแต่เด็กๆเลยนี่นะ 

ผมเองก็ดูแล้วเลียนแบบพี่ฮานะมาเหมือนกัน แต่การฝึกกับการลอกเลียนแบบมันจะไปเทียบกันได้ยังไงล่ะ เพราะฉะนั้นฝีมือของผมจึงอ่อนกว่ามาก 

ตอนนี้พวกผู้หญิงกำลังอาบน้ำ ยูยะก็ไปอาบกับทุกคนด้วย แต่ดูเหมือนเธอแค่อยากอาบน้ำเฉยๆจริงๆแฮะ ส่วนผมก็ช่วยพี่ฮานะจัดจานชามช้อนส้อมอะไรให้เรียบร้อย พอคนเยอะถึงจะดูวุ่นวายแต่ก็ต้องบอกเลยว่ามันไม่ได้แย่อะไร 

และวัตถุดิบก็ซื้อมาสำหรับคนยี่สิบคน...เพราะผมมีการเผาผลาญที่เยอะมากจึงกินเยอะเป็นพิเศษ ไม่ต้องห่วงเรื่องท้องไส้เลยเพราะว่ากระเพาะของผมสามารถย่อยอะไรก็ตามที่กินเข้าไปได้ทุกอย่าง ดูเหมือนตอนเด็กๆผมเคยกินเนื้ออะไรสักอย่างที่มันเหนียวมากจนขนาดที่ดาบไม่สามารถตัดมันให้ขาดได้ แต่กระเพาะของผมก็ย่อยมันจนไม่เหลือชิ้นดีเลย 

สาเหตุที่รู้ ก็เพราะผมไม่ใช่มนุษย์ รู้ไว้แค่นั้นก็พอแล้ว เพราะตอนนี้เริ่มจะแสบที่สีข้างพอสมควรเลยล่ะนะ 

"เดี๋ยวพวกเราจะไปกับคุโระคุงเลยนะจ๊ะ" 

"...พวกเรา? พี่ฮานะกับคุณยูนะจะไปที่โรงเรียนด้วยงั้นเหรอ?" 

"ไม่ได้เหรอจ๊ะ?" 

"ไม่ใช่ว่าไม่ได้สักหน่อย ก็อยากให้มาอยู่เหมือนกันแหละน่า" 

"ถ้างั้นก็ไปด้วยกันเลยก็แล้วกันนะจ๊ะ" 

แต่ที่ไม่อยากไปด้วยเพราะอย่างแรกเลยนะ ทุกคนน่ะเป็นผู้หญิง และถ้าไม่รวมพี่ฮานะกับคุณยูนะทุกคนก็มีคนชอบและแฟนคลับมากมาย บ้างก็ชายบ้างก็หญิง ผมไม่ค่อยอยากจะถูกมองด้วยสายตาอาฆาตสักเท่าไรด้วย 

และถึงจะมีโอกาสโดนแกล้งแต่ผมก็ไม่ค่อยอยากจะเสียเวลาไปกับการจัดการพวกนั้นสักเท่าไรเหมือนกัน แถมในหมู่พวกนี้พี่ฮานะกับคุณยูนะก็สวยถึงขั้นที่หลายคนต้องตกตะลึงด้วย ไม่ต้องคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลำบากแน่ๆอยู่แล้วล่ะ 

แต่อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดล่ะนะ ช่างคนอื่นที่มองมาดีกว่า เพราะเวลาที่เสียไปกับคนพวกนั้นมันสำคัญเกินกว่าจะเสียไปฟรีๆน่ะสิ 

"...มีอะไรเกิดขึ้นกับร่างกายบ้างรึเปล่าจ๊ะ?" 

"ไม่เลย ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเท่าไร เว้นซะแต่ว่าเจ้าสิ่งนั้นมันเริ่มจะเพิ่มขึ้น เรื่อยๆขึ้นทุกวันแล้วล่ะนะ" 

"ว่าแล้วเชียว คิดว่ามันอาจจะคงอยู่ได้นานกว่านี้สักหลายสิบปี แต่มันเสื่อมสภาพเร็วชนิดที่เวทย์ซ่อมแซมก็ใช้ไม่ได้ผล คิดว่าอย่างมากก็คงอยู่ได้อีกแค่สองปีเท่านั้นแหละจ้ะ" 

เหลือเวลาอีกสองปีงั้นเหรอ? ผมคิดว่าถ้าพลังของผมกลับมา ไม่แน่ว่าการจัดเรียงความสมดุลย์อาจจะดึงผมกลับไปที่โลกเดิมในแทบจะทันทีก็ได้ พอคิดแบบนั้นผมก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆเท่านั้น 

"...โชคชะตาทำให้เธอต้องมาพบกับทุกคน แต่สักวันเธออาจจะต้องลาจากจากพวกเขา แต่อย่าได้ถือโกรธโชคชะตาเลยนะจ๊ะ เพราะฉันยังคงเชื่อ ว่าการพบพานของพวกเรา แม้จะต้องจากลากันก็จริง แต่ฉันเชื่อนะจ๊ะ ว่าสักวันนึงเธอจะต้องสร้างโลกที่พวกเราสามารถพบกันได้อีกครั้งอย่างแน่นอนเลยล่ะจ้ะ" 

"...ผมจะไปสร้างโลกได้ยังไงกันล่ะ? แต่ก็ขอบคุณนะพี่ฮานะ ต่อให้โชคชะตาอะไรนั่นต้องแยกจากพวกเราก็เถอะ แต่คนอย่างผมจะต้องหาทางทำอะไรสักอย่างแน่ๆอยู่แล้วล่ะ" 

"ก็ขอให้เป็นอย่างงั้นจริงเถอะนะ" 

พี่ฮานะเดินเข้ามาลูบหัวของผม ทำไมมันรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกแบบนี้กันนะ 

"จนกว่าจะถึงเวลานั้น ช่วยทำให้ความทรงจำของฉันกลับมาด้วยก็แล้วกันนะจ๊ะ" 

"อืม ด้วยวิธิที่ไม่ใช่ทางวิทยาศาสตร์ ผมจะดึงความทรงจำของพี่ฮานะกลับมาให้ได้เลยล่ะ" 

ก็วิธีที่เป็นวิทยาศาสตร์ไม่สามารถดึงความทรงจำเดิมของพี่ฮานะกลับมาได้นี่นะ น่าแปลกแต่ก็ดีกว่าไม่มีหนทางอื่น แค่เป็นหนทางที่ไม่เคยมีใครทดสอบก็เท่านั้นเอง 

ผมกับพี่ฮานะจัดเรียงอาหารกันจนครบ พวกฮินะที่อาบน้ำเสร็จก็เดินเข้ามานั่งประจำที่กันอย่างรวดเร็ว ส่วนผมก็ปลีกตัวไปอาบน้ำล้างเหงื่อของตัวเองออกก่อนจนหมดสิ้น 

เวลาที่เหลือมีไม่ค่อยมากเท่าไร ผมในตอนเช้าก็ไม่ได้ลงไปแช่น้ำร้อนเหมือนคนอื่นๆหรอกนะเพราะงั้นผมที่ล้างเนื้อล้างตัวอย่างสะอาดแล้วก็ออกจากห้องน้ำแล้วขึ้นไปเปลี่ยนชุดที่ชั้นสอง 

วันนี้ไม่ต้องใส่ชุดนักเรียนก็ได้สินะ? ถึงจะแปปเดียวแต่ชุดไปรเวทของทุกคนก็ค่อนข้างจะสวยดึงดูดสายตาของทุกคนมากเลยล่ะ ส่วนชุดของผมก็... 

มันเป็นชุดที่เรียบง่ายมาก กางเกงขายาวสีดำ เสื้อสีดำที่มีฮู้ดสีดำทับเอาไว้อีกชั้นนึง แต่ฮู้ดตัวนี้เป็นฮู้ดแฟชั่นที่ไม่ได้มีแขนเสื้อที่ยาวเพื่อกันความหนาว มันเป็นเสื้อฮู้ดที่ใส่เพื่อให้ดูดี แต่ที่ซื้อมาก็เพาะว่ามันมีรูปร่างที่ค่อนข้างจะใส่สบายพอสมควร เนื่องจากไม่มีแขนเสื้อการยืดแขนขาก็ไม่มีการติดขัดอะไรใดๆ แถมผมซื้อชนิดที่พอดีตัวมาด้วย 

หลังจากที่เปลี่ยนชุดเสร็จ ผมก็เดินลงไปด้านล่าง ผมใช้เวลาแต่งตัวไม่นานมากเท่าไร แต่เมื่อผมลงมานั้นทุกคนก็กินกันเสร็จผมแล้ว แต่ว่าเสร็จที่ว่านั้นคือจำนวนอาหารที่อยู่บนโต๊ะมันลดลงไปมากกว่าสามสิบเปอร์เซ็นต์เชียวนะ ผมคิดว่าจะน้อยกว่านี้ซะอีก 

"ฝีมือของคุณพี่ฮานะนี่อร่อยยิ่งกว่าแม่ของฉันซะอีกนะคะเนี่ย" 

พูดแบบนั้นแม่ไม่ว่ารึไงกันยัยโซมะ? แต่ว่านอกจากอาหารฝีมือของพี่ฮานะและคุณยูนะแล้ว ผมก็เคยกินอาหารฝีมือคนอื่นยแค่ฝีมือของแม่ของฮินะเท่านั้นเองนี่นะ 

แต่พี่ฮานะนี่สุดยอดจริงๆนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทไหนก็ทำออกมาได้อร่อยทุกอย่างเลยล่ะนะ 

ผมนั่งลงตรงที่ว่าง ซึ่งทุกคนไม่ได้สังเกตผม ต้องบอกว่าทุกคนกำลังคุยอยู่กับเพื่อนของตนเองเรื่องงานในวันนี้อยู่ล่ะนะ 

ส่วนผมก็ลงมือกินอาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ผมไม่ได้กินอย่างมูมมามตะกละตะกลามแต่อย่างใด แต่ผมแค่สามาระเคี้ยวได้รวดเร็วกว่าคนปกติ เพราะด้วยความคมของฟันของผมมีมากกว่า รวมไปถึงแรงเคี้ยวของกรามขากรรไกรของผมก็มากกว่าคนปกติด้วยเช่นกัน หรือต้องบอกว่ามากกว่าฉลามก็ย่อมได้ล่ะนะ 

แน่นอนว่าเป็นการคาดเดา ถึงจะไม่มีใครรู้แต่ว่าผมเคยเคี้ยวเหล็กจนละเอียดไปแล้วนะ... 

ตอนนั้นเลือดกลบปากเลยล่ะ มันไม่เหมือนตอนนี้ที่เนื้อหนังของผมเริ่มจะทนทานต่ออาวุธของมีคมแล้ว ตอนนั้นเศษเหล็กแทงเข้ามาในปาก ถึงแผลจะรักษาได้เร็วแต่มันก็ยังคงความเจ็บปวดเอาไว้อยู่ดี 

แต่ผมไม่ใช่เด็กที่จะมาร้องไห้หรอกนะ ถ้าเจ็บก็รู้ว่าเจ็บเท่านั้นแหละ 

ว่าแต่ในขณะที่กินไปเรื่อยๆผมก็รู้สึกว่า จู่ๆมันก็เกิดเงียบขึ้นมา ผมจึงเงยหน้าแล้วมองทุกคนที่อยู่รอบๆ 

อา...ผมกินเร็วไปงั้นเหรอ? แต่นี่มันก็ปกติของผมนี่นะ? 

"ว่าแล้วเชียว คุจังนี่เหมาะกับชุดสีดำจริงๆนั่นแหละนะ" 

มีแต่ฮินะที่เป็นคนพูด พร้อมรอยยิ้มที่ทำให้รู้สึกเบิกบานผมก็พลอยเขิลไปด้วยเล็กน้อย 

"...ขอบคุณ" 

ผมหลบสายตาและรอยยิ้มนั่นพลางกินต่อไป ร่างกายที่เผาผลาญได้เยอะกว่าคนทั่วไปนี่ก็ช่างน่ารำคาญซะจริง 

ข้ามขั้นตอนไปหลังจากที่เตรียมตัวเสร็จ ผมกับทุกคนก็เดินเกาะกลุ่มกันไปโรงเรียน และแน่นอนว่ารวมพี่ฮานะกับคุณยูนะเอาไว้แล้ว 

"ท่านฮานะ ดิฉันว่าเอารถไปดีกว่าไหมคะ?" 

"ฉันก็อยากเดินไปเหมือนกับคนปกติเขาบ้างเหมือนกันนะจ๊ะ แถมโรงเรียนก็ไม่ได้ไกลขนาดนั้นด้วย นอกจากนี้ แดดเองก็ค่อนข้างจะน้อยอีกด้วยนะจ๊ะ" 

"ถ้าท่านฮานะว่าอย่างนั้นล่ะก็นะคะ" 

ชุดของคุณยูนะเป็นชุดเมดที่ดูสุภาพ แต่ของพี่ฮานะนี่ค่อนข้างแปลกแฮะ มันเป็นชุดของโรงเรียนของผม หรือก็คือเครื่องแบบนักเรียนนั่นแหละ แต่ว่า...ชุดนั่นมันเป็นชุดเมื่อสิบปีก่อนไม่ใช่รึไงกันน่ะ? 

ถึงจะหยาบคายแต่พี่ฮานะอายุเท่าไรกันแน่เนี่ย? เคยถามไปแต่โดนมองด้วยสายตาที่น่ากลัวสุดๆไปเลยล่ะ เพราะงั้นผมจึงเลือกที่จะไม่ถามอีกคงดีซะกว่าจริงๆนั่นแหละ บางทีพี่ฮานะก็ค่อนข้างจะน่ากลัวล่ะนะ 

กลับมาที่ฝั่งพวกฮินะ แต่ละคนจะมีชุดที่ค่อนข้างจะมีสไตล์ที่แตกต่าง ก็นะ มีแค่ห้องของผมที่ใส่ชุดอะไรก็ได้ 

ห้องA ชุดเมดที่เหมือนจะได้คนของบ้านยัยโนมุรากิเป็นคนตัดเย็บ 

ห้องC ชุดประจำชาติที่คุณยูนะสะสม ว่าแต่ชุดกี่เพ้านี่สวยชะมัด ถ้าไม่เหมาะจริงคงไม่สวยขนาดนี้หรอกนะ 

และห้องD ชุดพละโรงเรียนแบบเก่า บลูมเมอร์พวกนี้คงทำให้ผู้ชายคนอื่นๆรู้สึกเสียวจนไม่อยากจะละสายตาแหงๆ อ๊ะ โทษทีเผลอหยาบคายไปเล็กน้อย 

ด้วยการที่ชุดของพวกเรามันมีความแตกต่างกันตามงานที่พวกเราจะจัดกัน แม้จะน่าสงสัยว่าทำไมยยัยยูยะจะใส่ชุดพ่อบ้าน แต่สายตาของรอบข้างที่มองมานั้นราวกับเจอเรื่องแปลก 

เมื่อพวกเราเดินเข้ามาภายในโรงเรียนก็กลายเป็นจุดสังเกตอย่างง่ายดาย สายตาของหลายคนมองมาที่สาวๆ รวมไปถึงพี่ฮานะและคุณยูนะ เพราะทั้งคู่นั้นน่ารักและสวยจริงๆนั่นแหละนะ ถึงจะอายุเยอะแล้วก็ตามที 

"พวกเราไปก่อนนะ" 

"อืม" 

"พวกฉันขอไปเอาของก่อนนะ" 

"อืม" 

"ฉันต้องไปเอาวัตถุดิบในการทำขนมก่อนน่ะ ฝากดูห้องของพวกเราด้วยนะ" 

"อืม" 

"คุจัง ถ้าตอบแต่คำนั้นระวังจะโดนโกรธเอานะ" 

"ผมไม่มีอะไรจะพูดเป็นพิเศษนี่นา?" 

จริงไหมล่ะ? ไม่มีอะไรจะพูดจริงๆนะเออ 

"ผมจะไปจัดเตรียมห้องของ ฮินะที่ไม่ได้ทำอะไรก็มาช่วยด้วยสิ ส่วนพี่ฮานะกับคุณยูนะจะไปเดินดูงานกันก่อนก็ได้นะ แต่ว่าตอนนี้ร้านขายของคงยังเปิดกันไม่มากหรอก" 

"ยังก่อนหรอกจ้ะ ฉันอยากจะไปดูห้องของทุกคนกันก่อน เพราะงั้นฉันจะตามไปด้วยล่ะนะจ๊ะ" 

"ได้อยู่แล้ว ยังไงร้านที่เปิดก่อนคงเป็นร้านของห้องB เพราะขนมทำได้ง่ายกว่าพวกช็อคโกแลตล่ะนะ แต่ถ้าไม่นับข้าวเช้าถ้าพี่ยังหิวอยู่ไปห้องCก่อนก็ได้นะ" 

"นั่นสินะจ๊ะ ยังไงก็กินไปค่อนข้างจะน้อยอยู่ด้วยสิ" 

นั่นน้อยเรอะ!? 

ผมพยายามจะไม่พูดออกมาเพราะกลัวจะโดนดุ แล้วแยกตัวไปทำงานในแต่ละส่วนของในแต่ละคนเอา ถึงผมจะไม่ค่อยได้ฝึกซ้อมแต่บทพี่ชายของผมก็ค่อนข้างจะทำได้ดี เพราะว่าผมมีคนที่เหมือนน้องสาวอยู่ข้างกายตลอดเลยมีความเป็นพี่ชายสูงล่ะนะ 

เพราะเป็นธีมครอบครัวทำให้คนในห้องไม่ประหม่ามากไป มันเป็นธีมที่เหมาะกับการสวมบทบาทมากที่สุดเมื่อเทียบกับเวลาที่เหลือก่อนงาน ซึ่งก็มีแค่วันเดียวเท่านั้น 

เอาล่ะอีกไม่นานก็จะถึงเวลาเปิดร้านแล้ว ยังไงก็ตามงานจะเป็นไปได้ด้วยดีก็ขึ้นอยู่กับคนในห้องทุกคนและเพื่อนร่วมห้องล่ะนะ 

พวกเราจะไม่มีการแข่งขันกัน เอาล่ะ สงสัยงานนี้ต้องเตรียมตัวสักหน่อย เป็นเวลาครึ่งชั่วโมงโดยประมาณที่นานพอสมควรเลยล่ะ แล้วเจอกันใหม่หลังจากที่ทุกอย่างพร้อมแล้ว 

เฮ้อ ... ขอให้ไม่เกิดเรื่องขึ้นตามสังหรณ์ใจของฉันก็ดีสิ 

 

 

 

สำหรับใครที่อ่านนิยายทั้งสองเรื่องทั้งภาคหลัก(เรื่องนี้) และภาคต่อ(เรื่องนู้น) ปริศนาบางข้อได้เปิดเผยออกมาแล้วผ่านตอนพิเศษ Spin off ของคุโรมะ ฮานาโยโกะที่พึ่งอัพไป 

ถ้าชอบก็กดไลค์กดแชร์ด้วยนะคะ กดติดตามเอาไว้เลย เวลาที่อัพใหม่จะได้เห็นก่อนชาวบ้าน เพราะบางทีเราอัพตอนตี4 ตี5ไง!! คนอัพมันไม่ยอมดูเวลา!! 

ติดตามเพจเราด้วยนะ ก่อนที่เราจะเปิดเทอมจะพยายามปั่นนิยายให้ได้เยอะมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเจอกันนะ! 

ปล.ตอนต่อจะเกิดอะไรขึ้นก็ติดตามเอาก็แล้วกัน! 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว